A speculator is a man who observes the future, and acts before it occurs.

ของดี ต้องแพง หรือต้องถูก?

วันนี้อ่านข่าวเกี่ยวกับราคาที่ดิน เลยเกิดความสงสัยขึ้นมาและเป็นประเด็นที่นำมาเขียนในวันนี้ครับ

ผมเคยอ่านความเห็นของนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ท่านหนึ่ง ท่านบอกว่าลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ต้องซื้อที่ๆราคาแพง เช่นเขตใจกลางเมือง อย่าไปซื้อที่ราคาถูกๆ เพราะที่ๆแพงแปลว่ามันมีความต้องการสูง ละความต้องการมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในขณะที่ที่ดินมันไม่เพิ่ม ส่วนที่ราคาถูกคือไม่มีคนต้องการดังนั้นราคาอาจจะไม่ขึ้น หรือต่อให้ขึ้นก้ไม่เยอะ เพราะที่ดินยังมีพอต่อความต้องการอยู่

เอ ฟังแล้วก็นึกไพล่มาถึงเรื่องหุ้น ปกติที่เราถูกสั่งสอนกันมา คือ ให้ซื้อหุ้นราคาถูกๆ แล้วไปขายแพงๆ นี่สิถึงจะถูกต้อง

ขัดแย้งกันดีไหมครับ

จริงๆแล้วไม่ได้ขัดกันเลยครับ เท่าที่ผมศึกษาเรื่องของการทำธุรกิจและการลงทุนมา ทุกสิ่งล้วนมีความคิดพื้นฐานที่เหมือนกันมากๆ ครั้งนึงของการอบรมอสังหาผมตกใจมาก เพราะเพียงแค่เปลี่ยนคำว่าอสังหาเป็นหุ้น ก็จะเหมือนกับที่อบรมเรื่องหุ้นมาเป๊ะๆเลย

คำถามก็คือว่า แล้วเราจะอธิบายความขัดแย้งที่ผมยกขึ้นมาข้างต้นได้อย่างไร

หุ้นนั้นผมขอแบ่งเป็นสองประเภท คือ เทคนิค และพื้นฐาน
สำหรับนักเทคนิคนั้นไม่ต้องห่วงครับ เรานิยมซื้อของแพง ไปขายแพงกว่าอยู่แล้ว ดังนั้นสายนี้จึงเข้ากันได้กับเรื่องข้างบนอย่างไม่ต้องสงสัย และเผอิญเราก็เชื่อเหมือนกันว่า ของแพงต้องดี เพราะของดีคนเลยอยากได้ อยากได้ก็แย่งกันซื้อ มันก็ต้องแพงสิ ดังนั้นของดีมักจะแพง และจะแพงขึ้นเรื่อยๆ ส่วนของไม่ดีจะไปยุ่งกับมันทำไม

แล้วสายพื้นฐานล่ะ เค้าเน้นซื้อหุ้นถูกนี่นา
ตรงนี้ต้องเข้าใจนะครับ ระหว่างหุ้นราคาถูก กับหุ้นราคาต่ำ หุ้นNPARK(เขียนอย่างนี้ป่าวเอ่ย) ที่ราคา0.01บาท อาจจะเป็นหุ้นราคาต่ำ แต่ราคา"แพงมากเมื่อเทียบกับคุณภาพ" แต่หุ้นTF ที่500 ถึงจะราคาสูง "แต่อาจจะถูกมากๆเมื่อเทียบกับคุณภาพ"

ดังนั้นสิ่งที่นักลงทุนแนวนี้สนใจคือหุ้นที่มีราคาถูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเกิดวิกฤติที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความสามารถในการทำกำไรของหุ้นนั้นๆ เช่น ราคาหุ้นตกลงมาตามตลาดโดยรวม แต่อย่างไรก็ตามหุ้นที่ลงทุนก็จะต้องเป็นหุ้นที่มีคุณภาพดี

หากนักลงทุนกลุ่มนี้ไปลงทุนในอสังหา ก็จะเลือกทำเลที่ดีก่อน แน่นอนว่าอาจจะมีราคาแพง แล้วพวกเค้าก็จะรอ ร้อ รอครับนกว่าราคามันจะตกลงมา ซึ่งก็มีโอกาสเป็นไปได้หลายประการ เช่น เจ้าของจะไปต่างประเทศ ผ่อนไม่ไหว ได้ที่อยู่ใหม่

ดังนั้นผมเลยสรุปว่าในการลงทุนนั้นการเลือกลงทุนในทรัพย์ที่มีคุณภาพดีเป็นสิ่งที่สำคัญ ต่อมาคือราคา ในขณะที่คนกลุ่มหนึ่งซื้อของดีโดยไม่ต่อราคา ก็จะมีของให้เลือกมากกว่า ไม่เสียเวลา ในขณะที่คนอีกกลุ่มก็ต้องการของที่ดีเช่นกัน แต่ขอต่อรองราคาให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ก็ต้องแลกด้วยความอดทนรอโอกาสซึ่งนานแค่ไหนไม่มีใครรู้

ผมก็คิดว่าจริงๆแล้วสิ่งที่นักลงทุนท่านนั้นพูดก็ถูกครับ แล้วก็ไม่ได้ขัดแย้งกับการลงทุนอื่นๆเลย ดังนั้นเวลาที่เราๆท่านๆลงทุนก็ควรจะถามตัวเองด้วยนะครับ ว่าสิ่งที่กำลังลงทุนนั้นมันมีคุณภาพดีหรือเปล่า

ไม่ใช่เอาการลงทุนมาบังหน้าการพนันเท่านั้นเอง

 

Create Date : 10 ตุลาคม 2552
Last Update : 10 ตุลาคม 2552 3:47:58 น.  

ความรู้การลงทุนจากปอยเปต

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปเปิดหูเปิดตาอีกแล้วครับ ผมเองอยากทำอะไรหลายๆอย่างให้สมกับที่ได้มีโอกาสดูโลกใบนี้หนึ่งชีวิต ดังนั้นสิ่งที่ผ่านเข้ามาหากเป็นไปได้ผมจะลองเกือบหมดครับ(เว้นยาเสพย์ติดนะ อันนี้ถือเด็ดขาด) และสิ่งที่ผมได้ลองทำในคราวนี้ คือ การได้ไปเล่นพนันในบ่อนพนันเป็นครั้งแรกในชีวิต

เริ่มแรกผมได้รุ่นน้องคนนึงอาสาเป็นคนนำเที่ยวให้ แต่ตอนหลังพาสปอร์ตเค้าเอาไปทำเรื่องเดินทางไปที่อื่น เราเลยต้องไปกันเองสี่คนโดยไม่มีคนนำทาง หนึ่งในสี่เคยไปมาแล้วแต่ก็นานมาแล้วเช่นกัน และที่สำคัญตอนนั้นไปเองไม่ได้ไปรถทัวร์แบบนี้

ตอนเช้าเรานัดกัน ณ สถานที่แห่งหนึ่งซึ่งคงไม่บอกว่าคือที่ไหน เพราะบล็อกนี้คงไม่สนับสนุนคนให้ไปเล่นพนันกันแน่นอน ผมเพิ่งรู้วันนี้เองว่า ณ สถานที่ๆผมไปค่อนข้างบ่อยมีรถไปบ่อนพนันเยอะขนาดนี้ ที่สำคัญคนเต็มทุกคัน และรถออกทุกวัน วันละหลายๆคันด้วยครับ เมื่อพวกเราพร้อม รถพร้อมเป้าหมายต่อไปของเรา คือ ปอยเปต

ผมขอข้ามรายละเอียดในการเดินทางหรือการติดต่อไปนะครับ คนที่รู้อยู่แล้วก็รู้ไป คนที่ไม่รู้ก็ไม่ต้องไปรู้มันหรอกครับ เหอๆๆ เมื่อไปถึงผมก็แอบอึ้งไปเล็กน้อย เมื่อพบว่าร้านอาหารเป็นอาหารไทยเกือบหมด และป้ายต่างๆในคาสิโนเป็นภาษาไทยทั้งสิ้น ป้ายไทยๆแบบที่บางอันไม่มีภาษาอังกฤษ หรือเขมรเลยด้วยซ้ำไป

คนเล่นส่วนใหญ่เป็นคนไทย เป็นอาอึ้ม อากิ๋มอากู๋ อาซ้อ อาเจ้ อาแปะ อาเจ็กทั้งนั้นเลยครับ เหมือนว่าที่นี่คือที่นัดพบ เป็นแหล่งบันเทิงสำหรับวัยผู้ใหญ่ ดูๆแล้วก็ละม้ายห้องค้าหุ้นเหมือนกันนิ อิอิ และในเมื่อมันเหมือนกันขนาดนี้ ผมจะลองเปรียบเทียบการลงทุนกับการพนันให้ดูนะครับ ว่าผมได้เรียนรู้อะไรจากการไปเสียเงิน375บาทในบ่อนบ้าง ไม่งั้นบล็อกนี้ควรจะต้องไปอยู่ในส่วน ”ขอบฟ้าและโลก” ไม่ใช่ใน “ทรัพย์สินเพิ่มพูน” แน่ๆ

ความรู้ด้านการลงทุนที่ได้จากปอยเปต

1. ก่อนจะเล่นเราก็ต้องแลกชิพใช่ไหมครับ พวกเราคิดกันว่าการแลกชิพนี้จะแลกแค่ครั้งเดียวเท่านั้น จะไม่ยอมแลกเพิ่มในกรณีใดๆทั้งสิ้น โดยที่เงินนี้เป็นจำนวนที่แต่ละคนเสียได้โดยไม่เดือดร้อน ซึ่งในตอนหลังก็มีคนหมดจริงๆ ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้เกิดปัญหาใดๆ เพราะนี่เป็นเงินจำนวนที่พิจารณาแล้วว่าหมดไปไม่เป็นไร ลองคิดดูสิครับหากเราติดลมแล้วแลกต่อไปเรื่อยๆ หายนะมาเยือนแน่ๆ

เมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุน นี่ก็หมายถึงการใช้STOP LOSSนั่นเองครับ การที่เรากำหนดวงเงินต่อครั้งที่สามารถเสียได้เป็นสิ่งที่จำเป็น”สูงสุด”ในการลงทุน ถ้าเราทำบัญชีดูจะเห็นว่าพอร์ทการลงทุนแย่ๆมาจากการลงทุนแค่ไม่กี่ครั้งที่ทำลายพอร์ทเรา เช่นเดียวกับพอร์ทการลงทุนที่ประสบความสำเร็จก็มักจะมาจากการลงทุนที่ดีมากๆแค่ไม่กี่ครั้งเช่นกัน ดังนั้นการที่จะทำกำไรในระยะยาวได้เราจะต้องจำกัดการขาดทุนที่มากที่สุดของเรา ว่าต่อให้เรามั่นใจมากแค่ไหนก็ตามแต่เราจะไม่ยอมขาดทุนเกินเท่านั้นเท่านี้บาท หรือ%ของพอร์ทเราโดยเด็ดขาด

2. ผมเองได้เล่นที่โต๊ะBlack Jack หรือที่คนไทยคุ้นหูกันในนาม ป๊อก21 นั่นเองครับ ซึ่งเท่าที่ศึกษามาบ้างงูๆปลาๆ Black Jackนี้เป็นการพนันที่หากเราจัดการดีๆ มีวินัยในการเล่นจะทำให้เราได้เปรียบเจ้ามือพอสมควรเลย ผมเลยทดลองเล่นดูครับ ผลปรากฏคือแพ้หลุดลุ่ย เสียเงินส่วนใหญ่ไปกับโต๊ะนี้นี่เอง ผมสรุปออกมาได้ว่าการอ่านหนังสือแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้ช่วยอะไรเลยครับ สิ่งที่เกิดขึ้นบนโต๊ะมันเร็วมากๆ การคำนวณไพ่ทำได้แทบไม่ทันอันเกิดมาจากความตื่นเต้น

ตรงนี้ก็เหมือนกับหลายๆคนที่ได้อ่านหนังสือมาเยอะแยะก่อนที่จะทำการลงทุน หรือบางคนเตรียมความพร้อมมามากกว่านั้นคือลองทดลองเทรดหุ้นจำลองมาก่อนไม่ว่าจะที่พันทิป click2win หรือที่อื่นๆก็ตามที แล้วพอเข้ามาในสนามก็มั่นใจในองค์ความรู้”มากเกินไป” พอเจอราคาหุ้นที่ขึ้นๆลงๆกลับทำอะไรไม่ถูก เคยเล่นเกมส์กำไรเป็นล้านๆเอามาอวดกัน พอมาเจอตลาดจริงขาดทุนไปไม่กี่หมื่นทำอะไรไม่ถูกเลยคราวนี้ หลังจากโดนเหวี่ยงโดยอารมณ์ตลาดถึงจุดหนึ่งการตัดสินใจโดยเหตุผลก็ละเลือนไป แล้วในที่สุดก็ไม่ต่างอะไรกับเซียนท่าทางดูดีที่ผมเจอบนโต๊ะพนัน

3. หลายครั้งที่ผมเห็นบนโต๊ะ นักพนันส่วนใหญ่ชอบลงพนันในส่วนที่ให้ผลตอบแทนสูง เช่น แทง1จ่าย11 แทง1จ่าย8เป็นต้น โดยคาดหวังว่าเมื่อได้ผลตอบแทนเยอะๆครั้งเดียวจะคุ้มทุนทันที น้องที่ไปด้วยังชวนผมเล่นเลย “ตาเดียวได้8เท่าเลยนะพี่50บาทเป็น400เลยนะ” ทั้งๆที่หากดูจากโอกาสและความน่าจะเป็นแล้วไม่ได้คุ้มค่าเลยครับ ไพ่ต้องออกมาเป็นไพ่คู่ถึงจะได้8เท่า สมมติใบแรกที่ได้คือ 2 โอกาสที่ได้ไพ่ใบต่อไปเป็นคู่ คือ 3จาก51 ถึงแม้ว่าจะใช้ไพ่หลายสำรับ แต่ผมก็ไม่เห็นว่าความเสี่ยงมันจะดีขึ้นกี่มากน้อย

การลงทุนก็เช่นกันครับ ผมมักจะแปลกใจเสมอๆที่นักลงทุนหลายคนไปซื้อหุ้นเน่าๆ หรือการลงทุนแย่ๆเพียงแค่ “หากว่าวันหนึ่ง” โดยหวังว่าสักวันขี้จะกลายเป็นทองขึ้นมาได้ ทั้งๆที่มีโอกาสลงทุนดีๆอีกมากมายที่เปิดโอกาสให้เราตลอดเวลา หากยังไม่เห็นด้วยลองจับนักลงทุน(ไทย)100คนมายืนเรียงกันแล้วถามสิครับว่าชอบหุ้นแบบไหน หุ้นปั่นที่หวือหวา หรือหุ้นดีๆที่วันๆนึงไม่ค่อยไปไหนเลย นักลงทุนส่วนใหญ่ชอบพูดกันว่าโอกาสรวยง่ายๆแค่ซื้อหุ้น XXX ตอน 0.50 บาท แล้วไปขายตอน10บาท แต่ในความเป็นจริง นักลงทุนกลุ่มนี้มักจะซื้อที่ 9.90 บาท แล้วไปขายที่ 0.35 บาทมากกว่า

การลงทุนที่ดีเราต้องมีหลักการ มีกฏในการลงทุนไม่ใช่ “ซื้อแล้วภาวนา”

4. เนื่องจากว่าเราแลกเงินไว้น้อยมากๆ แต่โต๊ะที่เล่นจะมีกำหนดว่าวงเงินขั้นต่ำที่เล่นได้คือเท่าไหร่ ดังนั้นการควบคุมเงินทำได้ลำบากมากครับ ถึงแม้ว่าเราจะมีกรอบการเล่นที่ดีแต่เมื่อทุนน้อยการจะให้เราได้เปรียบในระยะยาวจะไม่เกิดขึ้น “เพราะเราไม่สามารถคงอยู่ได้ในระยะสั้น” ผมเองแลกเงินมาแค่500 บาท เมื่อผมเล่นพนันตาละร้อยบาท นั่นคือผมแพ้ได้ 5 ตาติดต่อกันเท่านั้นเอง ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่ายๆเลย

การจะลงทุนเราต้องเตรียมเงินให้พอเหมาะกับเครื่องมือที่เราลงทุนครับ หลายคนเริ่มเทรดจากเงินน้อยๆซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ดันไปเลือกโบรคเกอร์ที่มีค่าธรรมเนียมการเทรดขั้นต่ำ 50 บาทต่อครั้ง พอเทรดไป-กลับต้องมีต้นทุนแน่ๆแล้ว 5% แล้วแบบนี้จะต้องทำกำไรครั้งละเท่าไหร่ครับถึงจะพอ หรือคนที่เทรดตลาดล่วงหน้าต่างๆก็เช่นกัน เนื่องจากการที่เราวางเฉพาะInitial margin ดังนั้นเราสามารถขาดทุนจำนวนเดียวกันได้เรื่อยๆ(หากเป็นหุ้นการขาดทุนจะลดลงเรื่อยๆ เช่นจาก 100 ขาดทุน 10 เหลือ 90 จาก 90 ควรจะขาดทุนแค่ 9 เป็นต้น) บางครั้งระบบที่ดีมากพออาจจะทำให้พอร์ทเราเสียหายยับ หากไม่คำนวณจำนวนเงินที่จำเป็นในการเริ่มต้นให้ดีครับ

5. รุ่นน้องที่ไปด้วยกันเวลาแทงแต่ละครั้งจะแทงตามอารมณ์ว่าตานี้จะลงร้อยหรือสองร้อย และแน่นอนว่าเหมือนคนส่วนใหญ่ คือเมื่อขาดทุนแล้วจะเพิ่มการลงทุนทันที เพื่อหวังเอาทุนคืนให้ได้ในช่วงเวลาสั้นๆ หรือกระทั่งต้องการกำไรกลับมา

ซึ่งนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจะแนะนำว่าเมื่อขาดทุนให้ลดขนาดการลงทุน!!! อย่าไปหวังการเอาคืนในช่วงเวลาสั้นๆหรือการลงทุนครั้งต่อไปต้องเอาคืนให้ได้ สิ่งที่ต้องทำคือค่อยๆสะสมกำไรครั้งละเล็กๆน้อยๆจนสามารถกลับมาเท่าทุนได้ แต่คนส่วนใหญ่มักจะรีบร้อนเอาคืน ซึ่งเมื่อมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องการตัดสินใจก็จะไม่ดี ดังนั้นส่วนใหญ่จะเพิ่มการขาดทุนขนาดใหญ่เพิ่มเข้าไปอีกหน และหนทางกลับมาก็ยิ่งจะมืดมนมากยิ่งขึ้น
ซึ่งนี่ผมคิดว่ามาจากมุมมองที่ต่างกันของนักลงทุนมือสมัครเล่นและนักลงทุนมืออาชีพ นักลงทุนมือสมัครเล่นมักจะคิดว่าทำอย่างไรจึงจะรวยเร็วที่สุด ดังนั้นคนกลุ่มนี้จะลงทุนในสิ่งที่เชื่อว่าจะให้ผลตอบแทนเยอะๆ โดยไม่ดูความเป็นไปได้เลย แน่นอนคนซื้อหวย เล่นพนัน หุ้นปั่นส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มนี้ และคนกลุ่มนี้เมื่อขาดทุนก็จะถมเงินลงไปใหม่เพราะ”ต้องการรวยเร็ว”นั่นเอง ในขณะที่นักลงทุนมืออาชีพมักจะต้องการอยู่รอดในระยะยาวก่อนเสมอ ดังนั้นสิ่งที่จะมีโอกาสในการทำกำไรดีและมากแค่ไหน คนกลุ่มนี้ก็จะหลีกเลี่ยงหากพิจารณาแล้วพบว่ามีความเสี่ยงที่จะทำให้เค้าต้องออกจากเกมส์ไป คนกลุ่มนี้จะทะยอยสะสมความสำเร็จทีละเล็กๆน้อยๆ จนในที่สุดกลายเป็นก้อนใหญ่ ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ก้อนใหญ่ไปตั้งแต่แรก

6. ในขณะที่ผมอยู่บนโต๊ะBlack Jackนั้นมีครั้งหนึ่งผมได้ 15 แต้มซึ่งสิ่งที่ผมควรจะทำคือพอได้แล้ว เพราะคำนวณแล้วไพ่ใบต่อไปจะทำให้ผมเกิน 21 แต้มหรือตายได้ง่ายๆ แต่เมื่อมีเสียงกระซิบจากกองเชียร์ข้างหลัง “เอาอีกพี่เอาอีก” แล้วผมก็บ้าจี้ขอเพิ่ม สรุปว่าผมได้ 8 รวมกันเป็น 23 แต้มเน่าสนิทครับ ซึ่งหากผมไม่รับไพ่นั้น เจ้าจะเน่าแทนทันที

ความมั่นใจในตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการลงทุนครับ หากเรามั่นใจในการตัดสินใจของเรา เราจะตัดเสียงจากภายนอกได้ แต่หากเราไม่ได้มีความมั่นใจเราก็จะต้องคอยเงี่ยหูฟังเสียงของ กูรู นักวิเคราะห์ เว็บบอร์ด บลาๆๆไปตลอด และนั่นก็จะกระทบผลการลงทุนของเราอย่างแน่นอน ซึ่งความมั่นใจมาจากไหนก็มาจากความรู้ เกิดจากประสบการณ์ของเรานั่นเอง ยิ่งเรามีมากเท่าไหร่เราก็ยิ่งลงทุนได้อย่างมั่นใจมากขึ้นเท่านั้น แต่เรื่องแปลกก็คือนักลงทุนส่วนใหญ่ชอบหาทางลัดในการลงทุน โดยการถามเอาจากคนอื่นว่าควรลงทุนอะไร ซึ่งเมื่อเกิดการเหวี่ยงตัวของตลาดนักลงทุนนี้ก็จะคร่ำครวญหา”คำแนะนำขั้นต่อไป”

สรุปว่าทั้งการพนันและการลงทุนมีหลายๆสิ่งที่เชื่อมโยงกันมากครับ องค์ประกอบที่คล้ายๆกันทั้งสองอย่างทำให้นักลงทุนหลายคนหากเล่นพนันก็จะเป็นเซียนพนันได้ หรือเซียนพนันหลายคนที่หันมาเอาดีด้านการลงทุนก็ประสบความสำเร็จเช่นกัน เพราะว่าคนพวกนี้สามารถเชื่อมโยงและควบคุมองค์ประกอบที่สำคัญทั้งสามได้

1. การควบคุมอารมณ์ นี่เป็นทักษะที่คนส่วนใหญ่มองข้ามไป การตัดสินใจที่วางบนหลักเกณณ์ที่ได้พิจารณาแล้วว่าให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว โดยไม่แหกกฏเพียงเพราะ ”โลภและกลัว” รวมถึงการบริหารเงินที่ดีจะช่วยลดความตึงเครียดในการลงทุนได้เยอะเลยทีเดียว

2. การบริหารเงิน ทำอย่างไรจะทำให้เราอยู่ได้ในระยะยาว ไม่ใช่กำไรในระยะสั้นและออกจากเกมส์ในระยะยาว การบริหารเงินต้องให้เหมาะสมกับวิธีการในการลงทุนของเรา ว่าจะต้องเผื่อเท่าไหร่สำหรับการเริ่มต้น รวมทั้งการเพิ่มหรือลดการลงทุนในตแต่ละครั้งเพื่อความเหมาะสมด้วย

3. กฏในการลงทุน เพื่อช่วยในการตัดสินใจ การตัดสินใจแย่ๆมักจะมาจากการตัดสินใจตามอารมณ์ดังนั้นการวางกฏการลงทุนที่ดีจะทำให้เราตระหนักเสมอว่าเรากำลังทำตามกฏ หรือแหกกฏเพราะอารมณ์พาไป
ทั้งสามประการเป็นหลักสำคัญที่มืออาชีพในแวดวงทั้งสองต้องเข้าใจและนำมาใช้ให้ได้ครับ ซึ่งหากทำได้แล้วไม่ว่าเค้าคนนั้นจะอยู่บนโต๊ะblackJack หรืออยู่ในตลาดหุ้น เค้าก็จะเป็น “นักลงทุน” เสมอ

หวังว่าคงได้ประโยชน์กันไปตามสมควรนะครับ

 

Create Date : 15 กันยายน 2552
Last Update : 15 กันยายน 2552 22:24:56 น.  

หลักปฏิบัติสำหรับDay Trader

เป็นเอกสารที่ไปดาวน์โหลดมาครับ ผมเช็คแล้วไม่เจอว่ามาจากแหล่งไหนเหมือนกัน
แต่มีคนตัดแปะไว้ในWord เนื่องจากมาจากต่างประเทศทำให้หลายๆเรื่องไม่ค่อยเหมือนบ้านเรา
แต่คิดว่าเพื่อนๆก็คงเอาไปประยุกต์ใช้กันได้ เลยแปลเอามาให้อ่านกันครับ

เหมือนเดิมครับ แปลตามใจคนแปลอาจไม่ได้ตรงเนื้อหา100% อาจมีตัด ต่อ ติดไปบ้างนะครับ
หากมีความผิดพลาดใดๆอันเกิดจากการแปลก็ขออำภัยด้วยนะครับ

เป้าหมายสำคัญของการเป็น Day Trader
ข้อแรก รักษาเงินต้นไว้ให้ดี
ข้อสอง ทำอย่างไรจึงจะทำกำไรได้
ข้อสาม จะทำอย่างไรให้ทำกำไรจากการเทรดได้อย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ


ในการที่ไม่มีความสามารถในการปกป้องการขาดทุน และความรู้ในเรื่องของPrice Pattern คนที่เป็น Day Traderก็เหมือนกับกำลังเล่นพนัน และเมื่อเวลาผ่านไปก็จะขาดทุนไปเรื่อยๆจนหมด และออกจากเกมส์ไปในที่สุด สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่ที่พยายามจะเป็นDay Trader โดยที่ไม่ศึกษาหรือฝึกฝนมาก่อน

และนี่คือสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง 7 ประการ สำหรับการเป็นDay Trader

1 อย่าเทรดหุ้นตัวที่คึกคักที่สุด
กฏข้อนี้อาจดูแปลกๆ แต่ลองคิดดูสิว่าเราจะเจออะไรบ้างในสนามที่มีการแข่งขันสูง Day Trader ที่เก่งๆก็กำลังจับตามองมันอยู่เหมือนกัน ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยเราควรจะเทรดหุ้นตัวที่รองลงมาในหุ้นกลุ่มนั้นๆแทน

2 อย่าเทรดในช่วงเวลาอันตราย
การขาดทุนส่วนใหญ่เกิดจากการเทรดในช่วง 11.30-14.30 ในขณะที่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเทรดคือ2ชั่วโมงแรกหลังเปิดตลาด ในช่วงเวลาอันตรายนั้นปริมาณการซื้อขายมักจะต่ำและMarket Makerจะไม่ค่อยซื้อขายมากในช่วงเวลานี้ ส่วนการขายShortนั้นมักจะดีในช่วงเวลา11.30-13.00 สำหรับหุ้นที่ทำสูงใหม่ที่ต่ำกว่าสูงเดิม และต่ำใหม่ต่ำกว่าต่ำเดิม เพราะMarket Makerมักจะเสนอราคาซื้อที่ต่ำลงเพื่อกดราคาและไล่คนที่ทนไม่ไหวออกไปก่อนอาหาร และกลับมาซื้อใหม่ในช่วงบ่ายแทน

3 อย่าขาดทุนแบบมีเหตุผล
เหตุผลเดียวในการที่คุณจะซื้อหุ้น คือคุณคิดว่า หรือเห็นว่าทรดเดอร์คนอื่นๆซื้อหุ้นตัวนั้น ในตอนนั้น ถ้าหากว่าคุณมองผิดและมีคนขายมากกว่าคนซื้อให้ขายทิ้งทันที เน้นย้ำ ขายทิ้งทันที ตลาดไม่เคยสนใจกับพื้นฐานของหุ้น รายได้ หรืออัตราและสัดส่วนต่างๆ ในเวลา20นาทีที่คุณถือหุ้นอยู่หรอก ดังนั้นถ้าคุณพลาดยอมรับความพ่ายแพ้เล็กๆและขาดทุนน้อยๆ

4 อย่าสับสนระหว่างการเป็น Day Trader และ นักลงทุน
นี่คืออุปสรรคสำคัญที่ Day Trader ส่วนใหญ่ไม่สามารถข้ามไปได้ ถ้าการเทรดของคุณคือการเข้าไปซื้อหุ้นแล้วถือไว้ไม่กี่นาที หรือแค่ไม่กี่ชั่วโมงล่ะก็ คุณก็ไม่ต้องไปสนใจกับ”คลื่นแทรก”ต่างๆ เช่น การจัดอันดับโดยนักวิเคราะห์ เส้นค่าเฉลี่ย30วันเป็นอย่างไร หรือว่าแนวรับแนวต้านของ2เดือนที่ผ่านมาอยู่ตรงไหน คุณจะทำกำไรจากความรุนแรงจากการเคลื่อนไหวของราคาเท่านั้น คนที่ซื้อหุ้นแล้วรอขายใน15นาที หรือชั่วโมงสองชั่วโมงท่านั้นที่เป็น Day Traderได้ ส่วนการลงทุนนั้นคือ Day Trade ที่กำลังขาดทุน อย่าถือหุ้นหมาๆ(ขอแปลตรงนะครับได้ใจดี)ที่มันทำให้คุณขาดทุน แล้วคุณก็ถือไว้โดยหวังว่า”สักวันมันจะกลับมา” เพราะนั่นคือหนทางที่แน่นอนที่จะนำมาสู่การเสียตังค์ หากว่าหุ้นกำลังลงแล้วหยุดที่ระดับหนึ่งพร้อมๆกับแรงขายที่หมดลงแล้ว เราอาจจะถือหุ้นนั้นต่อได้

5 อย่าต่อต้านแนวโน้ม
การจะเป็น Day Traderที่ประสบความสำเร็จได้ เราต้องเข้าใจ และทำกำไรจากเทรนด์ เพิ่มความใส่ใจและสมาธิของคุณไปอีกอย่างน้อยสี่เท่าจากเดิม และให้แน่ใจว่าคุณอ่านBid Offerเป็น(คือดูแรงซื้อขาย ว่าราคาจะไปทางไหน) และสิ่งที่สำคัญมากๆคือสนใจหุ้นเฉพาะไม่กี่ตัวที่เรารู้จักดี เช่น ใครคือเจ้าที่คุมตัวนี้ แก็ปราคาอยู่ที่เท่าไหร่ ช่วงราคาของวันประมาณเท่าไหร่

6 หลีกเลี่ยงคำแนะนำราคาถูก
ผมรู้สึกไม่ดีทุกครั้งที่เล่นอินเตอร์เน็ทแล้วได้เข้าไปในห้องที่คุยเกี่ยวกับหุ้นแล้วเจอคน(แกะตัวอ้วนๆ)ซื้อหุ้นโง่ๆ หรอหุ้นขยะราคาถูกๆที่ได้รับมาจากในนั้น ผมรู้สึกเสียใจที่เห็นการขาดทุนจากคำแนะนำพวกนั้น การที่จะเรียนเพื่อที่จะเป็นมืออาชีพ เล่นแบบมืออาชีพ อ่านหนังสือแล้วดึงสิ่งสำคัญๆออกมาจากในนั้น และอย่าไปสนใจห้องคุยเกี่ยวกับหุ้นราคาถูกๆที่เป็นเหมือนขยะ ผมไม่อยากบอกว่ามีที่ไหนบ้างแต่มันเยอะมาก ห้องพวกนี้เหมาะสำหรับคนที่สนใจคล้ายกันมาคุยกันและเพื่อความสนุก แต่อย่าไปทำตามคนหมู่มาก นอกจากนี้ผมยังแนะนำให้จ่ายเงินสำหรับห้องที่พูดคุยเกี่ยวกับการแนะนำการเทรดดีกว่า แต่ก็นั่นแหละผมมักจะทำผลตอบแทนได้ดีกว่า”คำแนะนำของผู้รู้”เสียอีก ดังนั้นห้องพวกนี้มักจะทำให้ผมเสียเวลา และรบกวนผมเปล่าๆ

7 ล้มเหลวที่จะเรียนรู้จากความผิดพลาด
ถามคำถามกับตัวเองบ้าง เช่น วันนี้ตลาดสอนอะไรให้เราบ้าง? หุ้นตัวไหนที่เราทำกำไรได้ดีเสมอๆ เพราะอะไร? ทำไมเราถึงขาดทุนจากการเทรดครั้งนี้ และจะทำอะไรได้บ้างเพื่อให้การขาดทุนน้อยลง? ทำยังไงถึงจะสร้างลักษณะการลงทุนที่ทำกำไรให้เราได้?

จบแล้วครับ T-T ใช้เวลาในการแปลนานมากมาย
(@_@)

 

Create Date : 07 กันยายน 2552
Last Update : 7 กันยายน 2552 15:24:26 น.  

The Scam (2009)



The Scam (2009)

เป็นหนังเรื่องนึงที่แนะนำให้คนที่ลงทุนในตลาดหุ้น หรือแม้แต่นักเก็งกำไรในตลาดหุ้นได้ดูกันครับ ดูแล้วก็ปลงอนิจจังว่าเราเป็นแค่มดในตลาดหุ้นเท่านั้นเอง ตราบใดที่เรายังไม่ได้เป็นคนวงในเราก็เป็นได้แค่คนวงนอก

แต่ก็อย่าไปคิดว่าเราจะไม่สามารถทำกำไรได้จากตลาดหุ้นนะครับ เพราะก็ยังมีโอกาสอีกหลากหลายในการทำกำไร ไม่ว่าจะเป็นการติดตามว่าคนวงในกำลังทำอะไร กำลังคิดอะไร ซึ่งอาจสังเกตได้จากสัญญาณหลายๆอย่างที่คนวงในไม่สามารถปกปิดความเคลื่อนไหวได้หมด หรือการสร้างระบบเทรดขึ้นมาที่สามารถพิสูจน์ได้ถึงศักยภาพในการทำกำไร วิธีเหล่านี้ทำให้เราอยู่รอดได้ในระยะยาวครับ

ดูเรื่องนี้แล้วก็ลองไปหาเรื่องThe Wall Streetมาดูนะครับ เป็นเรื่องที่มีภาพกว้างของเรื่องราวคล้ายๆกัน แล้วไม่แน่ว่าคุณอาจจะได้วิธีการเทรดแบบที่ทำกำไรเป็นถังๆได้เหมือนกันครับ

(@_@)




 

Create Date : 21 สิงหาคม 2552
Last Update : 21 สิงหาคม 2552 14:48:31 น.  

John Murphy's Ten Laws of Technical Trading

ผมมีกระดาษอยู่สองแผ่นที่เป็นกฏการลงทุนทางเทคนิค ว่าจะเอามาแปลให้ได้อ่านกัน
แต่ผ่านไปเป็นปีแล้วงงเหมือนกันว่าไปเอามาจากไหน โชคดีที่เทคโนโลยีมันก้าวหน้าไปมาก
ผมว่าผมไปเอามาจากที่นี่แหละครับ ดีนะที่ยังหาเจอจะได้ให้เครดิตเจ้าของเค้าด้วย
http://stockcharts.com/school/doku.php?id=chart_school:trading_strategies:john_murphy_s_ten_laws
การแปลของผมอย่างที่ทำมาก่อนนะครับ ไม่ได้แปลคำต่อคำ แต่เอาแบบอ่านแล้วเข้าใจง่ายๆดีกว่าเนอะ

1 หาแนวโน้มให้เจอ
ใช้กราฟราคาระยะยาว การวิเคราะห์กราฟระยะเดือนหรือรายสัปดาห์จะเห็นภาพของเวลาหลายๆปี
ภาพของตลาดที่กว้างและมีข้อมูลมากขึ้นจะทำให้เราเห็นภาพ และความคิดของตลาดได้ดีมากขึ้น
เมื่อเราเห็นภาพกว้างจากกราฟรายเดือนหรือสัปดาห์แล้ว เราค่อยมาดูกราฟรายวันหรือระหว่างวัน
การดูกราฟระยะสั้นๆอย่างเดียวมักจะทำให้เราเห็นภาพที่อาจจะผิดไป
แม้ว่าคุณจะเป็นพวกซื้อขายระยะสั้นมากๆก็ตาม คุณจะทำได้ดีมากขึ้นถ้าคุณซือ-ขายตามแนวโน้มระยะกลางและระยะยาว

2 ไปพร้อมกับแนวโน้ม
พิจารณาแนวโน้มให้ดีว่าไปทางไหน แล้วก็ตามไปทางนั้น
แนวโน้มของตลาดจะมาในหลากหลายขนาด ระยะยาว ระยะกลาง และระยะสั้นๆ
อันดับแรก คิดก่อนว่าคุณเป็นนักลงทุนประเภทไหน สั้น กลาง ยาว แล้วก็ใช้กราฟให้เหมาะสม
และให้เทรดไปตามทิศทางของแนวโน้มตามระยะเวลาที่คุณเลือก
ซื้อตอนที่ราคาลดต่ำลงมาในขณะที่เป็นขาขึ้น (ซื้อตอนมันปรับฐาน พักตัว)
ขายเมื่อมันดีดตัวขึ้นในตลาดขาลง (ขายตอนที่มีรีบาวด์)
ถ้าคุณเลือกที่จะเป็นนักลงทุนระยะกลางให้ใช้กราฟรายวันและรายสัปดาห์
ถ้าคุณเป็นพวกซื้อขายในวันเดียว ใช้กราฟรายวันและระหว่างวัน
อย่างไรก็ตามในทุกแบบที่เลือก เราต้องดูกราฟที่ยาวกว่าเพื่อดูเทรนด์ก่อน แล้วใช้กราฟเวลาที่เลือกสำหรับการซื้อ-ขาย

3 หาจุดต่ำและจุดสูงสุดของราคา
หาแนวรับและแนวต้าน ที่ๆดีที่สุดในการซื้อคือซื้อที่แนวรับ แนวรับมักจะเป็นจุดต่ำของช่วงก่อนหน้า
ที่ๆดีที่สุดในการขายคือใกล้ๆกันกับแนวต้าน แนวต้านมักจะเป็นจุดยอดที่ราคาผ่านมาแล้ว(ดอยนั่นเอง)
หลังจากที่ราคาทำยอดสูงใหม่กว่าจุดนั้นจะกลับมาเป็นแนวรับเมื่อราคาวกกลับลงมา
หรือจะเรียกได้ว่า "สูงเก่ากลายเป็นต่ำใหม่"
ในอีกแง่นึงหากราคาทะลุจุดต่ำสุด(แนวรับ)ไปแล้ว มันจะกลับมาเป็นแนวต้านแทนทันที
"ต่ำเก่ากลายเป็นสูงใหม่"

4 รู้หน่อยว่ามันจะปรับฐานลึกแค่ไหน
วัดอัตราส่วนในการปรับฐานหรือปรับตัวของราคาหุ้น
ราคาหุ้นที่ปรับฐานหรือพักตัวนั้น มักจะปรับตัวเป็นสัดส่วนจากแนวโน้มก่อนหน้า
เราสามารถวัดการปรับตัวที่เกิดขึ้นได้ในสัดส่วนง่ายๆ
การปรับตัวของราคาที่ระดับ50%ของแนวโน้มก่อนหน้าเป็นสิ่งที่เราพบเห็นได้บ่อยที่สุด
สัดส่วนที่น้อยที่สุดมักจะเป็นหนึ่งในสามของแนวโน้มก่อนหน้า(33.33%) และมากที่สุดที่สองในสาม(66.66%)
สำหรับการปรับตัวตามอัตราไฟโบแนคซีคือ38%และ62%เป็นสิ่งที่ต้องจับตามองเช่นกัน
ระหว่างการปรับตัวลงในแนวโน้มขาขึ้นหากจะซื้อเราควรรอที่33-38%ของการปรับตัว

5 วาดเส้น(แนวโน้ม)
วาดเส้นแนวโน้ม เส้นแนวโน้มเป็นสิ่งที่ง่ายแต่ได้ผล สิ่งที่ต้องทำก็แค่ลากเส้นตรงระหว่างจุดสองจุด
เส้นแนวโน้มขาขึ้นก็แค่ลากเส้นไปตามจุดต่ำที่สำคัญของแนวโน้มสองจุด(ตรงการพักตัวนั่นแล)
เส้นแนวโน้มขาลงก็ลากระหว่างจุดที่มันดีดตัวขึ้นไปครั้งสำคัญๆสองจุดเช่นกัน
ราคามักจะพักตัวมาที่เส้นแนวโน้มที่เราวาด ก่อนที่มันจะดีดกลับไปตามแนวโน้มเดิมของมัน
การทะลุของราคาออกจากเส้นแนวโน้ม มักจะเป็นสัญญาณการกลับตัวของแนวโน้มราคา
เส้นแนวโน้มที่ดีควรจะมีการแตะของราคาที่เส้นอย่างน้อยสามครั้ง(แตะนะครับไม่ทะลุนะ)
เส้นนี้ยิ่งยาวยิ่งมีผลสำคัญ และยิ่งมันถูกทดสอบโดยการแตะของราคามากเท่าไหร่ มันยิ่งเป็นเส้นสำคัญที่ต้องพิจารณา

6 ใช้เส้นค่าเฉลี่ย(MA MOV Moving Average)
เส้นค่าเฉลี่ยจะให้สัญญาณในการซื้อ-ขาย มันบอกเราว่าแนวโน้มขณะนั้นยังดำเนินต่อไปหรือว่าเปลี่ยนแล้ว
แม้ว่าเส้นค่าเฉลี่ยไม่ได้บอกอนาคตว่าราคาจะไปทางไหน แต่มันก็บอกถึงการเปลี่ยนแนวโน้มได้ดีมากๆ
การใช้เส้นค่าเฉลี่ยสองเส้นในกราฟเป็นที่นิยมในการหาสัญญาณซื้อ-ขาย
ส่วนใหญ่จะใช้เส้น4และ9วัน 9และ18 หรือ5และ20เป็นต้น
สัญญาณซื้อคือเมื่อเส้นสั้นตัดเส้นยาวขึ้นไป และขายเมื่อมันตัดลงมา
การใช้เส้นค่าเฉลี่ย40วันเพื่อหาจุดซื้อ-ขายก็เป็นสัญญาณที่ดีอีกตัวหนึ่ง
และเนื่องจากเส้นค่าเฉลี่ยเป็นตัวหาแนวโน้ม ดังนั้นมันจะใช้ได้ดีก็ต่อเมื่อตลาดนั้นมีแนวโน้มชัดเจน

7 รู้จุดกลับ(ตัวกลับใจ)
Oscillator(ขอทับศัพท์นะครับคำนี้)ช่วยให้เรารู้ว่าตอนนี้ หุ้นที่เราดูน่ะ มันมีคนซื้อมากไป หรือขายมากไปหรือเปล่า
เส้นค่าเฉลี่ยจะทำให้เรารู้ว่าแนวโน้มเปลี่ยนไปรึยัง ในขณะที่Oscillatorจะบอกเราล่วงหน้า
ว่าหุ้นนั้นมันขึ้น หรือตกมากเกินไปแล้ว และกำลังจะกลับตัวกลับใจ
Oscillatorที่เป็นที่นิยมที่สุดสองตัว คือRSI และStochastic ทั้งสองตัวจะวิ่งอยู่ในระดับ0-100
สำหรับRSIนั้น ถ้ามันมากกว่า70คือซื้อมากไปแล้ว กำลังจะถอยแล้ว และต่ำกว่า30คือขายมากไปแล้วนะ
สำหรับStochasticนั้นเราดูที่ระดับ80และ20 และดูแบบเดียวกับRSI
สำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่จะใช้ค่า14วันสำหรับStochastic และ9หรือ14วันสำหรับRSI
Oscillatorที่ไปคนละทางกับราคาหุ้นมักจะเตือนว่ามันกำลังจะกลับตัว(Bullish Bearish Divergence)
เครื่องมือนี้เหมาะมากในตลาดหรือหุ้นที่ไม่มีแนวโน้มชัดเจน
เราสามารถใช้สัญญาณในกราฟระดับสัปดาห์มากรองสัญญาณให้กราฟรายวันก็ได้
และเช่นเดียวกันสัญญาณในกราฟรายวันก็นำมากรองเพื่อใช้กับกราฟระหว่างวันได้

8 สัญญาณอันตราย!!!
MACD นั้นเป็นส่วนประกอบของการตัดกันของเส้นค่าเฉลี่ย และการบอกภาวะซื้อ-ขายมากเกินไปของOscillator
สัญญาณซื้อเกิดขึ้นเมื่อเส้นที่เร็วกว่าตัดเส้นช้าขึ้นไปและทั้งสองเส้นอยู่ต่ำกว่า0(มีค่าเป็นลบ)
สัญญาณขายคือเมื่อเส้นที่เร็วกว่าตัดเส้นช้าลงมาและทั้งสองเส้นอยู่เหนือค่า0ขึ้นไป
สัญญาณในกราฟรายสัปดาห์นั้นมีความสำคัญมากกว่าในกราฟรายวัน
MACD Histogramนั้นจะบอกเราถึงความแตกต่างของเส้นMACDทั้งสองเส้น
และจะให้สัญญาณล่วงหน้าถึงการเปลี่ยนปลงของแนวโน้ม
มันถูกเรียกว่าhistogramเพราะเส้นแนวตั้งที่แสดงถึงความแตกต่างของเส้นMACDสองเส้นนั่นเอง

ขออธิบายนิดนึงนะครับ เพราะว่าการที่MACDตัดขึ้นลงนั้นจะหมายถึงการเปลี่ยนแนวโน้ม
ดังนั้นการที่บอกว่าhistogramจะบอกล่วงหน้าถึงการเปลี่ยนแนวโน้มก็หมายถึงว่า
ถ้าเส้นมันสั้นลงเรื่อยๆไม่วาจะทางใดก็ตาม หมายความว่าMACDใกล้จะตัดกันแล้ว
คือกำลังจะเปลี่ยนแนวโน้มแล้วนั่นเองครับ


9 มีแนวโน้มอ๊ะเปล่า
ใช้ADXสิ ADXจะบอกเราได้ว่าตลาดหรือหุ้นตัวนั้นๆตอนนี้มันมีแนวโน้มอยู่รึเปล่า หรือแค่ไซด์เวย์เฉยๆ
ADXจะวัดระดับของแนวโน้มและทิศทางที่มันจะไป
หากADXมีคาเพิ่มขึ้น นั่นหมายความว่าแนวโน้มนั้นๆแข็งแกร่งมากๆ ค่าADXที่ตกลงหมายถึงมันออกข้าง(sideway)
ดังนั้นหากADXมีค่าเพิ่มขึ้นเราควรใช้เส้นค่าเฉลี่ย หากลดลงเราควรใช้Oscillator
การใช้ADXจะทำให้นักลงทุนสามารถใชกลยุทธ์ในการลงทุน และเครื่องมือได้เหมาะสมกับสภาพตลาดในตอนนั้นครับ

10 หน่วยสนับสนุน
ปริมาณการซื้อขายและสัญญาคงค้าง ทั้งสองตัวนี้ช่วยในการยืนยันในตลาดล่วงหน้า
ปริมาณการซื้อขายนั้นจะบอกถึงราคาได้ มันสำคัญมากที่จะต้องใช้ปริมาณการซื้อขายที่สูงเพื่อยืนยันแนวโน้มในขณะนั้น
ในแนวโน้มขาขึ้น ปริมาณการซื้อขายมากๆต้องมาในวันที่ปิดบวก
การเพิ่มขึ้นของสัญญาคงค้างจะยืนยันว่ายังมีเงินใหม่ๆเข้ามาสนับสนุนแนวโน้มปัจจุบัน
การลดลงของสัญญาคงค้างมักจะเป็นคำเตือนว่าแนวโน้มมันกำลังจะหมดลงแล้วนะ
ราคาที่เพิ่มขึ้นในภาวะขาขึ้น ควรจะถูกยืนยันด้วยปริมาณการซื้อขายและสัญญาคงค้างที่เพิ่มมากขึ้น

11
ความสามารถในการวิเคราะห์ทางเทคนิคนั้น จะเพิ่มมากขึ้นจากประสบการณ์และการศึกษา
จงเป็นนักเรียนที่รักการเรียนรู้อยู่เสมอๆ

ผมว่าจะทำอะไรก็ตาม ต้องใช้กฏข้อนี้หมดและครับคุณเมอร์ฟี่

หวังว่าทุกคนคงได้ประโยชน์กันไปตามสมควรนะครับ

 

Create Date : 04 กรกฎาคม 2552
Last Update : 6 กรกฎาคม 2552 15:55:45 น.  

1  2  3  4  5  6  

 

ขอบฟ้าบูรพา

Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed [?]


[Add ขอบฟ้าบูรพา's blog to your weblog]