In the last analysis, our only freedom is the freedom to discipline ourselves. - Bernard Baruch
Group Blog
 
All Blogs
 

วงล้อแห่งความสำเร็จ(2)

11) การขาดทุนครั้งแรกนั้นดีเสมอ
หากว่าคุณคิดแล้วว่าการซื้อหุ้นครั้งเข้ามานั้นมัน”ผิดพลาด” สิ่งที่ดีที่สุดที่ควรทำก็คือ “ขายมันทิ้งไปซะ” ไอ้คำพูดหรูหราแต่ไม่ได้ความประเภท “ไม่ขายไม่ขาดทุน” “อย่าไปกังวล” “เดี๋ยวมันก็ขึ้น” คำพวกนี้ถูกพูดกันจนติดปากขวงพวกขี้แพ้อย่างแท้จริง ถ้าเราพูดคำพวกนี้ออกมาเมื่อไหร่นั่นหมายความว่าการซื้อของเราครั้งนั้นอาจจะพลาดไปแล้ว และสิ่งที่ควรทำคือ “ไม่ต้องภาวนาให้พวกมันกลับมา แต่ขายมันไปซะ”

12) ถ้าไม่อยากขาดทุน แค่ความหวังมันไม่พอ
สมัยที่ผมยังใหม่และยังไม่มีวินัยในการลงทุน ผมบอกคุณไม่หวาดไม่ไหวเลยว่าผมภาวนาต่อพระเจ้าไปกี่ครั้ง ผมสวดมนต์อ้อนวอนพระเจ้าให้ผลการซื้อขายออกมาเป็นที่น่าพอใจ ผมสวดภาวนามากจนกระทั่งผมรู้ว่ามันไม่เคยได้ผลไม่ว่าจะสวดมนต์ต่อ พระเจ้าของหุ้น พระเจ้าของพันธบัตร แม้กระทั่งพระเจ้าของฟิวเจอร์ สิ่งที่ผมทำลงไปมันไม่เคยได้ผล จนกระทั่งผมตระกหนักรู้ว่า “แค่ขายมันทิ้งไปซะ”

13) อย่าไปกังวลกับข่าว มันก็แค่ประวัติศาสตร์แบบนึง
ผมไม่เคยเข้าใจพวกนักลงทุนที่วันๆเอาแต่นั่งฟังข่าวหุ้น อ่านหนังสือพิมพ์หุ้นตลอดทั้งวัน พวกนักข่าวเค้าไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับพลวัตรของตลาด หรือรูปแบบของราคาหรอก มีนักข่าวสักกี่คนเชียวที่จะเคยแม้กระทั่งซื้อหรือขายหุ้นสัก100หุ้น ฟิวเจอร์สักสัญญา แต่พวกเค้ากลับทำตัวราวกับเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ถูกส่งมาจากเบื้องบนมาช่วยพวกเรา

ก่อนที่จะมาเป็นผู้เชี่ยวชาญผ่านหน้าจอได้เนี่ย เค้าเคยทำอะไรมาก่อนหรอ เป็นมาร์เก็ตติง? เป็นนักข่าวการเงิน? เคยเขียนหนังสือการเงิน? หรือนี่คือสิ่งสำคัญที่ทำให้เค้าเป็นผู้เชี่ยวชาญเนี่ย เค้าไม่สามารถช่วยเหลือหรือให้อะไรคุณได้มากมายหรอก คิดซะว่าดูเพื่อความบันเทิงละกันนะครับ

ความจริงก็คือ: สิ่งที่เราได้ยินได้ฟัง หรือได้อ่านน่ะมันเป็นเรื่องที่ “โคตรล้าหลัง” ข้อมูลเหล่านั้นพวกวงในเค้ารู้และตอบสนองกันไปหมดแล้ว ดังนั้นใครที่จะซื้อขายตามข่าวล่ะก็ It’s too late.

14) อย่าเดา นั่นจะทำให้เสีย
ในช่วงเวลาหลายปีที่ผมเป็นเทรดเดอร์และเกี่ยวข้องกับเทรดเดอร์คนอื่นๆ ผมไม่เคยเจอพวกเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จเลย มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเก็งกำไรแล้วสามารถทำเงินได้อย่างมากมายและต่อเนื่อง อย่าเป็นพวกเก็งกำไรแต่จงเป็นเทรดเดอร์

การ”จับ”ตลาดในช่วงระยะเวลาสั้นๆนี่แหละคือคำตอบ โอกาสที่จะชนะในวันหรือสัปดาห์จะเพิ่มขึ้นอย่างมากถ้าเราเทรดในช่วงสั้นๆ

“จงมีชัยชนะเล็กๆ แต่แพ้ให้น้อยกว่า”

หมายเหตุ:ผม(ขอบฟ้า)คิดว่าคนเขียนคงฝห้ความหมายพวกเก็งกำไรว่าพวกเดาไปเรื่อย ซื้อเพราะข่าว อะไรทำนองนั้น แต่เทรดเดอร์คนที่ใช้กราฟเพื่อทำนายตลาดในช่วงสั้นๆ ซึ่งจะแม่นยำกว่าการต้องทำนายตลาดในระยะที่ยาวขึ้น

15) รักที่จะเสียเงิน
กฏข้อนี้ทำให้เกิดข้อสงสัยมากที่สุดโดยนักลงทุนทั้งหลายที่เคยได้ยินมา นักลงทุนมักจะสงสัยว่า “คุณหมายความว่ายังไง รักที่จะเสียเงิน นี่มันบ้าชัดๆ”
ไม่หรอก ผมไม่ได้บ้า สิ่งที่ผมตั้งใจจะนำเสนอคือ จงยอมรับความจริงที่ว่าเรามีโอกาสที่จะขาดทุนในทุกๆช่วงของการเทรด แต่จงขายมันทิ้งให้เร็วที่สุด จงรักและเต็มใจที่จะขายหุ้นที่ขาดทุนอย่างรวดเร็ว มันจะช่วยรักษาเงินของเราและทำให้เราพัฒนาในฐานะของเทรดเดอร์

16) ถ้าหุ้นคุณมันไม่ไปไหนจนถึงเวลาที่กำหนด ขายมันซะ(ขายมันทุกข้อจนจะไม่มีของแล้ววุ้ย)
กฏข้อนี้เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของเงินไหลเข้าครับ เพราะว่าเงินเท่านั้นที่เป็นตัวขับเคลื่อนราคาให้ไปในทิศทางต่างๆ
การเคาะซื้อด้วยปริมาณมากๆ นำพาราคาให้ไปสู่สรวงสวรรค์
การเคาะขายด้วยปริมาณมากๆ นำพาราคาลงสู่หุบเหว


แต่ถ้าราคามันไม่ไปไหนเลยล่ะ? เหมือนกับที่มันเกิดขึ้นเป็นปกติในแต่ละวัน นั่นแปลว่าตลาดกับนักลงทุนกำลังจะตะโกนบอกเราว่า “เฮ้ยตรูพอใจที่ราคานี้แล้วว่ะ”

เราไม่ชอบช่วงเวลาที่หาที่ไปไม่ได้แบบนี้หรอก เสียเวลาและพลังงานเฝ้าหน้าจอเปล่าๆ แล้วทำไมเราไม่ซื้อตอนที่ตลาดกำลังอุ่นเครื่องแทนล่ะ?

17) อย่าขาดทุนเยอะ เพราะมันจะทำเราเจ็บ<
โปรดดูกฏข้อ 5 8 10 11 และ 15ประกอบนะครับ ถ้าเราทำตามกฏเหล่านั้นได้ เราก็จะไม่มีวันละเมิดกฏข้อนี้ได้

การขาดทุนขนาดใหญ่จะทำให้วันนั้นของเราเป็นวันแห่งความสูญเสีย เพราะมันจะไปกลบผลกำไรเล็กๆน้อยๆที่เราพยายามทำมาทั้งวัน นอกเหนือจากนี้การขาดทุนขนาดใหญ่ยังทำลายความมั่นใจและอารมณ์ของเราให้กระจุย กระเจิงได้ได้ง่ายๆ เราต้องใช้เวลาและความพยายามอีกมากกว่าจะกลับมามั่นใจในระดับเดิมได้ ดังนั้นอย่าขาดทุนบานเบอะจะดีกว่ามั้ย

18) ทำวันละนิดจิตแจ่มใส
สมัยผมเป็นเทรดเดอร์ในพันธบัตรตอนแรก เป้าหมายของผมคือทำกำไรจากการซื้อขายวันละ10 ช่อง กำไรช่องนึงประมาณ1,000กว่าบาท ดังนั้นถ้าทำได้ตามเป้าผมจะได้กำไร10,000กว่าบาท
(ในฐานะเทรดเดอร์ โดยเฉพาะต่างประเทศ ถือว่าน้อยยยยยยมากครับ)

มันอาจจะฟังดูน้อย(ไม่ฟังหรอกครับ ถือว่าน้อยเลยเถอะ) แต่มันเป็นสิ่งที่แน่นอนสำหรับผมไงครับ ครูของผมคือ เดวิด โกลเบิร์กสอนผมว่า ถ้าผมสามารถทำกำไรในตลาดบอนด์ได้วันละ 10 ช่องทุกวันตลอดทั้งผีแล้วล่ะก็ ผมจะมีเงิน 2 ล้านกว่าตอนปลายปี ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องที่ไม่เลวนักสำหรับคนอายุ 23 ในปี 1982(งั้นดีมากแล้วล่ะ วันละหมื่นเมื่อเกือบ30ปีที่แล้ว)

มันน่ามหัศจรรย์มากที่เงินในบัญชีของเราโตขึ้นอย่างรวดเร็วจากการสะสมกำไรทีละเล็กทีละน้อยทุกวัน ถ้าคุณคือนักลงทุนหน้าใหม่การทำกำไรวันละ5-6ช่องก็ทำเงินให้คุณได้หลักล้านเช่นกัน

19) อย่าทำโฮมรัน
ก็เหมือนกับที่ผมยังไม่เคยเจอคนที่เก็งกำไร(เดา)แล้วประสบความสำเร็จได้ เช่นกัน ผมก็ยังไม่เคยเจอเทรดเดอร์ที่มาเทรดโดยคิดว่า “วันนี้แหละฉันจะตีโฮมรันให้ได้” แล้วก็ทำได้เลย เราอย่าเพิ่งเข้าตลาดมาโดยคาดหวังว่าเราจะกลายเป็นเซียนหุ้นที่ยิ่งใหญ่ มันก็จริงที่เราอาจจะกลายเป็นเซียนผู้ใหญ่ยิ่งก็ได้ แต่ตลอดเวลาที่ผมตีโฮมรันได้ส่วนใหญ่มาจากโชค ไม่ใช่ฝีมือ

ความตั้งใจของผมในการเทรดคือการสะสมกำไรทีละน้อยๆ แต่ในบางครั้งที่ผมถือสถานะอยู่และในตอนนั้นเองที่เฟดเกิดทำอะไรขึ้นมาและมีผลกับตลาด ผมก็เลยกลายเป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาโดยที่ผมไม่รู้ตัวซะงั้น แต่มันก็เกิดขึ้นน้อยมากคือ5ครั้งใน20ปีเท่านั้นเอง

20) สร้างความมั่นใจอย่างต่อเนื่อง
มันจะดีแค่ไหนถ้าทุกครั้งที่เราเปิดคอมมาตอนเช้าแล้วรู้ว่าถ้าเราเล่นตามกฏ(ที่ตั้งไว้) มีวินัยในการเทรด แล้วมันจะให้เรามีกำไรในวันนั้น

ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาผมมีวันที่ขาดทุนที่ใช้มือข้างเดียวนับก็พอ(ของพวกเราก็มี แต่นับแล้วทดๆ) ลองคิดดูสิว่านี้จะสร้างความมั่นใจให้กับผมได้มากแค่ไหน ผมรู้ว่าผมจะทำกำไรได้ในทุกๆวัน เพราผมคิดในทางอื่นไม่ได้เลยไง สะสมทีละเล็ก ทีละน้อยทุกๆวันตามกฏข้อที่ 18 และ 19 จะทำให้คุณซื้อขายได้อย่างมั่นใจและควบคุมสถานการณ์ได้

ลองย้อนไปดูกฏข้อ 9 สิครับ ถ้าเราทำกำไรได้วันละนิดวันละหน่อย ถึงที่สุดเราก็จะสะสมจนได้สิทธิ์ขยับขยายไปซื้อขายในจำนวนที่มากขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าเราทำไปตามกฏแห่งการมีวินัย ไอ้”ทีละน้อยๆ”นี่แหละจะกลายเป็นกำไรที่มากมายในไม่ช้า

21) ปลดปล่อยผู้ชนะ
จงปล่อยหุ้นตัวที่ทำกำไรได้ไปเรื่อยๆ(ถือไว้) เพราะมันจะไปเพิ่มผลกำไรโดยเฉลี่ยให้เพิ่มมากขึ้น แต่ในทางกลับกันอย่าให้การขาดทุนมากไปกว่าที่เราประมาณการก่อนเข้าซื้อ
เราไม่ควรจะปล่อยให้หุ้นที่ขาดทุนดำรงชีวิตอยู่ในพอร์ทเราได้ ถ้าเราซื้อหุ้น แล้วมันดั๊นนนขาดทุน เรา”ต้อง”ขาย ขาย ขาย ขายมันออกไปทันที
แต่ถ้าเราซื้อหุ้นแล้วมันทำกำไร เราอาจจะแบ่งขายออกมาสักครึ่งนึงตอนมันถึงเป้าหมายแรก ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยง

ถ้าเราเทรดด้วยคำสั่งหยุดขาดทุน(stop-loss order) เราต้องแก้ไขคำสั่งให้สอดคล้องกับจำนวนหุ้นที่เปลี่ยนไปด้วยนะ(อันนี้อย่าไปเครียดมากครับ คำสั่งนี้ตลาดหุ้นบ้านเรายังไม่อนุญาต) รวมถึงการเพิ่มหรือลดราคาที่ตั้งไว้ ขึ้นอยู่กับว่าเราซื้อ หรือขายล่วงหน้าไว้

ถ้านับจากตอนแรกที่เราเข้าไปซื้อหุ้น ตอนนี้เราก็เหมือนกับลงทุนโดย”เงินของเจ้ามือ” ต่อให้เราขาดทุนจากสถานะที่เหลือเราก็ยังมีกำไรอยู่ดี และนี่แหละคือสถานะที่น่าหลงใหลมากที่สุด เพิ่มเป้าหมายกำไรไปอีกหน่อย แล้วก็นั่งรอ(เพราะถ้าลงก็ขายทำกำไรไว้แล้วส่วนนึง แต่ถ้าขึ้นก็ได้กำไรมากขึ้น)

22) ทำเหมือนเดิม ทำเหมือนเดิม เรียนรู้จากช่างก่อสร้าง
สิ่งที่ช่างก่อสร้างต้องทำทุกๆวันตลอดชีวิตการทำงาน คือ การทำแบบเดิมๆ ก่ออิฐไปทีละก้อนๆ
แม้กับนักลงทุนก็เช่นกัน ลองดูกฏข้อที่ 6 และ 20 ผมเองไม่เคยเปลี่ยนกฏการเทรดของผมมาตลอดระยะเวลา 20 ปี ผมคิดว่าผมเป็นเหมือนช่างก่อสร้างนะ

23) อย่ากลั๊ว อย่ากลัว
ผมไม่สามารถพรรณาได้ว่าบ่อยแค่ไหนที่เทรดเดอร์เข้ามาในออฟฟิศผมด้วยความรู้สึกแย่ๆเพราะ “พวกเขารู้ว่าตลาดกำลังขึ้น แต่พวกเขาไม่ได้ซื้อหุ้นไว้” ทุกครั้งที่ผมถามว่าแล้วทำไมไม่ซื้อหุ้นไว้ล่ะ คำตอบก็จะเหมือนๆกันเสมอ คือ พวกเขาไม่ต้องการซื้อของแพง(ราคามันขึ้นมาบ้างแล้ว) พวกเขารอที่จะซื้อที่ราคาที่ดีที่สุดเท่านั้น(และมันไม่เคยลงมาให้ซื้อ) หรือไม่ก็อินดิเคเตอร์สองตัวบอกให้ซื้อนะ แต่กำลังรอคอนเฟมจากตัวที่สาม

ผลลัพธ์ของการลังเลที่ และไม่ตัดสินใจ คือเทรดเดอร์คนนั้นจะคิดถูก แต่ไม่ได้กำไร เราจะไม่มีทางได้เงินถ้าเราไม่ทำการซื้อขาย อย่าคิดมากให้วุ่นวายเวลาเทรด สิ่งที่เราต้องทำคือจัดการให้ดีตอนที่เราเข้าซื้อไปแล้ว ถ้ามันผิดก็แค่ขายมันทิ้งไปแค่นั้นเอง แต่เราจะไม่มีวันถูกเลยถ้าเราไม่เข้าไปซื้อหุ้น

24) ในสายตาของตลาด เทรดเดอร์ทุกคนมันก็เท่าเทียมกันหมดแหละ
เราเริ่มต้นวันเหมือนกัน ทุกคนมีผลกำไรเป็นศูนย์ และทันทีที่ระฆังดัง การซื้อขายเริ่มขึ้น มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะควบคุมตัวเองยังไงในด้านของพฤติกรรมและอารมณ์ ซึ่งมันส่งผลว่าเราจะทำกำไรได้หรือไม่ ถ้าเราทำตามกฏทั้ง 25 ข้อนี้เราก็จะทำให้ผลลัพธ์มันออกมาดี

25) ตลาดหุ้น คือ ตลาดหุ้น มันยุติธรรมอย่างที่สุดแล้ว
ตลาดมันก็ขึ้นๆลงๆไปตามที่มันอยากจะเป็น มันไม่สนใจหรอกว่าใครจะเข้าไปซื้อหรือขายอยู่บ้าง ว่าคุณหรือผมจะกำไรหรือขาดทุน มันไม่สนใจ มันไม่ลำเอียง มันไม่เจาะจงที่จะทำร้ายใครโดยเฉพาะ และ”ตลาดถูกต้องเสมอ”

เราต้องเรียนรู้ที่จะเคารพในตลาด ตลาดจะลงโทษเฉพาะคนที่ไม่มีกฏและวินัยในการเทรดเท่านั้น เริ่มใช้กฏทั้ง 25 ข้อนี้แล้วตลาดจะให้รางวัลคุณ

(@_@)







 

Create Date : 25 ธันวาคม 2553    
Last Update : 25 ธันวาคม 2553 14:32:25 น.
Counter : 393 Pageviews.  

วงล้อแห่งความสำเร็จ(1)

มีองค์ประกอบสามอย่างที่สร้างสิ่งที่ผมเรียกว่า “วงล้อแห่งความสำเร็จ” เราลองมาอธิบายในแง่ของการลงทุน สิ่งแรกที่เราจะพูดถึง คือ “เนื้อหา” ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลของตลาดทั้งภายในและภายนอกที่มีผลต่อการตัดสินใจในการลงทุนของนักลงทุน นักลงทุนทุกคนต้องซื้อข้อมูลที่มีศักยภาพเพื่อการตัดสินใจในการลงทุน(หมายถึงข้อมูลที่ ถูกต้องและถูกเวลา ทันเหตุการณ์)

ประเภทที่สำคัญที่สุดของข้อมูล คือ ข้อมูลภายในของตลาด(ไม่ใช่ข้อมูลภายในน้า) แต่หมายถึงข้อมูลของหุ้นเอง คือ ราคาและเวลาที่เปลี่ยนแปลงไปตามแรงซื้อขาย และเราตัดสินใจซื้อขายในปัจจุบันจากข้อมูลของเวลาและราคา การที่จะ”จับ”ตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ เราต้องการข้อมูลด้านเวลาและราคาที่รวดเร็วและถูกต้องที่สุดในหน้าจอเทรดของเรา ผ่านโปรแกรมและระบบที่ไว้วางใจได้ หากไม่มีข้อมูลเวลาและราคาที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเชื่อถือได้ เราก็เหมือนตัดสินใจในความมืด(บอด)

อย่างที่สอง คือ เครื่องมือ หรือวิธีการที่เราจะตัดสินใจซื้อ/ขาย เราต้องเข้าใจระบบหรือวิธีการในการซื้อขายของเราอย่างถ่องแท้ก่อนที่เราจะสามารถประสบความสำเร็จได้ในฐานะเทรดเดอร์ ความผิดพลาดในพื้นฐานของแนวคิดอาจจะทำให้เทรดเดอร์ขาดทุนได้มาก จนอาจจะล้มละลายได้ในวันเดียวจากความผิดพลาดนั้น

เมื่อเรากลายเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในวิธีการซื้อขายของเราแล้วมันก็เหมือนกับการขี่รถจักรยานยนต์ การตัดสินใจของเราจะเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรมชาติ รวมไปถึงมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราเทรดแบบ “จับ” ภาวะของตลาด เราจะสามารถเคาะซื้อหรือขายได้ก่อนคู่แข่งของเรา จำไว้ว่า”คนที่เร็วกว่าคือคนที่อยู่รอด”

สิ่งที่สาม และ “สำคัญที่สุด” ของวงล้อแห่งความสำเร็จ คือ “วินัย” ถ้าเราต้องการที่จะประสบความสำเร็จในฐานะเทรดเดอร์ คูรจะต้องมีวินัยตลอดเวลา ทุกวัน ทุกการซื้อขาย
ในกฏทั้ง25ข้อข้างล่างเกี่ยวกับวินัยในการลงทุนนี้ เราต้องนำเอาไปฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ตลอดเวลา เทรดเดอร์ที่อยู่ภายต้ำความควบคุมของผมและลูกค้าของผมหลายคนอ่านกฏเหล่านี้ทุกวันก่อนที่เค้าจะเริ่มทำการซื้อขายในวันนั้น มันใช้เวลาไม่เกินสามนาทีหรอกในการอ่านกฏทั้ง 25 ข้อนี้ คิดถึงการฝึกฝนตลอดเวลา เตือนตัวเองที่จะระลึกถึงกฏเหล่านี้ตลอดเวลาที่เราทำการซื้อขาย

1) ตลาดสั่งให้เรามีวินัย
การซื้อขายอย่างมีวินัยจะทำให้เราได้เงินเข้ามาในกระเป๋ามากกว่าที่จะส่งมันออกไป ความจริงที่แน่นอนอย่างหนึ่งของตลาดหุ้นก็คือ วินัย=กำไร

2) มีวินัยทุกๆวัน ในทุกๆการซื้อขาย และตลาดจะให้รางวัลกับเรา แต่อย่าบอกว่าตัวคุณเองมีวินัยแล้ว ถ้ายังทำไม่ได้ทุกครั้ง
การมีวินัยในการซื้อขายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แน่นอนว่าไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำในบางครั้งเท่านั้น ก็เหมือนกับการที่เรามีพฤติกรรมที่ไม่ดีอย่างการสูบบุหรี่ ถ้าเราบอกว่าเราเลิกบุหรี่แล้วมีแค่สูบนิดๆหน่อยๆบางเวลา อย่างนั้นไม่เรียกว่าเราได้เลิกบุหรี่แล้วจริงๆหรอก และเช่นกันถ้าเราซื้อขายอย่างมีวินัยทุกๆ9ใน10ครั้ง เราก็อย่าเพิ่งบอกใครๆเขาว่าเราเป็นนักลงทุนที่มีวินัยเลยครับ และการซื้อขายที่ไร้วินัยครั้งเดียวของเรานี่แหละที่จะทำลายผลตอบแทนดีๆทั้งเก้าครั้งที่ผ่านมาของเรา (ชอบนักล่ะกำไรนิดหน่อยรีบขาย ขาดทุนหนักๆเก็บไว้เนี่ย) การมีวินัยต้องมีในทุกๆครั้งของการซื้อขาย
ตอนที่ผมบอกว่าตลาดจะให้รางวัลเราโดยปกติแล้วผมหมายถึงเราจะเสียหายน้อยๆในการซื้อขายที่ผิดพลาด มากกว่าที่จะติดดอยตลอดช่วงฤดูหนาว(อันแสนหนาวเหน็บ) เช่นผมอาจจะเสีย2,000บาทแทนที่จะเสีย10,000บาทถ้าผมไม่ยอมขายตัดขาดทุนโดยเร็ว ดังนั้นคงไม่ผิดถ้าผมจะพูดว่าผมได้เงินเพิ่ม8,000จากการที่ผมขายหุ้นแย่ๆออกไป

3) ซื้อขายให้น้อยลงถ้าช่วงนั้นเราทำผลงานได้ไม่ดี
เทรดเดอร์ที่ดีทุกคนต้องทำตามกฏข้อนี้ครับ ทำไมจะต้องขาดทุนมากขึ้นด้วยการทู่ซี้ขาดทุนละ 50,000 หุ้นต่อไป ทั้งๆที่เราสามารถประหยัด(การขาดทุน)ไปได้มากมายหากลดการซื้อขายของเราให้อยู่เพียงแค่10,000หุ้นต่อครั้งแทน ถ้าผมขาดทุนจากการซื้อขายสองครั้งติดๆกันผมจะลดจำนวนการซื้อขายสู่ระดับที่ตั้งไว้ก่อนหน้านี้
มันก็เหมือนนักเบสบอลที่ตีลูกพลาดไปแล้วสองครั้ง สิ่งที่เค้าจะทำในครั้งที่สามคือเค้าจะเหวี่ยงไม้สั้นๆเอาแค่ให้โดนลูกก็พอ ในการลงทุนก็เช่นกันลดจำนวนการซื้อขายของเรา ทำกำไรช่องสองช่องให้มีกำลังใจ หรือเอาว่าเสมอตัวก็พอได้ แล้วค่อยเพิ่มจำนวนการซื้อขายหลังจากเอาชนะได้แล้วสองครั้งติดๆกัน

4) อย่าปล่อยให้กำไรกลายเป็นขาดทุน
คนส่วนใหญ่ชื่นชอบเหลือเกินที่จะละเมิดกฏข้อนี้ แต่อย่างไรก็ตามมันควรจะเป็นเป้าหมายอันยิ่งยวดที่เราจะต้องปฏิบัติตามให้ได้นะครับ สิ่งที่เราพูดถึงในตอนนี้ซึ่งสำคัญมากๆเลยนการลงทุนคือเรื่องของความโลภ ตลาดให้ผลตอบแทนเราหากว่ามันเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับการลงทุนของเรา แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่เคยพอใจในผลตอบแทนของเราเลย ดังนั้นแล้วเราก็จะถือต่อไป”ด้วยความหวังที่มิอาจเป็นจริง” เพื่ออะไร เพื่อที่จะรอว่าวันนึงตลาดกลับตัวจากแนวโน้มเดิมของมัน และแน่นอนในฝั่งตรงข้ามกับเรา และพอมันเป็นแบบนั้นเราก็จะละล้าละลัง ขายดีไม่ขายดีว้า ถึงที่สุดเราจะทำอะไรไม่ถูก และเป็นเหมือนกับคนส่วนใหญ่ คือ ล่องจุ๊น

มันอย่าไปโลภหรือกลัวเลยครับ คิดซะว่ามันก็ค่าการซื้อเข้ามาครั้งเดียว เราซื้อขายกี่ครั้งในหนึ่งวัน กี่ครั้งในหนึ่งเดือน แล้วจะเอาอะไรมากมายกับการซื้อขายเพียงแค่ครั้งเดียว(ฮะ) โอกาสน่ะมันมีทั้งวันนั่นแหละ ดังงนั้นนะครับท่องไว้เลยว่า การเทรดครั้งเดียวเนี่ยมันไม่ได้ทำให้เราประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวได้หรอก

5) การขาดทุนที่ใหญ่ยิ่ง อย่าให้มากกว่ากำไรที่ยิ่งใหญ่
เก็บประวัติการเทรดของเราไว้อย่างสม่ำเสมอ(หลายคนอยากเป็นนักลงทุนมืออาชีพ แต่ดันทำตัวแบบมือสมัครเล่น) เราจะต้องทำให้แน่ใจว่าการขาดทุนที่หนักที่สุดของเราจะไม่มากไปกว่ากำไรที่มากที่สุดของเราในรอบนั้นๆ(รอบการเทรด เช่น สรุปรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน) จำไว้ว่ากฏค่าเฉลี่ยคือ ทุกสิบครั้งเราจะทำกำไรใหญ่ๆได้1-2ครั้ง ขาดทุนหนักๆ1-2ครั้ง และ 6-8ครั้งที่จะทำกำไรและขาดทุนถัวๆกันไป ดังนั้นเราจะทำกำไรได้ยังไงถ้าเราปล่อยให้การขาดทุนหนักๆมากเกินไป

6) พัฒนาระบบน่ะใช่ แต่อย่าเปลี่ยนมันทุกวัน
เราจะต้องเขียนวิธีการในการตัดสินใจของเราออกมา(ถ้าเราอธิบายไม่ได้แปลว่าเรายังเข้าใจมันไม่ถ่องแท้) แล้วจากนั้นก็เทรดตามสิ่งที่เราเขียนมันออกมานั่นแหละ ผมไม่สนในนะว่าจะเขียนอะไรออกมา 6 ผมไม่สนใจหรอกว่าจะใช้วิธีการแบบไหน(เดี๋ยวก็บอกว่าโยนหัวก้อยซะหรอก อิอิ) แต่ผมต้องการให้เราตั้งกฏไว้ อะไรก็ตาม ลักษณะตลาด หรือรูปแบบการเคลื่อนไหวของราคา ว่าถ้าเป็นแบบไหนแล้วเราจะทำยังไงกับมัน เราต้องมีกลยุทธ์ในการเข้าออกนะครับ

ถ้าเรามีวิธีการที่แน่นอนในการเทรดแล้ว แต่อาจจะรู้สึกว่าวันนี้หรือช่วงนี้มันไม่ค่อยได้ผลเลย อย่าเพิ่งกลับบ้านไปร้องไห้แล้วแก้กฏที่ตั้งไว้นะครับ ถ้ากฏคุณถูกแค่1ใน3ของการซื้อขายทั้งหมด แค่นั้นก็ทำกำไรได้แล้ว
ขอบฟ้า: สังเกตุนะครับว่าผู้เขียนเน้นที่เรื่องของการบริหารเงินและวินัยเป็นอย่างมาก เท่าที่ผมศึกษานักลงทุนมืออาชีพต่างๆเค้าก็ไม่ได้ซื้อหุ้นถูกต้องทั้ง100% เพียงแต่ครั้งไหนที่เข้าถูกเค้าจะปล่อยยาวเลย(หุ้นขึ้นต้องมีเรา) แต่ถ้าหุ้นตกเค้าจะออกเร็วมาก(หุ้นลงมีเราตลอดทางน่าเศร้านัก) ดังนั้นวิธีการก็สำคัญครับ แต่การบริหารเงินและวินัยสำคัญมากกว่าเท่านั้นเอง จึงเป็นที่มาว่าทำไมโอกาสชนะแค่1ใน3ก็ถือว่าดีแล้ว

ในขณะที่เซียนล่องจุ๊นบ้านเราอยากชนะ100ทั้ง100

7) ถ้าเป็นคนอื่นไม่ได้ ก็เป็นตัวของตัวเองซะ
ตลอดชีวิตนักลงทุนของผม ผมไม่เคยเทรดเกิน50สัญญาเลยแม้แต่ครั้งเดียว แน่นอนว่าผมก็อยากเทรดให้เหมือนเพื่อนร่วมงานของผมที่เทรดทีละ100-200สัญญา แต่ผมไม่สามารถควบคุมอารมณ์และภาวะทางจิตได้ดีพอที่จะทำแบบนั้น ผมสามารถเทรดด้วยความรู้สึกสบายใจที่คราวละ10-20สัญญา โดยปกติถ้าผมเทรดมากเกิน20สัญญาขึ้นไปผมจะทำได้ไม่ดีเพราะผมไม่สามารถทนความกดดันจากการซื้อขายมากขนาดนั้นได้ ผลการเทรดมักจะออกมาไม่ดีเพราะผมไม่สามารถใช้ความสามารถออกมาเท่าที่ผมเทรดแค่คราวละ10สัญญาได้

พยายามค้นหาขนาดที่พอเหมาะพอสมกับเรา “เป็น อย่างที่เราเป็น”

8) คุณต้องพร้อมที่จะกลับมาในวันรุ่งขึ้นเสมอ
อย่าอมหุ้นที่ขาดทุนไว้จนแก้มตุ่ย เพราะเดี๋ยวมันจะอ้วก ความรู้สึกที่แย่ที่สุดในโลกแห่งการเทรด คือการที่อยากจะเข้าไปแจมกับชาวบ้านแต่ดั๊นอมหุ้นเน่าไว้จนแก้มตุ่ยแล้วนี่สิ

ผมกำหนดให้นักเรียนของผมจำกัดส่วนที่จะขาดทุนได้ในหนึ่งวัน ตัวอย่างเช่น ในหนึ่งวันห้ามขาดทุนเกิน5,000บาท ถ้าวันไหนที่ขาดทุนถึง5,000บาทสิ่งที่ต้องทำก็คือ ปิดคอม แล้วไปหาอะไรอย่างอื่นทำซะ เพราะเราสามารถกลับมาเทรดได้ใหม่ในวันรุ่งขึ้นที่เราสบายใจมากกว่านี้

9) เทรดให้ได้ เทรดให้ดี เพื่อเทรดให้ใหญ่ขึ้น
คนส่วนใหญ่คิดว่าเมื่อเขามีเงิน1,000,000บาทเขาก็สามารถซื้อปตทได้30,000หุ้น ตรงนี้อาจจะไม่ถูกต้องเท่าไหร่นัก เพราะถ้าคุณเทรดแค่100หุ้นยังขาดทุน แล้วจะเอาอะไรมาการันตีว่าเทรด30,000หุ้นแล้วจะได้กำไร
ผมบอกนักเรียนของผมว่าถ้าเค้าเทรด100หุ้นให้ได้กำไรสิบวันติดต่อกันให้ได้ นั่นแหละถึงจะแสดงว่าเค้ามีความสามารถมากพอที่จะเทรดได้200หุ้นในช่วงต่อไป

สิ่งที่ควรระลึกเสมอ: ถ้าเราเทรดครั้งละ200หุ้นได้ยังไม่ดี ก็ลดลงไปเหลือครั้งละ100ก่อนนะจ๊ะ

10) ขายมันทิ้งซะ!!!
เราไม่ได้เป็น”ไอ้ขี้แพ้”ถ้าเราขาดทุนจากการซื้อขาย แต่เราจะเป็น”ไอ้ขี้แพ้”ก็ต่อเมื่อเราไม่ขายหุ้นที่ขาดทุนที่ดูยังไงก็ฟื้นขึ้นมาไม่ได้ มันน่าประหลาดใจมากว่าหลายครั้งลางสังหรณ์ของเราก็ถูกต้อง ถ้าคุณคิดว่าหุ้นตัวนี้ “อาจจะแย่” นั่นอาจหมายถึงเวลาที่เราควรจะขายแล้ว

เป็นเรื่องปกติที่นักลงทุนจะขาดทุน ในการลงทุนช่วงหนึ่งนักลงทุนอาจจะขาดทุน1ใน3 เสมอตัว1ใน3และทำกำไรได้1ใน3เช่นกัน ผมขายขาดทุนเร็วมาก มันเลยทำให้ผมขาดทุนนิดๆหน่อยๆ ดังนั้นต่อให้ผมจะขาดทุนและเสมอตัวถึง2ใน3ของการเทรด แต่ผมก็ยังได้กำไรในท้ายที่สุด

(@_@)




 

Create Date : 25 ธันวาคม 2553    
Last Update : 25 ธันวาคม 2553 14:30:28 น.
Counter : 438 Pageviews.  

???LTF - RMF???

ที่กำลังจะโพสทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนบุคคลอย่างแรงกล้า
อ่านแล้วกรุณาใช้วิจารณญานลายๆรอบด้วยครับ
เพราะผู้เขียนจะไม่รับผิดชอบในกำไร ขาดทุนที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน อิอิ
____________________________________________________

ช่วง นี้ก็เป็นช่วงปลายปีแล้ว ถึงตอนนี้ทุกคนก็คงเตรียมจัดงานคริสมาสต์กับงานปีใหม่กันอย่างเอิกเกริก อากาศก็เริ่มเย็นลง ถือเป็นช่วงเวลาดีๆที่จะต้อนรับความสุขหลังจากผ่านปีที่ยากลำบากมาทั้งปี จะได้ฉลองจากการเหน็ดเหนื่อยก็ช่วงนี้แล ห้างทั้งหลายก็ลดกระหน่ำไอ้เราก็ช็อบระเบิด เลี้ยงปาร์ตี้สนุกจ่ายกันสนั่นจนต้องรูปปื๊ดๆ เป็นหนี้กัน มานั่งกุมขมับกันในปีต่อไปแทน อุเหม่คนไทยคงไม่เป็นแบบนั้นไปร้อยทั้งร้อยหรอกครับ ก็จะมีบ้างบางคนที่ทำงานมาเหน็ดเหนื่อยตลอดทั้งปี ผลแห่งความขยันเลยกลายเป็นรายได้ขึ้นมา คิดแล้วก็มีความสุข แต่ชำเลืองมาอีกที อ่ะโห ผลแห่งความขยันทำให้เรามีรายจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นด้วยแฮะ ทำยังไงดี ดี ดี ดี

พล่าม มาตั้งนาน วันนี้จะมานำเสนอทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการประหยัดภาษีโดยการซื้อกองทุน รวมนั่นเอง ก็แหม่กองทุนมีเป็นสิบเป็นร้อย จะจำแนกแจกแจงยังไงดีนะ ก็เลยจะขอถือโอกาสมาแนะนำกองทุนมันซะเลย บอกได้เลยงานนี้ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ไม่มีคำยืนยนัว่าจะได้ผลด้วย(ฮา) แต่คัดมาจากความชอบโดยส่วนตัวล้วนๆเลยนะครับ ก็อย่าถือเอาเป็นจริงเป็นจังมาก คิดซะว่าเป็นอีกหนึ่งความเห็นที่จะมาเปิดมุมมองใหม่ๆก็แล้วกัน

สำหรับ เรื่องนี้ผมขอไม่ลงในรายละเอียดว่ากองทุน LTF RMF เป็นอะไร ยังไง ข้อกำหนดในการลงทุน ขอข้ามไปเลยนะครับ ไม่อย่างนั้นวันนี้คงไม่ได้ทำงานทั้งวัน เอาแค่แวบมาพิมพ์ครึ่งวันก็ใกล้เคียงกับการโดนไล่ออกแล้ว(ฮา) ด้วยประการฉะนี้จึงขอแนะนำเฉพาะกองทุนที่น่าสนใจสำหรับผู้ลงทุนแบบต่างๆนะ ครับ

เริ่มจากกองทุนประเภท LTF กันก่อนเลยดีกว่าสำหรับกองทุนที่ผมชอบในส่วนของLTFมีดังต่อไปนี้ครับ

Aberdeen Long Term Equity ดีจากต้น จนจบปลาย ถ้าดูจากผลตอบแทนแล้วบอกได้เลยว่ากองทุนนี้ได้ผลตอบแทนที่ไม่โดดเด่นนักในปีนี้ แล้วทำไมผมถึงชอบน่ะหรอ? เพราะเท่าที่ผมติดตามมาบลจ.aberdeenมักจะทำได้ดีกว่าในระยะยาวสำหรับกองทุนหุ้นทั้งหลาย ถึงแม้ว่าผลตอบแทนปีนี้จะไม่โดดเด่น แต่การลงทุนระยะยาวกับกองทุนหุ้นของที่นี่ผมคิดว่าก็จะไม่ห่อเหี่ยวเช่นเดียวกัน เพราะไสตล์การเลืออกหุ้นของที่นี่จะเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานดีมากกว่าจะเลือกหุ้นที่หวือหวาตามตลาดแบบบลจอื่นๆ ถ้าได้ติดตามผลตอบแทนของกองทุนหุ้นของAberdeen จะพบว่าหลายครั้งที่ตลาดหลักทรัพย์ตกลงมา แต่ผลตอบแทนของกองทุนยังเป็นบวกอยู่ นั่นก็เพราะเมื่อหุ้นตลาดราคาลดลงมา นักลงทุนก็จะหันไปเก็บหุ้นพื้นฐานดีที่ราคามั่นคงแทน ซึ่งหุ้นประเภทนี้ราคามักจะค่อยๆขยับขึ้นในระยะยาวมากกว่าที่จะโลดโผนไปตามตลาด ดังนั้นใครที่อยากลงทุนยาวแต่ไม่มีเวลาติดตามตลาดมากนัก ผมคิดว่ากองทุนนี้เหมาะมากครับ รวมไปถึงใครที่มีกองทุนหุ้นแบบที่ลงทุนน้ำหนักคล้ายๆตลาดอยู่แล้ว น่าจะแบ่งพอร์ตบางส่วนมาลงในกองทุนนี้เพื่อถัวเฉลี่ยน้ำหนักก็ดีเหมือนกัน กองทุนนี้ผมเชื่อว่า ช้าแต่ชัวร์ครับ

AYF Dividend Stock Long Term Equity จิ๋วแต่แจ๋ว สำหรับกองทุนนี้ต้องบอกว่าแจ่มจริงปีนี้ หลักการคือการลงทุนในหุ้นพื้นฐานดีและมีปันผลดีๆ เพราะลงทุนในความเชื่อที่ว่าเมื่อตลาดตกนั้นมันจะได้มีปันผลมาค้ำยันราคาไม่ให้ตกมาก ก็ลองคิดดูสิครับถ้าหุ้นตัวไหนปันผลปีละบาท จะมีโอกาสมากเท่าไหร่ที่มันจะตกลงมาต่ำกว่า 10 บาท โอกาสน่ะมีแต่ก็ต่ำกว่านั้นได้ไม่นานหรอกครับถ้าเฉพาะเงินปันผลได้ผลตอบแทนมากกว่า 10% นี่แหละครับปรัชญาในการลงทุนของกองทุนนี้ ทีนี้ปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะช่วงกลางปีค่อนมาทางปลายปีที่หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กพาเหรดกันขึ้นมาทำราคาสูงสุดใหม่กันเป็นทิวแถว กองทุนนี้ที่อุดมไปด้วยหุ้นจิ๋วแต่แจ๋วทำให้ผลตอบแทนของกองทุนนี้ติดลมบนขึ้นมายืนอยู่บนจุดสูงอย่างหากองทุนอื่นมาเทียบได้ยาก แต่สิ่งที่ต้องจับตามองก็คือ ขนาดของกองทุนที่เล็กมากหากมีขนาดที่ใหญ่มากขึ้นจะยังสามารถรักษาประสิทธิภาพการทำกำไรแบบนี้ไว้ได้หรือไม่ รวมไปถึงการที่กองทุนมีผลตอบแทน”โดด” ขึ้นมาในช่วงปีเดียวยังไม่ได้ผ่านการทดสอบจากตลาดเป็นเวลานานพอ ต้องดูกันต่อไปครับ เพราะว่ากองทุนหุ้นอื่นๆของบลจนี้ก็ยังไม่ได้พิสูจน์ตัวเองเท่าไหร่นัก

Jumbo 25 Dividend Long Term Equity หุ้นใหญ่ในใจต่างชาติ ถ้าจะบอกว่าหุ้นเล็กอย่างสองกองทุนแรกเป็นพระเอกช่วงกลางปี แต่ช่วงเดือนท้ายๆนี่ต้องบอกว่าหลบหน่อยพระเอกมา เพราะอะไรครับ? ถ้าเราลงทุนบนพื้นฐานที่ว่าต่างชาติเป็นกลุ่มที่ผลักดันSETให้ขึ้นๆลงๆได้ การที่เราจะสร้างผลตอบแทนให้ล้อไปกับการขึ้นลงของตลาดนั้นเราต้องเล่นในสนามเดียวกันกับต่างชาติ และเมื่อมองย้อนไปจะพบว่าต่างชาติจะเน้นลงทุนในหุ้นใหญ่ๆอย่างพลังงาน ธนาคารเป็นหลัก ในช่วงเดือนสองเดือนที่ผ่านมากองทุนไหนที่เน้นลงทุนหุ้นใหญ่ๆผลตอบแทนจะตีตื้นขึ้นมามากเลยจากที่ต้องหลบมุมอยู่ช่วงนึง และกองทุนของบลจ.ทหารไทยก็มีจุดเด่นในการลงทุนแบบPassive ใช้คอมพิวเตอร์คำนวณสัดส่วนของหุ้นแต่ละตัวในพอร์ทแทนที่จะให้ผู้จัดการกองทุนตัดสินใจแบบกองทุนอื่นๆ ตรงนี้จะมีข้อดีอย่างน้อยๆสองข้อ

คือ กองทุนจะล้อไปกับตลาดค่อนข้างมากเพราะการคำนวณSETมาจากการถ่วงน้ำหนัก ซึ่งหุ้นขนาดใหญ่จะมีผลมาก ใครที่ไม่มีเวลาติดตามตลาดแค่ดูSETในแต่ละวันก็พอจะบอกได้คร่าวๆแล้วว่ากองทุนนี้บวกหรือลบในช่วงนั้นๆ
อีกอย่างคือกองทุนประเภท Passiveจะมีค่าธรรมเนียมการลงทุนที่ถูกมากครับ ทำให้ผลตอบแทนรวมดีขึ้นในระยะยาว

1SMART-LTF ไม่รักหุ้นแต่อยากลดภาษี สำหรับบล.จรรณต้องบอกว่ากองทุนของที่นี่มีนวัตกรรมใหม่ๆเยอะมาก เสียที่ผลตอบแทนของกองทุนไม่โดดเด่นเท่าที่อื่น บวกกับไม่มีธนาคารคอยหนุนทำให้ชื่อเสียงอาจไม่เป็นที่รู้จักมากนัก อย่างไรก็ดีวรรณมีอาวุธเด็ดสำหรับนักลงทุนที่อยากลดภาษีกับกองทันรวมแบบLTF แต่ไม่ชอบความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นครับ เพราะกองทุนวรรณสมาร์ท(ฉลเดจริงๆสำหรับกองทุนนี้)มีการเฮดจ์การลงทุนในหุ้น ไว้ นั่นก็คือหากลงทุนในหุ้น100บาทก็จะพยายามขายช็อตตราสารอนุพันธ์ของหุ้นในสัด ส่วนที่ทางบลจเห็นว่าเหมะสมเพื่อที่จะล็อคการขึ้นลงของราคาหุ้นไว้ ดังนั้นใครที่บอกว่าไม่ชอบลงทุนในหุ้นเล้ยยย ก็สามารถลงทุนในกองทุนนี้ได้เพราะว่าจะมีความผันผวนค่อนข้างน้อยครับ ดังจะเห็นว่าช่วงปีก่อนที่หุ้นลงมาเยอะมากกองทุนนี้กลับได้ผลตอบแทนเป็น อันดับหนึ่งที่บวก 6% แต่ตอนนี้ที่หุ้นขึ้นเยอะกองทุนนี้ก็ไม่ไปไหนเหมือนกันนะครับ ก็สำหรับคนที่อยากลดภาษีอย่างเดียวจริงๆ

สำหรับอีกหนึ่งบลจที่ผมมองว่ามีผลตอบแทนของกองทุนหุ้นดีไม่แพ้กันคือกองทุนของING แต่กองทุนระยะยาวของที่นี่มีหลายกองทุนเหมือนกัน ใครสนใจลองค้นดูอีกทีครับ (พูดตรงๆว่าขี้เกียจอ่า)

มาต่อกันที่กองทุนRMFกันบ้างดีกว่าครับ กองทุนนี้เราสามารถเลือกได้ว่าจะลงทุนในกองทุนหุ้น ตราสารหนี้ หรือจะเอาแบบที่เค้าผสมให้กลมกล่อมก็ได้ทั้งนั้น

มาเริ่มกันที่กองทุนหุ้นกันก่อนนะครับ อันนี้ผมขอไม่เจาะจงไปในตัวกองทุนแบบLTF (เพราะต้องรีบไปทำการงานอย่างอื่นเช่นกัน – ฮา) แต่ก็แบบเดิมๆครับ เพราะปกติแล้วบลจใดก็ตามะใช้ผู้จัดการกองทุนชุดเดิมๆ ลองคิดหลักการทำงานของบลจตามนะครับ อันดับแรกจะให้นักวิเคราะห์นำเสนอตัวหุ้นเข้ามาถ้าไม่น่าสนใจก็คัดออก ถ้าน่าสนใจก็จะเอาลง “กลุ่ม” ที่น่าสนใจลงทุนแต่อาจจะไม่ได้ลงทุนเดี๋ยวนั้นเลยก็ได้ อาจจะเพราะราคาสูงไปหรือว่ารอจังหวะของกลุ่มธุรกิจนั้นๆ ซึ่งทีนี้ก็จะขึ้นอยู่กับผู้จัดการกองทุนครับว่าจะลงหุ้นตัวนั้นเมื่อไหร่ เท่าไหร่ ซึ่งถ้ามองจากตรงนี้คนคัดหุ้นก็กลุ่มเดียวกัน คนเลือกหุ้นก็คือผู้จัดการกองทุนก็มักจะเป็นคนเดียวกันสำหรับกองทุนหุ้นส่วนใหญ่ของบลจนั้นๆ ดังนั้นถ้าเราแอบไปเปิดพอร์ทดูจะพบว่าบางบลจมีกองทุนหุ้นเป็นสิบกองเลย แต่ไส้ในนี่แทบจะเท่ากันเป๊ะๆ ต่างกันแค่ปริมาณหุ้นที่ถือเท่านั้นเอง ดังนั้นหากว่ากองทุนนั้นๆไม่ได้มีข้อกำหนดหรือนโยบายที่พิเศษเฉพาะแล้ว การลงทุนก็จะเหมือนๆกันภายใต้การบริหารของบลจนั้นๆครับ นี่ทำให้ผมค่อนข้างยึดแนวบริหารกองทุนหุ้นของบลจเป็นหลักมากกว่า และสำหรับบลจที่ผมคิดว่าโดดเด่นในหารบริหารกองทุนหุ้นคือ

ทหารไทย สำหรับผมแล้วบลจ.ทหารไทยเป็นอันดับหนึ่งในด้านการลงทุนแบบPassiveครับ
Aberdeenด้วยไสตล์การเลือกหุ้นแบบ Bottom upทำให้หุ้นในพอร์ทโดดเด่นด้วยหุ้นทรงคุณค่ามากมาย พร้อมที่จะเติบโตในระยะยาว กองAYFDIVก็ใช้นโยบายเลือกหุ้นแบบนี้เช่นกัน แต่อาจไม่ใช่สำหรับกองทุนหุ้นส่วนใหญ่ของAYF
INGที่นี่อาจจะบริหารแบบActive แต่ผลตอบแทนก็โดดเด่นไม่น้อยหน้าใครเหมือนกันครับ
บัวหลวง แม้ว่ากองลดหย่อนภาษีจะไม่ประทับใจผมเท่าไหร่ แต่การแยกกองของเค้าน่าสนใจมาก เช่นบัวหลวงโครงสร้างพื้นฐาน บัวหลวงทศพล บัวหลวงธนคม เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลงทุนเน้นกลุ่มมากครับ
เพราะฉะนั้นสรุปง่ายๆว่ากองทุนหุ้นที่ผมชอบในกลุ่มRMFก็จะเหมือนๆกันกับกองทันLTFนั่นเองครับ

สำหรับกองทุนที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้พูดตามตรงว่าผมไม่ปลื้มเท่าไหร่นัก มันอาจจะดีสำหรับคนที่มีอายุ 40-50 ปีขึ้นไปเพราะว่าเค้าจะถือกองทุนนี้แค่ไม่กี่ปี แต่ถ้าคุณอายุ 20ปลายๆ หรือ 30 ต้นๆการจะถือกองทุนตราสารหนี้ในระยะเป็นสิบๆปีผมมองว่าเรากำลังก้มหน้ายอมแพ้ต่ออัตราเงินเฟ้ออยู่ ถ้าเราจะต้องกินยาพิษแก้หิวน้ำ มันรอดตอนนี้ครับแต่พอยาพิษออกฤทธิ์แล้วตายแน่ๆนา

ถ้าจะให้ดีเลือกเป็นกองทุนผสมเป็นอย่างน้อยจะดีกว่าครับ เพราะผู้จัดการกองทุนสามารถถือตราสารที่เพิ่มค่าในระยะยาวเพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้กับพอร์ทการลงทุนโดยรวมได้ บางคนบอกว่าไม่กำไรไม่เป็นไร แต่อย่าขาดทุนก็แล้วกัน ใช่มันถูกในระยะสั้น แต่ถ้าสามสอบปีผ่านไปคุณมีเงินล้านนึง แต่ล้านนึงในสามสิบปีข้างหน้าคุณอาจจะซื้อไม่ได้แม้กระทั่ง นิสสันมาร์ชเลยนะครับ ดังนั้นการลงทุนต้องดูย้าวววว ยาววววครับ

โดยปกติกองทุนรวมแบบผสมกับตราสารหนี้ผมไม่ค่อยเห็นความแตกต่างกันเท่าไหร่ แต่ในช่วงนี้ผมคิดว่าผมชอบอยู่สองสามกองซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นกองแบบRMFครับ

ING Thai Capital Protection RMF กองดีที่มีเวลา กองที่มีชื่อเดียวกันนี้จะมีทั้งหมด 5 กองครับจริงๆมันจะมีหมายเลขกำกับ1-5 ต่อท้ายด้วย ที่ผมชอบกองทุนกลุ่มนี้ เพราะ
อย่างแรกเลยผลตอบแทนไม่ได้น้อยนิดจนน่าใจหาย ผลตอบแทนของกลุ่มนี้อยู่ที่6-8%ต่อปีในปีที่แล้วครับ
ต่อมาเรื่องความเสี่ยง กองทุนนี้ลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำมากกว่า 80% ดังนั้นความเสี่ยงต่อการลดค่าของกองทุน(ขาดทุน)มีค่อนข้างน้อยครับ

มากไปกว่านั้นผมชอบที่มันแบ่งเป็นห้ากอง เพราะแต่ละกองทุนจะมีกำหนดซื้อ 5 ปี เช่นหากเราซื้อกองทุนนี้ในปีนี้ กองทุนจะปิดการซื้อขายไปอีก 5 ปีถึงจะทำการซื้อขายได้อีกครั้งหนึ่ง ต่อให้เราถือกองทุนมาจนครบกำหนดของRMFคือถือเกิน5ปีบริบูรณ์และมีอายุเกิน 55ปีแล้วก็ตาม หากมันไม่ถึงรอบของกองทุนเราก็จะขายไม่ได้ครับ

เช่น หากซื้อกองทุนตอนอายุ 49 พออายุ 54 ปีเรายังขายไม่ได้ตามข้อกำหนดของกองทุนRMFเพราะอายุยังไม่ถึง55ปีใช่ไหมครับ แต่ถึงอายุเราครบกำหนด 55ปีเราก็ยังขายกองทุนไม่ได้อยู่ดี เพราะต้องรอรอบ5ปีของกองทุน คือ อายุ 49->54->59

ถามว่ามันดียังไง คือกองทุนไม่ต้องปรับเปลี่ยนพอร์ทหรือสำรองเงินสดไว้มากจนเกินไปในระหว่าง5ปี ทำให้เค้านำเงินไปลงทุนได้เต็มที่ รวมไปถึงไม่ต้องกังวลเรื่องนักลงทุนจะแห่ขายคืนระหว่างทาง ทำให้ไปลงในสินทรัพย์ระยะยาวได้ ซึ่งจะได้ผลตอบแทนที่มากกว่าครับ นอกจากนี้ผมยังมองว่าถ้าเราขายคืนทุก 5 ปีเราก็สามารถวางแผนการเงินเราได้ง่ายขึ้นด้วย เช่นหากเราคิดว่าเราจะลาโลกตอนอายุ 80 ปีก็หมายความว่าเราจะต้องใช้เงินจากกองทุน 80-55=25ปี เราก็สั่งขายกองทุน20%ทุกๆปีหลังเกษียณ ก็จะเวียนกันไปจนครบ25ปีได้ครับ

ทีนี้กองทุนนี้ก็มีข้อเสียเหมือนกัน คือ ซื้อลำบากมาก เพราะจะให้สั่งซื้อ ขายได้เฉพาะ5วันทำการสุดท้ายของเดือนพฤศจิกายนเท่านั้น ผมมองว่าอันนี้ค่อนข้างจำกัดเกินไป แต่ก็เข้าใจว่าจะทำให้บริหารการลงทุนและเงินได้ดีขึ้นครับอย่างที่ได้บอกไว้ว่าก็เป็นจุดเด่นของเค้าในตอนแรก

สำหรับกองทุนที่ผมชื่นชอบก็มีประมาณนี้นะครับ ไม่ได้บอกว่าเป็นกองทุนที่ดีที่สุดหรือว่าซื้อแล้วจะต้องได้กำไร แต่เป็นกองทุนที่ผมชอบเพราะเค้ามีจุดแข็งที่โดดเด่น ซึ่งบางคนอาจจะไม่ได้มองเหมือนผมก็ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมอยากให้นักลงทุนทั้งหลายถามคำถามตัวเองก่อนลงทุนทุกครั้งครับ ว่าเราลงทุนไปเพื่ออะไร เพื่อลดหย่อนภาษี เพื่อผลตอบแทนในระยะยาว หรือเพื่อร่มและของแถมครับ บางคนลงเพราะของแถมราคาไม่กี่ร้อยบาทแลกกับผลตอบแทนห่วยๆที่ถ้าเลือกใหม่อาจจะทำให้ซื้อของแถมได้เองไม่ต้องมีตราของบลจได้เป็นร้อยๆอัน บางคนลงทุนเพื่อความสะดวก มีสาขาใกล้บ้าน(ทำยังกะจะไปซื้อขายทุกวันงั้นแหละ) จริงๆถ้าเราถามตัวเองก่อนผมก็ยอมรับว่าทุกคนย่อมมีเหตุผลเป็นของตัวเอง แต่ถ้าไม่เคยทำการบ้านอะไรเลยใครบอกว่าอะไรก็ดี พอคุยเรื่องผลตอบแทนกลับยกเอาเหตุอื่นๆมาอ้าง แบบนี้ไม่สวยแน่ในแง่ของการลงทุนและการเคารพตัวเองครับ

ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ





 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2553 0:56:33 น.
Counter : 543 Pageviews.  

บันไดกี่ขั้นสู่ความมั่งคั่งทางการเงิน – ขั้นแรก เก็บเงิน10%ทุกเดือน(2)

ลดรายจ่ายวิธีที่สาม จ่ายน้อยจ่ายง่าย

ผมโชคดีที่ได้มีโอกาสจัดอบรมและบรรยายด้านการเงิน ทำให้ผมได้พบกับบุคคลหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาพนักงานออฟฟิศแบบเราๆท่านๆนี่แหละครับ และคำถามส่วนใหญ่ที่ได้รับก็คือ “ไม่ได้ใช้เงินเลย แต่ไม่รู้หายไปไหนหมด ไม่มีเงินเก็บ” อืมเงินมันเป็นสสารแล้วเราก็เคยเรียนมาสมัยเด็กๆว่าสสารไม่มีทางหายไปจากโลก มันทำได้แค่เปลี่ยนสภาพจากสถานะหนึ่งไปสู่อีกสถานะหนึ่งเท่านั้น ”แล้วเงินหายไปไหน”

จากการนั่งคุยกันไม่เกิน 10 นาทีโฮล์มก็ไขปริศนาของคดีฆาตกรรม เอ้ยคดีปล้นทรัพย์(จากกระเป๋าเราๆท่านๆ)ได้ทั้งหมด สรุปได้ว่า(ส่วนใหญ่จะเป็นสาวๆ)ชาวออฟฟิศทำเงินหล่นตามรายทางดังนี้ครับ เริ่มด้วยการไปกินข้ามกินน้ำตามปกติ อาจจะบอกค่าขนมนมเนยไปอีกนิดหน่อย อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับเต็นท์ที่ท่านไปอิงอาศัยว่าระดับราคาจะเป็นเท่าไหร่ แต่คดีจะเริ่มจากตรงนี้ครับ ระหว่างทางเดินกลับออฟฟิศ เอเอาผลไม้กลับขึ้นไปกินด้วยดีกว่า ตีว่า 20 เออซื้อขนมไปกินด้วยนะ ตีว่า 20 เดินๆไปอุ้ยต่างหูคู่ละ 20 บาทสามคู่ 50 เพื่อความคุ้มจัดมา3คู่ ถ้าวันไหนมีรองเท้า มีเสื้อ สนนราคา199-299 บาทต่อชิ้น รวมเบ็ดเสร็จสนนราคา 20+20+50=90 บาท เหมารวมๆ 100บาทต่อหนึ่งพักกลางวันไปแล้ว นี่ถ้าวันไหนมีเสื้อหรือรองเท้าติดมือกลับมา วันนั้นจ่ายแบ็งค์ม่วงเหลือแบ็งค์แดง ถ้าเราเอามารวมตีว่าทำงาน 20 วัน 20*100=2,000 บาทต่อเดือนเข้าไปแล้ว และจะมากกว่านี้ถ้ามีเสื้อหรือรองเท้าอย่างที่บอก

ทีนี้ลองคิดดูนะครับว่าเงินเราหล่นไปตามรายทางแบบนี้บ้างหรือเปล่า หลายคนบ่นว่าทำงานเงินเดือนก็ไม่ได้น้อย ค่าใช้จ่ายก็ไม่มี ทำไมไม่มีเงินเก็บก็ไม่รู้ นี่แหละครับเงินมันเสียไปทีละน้อยๆเราไม่ได้คิด แต่พอเอามารวมกันก็เยอะพอดู นี่แหละทำไมถึงแนะนำกันว่าควรจะทำบัญชี เพราะว่าบัญชีจะทำให้เราเห็นค่าใช้จ่ายในเงามืดที่เราเข็มขัดสั้นได้ครับ


ลดรายจ่ายวิธีที่สี่ ไม่สร้างหนี้ไม่มีฐานะ

โดยปกติแล้วผมจะแนะนำให้คนรู้จักทำบัตรเครดิตหนึ่งใบเมื่อสามารถทำได้ เพื่อไว้ใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน และเพื่อยืดวันใช้เงิน(สดๆจากกระเป๋าเรา)ออกไป แต่คนทำงานโดยส่วนใหญ่พอมีความสามารถ(ไม่ต้องมีโล่ด้วย-ฮา)ที่จะก่อหนี้ ก็ละเลยวินัยในการบริหารเงินไปทันที ยิ่งคนที่มีรายได้อย่างที่ผมนำมายกตัวอย่างยิ่งใช้เรื่องรายได้น้อย(ตรงไหนเนี่ย ราชการเค้าเริ่มที่7,000บาทยังอยู่กันได้)เป็นข้ออ้างในการก่อนหนี้

โดยปกติชนชั้นแรงงาน(ใช้แรงแลกเงิน)อย่างเราๆท่านๆก็จะมีบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด ซึ่งดอกเบี้ยก็แพงมหาโหดอยู่แล้ว (ตอนฝากได้ร้อยละบาทแต่ตอนใช้บัตรจ่ายร้อยละ20 สาธุ) บางคนยังถอยรถแมงกะไซบ้าง รถยนตร์บ้าง ”ตามศักดิ์ฐานะที่ตัวเองคิดว่าควรจะมี(คิดไปเองทั้งน้าน) บางคนบอกว่าไม่อยากเช่าหอนะ เพราะจ่ายเงินแพงแถมไม่ได้เป็นของเรา ซื้อคอนโดเล็กๆดีกว่า ถ้าเลิกงานก็ปล่อยเช่าได้ด้วย แหมคิดดีอนาคตไกล ทั้งๆที่วางแผนว่าจะทำงานแค่สองปีแต่มีภาระผ่อนคอนโด30ปี ไอ้ครั้นจะปล่อยเช่าก็สภาพห้องไม่ดี(เริ่มทำงานเลยซื้อได้แค่นี้) ปล่อยราคาต่ำผู้เช่าก็ค่อนข้างแย่ ไปๆมาๆแทนที่จะเพิ่มค่าทรัพย์สินมีมูลค่าลดลงซะงั้น

คนส่วนใหญ่คิด(เองเออเองทั้งนั้น – ฮา) ว่าเมื่อรายได้เพิ่มขึ้นคงจะปลดภาระตรงนี้ไปได้ แต่พอมีรายได้เพิ่มเหตุผมเดิมๆก็จะตามมาคือ “มีภาระเพิ่มขึ้น”(ยังกะกฏตายตัว) แล้วไม่เชื่อก็ต้องเชื่อหลายคนตกกับดักหนี้สินก็อีตอนนี้แหละ มีบัตรเครดิตเยอะๆ บัตรกดเงินสดเยอะๆ พอบัตรนี้เต็มก็ไปกดบัตรนั้น บัตรนั้นเต็มก็ไปสมัครเพิ่ม ถ้าหาเงินมาจ่ายขั้นต่ำไม่ทันก็ไปกดจากบัตรกดเงินสดมาสิ แหมหมุนเงินยิ่งกว่าผู้บริหาร แล้วพอวันนึงเมื่อวงเงินเต็มทุกบัตร หรือว่าโดนให้ออก(อย่าคิดนะว่าไม่มีโอกาส ลองนึกย้อนไปสิว่าที่บริษัทเคยให้คนออกไหม แล้วคิดหรอว่าเราจะไม่มีโอกาสโดน) วันนั้นก็จะบูมมมม!!! กลายเป็นโกโกครันช์

สำหรับค่าใช้จ่ายตรงนี้มันขึ้นอยู่กับแต่ละคนจริงๆ ผมไม่สามารถประเมินได้ แต่มันก็เป็นอีกตัวที่จะฉุดรั้งการออมของเราให้เป็นไปได้ยาก ดังนั้นถ้าจะมีบัตรดูให้แน่ใจว่า
1. บัตรนั้นไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปีให้เป็นภาระ บางบัตรจะยกเว้นค่าธรรมเนียมถ้าใช้จ่ายถึงระดับที่กำหนด
2. หากใช้บัตร ให้กันเงินส่วนที่จะต้องชำระค่าใช้จ่ายนี้ทันที อย่าไปหวังเงินเดือนหน้า ย้ำกันไว้ทันที!!!
3. จ่ายเต็ม การชำระขั้นต่ำก็เหมือนปล่อยน้ำในอ่างให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สักวันมันจะมิดจมูกเรา

ลดรายจ่ายวิธีที่ห้า กินอาหารหรือซื้อบรรยากาศ

อันนี้เป็นกันได้ทุกคน เพราะเดี๋ยวนี้ร้านอาหารน่าทานเยอะแยะ ร้านสะดวกซื้อ(แต่ไม่ค่อยจะสะดวกเวลาจ่าย)ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด และการพักผ่อนที่ดีอีกวิธีนึงก็คือการไปหย่อนใจตามร้านอาหาร ร้านไหนใครว่าอร่อยก็ขอตามไปลองว่ามันเด็ดมันดีสมกับที่มันดังหรือเปล่า แล้วร้านอาหารเดี๋ยวนี้ราคาก็ไม่แพงเท่าไหร่ 200-300บาทก็ถือว่าไม่แพงเกินไป

หา!!! เอาจริงสิ ไม่แพงจริงๆหรอ อันที่จริงผมก็เข้านะร้านพวกนี้ หรือจะแพงกว่านี้ก็บ่ยั่นถ้ามันเด็ดดวงจริงๆ แต่การจะเข้าเราต้องดูสภาพ(ทางการเงิน) ของเราด้วยว่าเดือนนี้เราสามารถ(สามารถอีกละ)จ่ายได้ไหม เพราะอะไร หากเราไปหย่อนใจแค่อาทิตย์ละครั้งก็ปาเข้าไปเป็นพันแล้วนะครับ แล้วถ้าใครมีแฟนนี่ต่ำๆก็อาจจะเจอ2,000บาทต่อเดือนเข้าให้ ผมไม่ได้บอกให้ทำตัวอดๆอยากๆนะครับ แต่พยายามทำความเข้าใจว่าจะทำอะไรให้มันพอเหมาะพอควร ทำงานได้เงินวันละ500บาท แล้วก็เอามาลงกับอาหารมื้อเดียวนี่ ทำได้ครับ แต่อย่าบ่อยจะเป็นดี

ยิ่งบางคนชอบมากกก กับการดื่มด่ำบรรยากาศบามค่ำคืนกับน้ำสีอำพัน อันนี้นี่ก็เรื่องใหญ่ครับ โอเคว่าคนเรามันต้องเข้าสังคม แต่บางทีมันก็เกินไป เพื่อนผมมีรายได้รวมต่อเดือนนี่ 50,000-70,000 บาทแต่ แต่ แต่ อกอีแป้นจะแตก ไม่มีเงินเก็บเลยสักบาท เพราะว่าเอาไปแปรสภาพเป็นน้ำสีอำพันซะหมด นี่ถ้าซื้อเsล้าแล้วได้ไมค์สะสมคงบินกันได้รอบโลก

สรุปนะครับ อันดับแรกของการสร้างความมั่งคั่งนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรามีรายได้เท่าไหร่ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราเก็บออมเพื่อให้มันงอกเงยได้มากเท่าไหร่ ดังนั้นอย่าน้อยอกน้อยใจหากว่าเงยหน้าขึ้นมาแล้วพบว่าหลายคนมีรายได้มากกว่าเรา แต่จงดีใจหหากว่าเราสามารถเก็บออมเงินได้มากกว่าคนเหล่านั้นครับ

อย่างน้อยๆควรจะเก็บให้ได้ 10% ของรายได้หรือถ้าใครเก็บได้มากกว่านั้นก็เลิศเลย ส่วนถ้าใครที่ยังทำไม่ได้ด้วยว่าติดนู่นติดนี่(หนี้) อันนี้ก็บอกได้เลยว่าอย่าเพิ่งคิดอะไรไปไกล เพราะในเมื่อเราไม่ยอมเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิตเลย เราทำแต่สิ่งเดิมๆแล้วเราจะไปคาดหวังสิ่งใหม่ๆในชีวิตได้ยังไงครับ อันนั้นมันฝันเฟื่อง

เล่ามาซะนานคืออยากจะให้พยายามเก็บเงินกันให้ได้ก่อน แล้วถ้ามีโอกาสเราค่อยมาตอกันว่า จะเก็บที่ไหนดี และจะแบ่งสัดส่วนอะไรยังไง ค่อยๆเป็นค่อยๆไปครับ ว่าไปแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะกว่าผมจะเขียนตอนต่อไปได้ ถึงเวลานั้นก็หวังว่าคนอ่านก็คงจะเริ่มเก็บ10%ของรายได้กันแล้วนะครับ อิอิ

(@_@)




 

Create Date : 02 สิงหาคม 2553    
Last Update : 2 สิงหาคม 2553 0:49:14 น.
Counter : 512 Pageviews.  

บันไดกี่ขั้นสู่ความมั่งคั่งทางการเงิน – ขั้นแรก เก็บเงิน10%ทุกเดือน(1)

ตอนแรกตั้งใจว่าเขียนเป็นเรื่องเดียว แต่คิดไปคิดมา ในแต่ละหัวข้อก็มีเรื่องราวให้เขียนเยอะแยะไปหมด แล้วถ้าเขียนๆไปเกิดมีเรื่องอื่นที่น่าสนใจแทรกเข้ามาอีกล่ะ เลยสรุปว่าเป็น “บันไดกี่ขั้น” ก็ไม่รู้ เลยเอาชื่อประหลาดๆมันแบบนี้แหละ อันที่จริงหลักการก็ไม่แตกต่างจากการแนะนำทางการเงินฉบับมาตรฐานเท่าไหร่นัก แต่ผมพยายามที่จะใส่ข้อเท็จจริงที่ที่เกิดขึ้นที่ผมได้พบเจอเข้าไปด้วย และในบางกรณีผมจะใส่ไอเดียของผมเข้าไปว่าในส่วนไหนบ้างที่ผมไม่เห็นด้วยกับคำแนะนำทางการเงินฉบับมาตรฐาน ซึ่งในการอ่านทุกๆเรื่องโปรดพิจารณาว่านี่คือ “ข้อคิดเห็น” ทางการเงินของผมนะครับ

สำหรับแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมา เพราะเห็นหลายคนรอบตัว หรือในกระทู้ที่เกี่ยวกับการเงินต่างๆมีคนถามกันมากว่า จะเริ่มต้นออมเงินและลงทุนอย่างไรดี ปกติก็ตอบกันตามแต่จะถามมา ผมเลยมาคิดว่า เออถ้าเราเขียนบทความเป็นลำดับๆไปว่าน่าจะทำแบบนั้นแบบนี้ 1-2-3 มันน่าจะง่ายขึ้นสำหรับคนที่ไม่เคยศึกษาด้านนี้มาก่อน ผมเองจะพยายามเขียนให้เข้าใจง่ายที่สุด เพื่อให้คนที่อาจจะกลัวเรื่องการเงิน แต่อย่างน้อยยังมีความพยายามจะได้เข้าใจได้ครับ

สำหรับบันได้ขั้นแรกนี้ คือ การเก็บเงินให้ได้อย่างน้อยๆ 10%ทุกเดือน นี่คืออย่างน้อยนะครับ ใครที่ทำได้มากกว่านี้ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่สำหรับคนส่วนใหญ่การเก็บเงินเพียงแค่10%ยังเป็นเรื่องที่ยาก หากให้ก่อหนี้เดือนละ10%ของรายได้อันนั้นจะสบายกว่า (ฮา)

การนำรายได้มาลงทุนทุกเดือนถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นเซียนเหยียบเมฆทางการลงทุนก็สามารถทำให้เรามีเงินล้านได้ครับเพราะว่าหากเราเริ่มต้นลงทุนหลังจากจบการศึกษาเมื่ออายุ 22 ปี แล้วเก็บเงินเดือนละ 1 บาททุกเดือนลงทุนไปเรื่อยๆจนกระทั่งเกษียณตอนอายุ 60 ปี หากเรานำไปลงทุนที่ได้ผลตอบแทนต่อปี 5%ทบต้น เราจะมีเงิน 1,327.52 บาท แต่หากว่าเราลงทุนได้ผลตอบแทนทบต้น 7%ต่อปีเราจะมีเงิน 2,149.25บาท และหากเราลงทุนได้ผลตอบแทนทบต้น 10%ต่อปีเราจะมีเงินทั้งสิ้น 4,605.15บาทตอนเกษียณ นั่นหมายความว่าหากเราเก็บออมเงินเพียงแค่เดือนละ 1,000 บาทตั้งแต่เดือนแรกที่เข้าทำงานเราจะมีเงิน (1,000*4,605.15) = 4,605,150 บาทเลยทีเดียว นี่ขนาดเก็บเงินแบบเท่าๆกันนะครับ ลองคิดดูว่าหากเราเก็บเงินเพิ่มตอนที่มีรายรับเพิ่มขึ้น เราจะมีเงินเท่าไหร่ แหม่คิดแล้วหนาวเลย แล้วถ้าเรามีเงินเดือนเริ่มต้นที่ 15,000บาทแล้วเก็บ10%ของรายได้ เราจะมีเงินในวันทำงานวันสุดท้ายเกือบๆ 7 ล้านบาทแน่ะ!!!

ก่อนที่จะไปถึงว่าจะเก็บไว้ที่ไหน เรามาเริ่มกันที่ว่าจะเก็บอย่างไรก่อนดีกว่า โดยส่วนตัวแล้วผมแนะนำให้ “หักออก” จากรายได้ที่เข้ามาในทันทีไม่ว่ารายได้นั้นจะมาจากทางไหนก็ตาม เงินเดือน คอมมิชชัน โบนัส ดอกเบี้ย เงินปันผล พอเงินถึงมือหรือเข้าบัญชีปุ๊บ หักออกไปไว้ในที่เฉพาะปั๊บเลย ส่วนใครที่ถ้าหากว่ายังไม่สามารถหักเงินเก็บได้ การจะฝันถึงความมั่งคั่งหรืออิสรภาพทางการเงินก็อาจจะเป็นเรื่องที่ไกลเกินฝันไปสักนิดนึงนะครับ หากว่าไม่ได้ทำธุรกิจหรือลงทุนอยู่แล้ว(แต่ปกติคนที่ทำธุรกิจและลงทุนก็เป็นคนที่เก็บเงินมาก่อนแล้ว) หรือเป็นคนที่ได้รับมรดกตกทอด(อันนี้รู้อยู่แก่ใจกันดีว่ามีหรือไม่มี แต่คนส่วนใหญ่จะไม่มี – ฮา)

ทีนี้จะมีบางคนบอกว่าทำไม่ได้หรอก เพราะว่าภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนสูงมาก (ทีภาระรายรับละน้อยนิดเดียว - ฮา) ผมจะลองอธิบายปรากฏการณ์ที่ว่าภาระค่าใช้จ่ายสูงนี่มันสูงจริงหรือเปล่า หรือเป็นปรากฏการณ์ “จมไม่ลง” คือคนส่วนใหญ่เท่าที่ผมได้รู้จักหรือได้ยินมักจะมีวิถีการครองชีพที่ผมเองยังสงสัยว่า “ทำไปได้อย่างไร” แล้วเราลองมาดูกันว่านี่เป็นสาเหตุที่ทำให้เราเก็บเงินไม่ได้หรือเปล่า ในที่นี้ผมขอยกตัวอย่างหากว่าเรามีเงินเดือนเริ่มต้นที่ 15,000บาท ทำไมเราถึงเก็บเงินไม่ได้เลย (คนที่เงินเดือนน้อยกว่านี้ ปกติค่าครองชีพก็จะน้อยกว่าตามไปด้วย ดังนั้นอย่าให้เงินเดือนที่น้อยมาเป็นข้อแก้ต่างเรื่องการเก็บเงินไม่ได้เลยนะครับ)

ลดรายจ่ายวิธีแรก หอพักหรือวิมาน

หลายคนที่ต้องทำงานต่างจังหวัด คือเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายจำเป็นและมากที่สุดสำหรับหลายๆคน คือ ค่าเช่าหอ โดยปกติแล้วเราควรระมัดระวังไม่ให้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยมากกว่า 30%ของรายได้รวม(ใครกำหนดวะเนี่ย) สำหรับผมจำนวนนี้มันมากเกินไปด้วยซ้ำ แต่เชื่อไหมครับ ว่าหลายคนพักหอพักที่มีค่าเช่า 4,500-5,500 บาทต่อเดือนโดยไม่รวมค่าน้ำค่าไฟ!!! แม่เจ้านั่นหมายถึง (6,000/15,000)*100= 40%ต่อเดือน หรือหมายความว่าเราจ่ายเฉพาะค่าที่อยู่ 6,000*12=72,000 บาทต่อปี 0_o!!!

ส่วนใหญ่จะบอกว่ามันใกล้ที่ทำงานบ้างล่ะ ซื้อความสะดวกสบายบ้างล่ะ คำถามคือ มันเหมาะสมแล้วหรือไม่ หลายคนนอกจากเช่าหอแล้วยังมีเรื่องของค่าเดินทางอีก หอต้องกินอยู่สะดวก ใกล้รถไฟฟ้า(แพงขึ้นไปอีก) เวลาผมเห็นหอพวกเค้าแล้วยังคิดเลยว่านี่เช่าอยู่หรือซื้อขาดเนี่ย อุปกรณ์ในห้องต้องครบชุดเลย ทีวี ตู้เย็น คอมพิวเตอร์ ไม่รู้หมดไปอีกเท่าไหร่

ถ้าใครจะบอกว่าอ้าวนี่มัน เมืองกรุงเทพ เมืองฟ้าอมรนะ ราคามันก็ประมาณนี้แหละ พี่น้องครับผมทำงานอยู่บนถนนสาธร และผมเองก็เช่าหออยู่ไกลจากที่ทำงานประมาณขี่จักรยาน 10 นาที(รู้หมดเลยว่าผมไปทำงานยังไง) คิดดูว่าหอกลางเมืองแบบนี้ผมมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ 10,000ต่อเดือนรึ 7,000 หรือ 5,000บาท เดือนล่าสุดที่ผมจ่ายค่าหอรวมค่าน้ำค่าไฟคือ 3,425 บาทถ้วนครับ นั่นแหละไม่ผิดหรอกค่าเช่าหอกลางเมืองที่ว่ากันว่าแพงมหาโหดนั่นแหละ จริงๆแล้วที่พักราคาถูกนั้นมีอยู่ทุกที่ครับ แถวลาดพร้าวใกล้ๆรถไฟฟ้าราคา2,000บาทยังมีเลย ทีนี้ต้องมาดูกันแล้วว่า ”เราเช่าหอเพื่ออยู่ หรือเพื่อบอกฐานะ”

หลายคนต้องอยู่หอที่มีอุปกรณ์ครบ มีเคเบิลทีวี(ทั้งๆที่ไม่ค่อยได้ดูหรอก) มีอินเตอร์เน็ท(เอาไว้โหลดบิท – ฮา) คือยอมจ่ายเงินโดยไม่ยอมคิดว่าจริงๆแล้วมันจำเป็นไหมกับความต้องการของชีวิต และมันเหมาะสมไหมกับรายได้ที่มี หอผมเองมีแค่เตียงนอนกับตู้เสื้อผ้าเท่านั้น เพราะปกติผมใช้ชีวิตกับคอมพิวเตอร์และหนังสือ ดังนั้นสิ่งนอกเหนือจากนี้ที่จะทำให้ผมต้องจ่ายมากขึ้น ผมจะเอามาทำไม

จำไว้นะครับ ทุกๆ500บาทที่ลดลงได้ในแต่ละเดือน นั่นหมายถึงเงินเก็บที่มากขึ้น6,000บาทในแต่ละปีครับ

ลดรายจ่ายที่สอง น้ำมันขึ้นราคา พาเอาปวดตับ

ผมเองก็ปวดตับครับเวลาที่มีคนมาบ่นเรื่องเงินเดือนไม่พอใช้ แล้วพอซักไปซักมา อ้าวขับรถมาทำงาน “ซะงั้น” จริงๆการขับรถก็ไม่ผิดหรอกครับถ้าเรารู้จักการประเมินและวางแผนอย่างเหมาะสม แต่ว่าการที่มีเงินเดือน 15,000บาทแล้วต้องมาจ่ายค่าน้ำมันเดือนละ 3,000-4,000บาทต่อเดือนนี่ผมว่ามันยังไงๆอยู่นะ เพราะเรากำลังใช้จ่ายเงินไป 36,000-48,000บาทต่อปีเลยทีเดียว ซื้อทองใส่ได้2-3บาทเลยนะนั่น

บางคนบอกว่า ทำยังไงได้ก็ที่พักมันไกลจากที่ทำงานนี่นา ขับรถไปทำงานสะดวกกว่าเป็นไหนๆ ผมเองก็งงนะ ตอนบอกว่าแพงมันบอกว่าสะดวกกว่า แต่พอพูดเรื่องรถติดมันดันบ่นขับรถเหนื่อย สรุปว่ามันดีหรือไม่ดีแน่เนี่ย ผมงง บ้างก็ว่าแถวบ้านไม่มีรถประจำทางผ่าน แม่เจ้า นี่ผมอยู่กรุงเทพเมืองฟ้าอมรหรืออยู่หมู่บ้านเล็กๆแถวตะเข็บชายแดนกันเนี่ย มีตรอก ซอก ซอยไหนที่ไม่มีรถไฟฟ้า รถเมล์ สองแถว แมงกะไซผ่านเลยจริงๆหรอ แล้วเพื่อแก้ปัญหานั้น คือการซื้อรถหรือนี่ ทำไมตอนผมอยู่บ้านผมเลือกขี่จักรยานมาขึ้นรถเมล์หว่า

แล้วคนที่ขับรถมาทำงาน เชื่อเถอะว่ามันไม่ได้มีแค่ค่าน้ำมันอย่างเดียวแน่นอน ไหนจะค่าซ่อมบำรุง ค่าประกัน ภาษี บางออฟฟิศมีค่าจอดรถอีกด้วย บางคนจ่ายเองไม่ไหวก็เป็นภาระที่บ้านให้ช่วยด้วยในบางส่วน(ทั้งหมดสำหรับบางคน) อันที่จริงการใช้รถก็เป็นเรื่องที่ถูกที่ควรครับ หากนำมาใช้เพราะเหตุผลที่ถูกที่ควร แต่ที่เห็นใช้กันส่วนใหญ่เพราะเท่ห์ เพราะจะได้ไปเที่ยวต่อได้ เพราะจะได้กลับบ้านดึกได้ เพราะจะเอาไปส่งแฟน แล้วก็มาบ่นว่า ไม่มีเงินเก็บ

เอาละเพิ่งผ่านไปสองหัวข้อเอง ลองเทียบกับตัวเองดูสิครับว่าแค่สองข้อนี้เราใช้เงินไปทั้งหมดเป็นกี่เปอร์เซ็นของรายได้เราแล้ว และเราจะลดลงได้บ้างหรือเปล่า เพราะว่าค่าใช้จ่ายที่ลดลงทุกๆ1บาท ก็คือเงินเก็บที่เพิ่มขึ้น 1 บาทนั่นเอง




 

Create Date : 02 สิงหาคม 2553    
Last Update : 2 สิงหาคม 2553 0:48:01 น.
Counter : 1815 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

ขอบฟ้าบูรพา
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]




ผู้ประกาศกรุงเทพธุรกิจทีวี พิธีกรรายการแกะรอยหยักสมองและ World Class Smart Thai
สนใจประวัติศาสตร์ ศาสนา ปรัชญา ต่างประเทศ เทคโนโลยี สังคม และชนชั้น

ติดตามทวิตเตอร์ได้ที่ @atis_kttv นะครับ
New Comments
Friends' blogs
[Add ขอบฟ้าบูรพา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.