In the last analysis, our only freedom is the freedom to discipline ourselves. - Bernard Baruch
Group Blog
 
All Blogs
 

ในเส้นสาย มีลายแทง

ถ้าชีวิตนี้มีทางเลือกสองทาง ทางแรก คือคุณสามารถเลือกทำอะไรก็ไก้กับชีวิตของคุณ เช่น วันจันทร์ไปไหว้พระที่ภูฏาน เดือนหน้าไปช็อปปิ้งที่ลอนดอน หน้าหนาวไปนอนอาบแดดที่ชายทะเลแคริบเบียน ฯลฯ โดยไม่ต้องพะวงกับงานที่ทำหรือกังวลกับค่าใช้จ่าย กับทางเลือกที่สอง คือ ทำงนแปดชั่วโมงต่อวัน ห้าวันต่อสัปดาห์ คุณอยากได้ชีวิตแบบไหน? และคุณคิดว่าคนอื่นๆอยากได้ชีวิตแบบไหนกัน?

ผมเชื่อว่าทางเลือกแรก หรือที่เรียกกันว่า “ชีวิตที่มีอิสรถาพทางการเงิน”นั้น คงมีคนเลือกมากกว่า95%อย่างแน่นอน เพราะชีวิตเรานั้นมีเวลาจำกัด ใครมีอายุเกิน80ปี ก็ถือว่ามีอายุยืนยาวมากแล้ว ดังนั้นในเวลาที่มีอยู่นี้ คงอยากทำอะไรตามที่ใฝ่ฝัน มากกว่ามานั่งทำงานในออฟฟิศอย่างแน่นอน

โรเบิร์ต คิโยซากิได้แบ่งมือที่จะนำไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าไว้สามกลุ่ม คือ อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจ และตราสารทางการเงิน ในคอลัมน์นี้จะเป็นการพูดคุยถึงการลงทุนในตราสารทางการเงินที่เรียกว่า “หุ้น” การลงทุนในหุ้นนั้นมีมากมายหลายวิธี ในที่นี้ผมจะแบ่งคร่าวๆเป็นกลุ่มใหญ่ๆสามกลุ่มด้วยกัน

กลุ่มนักลงทุนคุณค่า กลุ่มนี้เน้นไปที่ การซื้อบริษัทที่มีราคาถูกกว่าที่คำนวณได้ ชอบ”ของดีราคาถูก”

กลุ่มนักลงทุนทางเทคนิค กลุ่มนี้ดูที่ราคาอย่างเดียว ”ซื้อแพงได้ แต่ต้องขายแพงกว่า”

กลุ่มอารมณ์มวลชน พวกนี้เชื่อว่าคนกลุ่มใหญ่ผิดเสมอ จึงซื้อเมื่อคนส่วนใหญ่ขาย ขายเมื่อคนส่วนใหญ่ซื้อ

อันที่จริงแล้ว การลงทุนในหุ้นนั้นไม่มีวิธีไหนที่ถือว่าถูกต้องที่สุด หรือดีที่สุดสำหรับทุกๆคนนะครับ การลงทุนที่ดีอย่างแท้จริงนั้น คือการลงทุนที่สามารถให้ผลตอบแทนเราได้ตามที่เราต้องการ ”ซึ่งความต้องการนั้นต้องสมเหตุสมผลด้วย” ดังนั้นการลงทุนจะต้องเริ่มต้นจากการค้นหาตัวเองก่อนว่าเราต้องการผลตอบแทนเท่าไร ภายในระยะเวลาเท่าไร มีเงินทุนเริ่มต้นเท่าไร และจะพร้อมรับความเสี่ยงได้แค่ไหน ฯลฯ จากนั้นจึงมาวางแผนการว่า ”จะทำได้อย่างไร?” หุ้นนั้นก็เป็นเพียงแค่”ยานพาหนะ” การลงทุนประเภทหนึ่งเท่านั้น และการลงทุนในหุ้นเอง ก็ยังแบ่งได้อีกหลายวิธีดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งวิธีที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้นั้น เป็นการรวมเอาความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเทคนิค(Technical Analysis) และการบริหารเงินเพื่อการลงทุน(Money Management) มาประกอบกันเป็นระบบพื่อใช้ในการตัดสินใจลงทุน หรือที่เรียกว่า“Mechanical Trading System”ครับ ซึ่งวิธีการลงทุนอย่างเป็นระบบนี้ นอกจากจะสามารถใช้ได้กับหุ้นแล้ว ยังสามารถนำไปใช้ได้กับตราสารอนุพันธ์ต่างๆ เช่นSET50 Index Futuresในตลาดตราสารอนุพันธ์(TFEX) และสัญญาซื้อขายลวงหน้าต่างๆนตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย(AFET)ได้อีกด้วย

การลงทุนอย่างเป็นระบบนั้น หมายถึงการที่เราตัดสินใจซื้อ-ขาย ตามสัญญาณจากระบบที่เราออกแบบ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนตามที่เราต้องการ โดยใช้ความรู้ทางเทคนิคมาช่วยบอกจุด(ราคา) ที่จะซื้อแบะขาย ส่วนจำนวนหุ้นที่จะซื้อ-ขายนั้น จะใช้ความรู้จากส่วนของ Money Managementมาช่วยครับ ซึ่งเรื่องเหล่านี้จะขอพูดถึงรายละเอียดในตอนต่อๆไปนะครับ

สำหรับในตอนแรกนี้ ผมจะขอแนะนำการลงทุนด้วยวิธีทางเทคนิคสักเล็กน้อยก่อนนะครับ เพราะยังมีอีกหลายคนที่สงสัยและอาจจะเข้าใจผิดไปต่างๆนาๆ เช่น คิดว่าเป็นการลงทุนของพวกเก็งกำไรเท่านั้น การเอาราคาในอดีตมาทำนายอนาคตนั้นไม่มีเหตุผล ไม่มีทางทำได้ และที่ถูกเข้าใจผิดมากที่สุด ”การลงทุนทางเทคนิค ไม่มีใครที่ประสบความสำเร็จ” ...ผมขอลองมาเป็นทนายแก้ตางกันเป็นข้อๆไปนะครับ

อันดับแรกที่หลายคนพูดถึงเสมอ คือ ”การลงทุนทางเทคนิคนั้น ไม่มีใครที่ประสบความสำเร็จ” เป็นคำถามที่น่าคิดครับว่า ”ไม่มีคนสำเร็จจริงๆ หรือคุณไม่รู้เองว่ามีคนที่ประสบความสำเร็จ” จากประสบการณ์ของผม พบว่ามีหลายคนที่ลงทุนด้วยการวิเคราะห์ทางเทคนิคแล้วประสบความสำเร็จ จนมีอิสระภาพทางการเงิน ไม่เพียงแค่นั้นนะครับ บริษัทรับลงทุนบางแห่งก็ยังใช้แต่วิธีการลงทุนทางเทคนิคอย่างเดียว ซึ่งถ้าหากท่านต้องการรวยระดับโลกผมไม่แน่ใจว่าการลงทุนทางเทคนิคคือคำตอบหรือไม่ แต่หากต้องการอิสรภาพทางการเงิน วิธีการลงทุนทางเทคนิคนั้นพอเพียงอย่างล้นเหลือเลยครับ

เทคนิคเป็นการก็งกำไรเท่านั้น และราคาสามารถทำนายอนาคตได้จริงหรือ

ผมขอตอบด้วยหลักการพื้นฐานที่ว่า Why does technical analysis work? นั่นคือหลักการสามข้อที่เป็นพื้นฐานขงการวิเคราะห์ทางเทคนิคทั้งหลายครับ หลายคนที่เป็นนักลงทุนทางเทคนิคแต่ไม่รู้ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ก็จะได้เข้าใจด้วยว่าทำไมการดูแต่ราคาหรือเส้นแนวโน้มถึงได้ผล

1) ราคาคำนวณรวมทุกอย่างไว้แล้ว(Price Discount Everything)
ถ้าราคาหุ้นถูกกำหนดโดยคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาเฉพาะ หรือถูกซื้อขายกันที่ราคาตามบัญชีเท่านั้น เทคนิคคงใช้ไม่ได้ครับ แต่ในตลาดหุ้นราคาขึ้นอยู่กับ”ความพึงพอใจของผู้ซื้อและผู้ขาย” และความพึงพอใจนั้นมองได้จากปริมาณการซื้อขาย(Volume) คือ ถ้ามีคนอยากซื้อขายที่ราคานั้นมากๆก็จะทำให้มีปริมาณการซื้อขายมากขึ้นตามไปด้วย เช่น นายนูไปรู้มาว่าบริษัทAมียอดขายที่ดีมาก และราคาจะต้องขึ้นไปอย่างแน่นอน นายนูก็จะไปซื้อหุ้นAเพื่อหวังราคาหุ้นที่สูงขึ้น คือมีความโลภ หรือที่เราเรียกให้สละสวลยว่ามีอุปสงค์ในหุ้นA ในที่นี้ นายนูก็จะซื้อหุ้นมากเท่าที่เค้ามั่นใจ เช่น ถ้ามั่นใจสุดๆว่าหุ้นกำไรขนาดนี้ราคาหุ้นต้องขึ้นเป็นเท่าตัวอย่างแน่นอน นายนูก็อาจจะขายรถขายบ้านมาซื้อ(ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่งนะครับ ควรใช้เงินเก็บหรือเงินเย็นเท่านั้น ถ้าใช้เงินกู้มาลงทุนอาจทำให้ร้อนผ่าวๆได้) แต่หากนายนูมั่นใจน้อยหน่อยก็อาจซื้อสัก20-30%ของเงินลงทุนในหุ้นทั้งหมด

ลองมาดูนายโน้ตกันบ้าง นายโน้ตรู้มาว่าแม้ยอดขายของบริษัทAจะเพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนเพิ่มขึ้นมากกว่า ทำให้บริษัทนี้ขาดทุน แล้วนายโน้ตก็มีหุ้นของบริษัทนี้อยู่ด้วย นายโน้ตจึงเกิดความ”กลัว” ว่าราคาหุ้นAจะลดลง เลยต้องการขายหุ้นAออกไป หรือที่เราเรียกว่าอุปทานในหุ้นA แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในตลาดหุ้นไม่ได้มีแค่นายนูกับนายโน้ต แต่ยังมีนายหนุ่ม นายโจ้ นายอ๋อง ซึ่งแต่ละคนก็จะมีข่าวสารเกี่ยวกับบริษัทA ที่แตกต่างกัน เช่น จากหนังสือพิมพ์ จากเพื่อน จากการทำงาน ทุกคนก็จะเอามาคำนวณว่าควรซื้อหรือขาย และยืนยันความมั่นใจด้วยปริมาณที่เขาซื้อหรือขายนั่นเอง ดังนั้นการลงทุนทางเทคนิคจึงเชื่อว่า ราคาและปริมาณการซื้อขายนั้น สามารถบอกได้ถึงพื้นฐานของหุ้น ผ่านทางพฤติกรรมการซื้อขายของคนในตลาดครับ

2)ตลาดเคลื่อนไหวตามแนวโน้ม(Price Move In Trend)
จากกราฟนี้เรารู้ว่าราคาหุ้นนั้นไม่ได้ขึ้นลงเป็นเส้นตรง แต่จะมีการพักตัวเป็นระยะๆ ลักษณะคล้ายกับฟันปลา อย่างไรก็ดี หากเราลากเส้นจากจุดต่ำสองจุด(ในกรณีขาขึ้น) หรือจุดสูงสุดสองจุด(ในกรณีขาลง) เราจะได้เส้นที่เรียกว่า”เส้นแนวโน้ม(Trend Line)” เส้นนี้บอกเราว่าราคาหุ้นนั้น เมื่อวิ่งไปทางใดทางหนึ่งแล้วจะวิ่งไปทางนั้นตลอดจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแนวโน้ม ดังนั้นเมื่อราคาผ่านเส้นA-Bขึ้นไป เราก็จะคาดหมายถึงแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น เราจึงเข้าซื้อที่จุดB จากนั้นเราก็ถือไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่ราคายังอยู่เหนือเส้นB-C เพราะยังแสดงถึงแนวโน้มว่าหุ้นเป็นขาขึ้นอยู่ เม่อราคาหุ้นได้ตกลงมาต่ำกว่าเส้นB-Cแล้วเราก็จะขายหุ้นนั้นออกไป จากกราฟเราจะขายหุ้นที่จุดC(และขายช็อตเซลล์หากตลาดนั้นๆมีการอนุญาตให้ขายช็อตเซลล์ได้) แล้วถือสถานะช็อตไว้ตราบเท่าที่ราคายังไม่วิ่งทะลุเส้นC-D ซึ่งเป็นเส้นที่บ่งบอกถึงแนวโน้มขาลง ณ จุดD เมื่อราคาหุ้นได้วิ่งทะลุเส้นแนวโน้มขาลงขึ้นไปแล้ว เราจึงซื้อคืนหุ้นที่ขายออกไปก่อนหน้า(เพื่อปิดสถานะช็อต) และซื้อเพิ่มเพื่อทำกำไรในขาขึ้น

เห็นไหมครับ แค่ดูจากรูปแบบของราคาอย่างเดียวราก็สามารถทำกำไรได้แล้ว การลงทุนหุ้นทางเทคนิคนั้น แท้จริงแล้วเราไม่ได้ต้องการซื้อที่จุดต่ำสุด และขายที่จุดสูงสุดนะครับ จากรูปเราได้เห็นแล้วว่าจุดต่ำสุดมีแค่จุดเดียวเท่านั้น และจุดสูงสุดก็มีแค่จุดเดียวเช่นกัน ดังนั้นเมื่อพิจารณาในด้านของสถิติแล้ว มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะทำกำไรจากการพยายามช้อนซื้อที่จุดต่ำสุด แล้วไปขายที่จุดสูงสุด เพราะการช้อนซื้อนั้นจะขาดทุนทุหครั้งครับ ยกเว้นครั้งสุดท้ายครั้งเดียวที่เป็นจุดต่ำสุดจริงๆ และการพยายามขายที่จุดสูงสุดก็จะผิด(ขาดทุนกำไร)ทุกครั้งเช่นกัน เพราะราคาจะยังคงขึ้นไปเรื่อยๆ ยกเว้นครั้งสุดท้ายครั้งเดียว ที่เป็นจุดสูงสุดจริงๆ

ดังนั้นวิธีที่ควรทำก็คือ เข้าซื้อเมื่อหุ้นนั้นเปลี่ยนแนวโน้มเป็นขาขึ้นแล้ว และขายก็ต่อเมื่อหุ้นนั้นเปลี่ยนแนวโน้มเป็นขาลงแล้วเท่านั้นครับ เราบองมามองในมุมใหม่กันนะครับ เพราะเราต้องการลงทุนให้ได้กำไร ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ว่าเราคิดถูก เพราะไม่ว่าจะยังไง ตลาดเป็นฝ่ายถูกเสมอครับ



3)ตลาดมักจะซ้ำรอยเสมอ(History Tends To Repeat Itself)
อย่างที่บอกไปในกฏข้อแรกว่า การขึ้นลงของราคาหุ้นนั้นขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทานในหุ้นตัวนั้นๆ หรือที่เรียกกันตามประสาชาวหุ้นว่า”ความโลภและความกลัว”ของนักลงทุนนั่นเอง และไม่ว่าเมื่อใด หรือยุคสมัยไหน ความโลภและความกลัวก็ยังคงอยู่ในจิตใจของมนุษย์เสมอ ดังนั้นผลที่สะท้อนออกมาในราคาหุ้นนั้น ก็จะวนเวียนอยู่แบบเดิมเรื่อยไป ทำให้เรื่องของเส้นแนวโน้ม(Trend Line) เส้นแนวรับ(Support Line) เส้นแนวต้าน(Resistant Line) และรูปแบบของราคา(Price Pattern) เช่น Double Top, Double Bottom, Head and Shoulders ฯลฯ ยังคงใช้ได้อยู่ตลอดมา หากจะให้อธิบายเหตุผลว่าทำไมกฏข้อนี้ทำให้เส้นหรือรูปแบบราคาเหล่านี้ใช้ได้แล้ว ต้องใช้เนื้อที่อีกเยอะมากครับ หากมีโอกาสพี่ๆท่านอื่น(คอลัมน์ของเราเขียนกันหลายคนครับ) คงจะได้มาอธิบายถึงเบื้องหลังของการทำงานของกฏข้อนี้กันครับ

นี่เป็นหลักการพื้นฐานสามข้อของการลงทุนทางเทคนิคนะครับ ผมหวังว่าหลายท่ายที่ไม่เคยสนใจการลงทุนแบบนี้เลย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม หรือคนที่ใชเทคนิคประกอบการลงทุนอยู่แล้ว แต่ไม่เคยรู้ว่ามีหลักการหรือที่มาอย่างไร จะได้เข้าใจว่า เครื่องมือที่นำมาประกอบการตัดสินใจลงทุนนั้น มีหลักการและเหตุผลรองรับครับ ไม่ได้คิดขึ้นมาง่ายๆเพื่อเป็นข้ออ้างในการเก็งกำไรเท่านั้นอย่างที่เคยเข้าใจกัน

กลุ่มผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคอลัมน์ของพวกรานี้จะช่วยให้เห็นอีกทางเลือกหนึ่งในการลงทุน เพราะเราเชื่อว่าโลกนี้ไม่มีสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน(No One Best Way) ดังนั้นเราจึงเสนออีกทางเลือกหนึ่งให้กับกลุ่มคนที่”ตื่นตัว แต่ไม่ตื่นตูม” ซึ่งผมได้พบเห็นหลายคนเลือกวิถีตามคนอื่น ซึ่งตัวเองอาจไม่ได้ถนัดในแนวทางนั้นๆ ทำให้ผลการลงทุนอาจไม่เหมือนต้นแบบที่เราชื่นชมก็เป็นได้ ”Be Your Own Use your way”




 

Create Date : 08 เมษายน 2552    
Last Update : 8 เมษายน 2552 2:49:44 น.
Counter : 438 Pageviews.  

คลี่กลยุทธ์การลงทุนแบบฉบับ 'Hedge Fund'(2)

@4กลยุทธ์หลัก

กลยุทธ์การลงทุนของ Hedge Fund มีมากมาย มีบริษัทเก็บข้อมูล Hedge Fund หลายบริษัทพยายามแบ่งประเภทกลยุทธ์ของ Hedge Fund เป็นหมวดหมู่ โชติกา ยังบอกอีกว่า เราสามารถแบ่งกลยุทธ์การลงทุนของ Hedge Fund ได้เป็น 4 ประเภทหลัก ซึ่งในแต่ละกลยุทธ์หลัก ยังสามารถที่จะแบ่งเป็นกลยุทธ์ย่อยได้อีกมากมายด้วยกัน

ได้แก่ 1) กลยุทธ์ Equity Hedge การลงทุนในหุ้นที่มีทั้งการซื้อและขาย Short (Long-Short) ซึ่งยังแบ่งเป็นกลยุทธ์ย่อยอีกมากมายที่สำคัญได้แก่

1.1 ) Long-Short ที่ใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน โดยจะเลือกหุ้นที่จะ Long-Short ชอบตัวไหนก็ Long ตัวนั้น ไม่ชอบตัวไหนก็ Short ตัวนั้น โดยเขาจะไม่ Short อย่างเดียวแต่จะ Long-Short พร้อมกัน

1.2) Equity Market Neutral กลยุทธ์นี้จะเล่นเป็นตลาดเลย บางครั้งเรียกว่า “Alpha Only” คือผลตอบแทนของหุ้นจะประกอบด้วยผลตอบแทนที่เป็น “อัลฟ่า (Alpha)” และผลตอบแทนของตลาดที่เป็น “เบต้า (Beta)” เมื่อตัดความเสี่ยงและผลตอบแทนของตลาดออกไป ผลตอบแทนที่เหลืออยู่ก็คือ “อัลฟ่า” เป็นความพยายามที่จะหา Absolute Return โดยไม่สนใจตลาดไม่ว่าตลาดจะขึ้นหรือลง การจะทำ Equity Market Neutral ทำได้ 4 วิธี คือ

1) Dollar Neutral เรียกว่าเป็นกลางในด้านเม็ดเงิน ถ้ามีเงิน 100 บาท ก็เอาไป long 50 บาท Short 50 บาท เรียกว่า Dollar Neutral

2) Beta Neatrality เป็นการแบ่งตามเบต้าในพอร์ตการลงทุนถ้า 50% Long เบต้า อีก 50% ก็จะ Short เบต้า ในสัดส่วนที่เท่ากัน ไม่ว่าตลาดจะขึ้นหรือลงกำไรทั้งนั้น

3) Sector Neutrality คือจะ Long-short ในหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน และ

4) Factor Neutral เป็นกลยุทธ์ที่ซับซ้อนและใช้วิธีทางคณิตศาสตร์มาก

ตัวอย่าง กลยุทธ์การซื้อขายหลักทรัพย์เป็นคู่ (Pairs Trading) หุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกัน โดย Long หุ้นห้างวอลมาร์ท (Wall Mart) 1,200 ดอลลาร์ และ Short หุ้นห้างแอลเบิร์ตสัน (Albertson) 1 ,000 ดอลลาร์ ระหว่างวันที่ 1 ม.ค. 2003-31 ก.ค.2003 หุ้นวอลมาร์ทขึ้นไป 8.4% มีกำไร 100 ดอลลาร์ หุ้นแอลเบอร์ตสันที่ Short ไว้ลงไป 19.9% มีกำไร 199 ดอลลาร์

เมื่อบวกลบต้นทุนดอกเบี้ยจะได้ผลกำไรจากการลงทุนเท่ากับ 314 ดอลลาร์ จากเงินลงทุนเพียง 700 ดอลลาร์ (เงินสดเพื่อค้ำบัญชีมาร์จินเพื่อ Short หุ้น 500 ดอลลาร์ บวกกับเงินลงทุนในการสร้างสถานะ Long สุทธิ 200 ดอลลาร์) เท่ากับกำไร 45%

“เป็นที่น่าสังเกตว่าหุ้นของวอล์มาร์ทและแอลเบอร์ตสันจะตกทั้งคู่ แต่ผลกำไรจากสถานะ Short ยังมากกว่าผลขาดทุนในสถานะ Long สรุปได้ว่าผลกำไรของ Hedge Fund ไม่ได้ขึ้นกับภาวะตลาด แต่ขึ้นกับอัตราความสัมพันธ์ของหุ้น 2 ตัว ซึ่งผู้จัดการกองทุนจะต้องวิเคราะห์หุ้นให้ถูก ถ้าถูกแล้วตลาดจะขึ้นหรือลงก็กำไร”

2) Even-Driven การลงทุนเมื่อมีโอกาสทำส่วนต่างกำไรจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบริษัทจดทะเบียน หรือจะเรียกว่าสถานการณ์พาไป กลยุทธ์ย่อยที่สำคัญได้แก่

2.1) การทำกำไรจากการควบรวมกิจการ (Merger Arbitrage) จากการทำการเสนอซื้อเสนอขาย โดยจะเข้าไป Long หุ้นที่เป็นเป้าหมายเสนอซื้อ และ Short บริษัทที่เข้าไปทำการเสนอซื้อ เพราะบริษัทที่เข้าไปเสนอซื้อราคามักจะตก เพราะมีโอกาสในการทำไม่สำเร็จหรือเสนอซื้อราคาแพงเกินไป ถ้า spread แคบลงเมื่อไรก็กำไร

2.2) Special Situations ซึ่งจะเน้นลงทุนในหุ้นหรือตราสารทุกประเภทของบริษัทที่กำลังมีเหตุการณ์พิเศษเกิดขึ้น เช่น การประกาศเพิ่มทุน การซื้อหุ้นคืน การประกาศขายสินทรัพย์ การแยกฝ่าธุรกิจออกเป็นบริษัทต่างหาก (Spin-offs) เพื่อที่จะเข้าไปทำกำไรจากราคาที่บิดเบือน

2.3) Distress Asset ตลาดของสินค้าด้อยค่า ตอนที่ตลาดเจ๊งราคาที่แท้จริงไม่รู้เกิดความบิดเบือนของราคาเกิดขึ้น เมื่อนั้น Hedge Fund เข้า เพราะมันเป็นโอกาสในการทำกำไร นี่แทบจะเป็นกลยุทธ์อันเดียวของ Hedge Fund ที่เป็น Long

2.4) Activist Stratigies เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ย่อยของ Event-Driven เมื่อเขามองว่าผู้บริหารบริษัทไม่มีคุณธรรม หรือไม่ควรจะบริหารบริษัทนี้ เขาก็จะเข้าไปซื้อหุ้นแล้วก็ด่า เขียนจดหมายด่าผู้บริหารอย่างรุนแรงว่าจะต้องทำตัวอย่างไรเพื่อให้บริษัทดีขึ้น โดยจะทำในลักษณะที่เป็นสาธารณะด้วยโดยจะบีบทุกวิธีทาง เพราะว่ามูลค่าที่แท้จริงของบริษัทถูกบิดเบือน ราคาหุ้นอาจจะตกแต่ตลาดรู้ว่าราคาหุ้นที่จริงควรจะดี เมื่อ Hedge fund เข้าไปถือหุ้นจะบีบให้ผู้บริหารทำในสิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับบริษัท โดยจะ Long ไว้ ถ้าหุ้นขึ้นก็จะขาย

“คนที่ออกมาสนับสนุนแนวคิดนี้มากได้แก่ ผู้จัดการกองทุนบำเหน็จบำนาญขนาดใหญ่และทรงอิทธิพลอย่าง CalPERS ได้สนับสนุนแนวคิดของ Hedge Fund ประเภท Activist อย่างเปิดเผยและร่วมผลักดันให้นักลงทุนสถาบันอื่นๆ หลีกเลี่ยงการลงทุนในบริษัทที่ผู้บริหารไม่โปร่งใส”

3) Relative Value การลงทุนเมื่อมีโอกาสทำกำไรจากการบิดเบือนของราคาตลาดตราสารหนี้ 2 กลยุทธ์แรกมักจะใช้ในตลาดหุ้นในขณะที่ Relative Value มักจะใช้ในตลาดตราสารหนี้ เช่น ปกติผลตอบแทนของตราสารหนี้อายุ 10 ปี ควรจะต่ำกว่า 30 ปี แต่ถ้าเกิดความผิดปกติเกิดขึ้นผลตอบแทนของตราสารหนี้ 10 ปี สูงกว่า 30 ปี กองทุนจะเข้าไป Long ตราสารหนี้ 10 ปี และ Short ตราสารหนี้ 30 ปีเอาไว้ เพราะในท้ายที่สุดผลตอบแทนของตราสารหนี้ จะต้องกลับเข้าสู่ภาวะปกติ กองทุนจะทำการปิดสถานะด้วยการ Short ตราสารหนี้ 10 ปี และ Long ตราสารหนี้ 30 ปี โดยสามารถทำกำไรได้จากส่วนต่างของอัตราผลตอบแทน (Spread) ที่แคบลง นี่เป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ ตราบใดที่สเปรดแคบลงก็กำไร ไม่ต้องสนใจว่าตลาดจะเป็นยังไง ไม่ต้องคาดเดาด้วยว่าดอกเบี้ยจะขึ้นหรือลง แค่เป็นไปไม่ได้ที่ดอกเบี้ย 10 ปี จะสูงกว่า 30 ปี

“Hedge Fund ไม่ชอบคาดเดาทิศทางตลาด แต่ชอบทำกำไรอย่างเป็นอิสระจากภาวะตลาด ถ้ากำไรน้อยก็ทำให้กำไรเยอะด้วยการ Leverage แต่ Hedge Fund จะไม่มานั่งเก็งกำไร ไม่ทำ”

4) Global Macro การลงทุนที่เกิดจากการวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่ส่งผลถึงราคาหุ้น อัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย หรือราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เป็นกลยุทธ์ที่ผู้จัดการกองทุนจะแสวงหาโอกาสในการทำ Arbitrage ในทุกรูปแบบและทุกตลาด จะ Long อะไรก็ได้ Short อะไรก็ได้ ถ้าทำกำไรได้โดยเสี่ยงต่ำที่สุด หรือทำกำไรได้ โดยที่ไม่มีความเสี่ยงของตลาด Hedge Fund จะทำ “ถ้าแบ่งตามกลยุทธ์สัดส่วนใหญ่ประมาณ 36% จะอยู่ใน Equity Hedge อีก 25% อยู่ใน Relative Value อีก 23% เป็น Even-Driven และ 16% เป็น Global Macro เล็กที่สุดแต่ดังที่สุด เพราะเมื่อเกิดเหตุมักจะเกิดจากกลยุทธ์นี้ เพราะเป็นกลยุทธ์ที่ค่อนข้างเปิดให้กับผู้จัดการกองทุน Hedge Fund ในการลงทุนค่อนข้างมากต่างจากกลยุทธ์อื่น”

ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การลงทุนหลักที่สำคัญของ Hedge Fund ซึ่งนักลงทุนไทยอาจจะมีโอกาสได้เข้าไปใช้ในอนาคตอันใกล้นี้ก็ได้




 

Create Date : 22 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 22 กุมภาพันธ์ 2552 19:46:35 น.
Counter : 533 Pageviews.  

คลี่กลยุทธ์การลงทุนแบบฉบับ 'Hedge Fund'(1)

จาก คอลัมภ์Fundamental ฟนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
ประจำวันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ.2551

“กองทุนป้องกันความเสี่ยง” หรือ “Hedge Fund” กลายเป็นจำเลยของสังคมโลก ในฐานะที่เป็นตัวการที่ก่อให้เกิดความสั่นคลอนทางการเงินในตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ตลาดน้ำมัน ตลาดทองคำ ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน

เพราะ Hedge Fund เป็นตัวที่ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนในลักษณะที่รุนแรงและรวดเร็วมาก แม้แต่ความปั่นป่วนของตลาดเงินตลาดทุนที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หลายคนก็ยังเชื่อว่าส่วนหนึ่งน่าจะมาจาก Hedge Fund เช่นเดียวกัน

“กองทุนป้องกันความเสี่ยง (Hedge Fund)” ถือเป็นอีกหนึ่งการลงทุนทางเลือกที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากขึ้นตามลำดับ ดังจะเห็นได้จากการเติบโตของกองทุนประเภทนี้ที่มาอย่างต่อเนื่อง

จากข้อมูลของพบว่า Hedge Fund มีจำนวนกองทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดโดยในปี 1990 มี 610 กองทุน เพิ่มเป็น 10,096 กองทุน และ 10,173 กองทุน ในปี 2007 และไตรมาสที่ 1/2008 ตามลำดับ เช่นเดียวกับขนาดสินทรัพย์สุทธิของ Hedge Fund ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากปี 1990 ที่มีสินทรัพย์สุทธิประมาณ 38,910 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเป็น 1.87 ล้านล้านดอลลาร์ และ 1.88 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2007 และไตรมาสที่ 1/2008 ตามลำดับ และเพิ่มขึ้นเป็น 2-3 ล้านล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่จะจดทะเบียนอยู่ในสหรัฐอเมริกา แม้ว่าจะมี Hedge Fund ที่จดทะเบียนนอกสหรัฐเป็นจำนวนมาก แต่กลับเข้าไปซื้อขายในสหรัฐประมาณ 3 ใน 4 เพราะตลาดสหรัฐมีขนาดใหญ่และลึก

“โดยความนิยมในการลงทุนผ่าน Hedge Fund ในฐานะของการลงทุนทางเลือกสะท้อนผ่านเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้าไปลงทุนใน Hedge Fund ที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปี 1991 ที่มีเม็ดเงินไหลเข้า Hedge Fund ประมาณ 8,463 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเป็น 194,515 ล้านดอลลาร์ และ 16,421 ล้านดอลลาร์ ในปี 2007 และไตรมาสที่ 1/2008 ตามลำดับ”

ทั้งนี้ จะเห็นว่าแม้จะเกิดปัญหาซับไพร์มขึ้นในสหรัฐแต่เม็ดเงินที่ไหลเข้า Hedge Fund ยังคงมีต่อเนื่อง ในไตรมาสที่ 1/2008 ที่ผ่านมา อะไรคือเสน่ห์ของ Hedge Fund เราลองมาฟังผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่สนใจศึกษาเรื่องราวของ Hedge Fund อย่างจริงจังกัน

@Hedge Fund คืออะไร
“โชติกา สวนานนท์” กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทย อธิบายให้ฟังว่า Hedge Fund ไม่มีนิยามที่ชัดเจน แต่ส่วนตัวมองว่า Hedge Fund หมายถึงพอร์ตการลงทุนส่วนบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ปกติจัดตั้งขึ้นในรูปแบบของห้างหุ้นส่วนจำกัดซึ่งช่วงหลังตั้งขึ้นมาในรูปของบริษัทจำกัดหรือบริษัทการลงทุนซึ่งแตกต่างจากกองทุนรวมธรรมดาที่จะอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ที่กำกับดูแลการลงทุนภายใต้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แต่ Hedge Fund ตั้งเป็นบริษัทจำกัดเลยจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์เป็นบริษัทธรรมดา และเปิดให้ลงทุนเฉพาะนักลงทุนรายใหญ่ที่รู้เรื่องการลงทุน เป็นอย่างดี

จุดเด่นอีกอย่างของ Hedge Fund คือจะคิดค่าบริหารจัดการโดยอิงกับผลการดำเนินงาน แต่ในส่วนของการคิดค่าธรรมเนียมจากสินทรัพย์สุทธินั้นก็มีแต่จะใช้สำหรับการบริหารจัดการงานทั่วไป แต่ผู้จัดการกองทุนจริงๆ จะคิดผลตอบแทนจากส่วนแบ่งกำไรในอัตราตั้งแต่ 20-30% แต่จะต้องทำกำไรให้ถึงจุดหนึ่งก่อนถึงจะมีส่วนแบ่งในกำไรได้

นอกจากนี้ถ้ามีขาดทุนสะสมจะต้องล้างขาดทุนสะสมก่อน แล้วต้องทำกำไรให้ได้ถึงจุดที่กำหนดก่อนถึงจะมีส่วนแบ่งในผลกำไรออกไป ซึ่งเป็นเรื่องที่คิดว่ายุติธรรมสำหรับ Hedge Fund ซึ่งส่วนแบ่งผลตอบแทน 20-30% นี้จะเป็นเครื่องจูงใจที่จะทำให้ผู้จัดการกองทุนทำงาน

“จุดที่ Hedge Fund ต่างจากกองทุนรวมธรรมดาคือผู้จัดการกองทุน Hedge Fund จะเป็นหุ้นส่วนใหญ่โดยเขาจะลงเงินทุนของตัวเองลงไปด้วยซึ่งส่วนใหญ่จะลงเยอะกว่าคนอื่นด้วย โดยจะใช้กลยุทธ์การลงทุนและเครื่องมือทางการเงินทุกรูปแบบเพื่อให้ได้มาซึ่งผลกำไรที่เป็นบวก (Positive Return) คือต้องได้กำไรที่เป็นบวกเสมอโดยไม่สนใจภาวะตลาด นี่คือจุดเด่นของ Hedge Fund”

@เครื่องมือและแนวคิดที่สำคัญ

โชติกา บอกว่า เครื่องมือในการลงทุนที่สำคัญและเป็นเอกลักษณ์ของเฮดจ์ฟันด์จะมีอยู่ 2 อย่าง ได้แก่ “การขายชอร์ต (Short-selling)” และ “การก่อหนี้ในรูปแบบต่างๆ (Leverage)” เพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้กับการลงทุน สำหรับการ Short-Selling เป็นที่นิยมใช้กันในกลุ่มนักลงทุน Hedge Fund มาก เพราะ ใช้เงินลงทุนตัวเองน้อยทำให้ได้กำไรสูง ตัวอย่าง มีเงิน 100 บาท ไปเปิดบัญชีมาร์จิน (Margin) แค่ 50 บาท

สมมติหุ้นลงจริงไปซื้อหุ้นไว้ 10 หุ้นๆ ละ 10 บาท หุ้นลงมาเหลือ 5 บาท กำไร 50 บาท เงินลงทุน 50 บาท กำไร 100% ซึ่งเป็นการต่อยอดได้อย่างมากสำหรับนักลงทุนพวก Hedge Fund แต่ Hedge Fund ส่วนใหญ่จะไม่ Short ข้างเดียว แต่จะ Long-Short ซึ่งเป็นกลยุทธ์หนึ่งของ Hedge fund ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ส่วนการก่อหนี้ (Leverage) เป็นอีกเครื่องมือที่ Hedge Fund เข้าไปใช้ ความหมายง่ายๆ คือเงินลงทุนหรือสินทรัพย์ที่ลงทุนเป็นกี่เท่าของเงินทุนในกระเป๋าจัดเป็นรูปแบบที่มีความเสี่ยงสูงมากเพราะทำให้อัตราผลตอบแทนไม่ว่าจะเป็นกำไรหรือขาดทุนสูงขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ การ Short-Selling เป็นส่วนหนึ่งของ Leverage เพราะเป็นการเปิดบัญชีมาร์จิน

ตัวอย่างง่ายๆ มีเงิน 100 บาทเอา 50 บาท ไปวาง Long ได้ 100 บาท เอาอีก 50 บาทไปวาง Sort ได้อีก 100 บาท เป็น 200 บาท จากเงินลงทุนเพียง 100 บาท เท่านั้น “การ Leverage ของ Hedge Fund มีตั้งแต่ต่ำสุดเพียง 2 เท่าของเงินทุน จนไปถึงระดับ 30 เท่า ก็มี

อย่างกรณีของ LTCM ที่ลงทุนแต่พันธบัตรไม่ลงทุนในหุ้นในวันที่เจ๊ง leverage 30 เท่า ผู้ถือหน่วยควักมาให้ 100 บาท กองทุนเอาไปลงทุนในสินทรัพย์ได้ถึง 3,000 บาท โดยการ Leverage สามารถทำได้โดยการก่อหนี้ การกู้ยืม การก่อภาระผูกพัน การลงทุนในตราสารอนุพันธ์ หรือการจัดการทางการเงินอื่นใดเพื่อทำให้มูลค่าการลงทุนรวมมีจำนวนสูงกว่าเงินลงทุนจริงที่มีอยู่ Leverage จึงมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการ Short-Selling”

"อีกส่วนที่สำคัญของ Hedge Fund คือแนวคิดในการค้าส่วนต่างกำไร (Arbitrage) เพื่อทำกำไรโดยไม่มีความเสี่ยงของตลาด ตลาดจะขึ้นหรือจะลงไม่สนใจจะทำกำไร โดยแนวคิดง่ายๆ ของการทำ Arbitrage เกิดขึ้นเมื่อมีการบิดเบือนของราคาสินค้าเกิดขึ้น สินค้า 1 อย่างเทรดอยู่ 2 ตลาดเมื่อนั้น Hedge Fund ชอบ เพราะเมื่อไรสินค้าตัวเดียวมีการซื้อขายอยู่ใน 2 ตลาด มีโอกาสที่จะมีความบิดเบือนของราคาสูง"




 

Create Date : 22 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 22 กุมภาพันธ์ 2552 19:15:22 น.
Counter : 566 Pageviews.  

ระวัง!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

แหม่ ขึ้นหัวกระทู้ซะน่ากลัวเลยนะครับ ซึ่งมันก็น่ากลัวจริงๆ
เพราะวันนี้ผมจะมาพูดเรื่อง การหลอกลวง ฉ้อฉล
ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากในยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองแบบปัจจุบันนี้
ในช่วงติดๆกันสองสามอาทิตย์ ผมมีคนรู้จักสองคนโดนหลอกโดยบริษัทเดียวกัน
แต่ยังโชคดีที่ได้มาคุยกันเสียก่อน ก่อนที่จะหลวมตัว หลวมใจให้เค้าหลอกได้
ซึ่งผมก็ได้ให้คำแนะนำไป และได้แจ้งไปทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแล้ว
แต่ก็ขอเอามาโพสไว้ เพื่อเป็นข้อเตือนใจ เพราะผมเชื่อว่า ยังมีบริษัท หรือกรณีแบบนี้อีกเยอะ!
และที่สำคัญ มันจะเฟื่องฟูมากในยุคเศรษฐกิจไม่ดี เพราะใครๆก็อยากได้เงินง่ายๆ ผลตอบแทนสูงๆกันทั้งนั้น!

สิ่งที่ผมกำลังจะพูดถึงก็คือ "การหลอกลวงให้เทรดค่าเงิน สินค้าโภคภัณฑ์" นั่นเอง
บริษัทพวกนี้จะทำทีเป็นนายหน้าซื้อขายสินค้าล่วงหน้า ค่าเงิน ถ้าเราไม่รู้ก็จะมีคนคอยดูแลให้(บริการเต็มที่)
หากเราไปเยี่ยมชมบริษัทเค้าจะมีคอมเยอะๆที่มีกราฟๆๆๆๆๆๆๆๆเต็มไปหมด
หากคนที่ไม่รู้ก็จะเห็นว่าน่าเชื่อถือดี ประกอบกับเค้าจะโน้มน้าวด้วยผลตอบแทนที่สูงๆ
โดยเฉพาะตอนนี้ที่เน้นมากๆ คือราคาทองคำ น้ำมัน ค่าเงิน ที่กำลังผันผวน
ในตอนแรกบัญชีเราจะรายงานกำไรๆๆๆๆๆๆ
คนส่วนใหญ่ที่คิดว่าเราฉลาด เราจะลงเงินน้อยๆพอมั่นใจแล้วค่อยลงเงินเพิ่ม
พวกนี้ก็จะมาเสียรู้เอาตอนนี้แหละ เพราะคนหลอกก็ไม่ได้โง่ แถมตั้งใจมาโกงเราอีก
พอเราได้กำไรสักพัก เราก็จะเริ่มขาดทุนๆๆๆๆๆๆ
จนเราทนไม่ได้ ต้องโอนเงินไปเพิ่มอีก เพื่อจะเอาคืน(ไปกันใหญ่เลย)
ในที่สุดเมื่อถึงกาลอันควร บริษัทก็จะปิดหนีไปกับสายลมแลแสงแดด

ซึ่งอันที่จริงแล้วบริษัทไม่ได้เปิดดำเนินการจริงๆเลย ไม่ได้มีการซื้อขายเกิดขึ้น
กำไร หรือตัวลขต่างๆถูกจัดทำขึ้นอย่างจงใจ(แม้กระทั่งใบรายงานการซื้อขาย และราคาของสินค้า)

นอกจากจะหลอกลวงนักลงทุนแล้ว บริษัทพวกนี้ยังขยายตลาดของตัวเอง
ด้วยการหลอกลวงบัณฑิตจบใหม่ด้วย ด้วยการหาน้องๆจบใหม่เข้าไปทำงาน
พอเข้าไปทำงานได้สักพัก พอเห็นลูกค้ามีกำไร ก็จะถูกชักชวนให้ลงทุนด้วย
(ผู้ล่า หากินกับความโลภ เหยื่อ ถูกกินเพราะความโลภ)
และแน่นอน เมื่อเค้าถูกสงสัย หรือถูกตรวจสอบเมื่อไหร่
บริษัทก็จะร้างทันที และผู้บริหารก็จะหายเข้ากลีบเมฆไปด้วย
ที่ซวย คือ พนักงานนั่นแล นอกจากจะต้องเสียเงินแล้ว อาจจะถูกฟ้องด้วย
เรียกได้ว่าได้สองเด้ง โดยไม่ต้องมีดอกเหมือนเลยทีเดียว

แล้วทำยังไงเราถึงจะปลอดภัยจากคนพวกนี้?
ไม่ว่าเราจะเป็นนักลงทุน หรือกำลังหางานในแวดวงการเงินก็ตาม
วิธีเช็คที่ง่ายที่สุด คือโทรไปเช็คกับกลต.-สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
(หรือ "ตลก" เมื่อเรียกกลับกัน เวลาที่ใช้ความสามารถในการรวจสอบหุ้นที่ผิดปกติ-หมายเหตุผู้เขียน)
หมายเลขติดต่อ 0-2263-6000
เพราะบริษัทที่ทำธุรกรรมแบบนี้ในประเทศ จะต้องขออนุญาตจากตลก เอ้ย กลตเสียก่อน

หากว่าเรากำลังเกี่ยวข้องกับบริษัทที่อ้างว่าเป็นนายหน้าทำการใดๆเกี่ยวกับต่างประเทศก็ตาม
ให้คิดไว้ก่อนเลยว่า "หลอกลวง99.999999%"(แท้ยิ่งกว่า%ทองอีกนะเนี่ย)
เพราะในประเทศไทย การลงทุนในต่างประเทศยังเป็นเรื่องต้องห้าม
ส่วนใหญ่จะทำได้เมื่อผ่านระบบกองทุน เช่นFIF หรือกองทุนรวมส่วนบุคคลเท่านั้น
ที่บุคคลธรรมดาลงทุนได้ ตอนนี้เห็นจะมีบล.ฟิลลิปที่ลงทุนหุ้นได้ใน9ตลาด

หากมีเพื่อนๆคนไหนที่กำลังเกี่ยวข้อง หรือจะเกี่ยวข้อง หรือมีคนรู้จักไปข้องแวะ
ยังไงตรวจเช็คให้ดีก่อนนะครับ เข้าใจว่าตอนนี้เศรษฐกิจไม่ดี
หลายคนอยากได้ตังค์ น้องๆอยากได้งาน แต่ถ้าไม่ตรวจสอบให้ดี หรือให้ความโลภมาบังตาแล้ว

น้ำตาจะเช็ดหัวเข่า เพราะเสียอย่าง ได้อย่างนะครับ
เสียเงิน แล้วก็ได้คดีความติดตัว!!!

อิอิ




 

Create Date : 02 มกราคม 2552    
Last Update : 2 มกราคม 2552 22:13:28 น.
Counter : 349 Pageviews.  

***DCA DCA DCA***

เมื่อหลายวันก่อนได้คุยกับพี่Mudley ผมกำลังพูดถึงเรื่องที่ผู้บริหาร นักวิเคราะห์
ของทั้งบล และบลจทั้งหลายนิยมแนะนำการลงทุนในช่วงนี้
ซึ่งมีบางส่วนที่ผมคิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆในห้องนี้ครับ
และได้ขออนุญาตพี่Mudleyเพื่อที่จะเอามาลงแล้ว

ชื่อทั้งหมดผมเปลี่ยนเป็นขอบฟ้า และ Mudleyแทนนะครับ
เริ่มจากผมพูดเรื่องที่นักวิแคะและผู้บริหารชอบให้มุมมองว่า

ขอบฟ้าบูรพาsays:
หุ้นถูกแล้ว น่าซื้อ ในอนาคต2-3ปีผลตอบแทนจะดีมาก

Mudleygroup:
:-O

ขอบฟ้าบูรพาsays:
หรือถ้าเป็นบลจก็แนะนำให้DCAตามระเบียบ

Mudleygroup:
ง่ะ

ขอบฟ้าบูรพาsays:
คือ ตามหลักการทั่วๆไปที่ชอบแนะนำกันเลยครับ

Mudleygroup:
^ ^

ขอบฟ้าบูรพาsays:
นี่ถ้าน้องๆเค้าออกมาเทรด โดนพี่ๆดักตีหัวแน่นอน

Mudleygroup:
อย่างไรก็อย่าใช้ DCA และลงทุนเกินตัวอ่ะครับปลอดภัยสุด อิอิ

ขอบฟ้าบูรพาsays:
ทำไมพี่ถึงไม่แนะนำDCAหรอครับ หรือว่าอย่าใช้เฉพาะช่วงนี้ แต่ตลาดก็กำลังลงนะครับ

Mudleygroup:
DCA จริงๆแล้วไม่เหมาะกับช่วงที่ราคาเล่นต่ำกว่า moving average อ่ะครับ คนทำ DCA จะขาดทุนหนักขึ้นเรื่อยๆ

ขอบฟ้าบูรพาsays:
นั่นคือจุดที่เค้าเอามาขายกันเลยนะครับนั่น

ขอบฟ้าบูรพาsays:
เวลาจะบอกว่าDCAดีๆ เค้าจะยกตัวอย่างให้ราคาหุ้นต่ำเวอร์ๆ แล้วค่อยสูงขึ้น

ขอบฟ้าบูรพาsays:
ซึ่งนั่นจะทำให้DCAได้กำไร และในตัวอย่างแทบจะทั้งโลก จะเป็นเช่นเดียวกัน

Mudleygroup:
ใช่ครับ กรณีนั้นคือ หุ้น สารถยืน บน moving ได้นั่นเอง

ขอบฟ้าบูรพาsays:
นั่นก็คือ พี่แนะนำว่าซื้อเฉลี่ยขาขึ้นดีกว่าใช่ไหมครับ

Mudleygroup:
จริงไม่ค่อยชอบวิธีการซื้อเฉลี่ย โดยไม่มีการทำกำไรเพื่อป้องกันความเสี่ยงน่ะครับ มันค่อนข้างอันตราย ไปหน่อย

ขอบฟ้าบูรพาsays:
แล้ววิธีการนี้ล่ะครับ

ขอบฟ้าบูรพาsays:
สมมติผมมีเงินสองแสนบาท ผมซื้อก่อนเลยหนึ่งแสน

ขอบฟ้าบูรพาsays:
ถ้าหุ้นขึ้นผมขายเท่าที่เกินแสน ถ้าหุ้นลงเท่าไหร่ซื้อเพิ่มจนครบแสน

ขอบฟ้าบูรพาsays:
เป็นการเฉลี่ยราคาเหมือนกัน

Mudleygroup:
แล้วตั้งขอบเขตของการลงไว้ถึงระดับกี่ % ของหุ้นครับ

ขอบฟ้าบูรพาsays:
ถ้าผมมองที่เงื่อนเวลา เช่นเดือนละครั้งล่ะครับ

Mudleygroup:
ถ้าอย่างนั้นต้องเลือกตัวหุ้นให้ดีจริงๆครับ :)

Mudleygroup:
ถ้าเป้นขาลงหุ้นจะหมุนเวียนสับเปล่ยนกันขึ้น ไม่ขึ้นทั่วทุกตัว ดังนั้นการฟื้นจะไม่กลับมาระดับเดิม ถึงแม้อินเด็กจะกลับมาระดับเดิม ครับ

ขอบฟ้าบูรพาsays:
คือพี่มองว่าถ้าเป็นขาลงแบบนี้ โอกาสที่เราจะได้ทะยอยขายมีน้อยใช่ไหมครับ

ขอบฟ้าบูรพาsays:
แต่ถ้าปรับพอร์ทตาม% ถ้ามากๆเช่น10%โอกาสก็ยากเหมือนกันนะครับ

Mudleygroup:
ครับก็อาจจะใช้ได้ครับ แต่มีกองทุนหนึ่งชื่อ phamarinvest ใช้วิธีการลงทุนคล้ายสไตล์นี้ ตอนนี้ ใกล้จะปิดตัวแล้วครับ เราต้องระวัง unexpected event น่ะครับ แต่ถ้า normal event มันก็โอเคครับไม่มีปัญหาอะไร แต่เป็นธรรมดาครับ มุมมองในฟิว ผม กับ อีกฟิวหนึ่งมันค่อนอข้างต่างกันพอสมควร ก็เลือกๆเอาแต่ที่มีประโยชน์เหมาะกับน้องขอบฟ้าบูรพาแล้วกันครับ อิอิ

ขอบฟ้าบูรพาsays:
ผมไม่ได้ใช้หรอกครับ อิอิ

ขอบฟ้าบูรพาsays:
แต่พอดีวันก่อนอ่านมา เลยคิดว่าอย่างน้อยน่าจะเหมาะกว่าDCAแบบปกติ

Mudleygroup:
งืมแต่ก็ดีกว่า DCA มากๆแน่นอนครับ


ก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคนนะครับ ผมเอามาลงเพื่อเปิดมุมมองใหม่ๆให้เพื่อนๆ
ถ้าถามว่าแล้วการลงDCAแบบดั้งเดิมเลยนั้นเลวร้ายเลยไหม ผมว่าก็ไม่นะ
แต่อาจจะต้องใช้เวลาหลายปีเพื่อให้ต้นทุนเฉลี่ยต่ำกว่าราคาตลาด(ในกรณีที่หุ้นเป็นขาลง ย้าว ยาว)
สำหรับการทำกำไรออกมาในระหว่างการลงทุน เป็นการลดความเสี่ยงอีกวิธีนึงครับ

และที่น่ามองในอีกประเด็นก็คือ การทำDCAทั้งแบบต้นตำรับและแบบนี้
ในหุ้นและกองทุนรวมน่าจะแตกต่างกันนะครับ
เพราะหากเราเลือกที่จะทำในหุ้นรายตัว อยางที่พี่mudleyว่าไว้
ว่ามันอาจไม่ขึ้นมาให้ขายเลยก็ได้
แต่ถ้าทำกับกองทุนจะมีโอกาสมากกว่าหรือเปล่า เพราะกองทุนจะเฉลี่ยความเสี่ยง
และค่าbetaของกองทุนก็มักจะมากกว่าของตลาด

น่าคิดมิน้อยนะครับ แล้วเพื่อนๆคิดว่ายังไงกันบ้างครับ

อิอิ




 

Create Date : 03 ธันวาคม 2551    
Last Update : 3 ธันวาคม 2551 23:42:02 น.
Counter : 617 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

ขอบฟ้าบูรพา
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]




ผู้ประกาศกรุงเทพธุรกิจทีวี พิธีกรรายการแกะรอยหยักสมองและ World Class Smart Thai
สนใจประวัติศาสตร์ ศาสนา ปรัชญา ต่างประเทศ เทคโนโลยี สังคม และชนชั้น

ติดตามทวิตเตอร์ได้ที่ @atis_kttv นะครับ
New Comments
Friends' blogs
[Add ขอบฟ้าบูรพา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.