รู้สึกตัว ผ่อนคลาย เฉย ๆ สบาย ๆ **กรุณา .อย่า.ได้บริจาคเงินให้ blog ผม ทาง e-wallet ครับ** **ผมขอสงวนสิทธิการเป็นเจ้าบ้านของ blog ลบข้อเขียนใดๆ ก็ได้ใน blog นี้ตามที่ผมเห็นสมควร**
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2556
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
11 กรกฏาคม 2556
 
All Blogs
 
ก่อนที่จะเป็นแมงปอ

1. ที่เวป ปรมัตถสัจจะ http://www.paramatthasacca.com/introduction-1
กล่าวว่า " อาจารย์บางคนพูดถึงผู้ดู จิตผู้รู้ จิตเป็นกลาง ดิฉันอยากจะอธิบายว่า
หลวงพ่อเทียนไม่เคยสอนให้ดูจิต ท่านสอนให้ทำความรู้สึกตัว
สติของหลวงพ่อเทียนหมายถึงให้มีความรู้สึกตัว แล้วจะเห็นจิตใจที่มันนึกมันคิดได้เอง
ไม่มีผู้ดู ผู้ถูกดู ไม่มีการพูดถึงจิตผู้รู้ หลวงพ่อเทียนพูดเรื่องใจ ท่านบอกว่าใจมันเฉยๆ มันเป็นปกติ
ท่านไม่เคยสอนเรื่องจิตเป็นกลาง หลวงพ่อสอนแต่เรื่องสติ ความรู้สึกตัว เพราะมีสติจึงเห็นความคิด
ไม่มีผู้ดู ผู้ถูกดู ไม่มีจิตผู้รู้ ดิฉันเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อมา ดิฉันยังไม่เคยได้ยินหลวงพ่อสอนแบบนี้ หรือคนอื่นอาจจะได้ยินดิฉันก็ไม่ทราบ แต่หลายๆ คนที่ดิฉันคุยด้วย เค้าก็บอกว่าเค้าไม่เคยได้ยิน"

แล้วที่ในเวปของคุณนมสิการ พูดถึงจิตรู้ หมายถึงจิตรู้ตัวเดียวกันหรือไม่ครับ

***********

ตอบ...ท่านเคยเห็นแมงปอใหม่ครับ ผมเชื่อว่า คงเคยเห็น แมงปอเป็นสัตว์ทีบินได้ มีตาใหญ่ๆ
มีปีก แต่ถ้าผมถามว่า ท่านเคยเห็นลูกแมงปอใหมครับ ผมเชื่อว่า ท่านคงอึกอักที่จะตอบ
ว่าเคยเห็นหรือไม่เคยเห็น

ถ้าท่านไปดูสารคดีทีเกี่ยวกับแมงปอ ท่านจะรู้ว่า ก่อนที่แมงปอจะมาบินให้ท่านเห็น มันจะเป็นไข่อยู่ในน้ำก่อนแล้วต่อมาจึงเป็นตัวอ่อนที่อยู่ในน้ำ ซี่งตัวอ่อนหรือลูกแมงปอนี้ หน้าตาจะไม่เหมือนแมงปอเลยทีเดียว มันจะคล้ายตัวหนอน ตัวบุ้งมากกว่า แต่พอมันโตเต็มที่ มันจะปีนขึ้นมาจากน้ำไปตามกิ่่งไม้ที่อยู่ในน้ำนั้น พอมันปีนขึ้นมาเหนือน้ำได้แล้วเปลือกนอกของตัวหนอนจะแตกออก แล้วแมงปอจะบินออกมาจากเปลือกนอกนั้น กลายเป็นแมงปอเต็มวัยที่บินได้

ในเรื่องจิตก็จะคล้ายกันกับเรื่องแมงปอและลูกแมงปอ คนที่เขาบอกว่า ไม่มีจิตผู้รู้ เขาพูดก็ถูกต้อง คนที่พูดว่า มีจิตผุู้รู้ เขาก็พูดถูกต้อง เอ...ผมไม่กวนหรือว่าบ้าไปแล้วนะครับ เพราะธรรมช่าติของจิตนั้นจะเหมือนแมงปอและลูกแมงปอ

ในคนธรรมดาทั่วๆ ไป เวลาเขามีอารมณ์โกรธ หรือ เขามีอารมณ์รัก เขาจะรู้สีกว่า ฉันโกรธ ฉันรัก ที่เป็นอย่างนี้ เพราะตัวจิตนั้นมันถูกอารมณ์ต่างๆ ครอบงำเข้าไปจึงเป็นแบบนี้ขึ้น ถ้าจิตถูกครอบงำ นี่แสดงว่า มีจิตอยู่ จึงถูกครอบงำด้วยอารมณ์

ความรู้สีกความเป็นตัวตนนั้นแหละมาจากการมีตัวจิต เมื่อมีตัวจิต มีอารมณ์ขึ้น จิตถูกครอบงำด้วยอารมณ์ต่างๆ ก็จะเป็นว่า ฉันมีอารมณ์ อารมณ์ต่างๆ ที่เกิดนั้นเป็นฉัน

ที่เกิดเหตุการณ์ที่ถุูกอารมณ์ครอบงำอย่างนี้ขึ้น เพราะตัวจิตไม่มีกำลังแห่งสัมมาสมาธิทีตั้งมั่น เมื่อมีอารมณ์ต่างๆ เกิดขึ้น ซี่งอารมณ์เหล่านี้ คือ จิตปรุงแต่งต่างๆ เมื่อจิตไม่มีกำลังสัมมาสมาธิที่ตั้งมั่น จึงถูกแรงดีงของตัณหา ดึงให้จิตเข้าไปเกาะกับอารมณ์ขึ้น หรือ จะพูดว่า จิตถูกตัณหาพาไปทำให้อารมณ์ครอบงำจิตได้

เมื่อนักภาวนามาภาวนาด้วยการเจริญสติปัฏฐาน จนจิตมีกำลังความตั้งมั่นพอสมควร นักภาวนาจะพบว่า มีการแยกตัวออกของตัวจิตที่ไปดู ไปรู้ ไปเห็น อารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น หรือ ในหลวงพ่อเทียนพูดว่า คือ การเห็นความคิด

การแยกตัวออกมาอย่างนี้ นักภาวนาจะพบได้เอง เห็นได้เอง เมื่อไปถึง
ตัวจิต ซี่งในภาษานักภาวนาจะเรียกตัวจิตนี้ จิตผู้รู้บ้าง จิตรู้บ้าง จิตพุทธะบ้าง หรือในภาษาของมหายานจะเรียกว่า การเป็นสภาวะของ ๆ คู่ หรือ บางคนจะพูดว่า การมีผู้รู้ และ สิ่งที่ถูกรู้ ซี่งสภาวะแห่งของคู่นี้ คือ สภาวะแห่งลูกแมงปอ

พอนักภาวนามีการพัฒนาต่อไปอีก มีปัญญามากขึ้น จิตมีความตั้งมั่นมากขึ้นตามลำดับ เขาจะพบว่า การเกิดจิตผู้รู้ นี้เกิดจากสภาวะแห่งการมีความจงใจที่จะกระทำ แต่ถ้าเมื่อไม่มีการจงใจที่จะกระทำ จะมีอีกสภาวะหนี่งที่เป็นสภาวะที่เรียกว่่า ความเป็นหนี่ง คือ ความเป็นของคู่จะหมดไป แต่จะมีกิริยาจิตขึ้นมาแทนทีตัวจิตผู้รู้ อันมีสภาวะแห่งการรู้ในสิ่งต่่าง ๆ ขึ้น ซี่งสภาวะแบบนี้ จะพูดว่า ไม่มีจิตผู้รู้ อันเป็นสภาวะแห่งแมงปอทีโตเต็มวัยบินได้แล้ว

ดังนั้น การพูดว่า มีจิตผู้รู้หรือไม่มีจิตผู้รู้ ถูกทั้งคู่ เพียงแต่ต้องเข้าใจว่า จะพูดตอนเป็นลูกแมงปอหรือตัวแมงปอทีโตเต็มวัยเท่านั้นเอง

ถ้านักภาวนาเดินตามทางการพัฒนาของกำลังจิตในสติปัฏฐาน เขาจะพบในทั้งสองสภาวะได้เอง
โดยเขาจะพบลูกแมงปอก่อน แล้วต่อไปจึงจะพบตัวแมงปอ

เรื่องอย่างนี้ ผมแนะนำว่า อย่าได้เชื่อใคร แม้แต่ผม แต่ผมแนะนำให้พิสูจน์เองโดยการเจริญสติปัฏฐาน ถ้าสภาวะธรรมเกิดขึ้นแก่ตัวท่าน ท่านจะตอบตัวเองได้เองโดยไม่ต้องไปเชื่อใคร

**********************

2. ถ้าผมต้องการฝึกการเจริญสติด้วยด้วยกายานุปัสสนา ควรฝึกแบบการเคลื่อนไหวแบบหลวงพ่อเทียน หรือแบบลูบมือ เดินจงกรม หรืออื่นๆ ดีครับ

ตอบ...ถ้าท่านมีความสามารถในการใช้ช้อน ท่านจะใช้ช้อนตักข้าวและกับข้าวต่างๆ เข้าปากได้อย่างง่ายดาย และยังสามารถตักน้ำแกงเข้าปากก็ได้ แต่ถ้าท่านใช้ช้อนไม่เป็น ท่านจะตักน้ำแกงเข้าปากไม่ได้เลย นอกจากการยกชามน้ำแกงมาซดเอา

ในการเจริญสตินั้น ในตำราว่ามี 4 หมวดคือ กาย เวทนา จิต ธรรม
การเจริญกายานุปัสสนานั้นเป็น 1 ใน 4 ของสติปัฏฐาน ซี่งตรงนี้หมายความว่า เพียงมีความรู้สึกตัว แล้วให้สติไประลีกรู้กายได้ นีคือกายานุปัสสนาแล้ว

ตรงนี้ผมจะอธิบายให้กระจ่างอีกนิด การเจริญสติด้วยการรู้กายนั้น ไม่ใช่เป็นการจงใจเพื่อการรู้กาย อันนี้เป็นการเข้าใจที่ไม่ตรงกับคำว่า สติ เพราะสตินั้น จะเป็นการระลีกรู้ของจิตทีเป็นไปเองไม่ใช่การกำหนดรู้ลงไปทีใดที่หนี่ง ด้งนั้น การเจริญกายานุปัสสนานั้น ไม่ว่าคุณจะฝีกแบบใด เช่น การเคลื่อนมือ การเดินจงกรม การลูบแขน หรือ รู้ลมหายใจ ใช้ได้ทั้งสิ้น แต่มีข้อแม้ว่า การรู้กายนั้น ต้องเป็นการรู้ที่เป็นไปเอง ไม่ใช่ไปกำหนดรู้ว่าต้องการรู้กายแบบนั้น รู้กายแบบนี้

ผมพูดจะไม่ค่อยเหมือนใคร ผมไม่ได้บอกว่า คนอื่นพูดผิด แต่ผมขอแนะนำว่า ให้ทำความเข้าใจในตำราเรื่องสติปัฏฐาน 4 ในพระไตรปิฏกให้กระจ่าง ในพระไตรปิฏกมีกล่าวถึงสติปัฏฐาน 4 อันเป็นแม่บทว่า อาตาปี สัมปชาโน สติมา ซี่งแปลว่า ให้มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ ให้เข้าใจให้ดีๆ ให้ตรง ๆ แล้วการเจริญสติปัฏฐานของนักภาวนาจึงจะก้าวหน้าไปตามลำดับ

*******************

3. ถ้าผมฝึกให้มีสติในการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งทำงาน พักผ่อน และอื่นๆ โดยให้มีความรู้สึกตัวตลอด
แต่ไม่มีการฝึกเจริญสติอื่นๆ ร่วมด้วย (ลูบมือ เดินจงกรม กำกระดาษ....) ไม่ทราบว่าสติผมจะแข็งแรงได้หรือไม่

ตอบ...คุณจะรู่้สีกตัวอย่างเดียวไม่ได้ครับ คุณต้องมีสติระลีกรู้กาย / รู้เวทนา / รู้จิต / รู้ธรรม ไปด้วยจึงจะได้ผล ถ้ารู้สีกตัวอย่างเดียว ไปไม่รอดครับ ส่วนการมีสติระลีกรู้นั้น คุณสมควรศิกษาก่อนว่า เป็นอย่างไร ตรงนี้เป็นจุดสำคัญของสติปัฏฐานทีเดียว ถ้าคุณเข้าใจละก็ คุณสามารถฝีกสติในชีวิตประจำวันได้อย่างแน่นอนครับ ไม่ว่าคุณจะทำอะไร ในอิริยาบทใด คุณฝีกได้หมด แต่คุณต้องเข้าใจก่อนว่า อาตาปี สัมปชาโน สติมา นั้นฝีกอย่างไร จีงจะได้แบบนี้

ที่ถามว่า สติจะแข็งแรงขึ้นใหม
ตรงนี้ อยู่ทีว่า คุณฝีกถูกตาม อาตาปี สัมปชาโน สติมา หรือไม่ ถ้าถูก แข็งแรงขึ้นแน่นอนครับ ถ้าไม่ถูก ก็ไม่แข็งแรงขึ้นครับ

 นักภาวนาไทยส่วนมาก มักไม่เข้าใจสติปัฏฐานในคำสอนเรื่อง อาตาปี สัมปชาโน สติมา อย่างแท้จริง ทำให้การฝีกฝนจึงไม่ตรงกับสติปัฏฐานทีมีสอนในพระไตรปิฏก แล้วความก้าวหน้าก็จะไม่เกิดขึ้น

ผมมีเขียนเรื่องลงใน blog นี้ไว้หลายตอนเกี่ยวกับ อาตาปี สัมปชาโน สติมา
ให้ลองค้นใน google ด้วยคำว่า ..bloggang นมสิการ + อาตาปี สัมปชาโน สติมา..

ส่วนวิธีการฝีกนั้น ให้เข้าไปดูในกลุ่มกิจกรรม บางกิจกรรม มีภาพวิดิโอทีผมบรรยายไว้อยู่บน youtube แต่ไม่ได้มีทุกกิจกรรมครับ



Create Date : 11 กรกฎาคม 2556
Last Update : 11 กรกฎาคม 2556 14:29:50 น. 0 comments
Counter : 1153 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะ VIP Friend
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

นมสิการ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 123 คน [?]




หลักปฏิบัติ ...รู้สึกตัว ผ่อนคลาย เฉย ๆ สบาย ๆ

มากกว่า 20 ปีที่ไปหลงทำสมถภาวนาแบบสมาธิแบบฤาษีโดยที่ไม่รู้จักกับคำว่า อะไรคือสัมมาสติ สัมมาสมาธิ ผลที่ได้คือความสงบขณะกำลังนั่งสมาธิจนตัวนิ่งแข็งเป็นก้อนหิน แต่ผลข้างเคียงตามมาก็คือการเป็นคนเจ้าโทสะอย่างรุนแรงขณะเวลาไม่ได้นั่งสมาธิ และ ที่อยู่ในชีวิตประจำวัน....

จนได้พบกัลยณมิตรแดนไกล ที่ได้ชักนำให้มารู้จักวิธีปฏิบัติแบบหลวงพ่อเทียน จนได้พบกับพระอาจารย์ในสายหลวงพ่อเทียน ที่ผมได้เรียนการปฏิบัติจากท่าน จนเข้าใจว่า สัมมาสติ สัมมาสมาธิ คืออะไร แล้วลงมือฝึกฝน การปฏิบัติก็รุดหน้าและได้ลิ้มรสสิ่งบริสุทธิในจิตใจอันเป็นผลจากการปฏิบัติด้วยเวลาเพียง 5 ปี

ธรรมปฏิบัติจากฆราวาสเขียนเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยากในสังคมไทย ผมรู้ได้จากที่เขียนใน blog ผมได้พบกับการก่อกวนใน blog การเขียนเหน็บแนม กระแหนะกระแหน ตำหนิการการปฏิบัติที่ผมเขียนใน blog ว่าผิดทาง เขียนแบบคาดเดาเอา ไม่รู้จริง ให้ผมหยุดเขียนแนวนี้ได้แล้ว และไปโมทนาสาธุแนะนำการปฏิบัติสมาธิแบบฤาษีให้กับผมอีกว่านี่คือทางที่ถูกต้อง ...

บทความใน blog จึงเกิดขึ้นมา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ในการภาวนา
แก่ผู้อื่นที่กำลังเดินทางในสายแห่งอริยมรรคนี้

เมื่อท่านได้เข้ามาอ่านข้อเขียนใน blog กรุณาอย่าได้เชื่อผมจนกว่า ท่านได้ทดลองปฏิบัติแล้วและพิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง

**กรุณา .อย่า.ได้บริจาคเงินให้ blog ผมทาง e-wallet ครับ **

******
บทความต่าง ๆ ใน blog นี้
ขอสงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ห้ามนำไปดัดแปลง ลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

****
Friends' blogs
[Add นมสิการ's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.