Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2562
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
5 ธันวาคม 2562
 
All Blogs
 

Konnichiwa Nihon no densha (6)

เช้าวันนี้ ตื่นกันค่อนข้างสายหน่อย เพราะ อ.วิรัตน์ ปล่อยเป็น free day เนื่องจากยังมีภาระติดต่อประสานงานกับทาง JR เรื่องตั๋วรถไฟ ตกบ่าย ถึงจะชวนไปเที่ยวแถวพระราชวังอิมพีเรียล ใกล้ๆ กับสถานีโตเกียว



หลังจากที่พาชาวคณะมาปล่อยที่ตลาดอาเมะโยโกะแล้ว อ.วิรัตน์ ก็ขอตัวไปทำธุระที่สถานีอูเอะโนะที่อยู่ใกล้ๆ กัน โดยกำหนดสถานที่นัดพบที่ร้านดอกไม้บริเวณตลาด ในเวลาราว 11.00 น. หากคลาดเคลื่อน จะโทรฯ มาบอกทาง line

สำหรับผู้ที่เคยมาเที่ยวยังตลาดแห่งนี้ บางท่านก็หลายหนเต็มที อย่าหาว่าผมเอามะพร้าวเน่ามาขายสวนเลย



ดูแค่ภาพไปก่อนนะครับ เพราะผมไม่สันทัดในเรื่องนี้จริงๆ และในบ้านเรา มีเสื้อแบบนี้ขายจนเกร่อไม่แพ้กัน จนไม่รู้ว่าใครจะเจ๋งกว่า

ตลาดแห่งนี้ ตั้งอยู่ระหว่างสถานีโอกะจิมะจิ กับสถานีอูเอะโนะ แถมบางข่วง ยังเปิดร้านขายใต้ทางรถไฟอีกด้วย

ถ้าจะเทียบกับบ้านเรา คงเป็นย่านประตูน้ำกระมัง ?



คุณอรรณพ กำลังให้ความสนใจกับรองเท้าผ้่ใบลดราคา มียี่ห้อโปรดของเจ้าตัวด้วยนะ

มาทายกันดูสิว่า จะใจอ่อนซื้อติดมือกลับมาหรือไม่ ?



ยังเช้าอยู่ ในสายตาของชาวญี่ปุ่น เราจึงเห็นบรรดาพ่อค้าแม่ขายกำลังจัดสินค้าในร้าน

ก่อนที่จะเริ่มมีชีวิตชีวาตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป

เดินชมร้าน แถมด้วยเสียงรถไฟวิ่งอยู่สะพานข้างบน รู้สึกฟินอย่าบอกใครเชียว



ที่ผมติดใจมาก คือมีฝรั่งผิวสีอยู่ประจำร้านกันคึกคักทีเดียว ส่วนใหญ่จะเป็นร้านจำหน่ายเสื้อผ้ายีนส์ครับ



คงเป็นร้านเจ้าอร่อย เพราะมีลูกค้ามายืนเข้าคิวรอกันตั้งแต่เปิดร้านเลย



เดินมาเรื่อยๆ จนหลุดออกมายังถนนใหญ่แทบไม่รู้ตัว เลยหาทางย้อนเข้าไปในตลาดกันใหม่



คราวนี้นักท่องเที่ยวเริ่มจะคึกคักกันแล้ว และเป็นภาพคุ้นตาของบรรดาตากล้องแทบทุกชาติ ทุกภาษาที่มาเยือน



ทั้งจีน จาม สยาม แขก ฝรั่ง เจอกันที่นี่หมด ราคาที่ดินคงแพงยิ่งกว่าทองคำ

ไม่ยักมีคนร้ายฉกชิงวิ่งราว ล้วงกระเป๋านักท่องเที่ยวแต่อย่างใด



ถ้าเป็นบ้านเรา คงเป็นคอนกรีตบล็อก หรือใช้เชือกฟางมัดโยงกับกันสาดหน้าร้านแน่ๆ



เสียง อ.วิรัตน์ โทรฯ มาให้ไปยังจุดนัดพบที่สถานีอูเอโนะ ในขณะที่เดินไปถึงหน้าร้านปาจิงโกะพอดี

ผมเคยได้ยินว่า มีเซียนอยู่คนหนึ่ง ฝีมือการดีดปาจิงโกะเป็นที่เลื่องลือทั่วประเทศญี่ปุ่น จนสมาคมร้านปาจิงโกะ ติดประกาศพร้อมรูป ห้ามมิให้เข้าเล่นในร้านทุกแห่งทั่วประเทศ

อาจทำให้ร้านล้มละลายได้ น่ากลัวฝีมือชะมัด



หน้าสถานีอูเอะโนะ ขนาดมีสะพานลอยให้บริการแล้ว แต่ชาวญี่ปุ่นยังพอใจที่จะข้ามทางม้าลายอันกว้างขวางหน้าสถานีอยู่ โดยมีสัญญาณไฟจราจรคนข้าม พร้อมไฟข้างๆ ลดลงเรื่อยๆ ตามเวลาที่กำหนด

ไม่มีใครกล้าฝ่าฝืนสัญญาณเดินข้ามแม้แต่คนเดียว



พอได้รับสัญญาณไฟเขียวให้เดินข้าม ต่างคนก็เริ่มสาวเท้ากันล่ะครับ โดยมีเสียงสัญญาณ พร้อมไฟสีเขียวด้านข้างจะลดลงเรื่อยๆ หากเปลี่ยนเป็นไฟแดง คนข้ามจะเป็นฝ่ายหยุดรอจนกว่าจะได้รับสัญญาณครั้งต่อไป

ระหว่างผู้คนเดินข้าม รถยนต์ที่แล่นไปมาต่างหยุดโดยพร้อมเพียงกัน ไม่มีใครล้ำเส้นมาจอดเบิ้ลเครื่องตรงกลางทางม้าลายแต่อย่างใด

ถึงจะเป็นรถเลี้ยวซ้ายก็ตาม ต้องจอดรอให้คนข้ามหมดก่อน ถึงจะแล่นไปได้

ผมเพิ่งสังเกตว่า ไม่มีมอเตอร์ไซต์วิ่งบนถนนในกรุงโตเกียวแม้แต่คันเดียว ยกเว้นช่วงเช้า ก่อนเวลา 07.00 น. อาจมีคันเล็กๆ วิ่งผ่านมาบ้าง แต่ต้องปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด ไม่มีวิ่งบนฟุตบาทด้วยล่ะ



ถึงแล้วครับ สถานีอูเอะโนะ

สถานีนี้ ยังสามารถขึ้นรถไฟด่วนไปยังนาริตะ และรถด่วน ชินกังเซ็น ไปยังภาคเหนือของญี่ปุ่นได้ด้วย



ผมสอบถาม อ.วิรัตน์ ถึงข้อสงสัยว่า ทำไมญี่ปุ่นนิยมโครงสร้างอาคารทำด้วยเหล็กกล้ากันมาก ไม่เหมือนทางบ้านเรา

ได้รับคำอธิบายว่า ที่นั่น มีแผ่นดินไหวบ่อย จึงใช้โครงสร้างเหล็กกล้าที่ทนต่อแรงแผ่นดินไหว และผู้ที่อยู่ภายใต้อาคารจะปลอดภัยกว่า



ป้ายบอกชานชาลาของสถานี ซึ่งมีมากมายถึง 22 ชานทีเดียว จะเสียเวลาตรงวิ่งลากกระเป๋าเดินทางต่อขบวนรถระหว่างชานชาลาเหล่านี้แหละ

ยิ่งกว่าทหารใหม่ ซ้อมปรับสภาพร่างกาย ซึ่งกว่าจะเข้าที่ ใช้เวลาร่วมครึ่งเดือน

แต่นี่ ผมมีเวลาอยู่ในญี่ปุ่นแค่ 10 วันเท่านั้น โหย....



กว่าจะเคลื่อนพลไปยังสถานีโตเกียวได้ เวลาล่วงเลยไปถึงช่วงบ่ายแล้ว มติชาวคณะให้เดินย้อนไปรับประทานมื้อเที่ยงกันที่ตลาดอาเมะโยโกะนั่นแหละ

เจอร้านจำหน่ายอูด้งอยู่ร้านหนึ่ง มีรายการอาหารหลากหลายดังภาพ

ลูกค้าต้องไปยืนดูรายการอาหารพร้อมสนนราคาจนเป็นที่พอใจแล้ว ถึงค่อยไปหยอดเหรียญที่ตู้ พร้อมกดราคาอาหารลงไป

รายการจะไปปรากฎต่อหน้าพ่อครัว ซึ่งจัดแจงปรุงอาหารตามสั่ง เพราะเงินเข้าร้านแล้ว

ก่อนจะส่งให้โอบะซังที่หน้าร้าน ซึ่งลูกค้าต้องยื่นบัตรชำระเงินแล้วให้ดู ก่อนรับอาหารมาทานเอง เพราะไม่มีเด็กเสิร์ฟบริการ

วันนั้น โต๊ะอาหารมีลูกค้านั่งอยู่เต็ม เลยยืนกินที่โต๊ะข้างๆ นั่นแหละ



มื้อนั้น ผมสั่งอะไรสักอย่างหนึ่ง หน้าตาคล้ายเส้นใหญ่ต้มยำบ้านเรา คิดว่าคงอร่อยแน่

พอเห็นของจริงเข้า พบว่าเส้นใหญ่ที่ทางร้านปรุงมานั้น หนาเป็นสามเท่าของบ้านเราคีบแต่ละที ใช้แรงมากจนเมื่อยข้อมือ เป็นครั้งแรกที่ผมกินไม่หมดชาม

แต่น้ำซุป อร่อยดีนะ คุณอรรณพบอกว่า เป็นร้านชาวจีนที่ไปตั้งร้านจำหน่ายอูด้งที่นั่น

ผมคิดว่า คงร่ำรวยไปนานแล้ว เพราะลูกค้าเข้ามาอุดหนุนไม่ขาดระยะ



ที่น่าตื่นใจอีกอย่างคือ อิ้วจาก้วย ครับ ซึ่งทางร้านมีขายคู่กับน้ำเต้าหู้ด้วย เสียดายที่เห็นช้าไป จะสั่งต่อก็กินไม่ไหว

ระหว่างที่อร่อยมื้อเที่ยงกันอยู่นั้น มีโอบะซังพร้อมเพื่อน เข้ามามองๆ ดูว่ามีอะไรอร่อยบ้าง ก่อนที่จะส่งภาษาใบ้ กับภาษาอังกฤษนิดๆ หน่อยๆ ถึงการสั่ง

อ.วิรัตน์ กับคุณอรรณพ ช่วยกันบอกขั้นตอน จนกระทั่งมายืนโซ้ยมื้อกลางวันข้างๆ ชาวคณะนั่นเอง เพราะมีอยู่โต๊ะเดียวเท่านั้น

จากการซักถาม ปรากฎว่าเคยมาเที่ยวภูเก็ต คุณอรรณพในฐานะเจ้าถิ่นเลยชวนคุยอย่างออกรส

มิตรภาพระหว่างประเทศ เลยเกิดขึ้นระหว่างมื้อเที่ยงนั้นเอง ก่อนแยกย้ายกันอย่างชื่นมื่นหลังจากนั้น



บ่ายวันนั้น ชาวคณะได้มาถึงสถานีโตเกียวตัวจริงสมปรารถนา



สถานีโตเกียวหลังการบูรณะแล้ว จะเป็นสถานีขนาดใหญ่ มีชานชาลาถึงสามชั้น ไม่นับชั้นสำหรับรถไฟใต้ดิน จำนวนชานชาลาร่วม 22 ชานทีเดียว

อ.วิรัตน์ บอกว่า ในช่วงวันทำงาน สถานีโตเกียว จะรองรับผู้โดยสารร่วมล้านคนต่อวัน ถือว่าติดอันดับมากที่สุดในโลก แต่ยังน้อยกว่าสถานีอื่นอีกหลายแห่งที่มีผู้ใช้บริการมากกว่านี้

จนผมคิดว่าลิฟท์ที่มีอยู่หลายตัวนั้น เชื่องช้า ไม่ทันใจ ใช้บันไดเลื่อนรวดเร็วกว่า



ขอบันทึกภาพไว้เป็นที่ระลึกว่า ข้ามา ข้าเห็น และข้ารู้จักแล้ว



โผล่มาสูดอากาศข้างนอกกันหน่อย ท้องฟ้ากำลังครึ้มด้วยอิทธิพลความกดอากาศสูงจากทางเหนือ หอบเอาลมหนาวมาด้วยสิ

อาคารที่เห็นด้านซ้ายภาพ เป็นอาคารสำนักงาน โรงแรม และบริษัทห้างร้านต่างๆ เช่าที่ของบริษัท JR East ก่อสร้าง สูงนับสิบชั้นด้วยสิ สร้างรายได้ให้กับเจ้าของที่เป็นกอบเป็นกำ



ดูตัวอย่างจากห้าง Daimaru ดูเอาเถิด หลายเมืองจะมีห้าง Tokyu มาร่วมแจมด้วย



พักสายตาจากบรรยากาศสวนหย่อมหน้าสถานีสักหน่อย



บันทึกภาพให้ อ.วิรัตน์ เป็นที่ระลึก พอดีแบตอัลคาไลน์หมด ต้องใช้กล้องมือถือแทน



ผังบริเวณอาคารสถานีโตเกียว ซึ่งสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินบ้านเรา กำลังจัดทำอยู่เช่นกัน



ด้านหลังสถานี มองไปยังย่านมารุโนะอุจิ



ขอเซลฟี่ เก็บภาพตัวเองไว้เป็นที่ระทึกเช่นกันครับ



มองไปยังถนนย่านมารุโนะอุจิ มีรถทัวร์นำนักท่องเที่ยวมาชมสถานีโตเกียวกันไม่ขาดสาย แต่รถทัวร์แบบนี้ หน้าฝนกับหน้าหนาว คงงดให้บริการ

รีบสาวเท้าตามชาวคณะ ตรงไปยังพระราชวังอิมพีเรียลกันดีกว่า ตั้งอยู่ห่างจากสถานีโตเกียวราวๆ สะพานมัฆวานรังสรรค์ไปยังลานพระบรมรูปทรงม้าในบ้านเราเท่านั้นเอง

ช่างอยู่ใกล้กันจังหนอ ?



เดินมาได้สักพัก ถึงคูน้ำอันว้างใหญ่ที่แยกบริเวณพระราชวังอิมพีเรียล กับย่านมารุโนะอุจิ กันอย่างชัดเจน



มองไปข้างหน้าครับ จะเห็นกำแพงพระราชวัง ซึ่งก่อหินเป็นระเบียบสวยงามขึงขังทีเดียว



ย่านมารุโนะอุจิ ที่มีตึกรามแน่นหนาสูงหลายสิบชั้น



แผนที่แสดงอาณาเขตพระราชวังอิมพีเรียล ซึ่งชาวคณะเดินมาทางซ้ายล่าง



ผู้คนที่เดินมาชมพระราชวัง ซึ่งวันนี้ มีเตรียมการในส่วนที่เกี่ยวข้องของพระราชพิธีสละราชบัลลังก์ให้กับเจ้าชายนารูฮิโตะ องค์มกุฎราชกุมาร ณ พระราชวังอิมพีเรียล



มีเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งด่านตรวจรถที่วิ่งผ่านไปมาด้วยสิ แต่ยังไม่เคร่งครัดนัก

บนฟ้านั้น มีเฮลิคอปเตอร์ของทางการบินวนเวียนสังเกตการณ์อยู่สองลำ



ถึงบริเวณสวนสาธารณะภายนอกพระราชวังแล้วครับ เลยบันทึกภาพไว้เป็นที่ระลึก

นอกจากจะเป็นสวนสาธารณะแล้ว ยังเป็นที่จอดรถสำหรับนักท่องเที่ยวอีกด้วย ก่อนเดินเท้าเข้าไปชมพระราชวัง



ถึงตาเราบ้างสิ บันทึกภาพโดยมีดอกซากุระเป็นฉากหลังแบบนี้ หาได้ง่ายๆ ที่ไหน ?



ทั้ง อ.วิรัตน์ และคุณอรรณพ ชวนผมเดินเข้าไปชมพระราชวัง ซึ่งข้ามถนนอีกแยกหนึ่ง ก่อนเลี้ยวซ้ายไปยังอาณาบริเวณ แต่ผมส่ายหัวล่ะครับ เพราะเมื่อยขาเต็มที ขอนั่งชมต้นซากุระบานดีกว่า

ขอแตะเป็นที่ระลึกหน่อยว่า ดอกซากุระหน้าตาเป็นอย่างนี้เอง แต่ไม่เด็ดมาชมนะ เดี๋ยวใครพบจะถูกหาว่าเป็นคนป่าเถื่อน ก่อนที่จะบันทึกภาพไว้

มีหนุ่มสาวคู่หนึ่ง ยืนบนม้าหินเพื่อบันทึกภาพ ก่อนที่ฝ่ายชายอุ้มสาวเจ้าลงมาจากม้าหิน

โหย... หัวใจคนแก่แทบหยุดเต้นไปสองสามจังหวะด้วยความริษยา

มีฝรั่งชาวเยอรมัน เข้ามาถามทางไปพระราชวัง ซึ่งผมได้ชี้ตามที่ฝูงชนเดินกันไปนั่นแหละ เพราะคิดว่าอย่างไรก็เจอ



นั่งชื่นชมธรรมชาติ จนกระทั่ง อ.วิรัตน์ กับคุณอรรณพกลับมาสมทบ พลางบ่นอุบอิบว่า โชคดีที่ผมไม่ตามไปด้วย เพราะมีการปิดพระราชวังอิมพีเรียล เพื่อเตรียมการในพระราชพิธีสละราชบัลลังก์ เริ่มศักราชใหม่ ในวันที่ 30 เมษายน ที่จะถึงนี้

แต่ผมทันเห็นข่าวพระราชพิธีพยุหยาตราของไทย จากสำนักข่าว NHK ด้วยล่ะ



กลับมายังย่านมารุโนะอุจิ หน้าสถานีโตเกียว เป็นมุมภาพที่คุณอรรณพตั้งใจว่าจะมาบันทึกภาพพอดี ได้จังหวะงามด้วยสิ เพราะว่างผู้คนครับ



เราก็เก็บภาพบ้างสิ

อ.วิรัตน์ บอกว่า ก่อนนั้นเป็นลานจอดรถ พอปรับปรุงอาคารสถานีเสร็จ จะเป็นลานเดินชมวิวที่โอ่อ่า กว้างขวางมากมาย



แถมยังแนะด้วยว่า ใต้โดมทั้งด้านซ้าย - ขวา ของอาคารสถานี มีลวดลายสวยงามอีกด้วย

ระหว่างที่เดินไปนั้น ผ่านรถเมล์ของมหานครโตเกียว ซึ่งชาวเมืองส่วนใหญ่ จะใช้บริการรถไฟ และรถใต้ดินมากกว่า ทำให้รถเมล์เหล่านี้ มีจำนวนผู้โดยสารไม่มาก ตรงเวลา ตรวจตราซ่อมบำรุงได้อย่างทั่วถึง แถมคนขับยังมีเวลาจำหน่ายตั๋ว ทอนเงินให้ผู้โดยสารอีกด้วย



แถมรูปแท็กซี่มิเตอร์อีกคันหนึ่งครับ สภาพใหม่เอี่ยม โอ่อ่า คนขับสุภาพเรียบร้อย

แต่ค่าโดยสารแพงอย่าบอกใครเชียว



ภายใต้โดมอาคารสถานีโตเกียวครับ



ระหว่างที่ อ.วิรัตน์ ขอตัวเข้าไปประสานงานเรื่องตั๋วรถไฟกับประชาสัมพันธ์ของ JR นั้น

ทางผมกับคุณอรรณพได้เดินชมเอกสารเผยแพร่กิจกรรมต่างๆ เมืองต่างๆ และแผ่นปลิวของกลุ่มบริษัท JR ได้จัดขึ้น มีหลากหลายจนดูแทบไม่ทั่ว

ทำเป็นเล่นไป เอกสารภาษาไทยก็มีกับเขาด้วยนะ เฉพาะสถานที่นักท่องเที่ยวชาวไทยนิยมไปกันเยอะๆ นั่นแหละ



มีบางส่วนของอาคารที่เขายังคงสภาพเดิมให้เห็นถึงช่วงสถานีโตเกียวถูกทิ้งระเบิดจากฝูงบินกองทัพสหรัฐฯ ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ผมลองแตะดูด้วยสิ ก่อนที่จะเห็นป้ายห้ามในภายหลัง อย่าว่ากันเน้อ ฮ่ะๆๆ

อ.วิรัตน์ยังแนะนำให้ซื้อบัตร Suica รวมค่าใช้จ่ายของบริการสาธารณะต่างๆ รวมถึงค่าสินค้าของร้านสะดวกซื้อที่เข้าร่วมรายการด้วย ยกเว้นที่เกาะฮอกไกโด ยังไม่ได้เชื่อมโยงระบบนี้เข้ากับเกาะใหญ่ ทำนองเดียวกับบัตร "แมงมุม" ที่เรากำลังริเริ่มทำกระมัง ?



เสร็จภารกิจแล้ว ชาวคณะก็นั่งรถไฟเที่ยวบ้างล่ะ โดยขึ้นรถไฟฟ้าสาย utsunomiya ไปยังสถานีโอกุ ดูรถไฟที่ย่านสถานี



คงได้บรรยากาศของรถไฟบ้างน่า



มีรางขวักไขว่ จนผมนึกไม่ออกว่าทางศูนย์ควบคุมการเดินรถเขาจัดการเดินรถอย่างไร ? เพราะมีเดินหลายสาย หลากสีด้วยสิ



อีกไม่นาน สายสีแดงเข้มบ้านเรา คงจะมีเสาไฟถึงเสี้ยวหนึ่งของเขาแบบนี้

ส่วนเสาอาณัติสัญญาณชองเขา เป็นระบบไฟสีหมดแล้ว



เจอขบวนรถวิ่งสวนมาแล้ว จากสีที่พ่นข้างรถ เดาได้ว่ามักจะเป็นขบวนรถชานเมือง

เพราะมีวิ่งบริการอยู่ที่เมืองอื่น ในเขตของบริษัท JR East ด้วย



ประมาณ 20 นาที ถึงสถานีที่ต้องการจะลงแล้วครับ สถานีโอกุ



มองไปที่ย่านสถานี จะเห็น blue train ที่ปลดประจำการ จอดทิ้งอยู่กลางย่านด้วยล่ะ



ผมคิดว่า ถ้าเป็นเวลาหยุดให้บริการ ขบวนรถไฟฟ้าชานเมืองเหล่านี้คงจอดอยู่เต็มย่านแน่ๆ



เข้ามาอีกขบวนแล้วครับ



จากการสังเกต พรร.จะลงมาจากขบวนรถ ดูความเรียบร้อยของผู้โดยสาร ก่อนจะกดปุ่มรายงานไปยังศูนย์ควบคุมการเดินรถที่อยู่ชานชาลาสถานี เพื่อรับสัญญาณให้เดินทางต่อไป



เห็นอยู่ไกลๆ โน้น เป็นขบวนรถที่จอดอยู่ในย่าน รอออกบริการ



คงไม่มีใครอุตริเดินข้ามทางรถไฟนะครับ ชานชาลาสูงออกปานนั้น

แถมมีสะพานลอยเดินข้ามอยู่ข้างบนด้วย พร้อมหลังคาคลุมกันฝน และลมหนาว ให้เสร็จสรรพ



กลับมายังสถานีอูเอโนะ ซึ่งระดับชานชาลาสูงเท่าพื้นรถไฟ พร้อมมีประตูอัตโนมัติตรงกับประตูรถไฟที่เข้าจอด

ทาง JR ยังติดตั้งประตูอัตโนมัติเหล่านี้ได้ไม่ครบทุกสถานี แม้แต่รถไฟใต้ดินก็เช่นกัน

พอลงมาข้างล่างได้ คุณอรรณพตรงรี่เข้าไปซื้อรองเท้าผ้าใบที่หมายตาไว้ตั้งแต่เช้า ส่วน อ.วิรัตน์ เล็งซื้อกล้องถ่ายรูปที่ร้าน Big Camera ย่านอะฮิกะบะระ

คืนนั้น ต่างคนต่างจัดข้าวของลงกระเป๋าเดินทาง เพราะวันรุ่งขึ้น เป็นวันเดินทางออกจากโตเกียวไปยังซัปโปโร โดยไม่ย้อนกลับมาอีก

ลาล่ะครับ มหานครโตเกียว




 

Create Date : 05 ธันวาคม 2562
1 comments
Last Update : 5 ธันวาคม 2562 12:43:59 น.
Counter : 54 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณKavanich96

 

ขอบคุณที่แบ่งปัน

 

โดย: Kavanich96 8 ธันวาคม 2562 3:27:00 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


owl2
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add owl2's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.