Group Blog
 
<<
มีนาคม 2554
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
25 มีนาคม 2554
 
All Blogs
 
เที่ยวสุพรรณ....กับด่วนขุนแผน ตอนที่ 1

สวัสดีครับ....

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมมีกำหนดนัดกับสมาชิกร่วมก๊วน Rotfaithai.Com ซึ่งไปร่วมเป็นพันธมิตรกับ Railway-Trip.com ผู้จัดรายการทัวร์บริษัทหนึ่ง เหมาขบวนรถไฟพิเศษไปเที่ยวเมืองสุพรรณบุรี แล้วนำที่นั่งที่ได้มาจัดแบ่งให้สมาชิกของแต่ละกลุ่มที่สนใจไปเที่ยว ซึ่งรายหลังนั้น จะมีรายการทัวร์ในเมืองสุพรรณบุรีแยกไปต่างหาก ส่วนก๊วนผมนั้น พอใจเพียงแค่มีโอกาสนั่งรถไฟไปเมืองสุพรรณบุรีให้ประจักษ์กับสายตาตัวเองว่าเคยไปแล้วนะ

พอรายการทัวร์เริ่มเป็นรูปเป็นร่างและกำหนดวัน เวลาเป็นที่แน่นอนแล้ว ต่างพร้อมใจเรียกชื่อขบวนรถไฟพิเศษนี้ เพื่อเข้าใจได้ง่ายว่า "ด่วนขุนแผน"

คงไม่อธิบายกันให้มากความนะครับว่า "ขุนแผน" เกี่ยวข้องกับเมืองสุพรรณบุรีกันอย่างไร ? เพราะชื่อถนนหนทาง และบรรดาวัดต่างๆ ในตัวเมืองสุพรรณฯ นั้น มาจากตัวละครในวรรณคดีเรื่องนี้แหละ

บางท่านอาจสงสัยว่า มีทางรถไฟไปสุพรรณบุรีด้วยหรือ ? ขอตอบว่า ท่านไม่ต้องอายหรอกครับที่ไม่ทราบเรื่องนี้ เพราะเด็กชาวสุพรรณบุรีแท้ๆ หลายๆ คนเขายังไม่ทราบว่ามีเส้นทางรถไฟสายนี้เช่นกัน แถมยังมีขบวนรถไฟชานเมือง กรุงเทพ - สุพรรณบุรี วิ่งบริการเป็นประจำทุกวันด้วยสิ

เพียงแต่ว่า รถไฟขบวนนั้นเข้าถึงสุพรรณบุรีร่วมสามทุ่ม และออกจากสุพรรณบุรีตอนตีสี่เศษ เลยไม่มีใครเห็น และนึกว่าไม่มีรถไฟ

แม้แต่บรรดาก๊วนผมเองก็ไม่เคยเห็นขบวนรถวิ่งบนเส้นทางสายนี้สักที เลยจับมือกับเจ้าของรายการทัวร์ดังกล่าว ซึ่งเป็นสมาชิกร่วมก๊วนเหมือนกัน ลงทุนเช่ารถไฟพิเศษวิ่งเข้าไปดูถึงที่ ให้หายสงสัย

นัยว่าประมาณการต้นทุนครั้งนี้ เป็นเงินกว่าครึ่งแสนบาททีเดียว และงานนี้เริ่มวางโครงการมาตั้งแต่ต้นปีใหม่ 2554 แล้วล่ะ

ดังนั้น เช้าตรู่วันเสาร์ บรรดาผู้สมัครใจมารอขึ้นขบวนรถด่วนขุนแผนซึ่งพ่วงมากับขบวนรถไฟท่องเที่ยวสุดสัปดาห์สายน้ำตก และสวนสนประดิพัทธ์ ทยอยกันมาสมทบกันที่สถานีชุมทางบางซื่อ 2 ชี้นกชมไม้ไปพลางๆ รอเวลาขบวนรถจากสถานีกรุงเทพ เข้าเทียบชานชาลา



ครั้นเวลาประมาณ 07.15 น. ขบวนรถไฟท่องเที่ยวสุดสัปดาห์ซึ่งพ่วงรวมขบวนกันมา ค่อยๆ แล่นเทียบชานชาลาสถานีบางซื่อ 2

พอได้พบได้เห็นตัวจริงแล้ว อะโหย...เสาร์นี้ ยาวสุดยอด 2 ขบวนรถท่องเที่ยว + 1 ขบวนรถพิเศษ ทำเอาชุลมุนกันไม่น้อย กว่าบรรดานักท่องเที่ยวต่างพากันขึ้นขบวนรถ แยกตามรายการของตัวจนเป็นที่เรียบร้อย



และแล้ว รถไฟเริ่มเคลื่อนขบวน ผ่านบริเวณก่อสร้างโครงการรถไฟสายสีแดงของการรถไฟฯ สายบางซื่อ - ตลิ่งชัน และมีการตัดบรรจบทางเบี่ยงเพื่อให้ขบวนรถไฟสายใต้ แล่นหลบแนวก่อสร้างอีกด้วย



บริเวณที่หยุดรถบางซ่อนครับ ซึ่งกำลังจะเป็นสถานีใหม่บนเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ - ตลิ่งชัน ที่กำลังก่อสร้างอยู่เหนือหัว



ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกครับ ก่อนบริเวณจุดตัดข้ามกันระหว่างรถไฟฟ้าสายสีแดง กับรถไฟฟ้าสายบางซื่อ - บางใหญ่ ที่ทอดข้ามอยู่เบื้องบน จะเปลี่ยนแปลงไปจนจำไม่ได้อีก



ข้ามสะพานพระรามหก ที่เคยทอดข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเพียงเดียวดาย แต่ขณะนี้ มีสะพานทอดข้ามแม่น้ำ ณ จุดนี้ถึง 3 สะพาน แถมมีข่าวว่ามีโครงการทางด่วนช่วง ประชาชื่น - ราชพฤกษ์ จะมาขอใช้พื้นที่บริเวณนี้ด้วย

ในอนาคต อาจเรียกว่าเป็น "สลัมสะพาน" ได้กระมัง ?



รถไฟจอดที่สถานีบางบำหรุ ซึ่งอาคารสถานีดั้งเดิมถูกรื้อถอนไปเรียบร้อยแล้ว เพื่อหลีกทางให้กับแนวทางรถไฟฟ้าสายสีแดงที่ก่อสร้าง รวมถึงสถานีแห่งใหม่ด้วย

ตอนนี้มีสมาชิกบางส่วนที่ย่านฝั่งธนฯ รอขึ้นรถไฟที่นี่ด้วยครับ พร้อมเครื่องดื่มบรรจุลังน้ำแข็งด้วย จึงมีการมะรุมมะตุ้มลงไปช่วยหาบหามขึ้นรถไฟกันหน่อย

เหตุที่มีการหามขึ้นรถไฟนั้น เพราะเป็นขบวนรถไฟพิเศษ ส่วนผู้โดยสารมากับขบวนรถไฟท่องเที่ยวที่อยู่ข้างหน้านั้นมิได้รับผลานิสงค์อันใดจากลังเครื่องดื่มนี้

รายการใคร รายการมันครับ ฮ่าๆๆ



ที่ทำการนายสถานีและห้องจำหน่ายตั๋วชั่วคราวของสถานีบางบำหรุ และของสถานีชุมทางตลิ่งชัน ที่อยู่ถัดไป และมีลักษณะเดียวกัน

ถึงแม้จะเป็นสถานีเล็กๆ แต่รถด่วน รถเร็วสายใต้ทุกขบวน จะจอดที่สถานีแห่งนี้ด้วยครับ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสารขึ้น-ลงรถ ซึ่งพำนักอยู่ทางฝั่งธนฯ



สะพานข้ามคลองชักพระ ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงครับ



ชุมทางตลิ่งชัน ซึ่งปัจจุบันมีสภาพไม่แตกต่างจากสถานีบางบำหรุ เพราะตัวอาคารสถานีเดิมถูกรื้อถอน เนื่องจากอยู่ในแนวทางรถไฟฟ้าสายสีแดงเช่นกัน ซึ่งได้ลาดลงมาอยู่ในระดับผิวดินแล้วครับ

ตัวสถานีได้ย้ายมาอยู่ด้านซ้ายมือ และกำลังก่อสร้างใหม่เช่นกัน

ขอเพิ่มเติมอีกสักนิด ขนาดความกว้างรางบนเส้นทางสายสีแดงที่กำลังก่อสร้างนั้น กว้าง 1 เมตร เท่ากับความกว้างรางของการรถไฟฯ ที่อยู่ข้างล่างครับ



ถึงตอนนี้ เส้นทางเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติล่ะ เพราะพ้นจากบริเวณก่อสร้างแล้ว ขบวนรถเริ่มทำความเร็วชดเชยเวลาที่เสียไป เพื่อให้ขบวนรถถึงสถานีปลายทางตามกำหนด

ในภาพ เป็นขบวนรถชานเมืองสายสุพรรณบุรี - กรุงเทพ เจ้าของทางตัวจริงเสียงจริง วิ่งสวนมาครับ



สถานีศาลายา อยู่ในพื้นที่ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ผมคิดว่าหลายท่านคงคุ้นเคยกับศาลายา ในฐานะเป็นที่ตั้งของ ม.มหิดล วิทยาเขตศาลายา และหน่วยงานอีกหลายแห่ง ทำเอาชุมชนแห่งนี้เริ่มจะคล้ายคลึงกับย่านรังสิตเข้าไปทุกขณะ

รถโดยสารสายใต้ในช่วงเช้าที่จะผ่านมานั้น จะมีรถโดยสารสายธนบุรี - หลังสวน กรุงเทพ - หัวหิน และธนบุรี - ประจวบคีรีขันธ์ ครับ



สถานีวัดงิ้วราย เคยเป็นสถานีสำคัญที่ผู้โดยสารรุ่นปู่ ย่า จากกรุงเทพฯ ที่จะเดินทางไปยังสุพรรณบุรี ต้องลงรถไฟที่นี่ เพราะมีท่าเรือของบริษัทสุพรรณบุรี จอดรอรับที่ท่าวัดงิ้วรายขึ้นไปยังสุพรรณบุรี รวมเวลาเดินทางสามคืนสี่วัน

ไม่ใช่เรื่องโกหหกนะครับ แต่เดี๋ยวนี้มีรถตู้วิ่งกันจริงๆ แค่ชั่วโมงเศษๆ เท่านั้น รวมเวลารถติดด้วยครับ



เลยสถานีวัดงิ้วรายไปอีกนิดหนึ่ง มีรถจักรไอน้ำรุ่นคุณปู่ รุ่น Hanomag ซึ่งกรมรถไฟหลวงสั่งซื้อมาใช้การจากบริษัทผู้สร้างในประเทศเยอรมนี ราวปี พ.ศ.2473 และปลดประจำการไปนานแล้ว จอดบนรางอยู่ริมทางด้านขวามืออยู่คันหนึ่งครับ

นัยว่า ทางผู้ซื้อซึ่งเป็นเจ้าของพิพิธภัณฑ์เอกชนแถวๆ นั้น ประมูลมาจากหน่วยงานเจ้าของท้องฟ้าจำลอง ที่ตัดบัญชีไปแล้ว คงไม่คุ้มค่าดูแลรักษา และไม่ใช่งานที่ตรงภารกิจ (สองข้อหลังเป็นข้อคาดเดาของตัวผมเอง) มาบูรณะทำสีใหม่ ตั้งแสดงให้ผู้สนใจได้ชมต่อไป



สะพานเสาวภา ข้ามแม่น้ำนครชัยศรี หรือแม่น้ำท่าจีน ซึ่งในปัจจุบันคงไม่เดียวดายอีกแล้ว เพราะมีสะพานรุ่นหลานสร้างอยู่เป็นเพื่อน

แม่น้ำนครชัยศรี หลังจากไหลผ่านวัดงิ้วราย จะตวัดโค้งขึ้นไปทางเหนือ แล้วโค้งล่องใต้ลอดใต้สะพานเสาวภา ก่อนลอดสะพานบนทางหลวงสายปิ่นเกล้า - นครชัยศรี ผ่านตลาดน้ำดอนหวาย วัดไร่ขิง ก่อนไหลเข้าสู่เขต จ.สมุทรสาคร ต่อไป

ริมสองฝั่งแม่น้ำในทุกวันนี้ จะมีบรรดาบ้านเรือนผู้มีอันจะกิน ร้านอาหาร และรีสอร์ทตั้งเพิ่มขึ้นอีกมากมายหลายแห่ง เวลามองไปยังสองฝั่งแม่น้ำขณะรถไฟวิ่งผ่านสะพานช่วงกลางคืน จะเห็นแสงไฟระยิบระยับสวยงามทีเดียวครับ



หลังจากห้อมาด้วยความเร็วถึง 105 กม./ชม. ขบวนรถท่องเที่ยวมาจอดสนิทที่ชานชาลาสถานีนครปฐม พร้อมกับขบวนรถด่วน ตรัง - กรุงเทพ แล่นเข้าสู่ชานชาลาเช่นกัน

สถานีนี้ ยังมีบรรดาสมาชิกร่วมก๊วนที่พำนักอยู่นครปฐม กับจังหวัดทางภาคใต้อีกสองสามราย มารอขึ้นสมทบเช่นกันครับ มีอยู่รายหนึ่ง มาจากหาดใหญ่เพื่อทริปนี้โดยเฉพาะ คงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณว่ารักรถไฟเข้าสายเลือดเพียงใด ?

เหตุที่มารอที่นครปฐม เพราะใจหายใจคว่ำกับขบวนรถด่วนสายใต้ ที่เสียเวลาระหว่างทางกันนานร่วมชั่วโมง เลยตัดสินใจลงรอกันที่นี่ รู้สึกมั่นใจกว่า



ถึงเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวที่มากับขบวนรถสายน้ำตก สวนสนประดิพัทธ์ หรือด่วนขุนแผน มีสิทธิ์เท่าเทียมกันครับ เพราะขบวนรถจะจอดแวะพักที่สถานีนครปฐม นานเกือบ 50 นาที เปิดโอกาสให้ไปนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ และรับประทานอาหารมื้อเช้ากันที่นี่ ก่อนออกเดินทางกันต่อไป

สำหรับก๊วนผม ต่างก็เคยมานมัสการองค์พระปฐมเจดีย์คนละหลายรอบแล้ว จึงเลือกเข้าร้านอาหารฝั่งตรงข้ามริมคลองเจดีย์บูชา สั่งข้าวหมูแดงมาทาน เพื่อมิให้เสียชื่อว่าได้มาถึงนครปฐมครับ



หลังจากข้าวหมูแดงยามเช้าบรรจุลงกระเพาะเรียบร้อยแล้ว (จริงๆ แล้วยังมีข้าวมันไก่ ข้าวหน้าเป็ด ข้าวหมูกรอบ และต้มเลือดหมูร้อนๆ ซดคล่องคอ จำหน่ายด้วยครับ) ด้วยเหตุที่ไม่ต้องกระหืดกระหอบแบบชาวบ้านเขา จึงชวนกันเดินอ้อยอิ่ง กลับมาที่ตัวสถานี

พอดีเห็นระฆังประจำสถานีเข้า ท่านจะเชื่อไหมว่า เป็นเอกลักษณ์และสูตรเนื้อโลหะเฉพาะตัวของการรถไฟฯ เท่านั้นครับ เสียงดังกังวาล มีลายเส้นขอบระฆังสามเส้น ผลิตจากโรงหล่อของโรงงานมักกะสันเพียงที่เดียว

สนนราคา อยู่ประมาณใบละสามหมื่นบาท



เวลาผ่านไปอีกเล็กน้อย ทั้งเสียงจากเครื่องขยายเสียงประจำสถานี และเสียงโทรโข่งของเจ้าหน้าที่ผู้จัดรายการทัวร์ ต่างออกประกาศเรียนเชิญลูกทัวร์ และขู่บังคับในตัวให้เร่งมาขึ้นรถ เพราะจวนได้เวลาออกเดินทางกันต่อไป

ที่ขู่นั้น หากใครมัวอ้อยอิ่งนวยนาดชมตลาดอยู่ล่ะก็ เห็นจะต้องขึ้นรถประจำทางตามไปที่กาญจนบุรี หรือหัวหินเอาเอง เพราะรถไฟไม่ใช่รถส่วนตัวที่จะรอใครได้

ส่วนลูกทัวร์ด่วนขุนแผนนั้น ต่างเคยมีประสบการณ์สะสม (ที่ยังไม่เคยตกรถ) เดินทางมากันคนละหลายๆ ไมล์แล้ว สามารถรวบรวมจำนวน ขานชื่อกันครบถ้วนในเวลาไม่นาน



หลังจากรอทางให้ขบวนรถด่วนสุราษฎร์ธานี - กรุงเทพ เข้าเทียบชานชาลาสถานีนครปฐมเรียบร้อยแล้ว ขบวนรถไฟท่องเที่ยวเริ่มชักหวีด ทำขบวนตรงไปยังชุมทางหนองปลาดุกโดยมิชักช้า เพื่อแยกร่าง แยกขบวนกันที่นั่น

ตอนนี้ เส้นทางคู่จะกลายเป็นเส้นทางเดี่ยว ขบวนรถไฟต้องมีการรอทาง เพื่อหลีกกันแล้ว

ก่อนแยกขบวนกัน จำเป็นต้องเข้ารอรางหลีกเพื่อให้ขบวนรถสายน้ำตก - ธนบุรี เข้าจอดรับ-ส่งผู้โดยสารก่อน ทำให้บรรดาตากล้อง ยายกล้องขาโจ๋ที่รักชอบรถไฟ ต่างกระโจนลงไปพร้อมอาวุธคู่มือ เล็งหาจุดซุ่มยิงเหยื่อที่ตัวเองถนัด แบบไม่ต้องบอกกันให้เสียเวลาครับ



ชุมทางหนองปลาดุกเมื่อเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา จะคึกคักเป็นพิเศษ เพราะมีขบวนรถมาเทียบที่ชานชาลาในคราวเดียวกันถึง 4 ขบวน โดยเป็นขบวนรถโดยสารปกติ 1 ขบวน ขบวนรถท่องเที่ยว 2 ขบวน และขบวนรถพิเศษอีก 1 ขบวน ที่ร่วมทางกันมาแยกขบวนกันที่นั่น ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่น้อยครั้งจะเกิดขึ้น

หลังจากขบวนรถสายน้ำตก - ธนบุรี ออกจากสถานีไปแล้ว ขบวนรถไฟท่องเที่ยวสายกรุงเทพ - น้ำตก ถอดร่างแล่นเข้าสู่เส้นทางสายกาญจนบุรี ที่เห็นลิบๆ อยู่ข้างหน้าโน้น

ถัดจากนั้น ทางสถานีปล่อยขบวนรถไฟท่องเที่ยวสายกรุงเทพ - สวนสนประดิพัทธ์ แล่นติดตามไปบนเส้นทางประธาน ไปยัง อ.หัวหิน

ก็เหลือบรรดาผู้ที่มากับขบวนรถไฟพิเศษสายกรุงเทพ - สุพรรณบุรี ทยอยกันขึ้นรถ เตรียมตัวเข้าเส้นทางสายสุพรรณบุรี ด้วยความตื่นเต้นที่จะเป็นครั้งแรกในชีวิตของหลายๆ คน

( จบตอนที่ 1 )


Create Date : 25 มีนาคม 2554
Last Update : 23 เมษายน 2554 21:31:21 น. 0 comments
Counter : 2802 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
owl2
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add owl2's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.