Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2553
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
29 ตุลาคม 2553
 
All Blogs
 
เที่ยวฉ่ำฝน (ที่ไม่ใช่ธรรมดา) ตอนที่ 6 (สุดท้าย)

ย้อนกลับมาที่สถานีบ้านพลูตาหลวงกันอีกครั้งหนึ่ง...

ขอบอกเอาไว้ก่อนสำหรับท่านใดสงสัยใคร่ถามว่า หากขึ้นรถไฟสายบ้านพลูตาหลวงไปเที่ยวแถวพัทยา วัดญาณสังวราราม หรือแม้แต่สัตหีบเองนั้น สามารถขึ้นรถขบวนนี้ไปกลับได้หรือไม่ ?

คำตอบก็คือ ถ้านั่งไปเที่ยวเฉยๆ แล้วกลับ พอทำได้ครับ แต่ลงแวะไปเที่ยวแล้วมารอขึ้นรถไฟกลับนั้น ทำไม่ได้ เพราะขบวนรถนี้จะจอดรอเดินเที่ยวกลับที่สถานีบ้านพลูตาหลวงราวๆ 1 ชั่วโมง หากใครไปเที่ยวเข้าข่ายนี้ พอมีเวลาไปนั่งทานมื้อเที่ยงที่ร้านอาหารจานเดียวตรงปากทางเข้าสถานีได้อิ่มหนึ่ง พร้อมน้ำอีกขวดเย็นๆ เท่านั้น อาหารมีรสชาติจัดจ้าน อร่อยเวลาหิวครับ

กรณีลงไปแวะเที่ยว ขอได้เลือกเที่ยวกลับซึ่งเป็นรถทัวร์ หรือรถตู้ก็ได้ จะถึงกรุงเทพฯ ได้รวดเร็วกว่า



หากเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ ขบวนรถไม่มีเดิน ประกาศตามป้ายหน้าช่องจำหน่ายตั๋วนี่แหละครับ



ย้อนกลับมาที่ชุมทางเขาชีจรรย์อีกรอบหนึ่ง ก่อนที่จะเข้าสู่เส้นทางไปยังสถานีบ้านฉาง และมาบตาพุด เป็นสถานีสุดท้ายของเส้นทางสายนี้

และทำให้จังหวัดระยอง เป็นจังหวัดล่าสุดที่มีเส้นทางรถไฟเข้าไปถึงครับ



เส้นทางเข้าสู่มาบตาพุด โดยมีเส้นทางจากสถานีบ้านพลูตาหลวงที่เพิ่งจะผ่านมา ขนานอยู่ด้านขวามือ



ภาพโรงงานใหญ่น้อยที่จะเห็นได้บ่อยครั้ง ริมเส้นทางรถไฟสายนี้



ลอดผ่านถนนสุขุมวิทแล้วครับ เข้าเขตอำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง



สภาพเส้นทางสามาบตาพุดนี้ หากใครจะชะโงกไปเก็บภาพสองข้างทางแล้ว พึงระวังให้จงหนักครับ เพราะต้นไม้ริมเส้นทางขึ้นอยู่ประชิดมากๆ นี้ จะตีเอาหน้า แขน หรือโฉบเอากล้องหลุดมือไปเมื่อใดก็ได้ หากเจ้าของกล้องไม่ระวังตัว

เหตุที่ไม่ค่อยมีใครเอาใจใส่นั้น เนื่องจากการรถไฟฯ ขาดอัตราจ้างคนงานดูแลสองข้างทางด้วยมาตรการจำกัดกำลังคน และเป็นเส้นทางเฉพาะขบวนรถสินค้าประเภทตู้คอนเทนเนอร์ หรือน้ำมันดิน - สุก ซึ่งไม่สะทกสะท้านต่อการขีดข่วนอยู่แล้ว

ขวางทางนัก ก็แหวกจนกลายเป็นกำแพงต้นไม้ กว้างเฉพาะขบวนรถที่วิ่งผ่านไปมาเท่านั้นแหละครับ



พ้นจากช่วงกำแพงต้นไม้ลงสู่ที่ราบ ผ่านสถานีบ้านฉาง ซึ่งห่างจากชุมชนอำเภอบ้านฉางลงไปทางใต้ราวๆ 1 กม. หากมีขบวนรถโดยสารวิ่งบริการเมื่อใดล่ะก็ ชาวบ้านก็สามารถเลือกขึ้นรถไฟจากที่นี้เข้ากรุงเทพฯ ได้สะดวกแน่นอน



ปลายเส้นทางเริ่มเข้าใกล้ทุกขณะแล้วครับ เมื่อเราเห็นแนวท่อส่งก๊าซธรรมชาติจากโรงแยกก๊าซของ ปตท.ที่มาบตาพุด ส่งไปยังกลุ่มโรงงานของนิคมอุตสาหกรรมผาแดง และอื่นๆ พาดผ่านขนานกับทางรถไฟ



ครับ... หลังจากถ้อยคำที่โด่งดัง "โชติช่วงชัชวาลย์" ผ่านจากปาก พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี หลังจากทราบข่าวดีในการค้นแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ใต้อ่าวไทย จากการสำรวจของกลุ่มบริษัท ยูโนแคล (ภายหลังเปลี่ยนมือเป็นของกลุ่มบริษัทเชฟรอน) ไปแล้ว

โฉมหน้าของจังหวัดระยองที่เคยเป็นแหล่งพักผ่อนท่องเที่ยว และสวนผลไม้ ได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นแหล่งนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ จนแทบหาเค้าเดิมไม่เห็น ด้วยเหตุที่เป็นจุดปลายสายท่อลำเลียงก๊าซธรรมชาติอันยาวเหยียดทอดใต้อ่าวไทยมาขึ้นบกที่โรงแยกก๊าซธรรมชาติของ ปตท.ก่อนที่จะกลายเป็นผลิตภัณฑ์เปโตรเคมีต่อเนี่อง และอื่นๆ ที่ติดตามมาจนเกินความคาดหมายของพี่น้องชาวบ้านที่มีโอกาสได้พบเห็น

รวมถึงปัญหาด้านสารเคมีและมลภาวะจนกลายเป็นปัญหาระดับชาติ ที่ไม่ว่าผู้เกี่ยวข้องใดๆ ไม่อาจละเลย มองข้ามอีกต่อไป



ราวช่วงปี 2537 ผมเคยมีโอกาสไปทำงานที่จังหวัดระยอง หากมีเวลาว่างๆ เมื่อใด จะแอบขับรถมาเที่ยวแถวๆ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดนี้และครับ ขณะนั้น การรถไฟฯ เพิ่งก่อสร้างเส้นทางจากชุมทางเขาชีจรรย์ - มาบตาพุด แล้วเสร็จใหม่ๆ ยังไม่ขบวนรถไฟใดๆ แล่นผ่านเข้ามา

อาจทำงานเป็นระยะเวลาช่วงสั้นๆ เพียงปีเศษ แต่พอได้กลับไปบ้าน จะรู้สึกเงียบเชียบจากที่เคยชินทันที เพราะไม่มีกองทัพรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่ไหน วิ่งกันมากมายขวักไขว่ทั้งกลางวันกลางคืน เหมือนที่ระยองครับ

หากวันใดเงียบเสียงรถบรรทุก นั่นแสดงว่าต้องมีเหตุผิดปกติสักอย่างในนิคมอุตสาหรรมฯ หรืออยู่ในช่วงเทศกาลใหญ่ๆ บรรดาเถ้าแก่ปล่อยให้ลูกน้องกลับบ้านพักผ่อนนั่นแหละ



มองจากตัวเมืองระยองช่วงกลางคืนในสมัยโน้น แสงไฟที่สว่างจับท้องฟ้า บอกให้ทราบว่า ตรงไหนเป็นที่ตั้งของกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมมาบตาพุด สำหรับนิคมฯ แห่งอื่นๆ นั้นยังอยู่ในช่วงเริ่มตั้งไข่ และบริษัทอีสต์วอเตอร์ เพิ่งจะเริ่มวางท่อจากอ่างเก็บน้ำดอกกราย มาบประชัน เตรียมเชื่อมกับระบบจ่ายน้ำของตัวเองอยู่เลย

ยังพอมีเวลาเหลือให้ผมได้เห็นสภาพค่อนข้างเดิมๆ ของพี่น้องชาวบ้านแถวๆ ห้วยโป่ง มาบตาพุด บ้านฉาง นิคมพัฒนา จนออกไปถึงปลวกแดงอยู่ครับ ก่อนที่จะแปรเปลี่ยนไปจากเดิมแทบจะสิ้นเชิง

หากซอกแซกไปแถวนั้นอีกทีตอนนี้ คงจะหลงทางแล้วล่ะ



เข้าย่านสถานีมาบตาพุดแล้วล่ะครับ พร้อมๆ กับบรรดาลูกทัวร์ต่างขยับสรรพาวุธต่างๆ ทั้งหนักเบาอยู่ในมือ เตรียมตัวไปเก็บภาพตามมุมมองที่ตัวเองคิดว่าสวย เอาไปอวดฝีมือกันต่อไป



ดีใจที่ได้มาเยือนสถานีมาบตาพุดอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้ มาทางรถไฟ (จริงๆ) ด้วยนะ...



ขอเก็บภาพเอาไว้สักหน่อย เพราะคราวโน้น ยังไม่มีเงินซื้อกล้องถ่ายรูปเลยครับ



บรรดาลูกทัวร์กลุ่มใหญ่ต่างเฮโลสาระพาลงจากรถไฟ รวมตัวกันเพื่อถ่ายภาพที่ระลึกตรงป้ายบอกชื่อสถานี ซึ่งมีคำศัพท์เฉพาะกลุ่มเรียกกันว่า "ป้ายประเพณี" นั่นแหละครับ

ไม่รู้จะถ่ายอะไร ? ก็ถ่ายภาพตัวเองโดยมีป้ายสถานีเป็นฉากหลังว่าฉันได้มาถึงที่นี่แล้ว จนพรรคพวกล้อมุมฮิตคิดอะไรไม่ออกแบบนี้ว่า ถ่ายตรงป้ายประเพณี



มีรายนี้ มาแนวแปลก ตั้งใจเดินไปสำรวจว่าปลายเส้นทางนี้จะไปสิ้นสุดที่ไหน ?

ปลายเส้นทางสายมาบตาพุด เมื่อพ้นจากย่านสถานีแล้ว จะโค้งขวาออกไปยังท่าเทียบเรือน้ำลึกมาบตาพุด แต่ไม่ค่อยมีลูกค้ามาใช้บริการมากนัก เนื่องจากเป็นท่าเฉพาะสำหรับเรือที่นำส่งวัตถุดิบเทกองให้โรงงานอุตสาหกรรมผู้เป็นลูกค้าสั่งซื้อครับ ส่วนสินค้าสำเร็จรูป จะนำขึ้นรถไฟไปยังท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกและความพร้อมด้านต่างๆ มากกว่า

จะมีใครสักกี่คนที่ทราบว่า แนวทางรถไฟเวนคืนสายนี้ สิ้นสุดทางจริงๆ ที่ตัวเมืองระยอง ซึ่งห่างออกไปราว 10 กม.เศษ ตรงถนนจันทอุดม (ระยอง - บ้านค่าย - ปลวกแดง) เหนือแนวถนนผังเมืองขึ้นมาอีกเล็กน้อยครับ จะเป็นเพราะเหตุใดไม่ทราบเช่นกัน ได้ถูกตัดระยะเหลือเพียงสถานีมาบตาพุด ไม่เช่นนั้น ชาวระยองสามารถนั่งรถไฟไปกรุงเทพฯ ได้ตั้งนานแล้ว

หากจะริทำกันอีกในขณะนี้ ทราบว่า แนวทางบางช่วงถูกบ้านจัดสรรปลูกทับแนวทาง มีผู้คนอาศัยไปจนหมดแล้ว คงไม่มีใครอดทนรอให้ป่ารกชัฏขึ้นเป็นแนวใจกลางหมู่บ้าน ไม่มีวี่แววจะพัฒนาใดๆ ชั่วนิรันดร์กาลแน่ๆ

ราชการ หากคิดทำอะไรแล้ว สายตามักสั้นเกินไปเสมอ...



ที่เทกองระเนระนาดตรงชานชาลาหน้าป้ายประเพณีนั้น ล้วนแต่บรรดาลูกทัวร์ที่ไม่ค่อยจะธรรมดาครั้งนี้ครับ

แต่ยังมีลูกทัวร์อีกกว่าครึ่ง ประสงค์อยู่นอกฉาก ทำหน้าที่รัวอาวุธในมือทั้งหนักและเบาใส่กลุ่มนายและนางแบบที่เทกองอยู่ ณ ที่นั้น กันแทบไม่ยั้งมือเลยล่ะ



ดอกไม้ประจำสถานี... ที่แอบอยู่หลังฉากครับ



หลังจากผลัดกันถ่ายภาพจนเป็นที่พอใจ บางส่วนก็แยกย้ายกันออกเก็บภาพตามมุมมองต่างๆ บริเวณย่านสถานีบ้างล่ะ



แต่รายนี้ ให้ความสนใจกับรถข้างโถงของบริษัทรถไฟมาเลเซีย (Keretapi Tanah Melayu Berhad) เป็นพิเศษ ถึงกับลงทุนปีนขึ้นไปพิสูจน์ทราบกันเลยทีเดียว

เป็นเรื่องค่อนข้างชินตาสำหรับผู้พบเห็น บนเส้นทางรถไฟสายใต้และสายตะวันออกครับ ที่ขบวนรถสินค้าข้ามแดนของบริษัทรถไฟมาเลเซีย (Keretapi Tanah Melayu Berhad) จากท่าเรือเกลัง ทำขบวนมายังย่านสินค้าพหลโยธิน เกือบจะเรียกได้ว่าสัปดาห์ละครั้งทีเดียว แต่รถข้างโถงสามคันนี้ไปไกลกว่านั้น นำแท่งหล็กขนาดเท่าเสาไฟฟ้า คสล.จากประเทศมาเลเซีย มาจ้างโรงถลุงเหล็กของไทยที่นิคมอุตสาหกรรมใน จ.ระยอง รีดเป็นเหล็กแผ่นแล้วม้วนๆ แล้วนำกลับไปยังมาเลเซียเพื่อใช้ในงานอุตสาหกรรมของตนต่อไป

ทราบจากผู้รู้ในคณะทัวร์ว่า ราคาจ้างรีดเหล็กรวมค่าขนส่งทั้งไปกลับ ประหยัดกว่าจ้างโรงงานในประเทศมาเลเซียทำให้เป็นไหนๆ



เสียงจากโทรโข่งของผู้จัดทัวร์เริ่มดังอีกวาระหนึ่ง เตือนคณะทัวร์ให้กลับไปขึ้นรถ เนื่องจากเสียเวลาสะสมมาเรื่อยๆ นับตั้งแต่ต้นทางจนถึงมาบตาพุด เป็นเวลาร่วมสองชั่วโมงแล้ว

ขอให้ลูกทัวร์ทุกคนได้เร่งรัดเวลาก่อนที่ขบวนรถไฟจะออกเดินทางกลับ โดยแวะจุดท่องเที่ยวแห่งสุดท้ายที่พัทยา ก่อนกลับไปที่ชุมทางแก่งคอย



รีบเก็บภาพส่งท้ายตรงป้ายชื่อสถานีไว้เป็นที่ระทึก เอ๊ย !! ระลึก กว่าจะมีโอกาสกลับมาเยือนทางรถไฟอีก คงอีกนานนัก...



อีกสักภาพที่นานๆ ครั้งจะเกิดขึ้นสักหน ขบวนรถไฟพิเศษเที่ยวนี้ กับสถานีมาบตาพุด ก่อนออกเดินทางกลับ



วิ่งยาวแบบม้วนเดียว ระดับใบไม้ข้างทางปลิวตลบล่ะครับ เพราะไม่มีขบวนรถสินค้าอื่นๆ บนเส้นทาง กลับเข้าสู่เส้นทางสายสัตหีบอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะมุ่งเหนือต่อไปเข้าสู่ตลาดน้ำ 4 ภาค (พัทยา)



เนื่องจากจุดที่จอดขบวนรถในครั้งแรกอยู่บริเวณคอสะพาน ลงไม่ได้ครับ จึงเลื่อนรถมาจอดตรงบริเวณที่ลูกทัวร์พอจะลงกันได้ โดยมีรถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีส่วนร่วมดูแลสถานที่ เปิดไปวาบวับติดตามมา พร้อมรถสองแถวอีก 1 คัน มาบริการรับลูกทัวร์ที่ประสงค์จะไปเดินชมตลาด ปล่อยให้ขบวนรถไฟจอดรอกลางทางแบบนั้นแหละ



ภาพของผู้คนที่ทะยอยลงจากรถไฟลงต่อรถสองแถว หลายรายก็เลือกเดิน คงสร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ผู้ขับรถไปมา และพี่น้องชาวบ้านริมทาง จนถึงกับหยุดรถมุงดูกันเป็นทิวแถว

คงนึกว่า มีใครสักคนโดนรถไฟชน หรือว่ารถไฟขัดข้อง แต่บางราย ตั้งความเห็นในทางที่ดี ถามลูกทัวร์ที่ไปเดินชมตลาดน้ำ 4 ภาคว่า เขามาถ่ายหนังกันหรือ ?

ท่าทางจะเอิกเกริกไม่น้อย ดูจากภาพเอาเถิด

อีกเกือบ 1 ชั่วโมง คณะทัวร์ที่ลงไปเที่ยว ถึงได้ทะยอยกลับมาขึ้นรถ เล่าถึงบรรรยากาศในตลาดให้เพื่อนฝูงที่ไม่ได้ไปพร้อมโชว์ภาพ ก่อนที่ขบวนรถจะเริ่มเคลื่อนที่กันอีกครั้งหนึ่ง

พอเข้าชลบุรี ฟ้าที่แจ่มใสเริ่มกลายสภาพเป็นสายฝนกันอีกครั้งหนึ่ง และไม่หยุดอีกเลยจนถึงชุมทางแก่งคอย

ลูกทัวร์บางรายเริ่มสละรถที่ศรีราชา โดยสารรถตู้เข้ากรุงเทพฯ ด้วยกำหนดเส้นตายให้เข้าถึงบ้านได้กระชั้นมาแล้ว

หลายรายต่อมา สละรถที่ชุมทางฉะเชิงเทรา เพราะขบวนรถเข้าถึงที่นั่นก่อนขบวนรถชานเมือง ฉะเชิงเทรา - กรุงเทพฯ เที่ยวสุดท้าย 20.00 น. จะออกจากสถานี



ถึงชุมทางแก่งคอย เวลาประมาณ 21.50 น. ด้วยสภาพรถฝ่ากอหญ้าริมทาง ช่วงฝนกระหน่ำตามที่เห็น...



มีขบวนรถด่วนดีเซลราง กรุงเทพ - หนองคาย เตรียมออกจากสถานีพอดีครับ คาดว่าเป็นขบวนสุดท้ายที่ผ่าน ก่อนเส้นทางช่วง นครราชสีมา - ชุมทางบัวใหญ่ จะปิดทาง ด้วยสาเหตุน้ำท่วมตามที่เห็นในรายงานข่าวทุกสื่อ

พอต่างคนต่างขึ้นรถทัวร์ได้ จะมีอาการ low battery คอพับคออ่อนแทบทุกราย จนกระทั่งลืมตาตื่นอีกครั้งหนึ่งช่วงข้ามสะพานลอยรัชวิภา ก่อนเข้าสู่ปลายทางที่หน้าสถานีบางซื่อ เวลา 00.00 น.

ไม่ทันรถไฟฟ้าใต้ดินเที่ยวสุดท้ายแล้วล่ะ...



ครับ ทัวร์ฉ่ำฝนที่ไม่ธรรมดาคราวนี้ เห็นจะต้องยุติลงแล้วครับ ขอบคุณทุกๆ ท่านที่ติดตามชมมาครบตั้ง 6 ตอน นานพอๆ กับพวกผมนั่งบนรถไฟเที่ยวแทบทั้งวันเลย

หากข้อมูลใด สิ่งไหนที่ยังตกหล่น คลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริงแล้ว ผมขอน้อมรับผิดแต่เพียงผู้เดียว แต่ถ้าท่านใดจะช่วยแก้ไขข้อมูลให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ยินดีเพิ่มเติมได้เลยครับ

ขอบคุณทุกๆ ท่านอีกครั้งหนึ่ง พบกันในรายการตะลอนทัวร์ในคราวหน้า ถ้าหากมีขึ้นอีก สวัสดีครับ...


Create Date : 29 ตุลาคม 2553
Last Update : 30 ตุลาคม 2553 0:27:20 น. 6 comments
Counter : 4057 Pageviews.

 
มาเยี่ยมชมครับ
...


โดย: Resource of life วันที่: 30 ตุลาคม 2553 เวลา:18:43:39 น.  

 
ขอบคุณมากครับ ที่เก็บไว้ใน blog เผื่อนานเข้า ในกระทู้จะหาภาพไม่เจอครับ


โดย: owl2 วันที่: 30 ตุลาคม 2553 เวลา:20:50:18 น.  

 
เข้ามาอ่านด้วยครับ แล้วจะค่อยมาเก็บสแปร์ตอนก่อนหน้าในวันอื่น
ทราบครับ ว่าตั้งใจทำบล็อกมาก


โดย: yyswim วันที่: 9 พฤศจิกายน 2553 เวลา:17:24:04 น.  

 
ขอบคุณครับ ที่เก็บไว้ใน blog เผื่อว่า ในกระทู้หากลงนานๆ ภาพมักหายครับ


โดย: owl2 วันที่: 10 พฤศจิกายน 2553 เวลา:21:50:19 น.  

 
สุขสันต์วันแห่งความรักค่ะ



โดย: addsiripun วันที่: 14 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:1:56:18 น.  

 
มาขอบคุณย้อนหลังครับ


โดย: owl2 วันที่: 25 มีนาคม 2554 เวลา:21:09:27 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

owl2
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add owl2's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.