ตุลาคม 2563

 
 
 
 
1
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
30
31
 
All Blog
โรงเรียนของหนู
โรงเรียนของหนู  
"โรงเรียนของหนู" 
 เป็นโจทย์ตะพาบกิโลเมตรที่  264  ผู้คิดโจย์
นี้  ก็คือ  น้องอ้อ  เริงฤดี  ค่ะ 

โรงเรียน  เป็นสถานที่ที่ให้ความรู้และให้การอบรมนักเรียนให้เป็นคนมี
ความรู้  เป็นคนดีของสังคม  เปรียบเสมือนบ้าน
หลังที่สองของนักเรียนรองลงมาจากครอบครัวซึ่งมีพ่อแม่ที่ต้องให้การ
เลี้ยงดูลูกเป็นบ้านแห่งแรกของลูก 
โรงเรียนของหนู  มีทั้งโรงเรียนที่เพียบพร้อม  สมบูรณ์แบบ  มี่ครูระดับ
การศึกษาสูง ปริญญาตรี โท  หรือเป็นโรงเรียนนานาชาติ
มีครูฝรั่งที่จ้างมาจากต่างประเทศมาสอน  มีอุปกรณ์การสอนที่ทันสมัย
มีห้องปรับอากาศที่เย็นสบาย  เรียกว่า  นักเรียนจะได้รับ
ความสะดวกสบายทุกอย่าง  แต่ราคาค่าเล่าเรียนนั้นก็สูงไปตามความ
สมบูรณ์แบบของโรงเรียน ค่ะ ค่าเทอมเทอมละก็เหยียบแสนค่ะ
พ่อแม่ทุกคน ก็ต้องการให้ลูกได้เข้าโรงเรียนดังกล่าว ด้วยความรักของ
พ่อแม่  นั่นเอง  ถ้าเป็นครอบครัวที่ร่ำรวย ก็ไม่มีปัญหา
แต่สำหรับพ่อแม่ที่มีฐานะปานกลาง แต่ต้องการให้ลูกได้อยู่ในโรงเรียน
ที่สมบูรณ์แบบดังกล่าว  ก็จำเป็นต้องทำงานเหน็ดเหนื่ย
หลายเท่า  ทั้งทำงานนอกเวลา  ทำงานด้านอื่นเพื่อเพิ่มรายได้หาเงิน
เพื่อให้ลูกได้อยู่ในโรงเรียนที่เชื่อว่าสมบูรณ์แบบ
ที่จะให้ลูกอยู่ในโรงเรียนที่เชื่อว่าดี  ว่าเป็นโรงเรียนดัง ๆ  ปัญหาที่ตาม
มา  ก็คือ  พ่อแม่ไม่มีเวลาอยู่กับลูก  เด็ก ๆ ขาดความอบอุ่น
ขาดความรัก  ความเอาใจใส่ลูกเท่าที่ควร  ส่วนใหญ่ก็ปล่อยลูกอยู่ใน
การเลี้ยงดูของคนเลี้ยงมากกว่า  เมื่อเด็กมีปัญหา  หน้าที่
ของครูก็ต้องเพิ่มขึ้น เมื่อพบปัญหา มีการเยี่ยมบ้านของนักเรียน สำรวจ
สาเหตุของปัญหา เพื่อหาทางแก้ไขต่อไป 

ฉันมีความเห็นว่า  โรงเรียนที่เพียบพร้อม สมบูรณ์แบบ ราคาค่าเทอม
แพงมากมายขนาดนั้น  ก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด
สำหรับลูกของเราเสมอไปหรอกนะคะ เราไม่ต้องดิ้นรนอยากให้ลูกของ
เราเข้าโรงเรียนที่เพียบพร้อม หรือ โรงเรียนที่มีชื่อเสียง
ดัง ๆ  ตามค่านิยมของสังคม  โดยลืมคิดถึงความรัก  ความอบอุ่นที่เรา
ต้องให้ความรู้สึกนี้แก่ลูก  โดยเฉพาะลูกเล็กจนถึง
วัยรุ่น ที่ต้องการความรัก  ความอบอุ่น  มีที่พึ่งทางใจเวลามีปัญหาที่
ต้องการปรึกษาพ่อแม่ แต่พ่อแม่ไม่มีเวลาให้
เพราะมัวแต่ทำงานเพื่อส่งเสียลูกเรียนโรงเรียนดี ๆ ตามความเชื่อ ตาม
ค่านิยมของสังคม นั่นเอง  
ฉันคิดว่า โรงเรียนที่ดีนั้น  ไม่จำเป็นต้องเพียบพร้อมไปทุกอย่าง  มี
ความสะดวกสบายพร้อม อำนวยให้ทุกอย่างหรอกค่ะ
ขอให้ลูกของเราเรียนด้วยความสุข สนุกสนานคามวัยของเขา  มีครูที่
รักเด็ก  เอาใจใส่อบรมบ่มนิสัยให้พวกเขาเป็นคนดี
ของสังคมต่อไป  ก็น่าจะพอเพียงแล้วค่ะ ข้อสนับสนุนความเห็นนี้ ก็คือ 
นายกรัฐมนตรีหลายคน  ก็จบมาจากโรงเรียนวัด ค่ะ 

ตัวฉันเองก็จบมาจากโรงเรียนวัดเช่นกัน  ก็สามารถมีอาชีพที่ดี 
หาเลี้ยงตัวเองได้โดยไม่เดือดร้อนใคร 
ทำตัวให้เป็นประโยชน์ช่วยเหลือสังคมตามโอกาสและตามสมรรถภาพ
ของตนเอง  ไม่จำเป็นต้องเรียนที่โรงเรียนดัง ๆ แพง ๆ ค่ะ 
โรงเรียนของหนู  ในเมืองไทย  ที่ยังไม่พร้อมไปด้วยเทคโนโลยี่ที่ทัน
สมัย  ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายแก่เด็ก แก่ครู
พวกเขาก็อยู่ได้ด้วยความสุขตามสภาพแวดล้อม  ด้วยความพอเพียง
ถ้าโรงเรียนของหนู  อยู่ในถิ่นที่กันดาล ความเจริญ
ทางเทคโนโลยียังด้อยกว่าโรงเรียนในเมืองใหญ่ ๆ  วิถึชีวิตของ
โรงเรียนเหล่านี้  เขาก็ช่วยกันพัฒนาวิถีชีวิตของเขา
ผู้บังคับบัญชา  ครูน้อย นักการภารโรงและนักเรียนทั้งหลาย  ก็ร่วมมือ
ร่วมใจกันปลูกผัก  เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เก็บไข่ 
เพื่อสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่พอเพียง  มีความสุขตามวิถึและสภาพ
ความเป็นจริงของชีวิต  ก็มีความสุขได้ระดับหนึ่งนะ
นอกจากนี้  จากการร่วมมือร่วมใจกันในการพัฒนาโรงเรียนของตน  เริ่ม
ตั้งแต่ผู้บริหาร  ครู  นักการภารโรง และนักเรียน
ย่อมเป็นการกระชับความสัมพันธ์อันดี  ลดช่องว่างระหว่างชนชั้น 
ระหว่างวัยได้อีกด้วย ค่ะ  จริงไหมคะ 

โรงเรียนของหนู  เรียนด้วยความสุข สนุกสนาน  กล้าแสดงออก ค่ะ 

โรงเรียนของหนู  มีสนามเด็กเล่นให้เล่นด้วย ค่ะ  


โรงเรียนของหนู  สมบูรณ์แบบ มีตึกใหญ่โต หลายชั้น  ค่าเทอมแพง
นะคะ  หนูต้องตั้งใจเรียนอย่างยิ่งกับค่าเทอมที่แพง ค่ะ 



โรงเรียนของหนู  เอกชน ค่ะ แพง หนูต้องตั้งใจเรียนนะคะ ค่าเทอม
แพง ค่ะ  กลัวพ่อแม่เสียใจ  ค่ะ 


โรงเรียนของหนูค่ะ แต่อยู่ในถิ่นทุรกันดาล  ไม่ได้มีความเพียบพร้อม
เหมือนโรงเรียนในเมืองหลวงหรือโรงเรียนในเมือง   แต่พวกเราก็มี
ความสุขกับชีวิตที่พอเพียง  


โรงเรียนของหนู  ไม่ได้ใหญ่โต  ไม่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเหมือน
โรงเรียนใหญ่ ๆ  เรามีห้องสมุดเล็ก ๆ ให้อ่านหนังสือ
พวกเราอยู่ด้วยความพอเพียง มีความสุขไม่ต้องแย่งชิง  ไม่ต้องแข่งขัน
กันให้เกิดความเครียด  เป็นทุกข์ ค่ะ 

ดังนั้น  ฉันขอฝากเป็นข้อคิดสำหรับการเลือกโรงเรียนให้ลูกของเรา ว่า
ไม่จำเป็นต้องขวนขวายหาโรงเรียนดัง ๆ ก่อนเข้าก็ต้อง
มีแป๊ะเจี๊ยะเป็นหมื่น  บางแห่งเป็นแสน  ค่าเทอมก็แพง  เลือกโรงเรียน
ที่ให้ลูกเราเรียนด้วยความสุข  สนุกสนาน ไม่ต้องเป็นคนเก่ง

ไม่ต้องเรียนแข่งขันกัน  ให้ลูกเราตั้งใจเรียน  เรียนอย่างมีความสุข เป็น
คนดี  มีน้ำใจ  ใช้เวลาที่จะไปหาเงินหาทองเพื่อมาเป็นค่าเทอม
แพง ๆ  นั้น มาอยู่กับลูก   เอาใจใส่ลูก สอนการบ้านลูก ให้ลูกมีความ
สุข ความอบอุ่น  พร้อมหน้าพร้อมตากันในเวลาทานข้าว
เป็นที่พึ่ง  ที่ปรึกษาของลูกยามเมื่อลูกมีปัญหา  จะดีกว่า ค่ะ  

(ขอบคุณภาพจากอินเทอร์เน็ต)












 



Create Date : 29 ตุลาคม 2563
Last Update : 31 ตุลาคม 2563 14:59:01 น.
Counter : 358 Pageviews.

25 comments
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณกะว่าก๋า, คุณThe Kop Civil, คุณสองแผ่นดิน, คุณhaiku, คุณtoor36, คุณmambymam, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณtuk-tuk@korat, คุณnewyorknurse, คุณสันตะวาใบข้าว, คุณภาวิดา คนบ้านป่า, คุณkae+aoe, คุณทนายอ้วน, คุณอุ้มสี

  
ผมคิดเหมือนอาจารย์ครับ
ไม่ได้เลือกโรงเรียนให้ลูกเพราะเป็นโรงเรียนดัง หรือ ราคาแพงแบบนานาชาติ
แต่เลือกใกล้บ้าน เดินทางสะดวก
สิ่งแวดล้อมโดยรวมดี

เดี๋ยวนี้โรงเรียนดังเค้าคัดเด็กด้วยเกรดเฉลี่ยนครับ
บางที่ 3.00 บางที่ 3.5 ถึงจะขายใบสมัครให้สอบ
ต่ำกว่านี้ก็ไม่ขายใบสมัครให้เลย

ผมจึงเชื่อเหมือนที่อาจารย์เขียนไว้ครับ
นายกก็จบโรงเรียนวัดได้
หรือคนที่ไม่ได้เรียนจบมหาวิทยาลัยชื่อดัง
ก็สามารถประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจได้
หากเขามีความสามารถจริงๆ

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 31 ตุลาคม 2563 เวลา:17:44:58 น.
  
สวัสดีครับอาจารย์
อ่านบล็อกวันนี้แล้วผมคิดถึงโรงเรียนเก่าเลยครับ เด็กต่างจังหวัดส่วนใหญ่เรียนโรงเรียนใกล้บ้านกันเกือบหมดเลยครับ
โดย: The Kop Civil วันที่: 31 ตุลาคม 2563 เวลา:21:38:41 น.
  
สวัสดีครับ อาจารย์สุ
โรงเรียนของหนู นักเรียนเรียนด้วยความสุข สนุกสนาน กล้าแสดงออก
มีครูดี สอนนักเรียนได้เข้าใจในบทเรียน

ผมก็เคยเรียนโรงเรียนวัดครับ

โดย: สองแผ่นดิน วันที่: 31 ตุลาคม 2563 เวลา:23:30:58 น.
  

สวัสดียามเช้าครับอาจารย์

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 1 พฤศจิกายน 2563 เวลา:6:52:30 น.
  
ค่านิยมเป็นตัวกำหนดสังคม บางบริษัท ไม่ได้จบจากโรงเรียนมีชื่อ หรือมหาวิทยาลัยมีชื่อ เขาไม่รับเลยก็มี นี่คือความจริงที่น่าเศร้า

ในเรื่องของเวลาที่พ่อแม่ให้ลูก ตราบใดที่ประเทศเรามีค่านิยมต้องแกล้งทำงานเกินเวลา ตรงเวลากลับบ้านไม่ได้ทั้งที่งานเสร็จแล้ว มันก็จะเป็นแบบนี้แหละครับ เด็กก็จะมีปัญหาในส่วนนี้ ไม่ต่างจากญี่ปุ่นหรอก แต่ญี่ปุ่นมันดีกว่าตรงที่รายได้ของพ่อคนเดียวเลี้ยงครอบครัวไหว ในขณะที่ของไทยบางทีรายได้พ่อแม่รวมกันยังไม่ค่อยจะพอเลย
โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 1 พฤศจิกายน 2563 เวลา:17:46:10 น.
  
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

ผมก็อยากได้ชีวิตที่สุขสงบนะครับ
แต่ปีนี้ไม่สงบเลย 555
มีปัญหาให้แก้เกือบทุกวัน
และยากๆทั้งนั้น

ผมก็ไม่รู้จะผ่านมันไปได้ยังไง
เพราะปัจจัยหลายอย่างอยู่เหนือการควบคุมของผม
ตอนนี้ทำได้เพียงตั้งสติ
และแก้ปัญหาไปทีละเรื่องนี่ล่ะครับ

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 1 พฤศจิกายน 2563 เวลา:20:14:06 น.
  
อรุณสวัสดิ์ครับอาจารย์

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 2 พฤศจิกายน 2563 เวลา:5:39:33 น.
  
สวัสดีค่ะอาจารย์
เคยเรียนทั้งโรงเรียนราษฎร์และโรงเรียนหลวง
รู้สึกดีกับโรงเรียนมากทั้งสองแห่งค่ะ

โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 2 พฤศจิกายน 2563 เวลา:16:21:53 น.
  
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

ใช่ครับอาจารย์
สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมนั้น
ผมเชื่อว่าทุกคนอยากไปถึงซึ่งผลแห่งนิพพานแน่นอนครับ
เพราะรู้ดีว่านั่นคือทางพ้นทุกข์ที่แท้จริงเลย

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 2 พฤศจิกายน 2563 เวลา:22:36:45 น.
  

สวัสดีค่ะอจ.

เรื่องโรงเรียน เมืองไทยแข่งกันเรียนจริงๆค่ะ
น่าเห็นใจเด็กๆ นอกจะต้องเรียนพิเศษเพิ่ม
พ่อแม่ก็ต้องแข่งกันส่งเรียนที่แพงๆ
ส่งลูกไปเรียนโรงเรียนสองภาษาตั้งแต่เริ่มเรียน
ค่าเล่าเรียนอาจจะสองหมื่น สามหมื่นบาท
พ่อ แม่ ลำบากหาเงินเพื่อให้ลูกได้เรียนเท่ากับลูกคนอื่น

คิดดูว่าเสียค่าเล่าเรียนแพงๆตั้งแต่ยังอนุบาล จนจบมหาวิทยาลัย
ใช้เงินเท่าไร และจบมาแล้วจะได้เงินเดือนเท่าไร....

รร.ไม่เสียเงินแพง ๆ มีคุณภาพเมืองไทยมีแทบทุกจังหวัด
โดย: newyorknurse วันที่: 3 พฤศจิกายน 2563 เวลา:3:53:36 น.
  

อรุณสวัสดิ์ครับอาจารย์

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 3 พฤศจิกายน 2563 เวลา:6:05:00 น.
  
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

ผมก็ยังเชื่อเสมอครับว่า
ธรรมะอยู่ในตัวเรา
อยู่ในทุกสิ่งรอบตัวเรา
อยู่ที่ใครจะเห็นหรือไม่เห็น
เห็นแล้วจะนำสิ่งนั้นไปทำอย่างไรกับชีวิต

สิ่งนี้
ใครทำ ใครได้
ใครทำ ใครรู้จริงๆครับ

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 3 พฤศจิกายน 2563 เวลา:13:08:25 น.
  

สวัสดียามเช้าครับอาจารย์

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 4 พฤศจิกายน 2563 เวลา:5:56:34 น.
  
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

การเวียนว่ายตายเกิด
เป็นการกลับมาสู่ทุกข์เดิมๆที่เราต้องเผชิญกันทุกคน
ใครยังพ้นทุกข์ไม่ได้
ก็คงต้องยอมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตนเอง

ผมก็ยังไม่พ้นทุกข์ครับ 555
ยังคงเรียนรู้ที่จะอยู่กับทุกข์ด้วยความเข้าใจ
และยอมรับความจริงให้ได้ครับ

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 4 พฤศจิกายน 2563 เวลา:12:25:49 น.
  
ขอบพระคุณอาจารย์ค่ะ
โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 4 พฤศจิกายน 2563 เวลา:14:37:36 น.
  

อรุณสวัสดิ์ครับอาจารย์


โดย: กะว่าก๋า วันที่: 5 พฤศจิกายน 2563 เวลา:5:44:26 น.
  
แวะมาเยี่ยมเท่านั้นค่ะ อาจารย์
อ่านอะไรไม่ค่อยได้มาก สายตาไม่ดีแล้ว
อ่านมากก็แสบแห้ง

อาจารย์รักษาสุขภาพด้วยนะคะ

โดย: ภาวิดา คนบ้านป่า วันที่: 5 พฤศจิกายน 2563 เวลา:18:50:12 น.
  
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวตครับอาจารย์

ขอบคุณความหมายของจุติที่อาจารย์นำมาให้อ่านด้วยครับ

ทางมหายานมีการใช้คำว่า "จุติ" กันเป็นปกติครับ
ผมไม่แน่ใจในความหมายว่าแปลออกมาเหมือนบ้านเราหรือเปล่า
ทางมหายาน จุติ หมายถึง การเกิด ครับ
ตรงนี้อาจจะตีความต่างกันด้วย
เพราะทางมหายานไม่มีนางฟ้า ไม่มีเทวดา
แต่น่าจะมีเป็นเทพต่างๆแทน

เหมือนคำว่า ปรัชญา ทางมหายาน แปลว่า ปัญญา
ตรงนี้ผมไม่แน่ใจว่าราชบัณฑิตยสถาน
จะแปลเหมือนกันหรือเปล่าครับ


โดย: กะว่าก๋า วันที่: 5 พฤศจิกายน 2563 เวลา:22:59:14 น.
  

สวัสดียามเช้าครับอาจารย์

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 6 พฤศจิกายน 2563 เวลา:7:14:58 น.
  

สวัสดียามเช้าครับ

ขอให้อาจารย์เดินทางเที่ยวโดยปลอดภัยครับ


โดย: กะว่าก๋า วันที่: 7 พฤศจิกายน 2563 เวลา:6:06:07 น.
  
สวัสดียามเย็น..อากาศเริ่มเย็นแล้วค่ะคุณครู^^
เป็นไข้หวัดค่ะ...แกงพึ่งหายเป็นหลายวันเลยค่ะ


โดย: สันตะวาใบข้าว วันที่: 7 พฤศจิกายน 2563 เวลา:16:44:50 น.
  
น้องซีกำลังมองหา ร.ร. ม.1 ค่ะ
โดย: kae+aoe วันที่: 11 พฤศจิกายน 2563 เวลา:13:45:49 น.
  
วันนี้มาชวนไปกินอาหารอีสานที่ปากช่องกันครับ
โดย: ทนายอ้วน วันที่: 11 พฤศจิกายน 2563 เวลา:13:59:15 น.
  
โชคดีอุ้มไม่มีลูก
และเจ้าน้องอุ้ม
พี่ชายของน้องอุ้มก็เป็นผู้ปกครองเอง
ตอนนี้เลยมาอ่านหาข้อมูล
เด็กๆ เอาที่นี่ละกันเนาะ
โดย: อุ้มสี วันที่: 11 พฤศจิกายน 2563 เวลา:15:48:06 น.
  
จากบล็อก
ถ้าอาจารย์มีโอกาส ลองแวะไปอีกครั้งดูนะครับ ตอนนี้ยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ถือเป็นโอกาสอันดีในการเดินชม
โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 11 พฤศจิกายน 2563 เวลา:18:01:52 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#16



อาจารย์สุวิมล
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 44 คน [?]



เป็นครูสอนภาษาไทยที่เกษียณอายุราชการแล้ว สนใจเรื่องการเขียนหนังสือให้ความรู้ ชอบการท่องเที่ยว หากท่านที่เข้ามาชมและอ่านแล้ว มีความสนใจและต้องการสอบถามเรื่องความรู้ด้านภาษาไทย ถ้ามีความสามารถจะให้ความรู้ได้ ก็ยินดีค่ะ
http://i697.photobucket.com/albums/vv337/dd6728/color_line17.gif
New Comments