รู้สึกตัว ผ่อนคลาย เฉย ๆ สบาย ๆ **กรุณา .อย่า.ได้บริจาคเงินให้ blog ผม ทาง e-wallet ครับ** **ผมขอสงวนสิทธิการเป็นเจ้าบ้านของ blog ลบข้อเขียนใดๆ ก็ได้ใน blog นี้ตามที่ผมเห็นสมควร**
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2556
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
7 สิงหาคม 2556
 
All Blogs
 
การพัฒนาศักยภาพในการหลุดพ้นในพุทธศาสนา

  ในพุทธศาสนานั้น แก่นธรรมคืออริยสัจจ์ 4 เมื่อปฏิบัติด้วยแก่นธรรมนี้ด้วยการเจริญอริยมรรคมีองค์ 8 ผลก็คือมีการหลุดพ้นไปจากกองทุกข์ทั้งปวง

การหลุดพ้นไปจากกองทุกข์มี 2 ระดับ กล่าวคือ
ระดับที่ 1  หลุดพ้นจากการยีดเกาะติดในทุกข์ที่เป็นอาการของขันธ์ 5 ที่เป็นทุกข์
ระดับที่ 2  หลุดพ้นจากการครอบงำของอวิชชา

ในบทความนี้ จะเขียนเฉพาะระดับที่ 1 เท่านั้น

อันว่า ขันธ์ 5 ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือ พูดง่าย ๆ ตามภาษาชาวบ้านก็คือ ร่างกายและจิตใจ
ผมจะยกตัวอย่างอาการของขันธ์ 5 ที่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมา

*เมื่อร่างกายเจ็บป่วย คนก็มักจะเข้าใจว่า ฉันเจ็บป่วย ความเจ็บป่วยนี่เป็นของฉัน พอฉันเจ็บป่วย ฉันก็จะคิดโน่นคิดนี่ที่เป็นการปรุงแต่งเพราะการเจ็บป่วยขึ้นมา  รักษาอย่างไรดี  ทีไหนรักษาฉันได้ แพงไหม ฉันจะตายไหมนี่  ถ้าฉันตาย ลูกจะอยู่อย่างไร ใครจะเลี้ยงดูลูก และ อื่นๆ อีกมาก ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์

*ผู้ชายคนนี้ใช่เนื้อคู่เราหรือเปล่า เขาเจ้าชู้ไหม เขามีภรรยาแล้วหรือเปล่าแล้วมาหลอกเราว่ายังโสด เมื่อไม่แน่ใจ ก็ยิ่งคิด ก็ปรุงมากขึ้น ก็ยิ่งทุกข์

*เมื่อวานไปหาลูกค้าคนสำคัญ ลูกค้าไม่พอใจเรามาก หัวหน้าจะโกรธเราไหมนี่  เราจะถูกไล่ออกจากงานไหม ถ้าถูกออกจากงานละ จะทำอย่างไร บ้านก็ยังผ่อน ลูกก็ยังเล็ก อีกคนก็ยังเรียน แม่ก็อยู่โรงพยาบาล  ยิ่งคิดก็ยิ่งกลุ้ม

นี่เป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงกับคนไทยในปัจจุบันจำนวนมาก

ปัญหาก็คือ ถ้าไปถามเขาว่า คิดกลุ้มใจอย่างนี้ มันดีหรือไม่ ทุกคนจะตอบเหมือนกันว่าไม่ดี ถ้าถามต่อว่า ถ้าไม่ดี แล้วไปคิดทำไม  ซี่งคนกลุ้มใจจะไม่รู้ว่าจะหยุดคิดในเรื่องกลุ้มใจนี้ได้อย่างไร

เมื่อคนเกิดกลุ้มใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น  การปรุงแต่งที่เป็นอาการกลุ้มใจนี้ จะทำลายประสิทธฺภาพในการแก้ใขปัญหาที่มีอยู่อย่างสิ้นเชิง  เมื่อไม่มีประสุิทธิภาพในการแก้ปัญหาทีดีได้  ปัญหาก็จะยังอยุ่ นี่คือ ผลแห่งทุกข์ที่ไปกลุ้มใจ  ในภาษาพระเรียกว่า  เกิดการยีดติดในทุกข์แล้ว

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในขณะที่คนกำลังรู้สีกกลุ้มใจ เขาจะไม่**ฉุกคิด**เลยว่า เขากำลังกลุ้มใจอยู่ และนี่คือ การไม่รู้ว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในควาทุกข์  ต่อเมื่อมีใครมาทักเขาเท่านั้นว่า เขากำลังเป็นทุกข์อยู่นะ เขาก็จะคิดได้ว่าใช่เลย เขากำลังเป็นทุกข์ แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว เพราะเขายีดติดในทุกข์นั้นแล้ว จะสลัดทุกข์ทีจะหยุดคิดที่ทำให้เกิดทุกข์ก็ทำไม่ได้โดยเร็ว

เมื่อท่านรู้แล้วทุกข์เป็นอย่างไร ต่อไปก็มาดูวิธีการดับทุกข์กัน

ศักยภาพในเรื่องการหลุดพ้นในกองทุกข์นั้น จะขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลักด้วยกัน คือ

1.. ท่านรู้ได้เร็วหรือไม่ว่า ท่านเป็นทุกข์แล้ว
2.. เมื่อท่านรู้แล้วว่าเป็นทุกข์  ท่านมีความสามารถในการสลัดทุกข์ออกไปได้หรือไม่

ซึ่ง 2 ปัจจัยหลักนี้  จะคล้ายๆ กับว่า ท่านเป็นสุภาพสตรีสาวสวยกำลังเดินในที่เปลี่ยวอยู่คนเดียว
ในขณะทีท่านเดิน ถ้าท่านมัวเพลินกับการคุยกับเพื่อนในโทรศัพท์มือถือ  ท่านจะไม่มีประสิทธภาพพอที่จะรู้เลยว่า มีคนร้ายเดินตามท่านมาข้างหลังอย่างเงียบ ๆ   นี่เปรียบเหมือน ท่านไม่รู้ว่าท่านกำลังจะมีทุกข์แล้ว   แต่เมื่อคนร้ายเกิดจู่โจมท่านข้างหลัง ท่านรู้ตัวแล้วว่า ทุกข์เกิดแล้ว แต่ท่านมีกำลังพอที่จะสลัดการจู่โจมของคนร้ายนี่ได้หรือไม่ 

การพัฒนาทั้ง 2 ปัจจัยนั้น มีอยู่ทางเดียว คือ การฝีกฝนที่ถูกต้องตามหลักของอริยสัจจ์ 4 คือ เมื่อรู้ทุกข์ แล้วไม่ยีดในทุกข์นั้น 

******************

การพัฒนาปัจจัยที่ 1  ท่านต้องการรู้ทุกข์ได้เร็ว  จะฝีกอย่างไร

การฝีกฝนนั้น ท่านสมควรรับรู้อาการสั่นไหวที่เกิดขึ้นทีกายแบบไม่ยีดติด ดังที่ผมได้สอนในธรรมบรรยายทุกครั้งทีบ้านหนังสือชินเขต  การฝีกรับรู้การสั่นไหวแบบไม่ยีดติดนี่  จะพัฒนาให้ท่านมีประสาททีว่องไวในการรับรู้ว่าทุกข์ได้เกิดแล้ว  (ถ้าท่านนีกการฝีกไม่ออก ขอให้ไปดูวิดิโอซ้ำที่มี Link ของ youtube อยู่ในหมวดกิจกรรม ) 

การพัฒนาปัจจัยที 2  ท่านต้องการกำลังในการหลุดจากทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว

การฝีกฝนนั้น ท่านสมควรฝีกการมองภาพ 3 มิติทีดังทีผมสอนในสัปดาห์วิสาขบูชาในปีนี้ 2556 ก่ารฝีกมองภาพ 3 มิติบ่อยๆ  จะทำให้จิตมีการหดกลับเข้าฐาน เมื่อฝีกมาก จิตจะมีพลังในการสลัดออกจากทุกข์ที่เกิดขึ้น ซี่งท่านสามารถวัดผลกับตัวเองได้ว่า สมัยก่อน เวลาทีท่านเป็นทุกข์ ท่านใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะสลัดออกจากทุกข์ได้  แล้วเมื่อท่านมาฝีกมองภาพ 3 มิติ เมื่อผ่านไป 2 เดือนกว่า เวลาในการสลัดออกจากทุกข์ลดลงกว่าได้ไหม
ท่านสมควรยอมรับความจริงในชีวิตว่า ทุกข์นั้นยังต้องมีอยู่ การเป็นคนจะมีทุกข์เสมอ การไม่มีทุกข์เป็นไปไม่ได้เลย นอกจากจะโกหกตัวเองเท่านั้นหรือว่าเป็นทุกข์แล้วแต่กลับมองไม่ออกว่าท่านกำลังเป็นทุกข์อยู่

ท่านไม่ต้องไปนีกถึงความไม่มีทุกข์ในระดับนี้ ทุกข์ยังต้องมี เพราะท่านมีขันธ์ 5 แต่ท่านควรมีประสิทธฺิภาพทีดีทีจะไม่ยีดในทุกข์นั้น  ๆ  ได้เร็ว นี่คือ สิ่งทีท่านควรทำความเข้าใจให้ตรงในการภาวนา  ถ้าท่านหวังจะเป็นโสดาบัน แต่ยังมียีดทุกข์อยู่เล่า ๆ   โสดาบันจะมีประโยชน์อะไรกันถ้ายังยีดทุกข์อยู่อย่างหนาแน่นอย่างเดิมเหมือนกับปุถุชน    ในพระไตรปิฏกได้กล่าวถึงปฐมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์  สิ่งใดไม่เทียง เป็นทุกข์  ไม่สมควรไปยีดถือว่า นั่นเป็นเรา นั่นเป็นของเรา  การเป็นโสดาบันคือการไม่ยีดในทุกข์อย่างนี้ที่มีการกล่าวไว้ในพระไตรปิฏก

ท่านอย่าไปกลัวว่า จะไม่ได้เป็นโสดาบัน  ถ้าท่านฝีกฝนแล้วรู้ทุกข์ได้เร็ว สลัดทุกข์ออกได้ไว ผลทั้ง 2 นี้ จะทำให้ท่านมีปัญญาเห็นจริงตามคำสอนในพระไตรปิฏกว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้นไม่เทียง เป็นทุกข์ แล้วจิตท่านไม่ยีดในทุกข์เหล่านั้นได้เป็นอย่างดีแล้ว นั่นแหละ ปัญญาในขั้นโสดาบันภูมิได้เกิดแก่ท่านแล้วโดยไม่ต้องไปถามใคร เพราะท่านประจักษ์แจ้งด้วยตนเองเป็นอย่างดี ซี่งท่านจะเคารพคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ได้ทรงประทานให้แก่พุทธบริษัท เพราะท่านได้พิสูจน์คำสอนดังกล่าวแล้วว่าเป็นจริง  นีคือการเคารพนับถือในพระรัตนตรัยได้เกิดแก่ท่านด้วยการประจักษ์แจ้ง ไม่ใช่การใช้เพียงศรัทธานำแล้วเชื่อตามไปก่อน ความเข้มข้นในการเคารพพระรัตนตรัยมันผิดกันมากครับ!




Create Date : 07 สิงหาคม 2556
Last Update : 8 สิงหาคม 2556 15:43:33 น. 0 comments
Counter : 1210 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะ VIP Friend
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

นมสิการ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 132 คน [?]




หลักปฏิบัติ ...รู้สึกตัว ผ่อนคลาย เฉย ๆ สบาย ๆ

มากกว่า 20 ปีที่ไปหลงทำสมถภาวนาแบบสมาธิแบบฤาษีโดยที่ไม่รู้จักกับคำว่า อะไรคือสัมมาสติ สัมมาสมาธิ ผลที่ได้คือความสงบขณะกำลังนั่งสมาธิจนตัวนิ่งแข็งเป็นก้อนหิน แต่ผลข้างเคียงตามมาก็คือการเป็นคนเจ้าโทสะอย่างรุนแรงขณะเวลาไม่ได้นั่งสมาธิ และ ที่อยู่ในชีวิตประจำวัน....

จนได้พบกัลยณมิตรแดนไกล ที่ได้ชักนำให้มารู้จักวิธีปฏิบัติแบบหลวงพ่อเทียน จนได้พบกับพระอาจารย์ในสายหลวงพ่อเทียน ที่ผมได้เรียนการปฏิบัติจากท่าน จนเข้าใจว่า สัมมาสติ สัมมาสมาธิ คืออะไร แล้วลงมือฝึกฝน การปฏิบัติก็รุดหน้าและได้ลิ้มรสสิ่งบริสุทธิในจิตใจอันเป็นผลจากการปฏิบัติด้วยเวลาเพียง 5 ปี

ธรรมปฏิบัติจากฆราวาสเขียนเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยากในสังคมไทย ผมรู้ได้จากที่เขียนใน blog ผมได้พบกับการก่อกวนใน blog การเขียนเหน็บแนม กระแหนะกระแหน ตำหนิการการปฏิบัติที่ผมเขียนใน blog ว่าผิดทาง เขียนแบบคาดเดาเอา ไม่รู้จริง ให้ผมหยุดเขียนแนวนี้ได้แล้ว และไปโมทนาสาธุแนะนำการปฏิบัติสมาธิแบบฤาษีให้กับผมอีกว่านี่คือทางที่ถูกต้อง ...

บทความใน blog จึงเกิดขึ้นมา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ในการภาวนา
แก่ผู้อื่นที่กำลังเดินทางในสายแห่งอริยมรรคนี้

เมื่อท่านได้เข้ามาอ่านข้อเขียนใน blog กรุณาอย่าได้เชื่อผมจนกว่า ท่านได้ทดลองปฏิบัติแล้วและพิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง

**กรุณา .อย่า.ได้บริจาคเงินให้ blog ผมทาง e-wallet ครับ **

******
บทความต่าง ๆ ใน blog นี้
ขอสงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ห้ามนำไปดัดแปลง ลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

****
Friends' blogs
[Add นมสิการ's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.