รู้สึกตัว ผ่อนคลาย เฉย ๆ สบาย ๆ **กรุณา .อย่า.ได้บริจาคเงินให้ blog ผม ทาง e-wallet ครับ** **ผมขอสงวนสิทธิการเป็นเจ้าบ้านของ blog ลบข้อเขียนใดๆ ก็ได้ใน blog นี้ตามที่ผมเห็นสมควร**
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2562
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
23 ธันวาคม 2562
 
All Blogs
 
แก้อาการท้องอืด เป็นกรดในท้อง ที่เกิดในนักภาวนาทีปฏิบัติจนได้ผลดีในระดับหนี่งแล้ว

บทความนี้ เป็นการนำประสบการณ์การแก้ปัญญาในการภาวนา  
ทีภาวนาแล้วทำให้เกิดอาการท้องอืด  เป็นโรคกระเพาะ
ถ้าท่านทีเข้ามาอ่าน ไม่มีอาการนี้ แนะนำให้ผ่านไปได้เลยครับ
***
1..ถ้าท่านเป็นนักภาวนาทีปฏิบัติมานาน มีดวงตาเห็นธรรมเกิดแล้ว
มีญาณเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของจิตปรุงแต่งได้เป็นอย่างดี
อารมณ์ปรุงแต่งของจิตใจได้ลดน้อยลงมากแล้ว
แต่ถ้าท่านมีอาการของท้องอืดอยู่เสมอ หรือ มีกรดหลั่งในท้องบ่อย ๆ เหมือน
เป็นโรคกระเพาะอาหารละก็  ลองอ่านและพิจารณาเรื่องนี้ในบทความนี้
อาจเป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหาเรื่องอาการท้องอืด กรดหลั่งในกระเพาะอาหารได้
*
2..คนโดยทั่วไปคงไม่มีใครเชื่อว่า การภาวนานั้นในทางเดินทีจะเดินผ่านไป แฝงไว้
ด้วยอุปสรรคต่าง ๆ มากมาย และ สิ่งหนี่งทีเกิดจากการภาวนาก็ตือ การป่วยทางกาย
ทีเกิดจากการภาวนาของคนเรา อาการนี้ ก็คือ
อาการท้องอืด มีกรดหลั่งในท้องอยู่เสมอ  กินยาโรคกระเพาะอย่างไรก็ไม่หาย
ทั้งนี้เป็นเพราะ เป็นโรคภัยทีเกิดจากการภาวนานั่นเอง
*
3..ในตัวจิตนั้น จะมี 2 ส่วน ส่วนหนี่ง ทำหน้าทีเป็นพลังงาน หล่อเลี้ยง
กลไกการทำงานของร่างกาย ให้สามารถคงอยู่ต่อไปได้
แต่ถ้าไม่มีจิตส่วนนี้ ทำงาน คนก็จะตายทันที   
ต่อไป จะเรียกจิตส่วนนี้ว่า จิตพลังงาน
*
ส่วนทีสองนั้น ตัวจิตทำหน้าทีรู้    (ต่อไปจะเรียกว่า จิตตัวรู้ )ทีทำหน้าที่
รู้ปรมัตถธรรมทีเกิดได้ เช่น รู้ผัสสะได้ รู้ความรู้สีกได้  รู้ความเป็นไตรลักษณ์ของ นามรูป ได้ 
*
แต่จิตตัวรู้ไม่สามารถรู้เรื่องราวทางโลกได้  ตัวอย่างเรื่องราวทางโลกเช่น
รู้ว่า นีคือ สุนัข นีคือแมว นี่คือ น้ำอัดลม นี่คือไฟแดงจราจร ต้องหยุดรถ
และ เรื่องราวอื่นๆ ทางโลกอีกมาก 
การรู้เรื่องราวทางโลก จะทำงานโดยขันธ์ 5  ทีถูกสร้างมาจาก จิตพลังงาน 
*
4..ในความเป็นคนทีเกิดมา ธรรมชาติ ได้สร้างจิตขึ้นมา 
ซี่งจิตพลังงานนั้นจะมีอำนาจ มีพลังมาก ตัวจิตเพลังงาน
ไปทำงานสร้างขันธ์ขึ้นทีเรือน 
(อ่านเรื่องนี้ได้ที่ https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=12-2019&date=16&group=17&gblog=182 )
ในจิตปุถุชน จิตทีทำหน้าทีรู้  หรือ จิตตัวรู้ จะถูกจิตพลังงานครอบงำไว้
ทำให้จิตพลังงานและจิตตัวรู้ รวมเป็นหนี่งเดียวแล้วอยู่ทีเรือน
เมื่อจิตพลังงานสร้างขันธ์ขึ้น จิตตัวรู้ก็ได้รับกระทบจากขันธ์ทีถูกสร้างขึ้นมาด้วย
ทำให้คนเรา ทุกข์ ใจ หรือ สุขใจ  ไปตามสัมผัสทีรับเข้ามาทางอายตนะอยู่เสมอ
*
4.1  มีเรื่องหนี่งทีเป็นธรรมชาติทีสำคัญของตัวจิตทั้งสองก็คือ
จิตพลังงานนั้น ถ้าไม่มี จิตตัวรู้ เข้าไปผสมอยู่ด้วย จิตพลังงานจะทำงานปรุงแต่งไม่ได้นาน
นี่เป็นกลไกทีสำคัญ ซี่งจะมีผลต่อ ทุกข์ทีถูกสร้างขึ้นโดยจิตพลังงาน กล่าวคือ
ถ้าจิตพลังงานสร้างทุกข์ขึ้นมาแล้ว ถ้ามีจิตตัวรู้ เข้าไปผสมด้วย ทุกข์นั้นจะเกิดและคงตัวอยู่ได้นาน
*
แต่ถ้าจิตพลังงานสร้างทุกข์ขึ้นมาแล้ว  แต่ไม่มีจิตตัวรู้ เข้าไปผสมด้วย ทุกข์นั้นจะเกิดแล้วคงตัวอยุ่ไม่ได้นาน  นี่คือ อาการที่นักปฏิบัติเห็นไตรลักษณ์ของจิตปรุงแต่งเกิดขึ้น เพราะสาเหตุนี้
*
5.. การภาวนาทีมีความก้าวหน้า ตัวจิตตัวรู้ จะมีพลังมากขึ้น ถ้ากล่าวในทางธรรมก็คือ โมหะทีครอบงำจิตตัวรู้เบาบางลงไปแล้ว และ บางครั้ง จิตตัวรู้ยังสามารถหลุด
ออกจากการครอบงำของจิตพลังงานได้เป็นครั้งคราว โดยการหลุดจากการครอบงำนี้ เกิดเมื่อจิตตัวรู้มีกำลังของสติ สมาธิ เพิ่มขึ้นสูง 
เมื่อใด ทีจิตตัวรู้หลุดออกจากการครอบงำ มาเป็นอิสระได้ ในเวลานั้น
จิตตัวรู้จะไปเห็น อาการของขันธ์ 5 ปรากฏเป็นไตรลักษณ์ได้
แต่ถ้า จิตตัวรู้ หมดพลังไปชั่วคราว จิตพลังงานก็จะดูดจิตตัวรู้
ให้กลับเข้าไปได้อีกแล้วก็ครอบงำจิตตัวรู้อีก
ซี่งจะวนเวียนอย่างนี้ไปเสมอ
*
5.1  จิตของปุถุชน จิตพลังงานครอบงำจิตตัวรู้ เรียกว่า โมหะ เกิดขึ้น 
จิตตัวรู้ทีถูกโมหะครอบงำ จะหมดประสิทธิภาพในการรู้ปรมัตถธรรมทีเกิดขึ้น
*
แต่ถ้าเมื่อใด ทีจิตตัวรู้ สามารถหลุดออกจาการครอบงำของจิตพลังงานได้เมื่อใด
และเป็นการหลุดออกจากการครอบงำทีมีคุณภาพสูง กล่าวคือ
จิตตัวรู้จะมีกำลังของสัมมาสติ สัมมาสมาธิ ทีมั่นคงขึ้น หรือภาษาในการภาวนาว่า จิตตั้งมั่น
ได้เกิดขึ้นแก่จิตตัวรู้แล้ว ต่อไป ถ้าจิตตัวรู้ และ จิตพลังงานรวมตัวกันอีกด้วยเหตุที่ว่า
มีการสนใจทำงานทางโลกเกิดขึ้น จิตตัวรู้ถึงจะเข้ารวมตัวกับจิตพลังงาน แต่จะไม่ถูก
จิตพลังงานครอบงำอีก ดังเช่นทีเกิดกับจิตปุถุชน  

จิตตัวรู้ ทีมีความตั้งมั่นอยู่ ถึงรวมตัวกับจิตพลังงานเพราะ
ต้องทำงานทางโลก ก็ยังคงมีประสิทธิภาพสูงในการรู้สภาวะปรมัตถธรรมได้อยู่
อาการทีจิตตัวรู้ ตั้งมั่นได้ มีประสิทธิภาพสูงในการรู้สภาวะธรรมได้ นี่ ก็คือ จิตของพระอริยบุคคล
*
6 ....สติของคนเรามี 2 อย่าง  คือ
.
6.1 สติทางโลก  สติตัวนี้  มนุษย์ใช้ในกิจการทางโลก การทำงานทางโลก ถ้าคนไม่มีสติทางโลก คนจะทำงานไม่ได้  หลบภัยไม่ได้  กินอาหารไม่ได้ พูดฟังไม่รู้เรือง เมื่อสติทางโลกทำงาน  จิตพลังงานจะถูกใช้งานไปสร้างขันธ์ขึ้น แล้ว ขันธ์ทีถูกสร้างนี้ ก็จะขับดันร่างกายให้ทำงานทางโลกต่อไป
.
6.2 สติทางธรรม สติตัวนี้ ตำราจะเรียกว่า สัมมาสติ ซี่ง เมื่อสัมมาสติเกิด
จิตตัวรู้จะทำงานได้ โดยจิตตัวรู้นี้ จะไปรู้ ปรมัตถธรรมของกาย และ ใจ  
ถ้ากล่าวโดยภาษาชาวบ้าน เมื่อสัมมาสติเกิด จะเกิดการรู้ขึ้นทีเป็นการทำงานของจิตตัวรู้ 
ทีไปรู้การทำงานของตัวจิตพลังงาน การรู้เหล่านี้ได้แก่
**รู้ว่า มีการทำงานของอายตนะต่าง  ๆ  เช่น  ตาเห็นสิ่งต่างๆ  ได้ หูได้ยินเสียงได้ จมูกได้กลิ่นได้
ลิ้นรู้รสได้  ผิวกายรู้สัมผัสทีเกิดขึ้นทีผิวกายได้  เมื่อมีการนีกคิด หรือ อารมณ์ปรุงแต่ง ก็สามารถรู้ได้ว่า มีอารมณ์ปรุงแต่ง มีการนีกคิดเกิดขึ้น**
*
7..ภาพสมมุติทีอธิบายกลไกของทุกข์ทีเกิดขึ้น

ขอให้ดูจากภาพประกอบข้างบน
AA... ด้านบนซ้ายมือ จะมีรูปสี่เหลื่ยม วงกลม ทีมีตัวเลข 1 2 3 อยู่ภายใน
สิ่งต่างๆ  ทีแสดง คือ วัตถุ เรื่องราวต่าง ๆ ทีอยู่ในโลกมนุษย์ของเรา
เช่น คน สัตว์ สิ่งของ บริษัท ธุรกิจ และ อื่น ๆ อีกมาก 
คนทั่วไป จะเข้าใจในเรื่องราวนี้ได้ และพบกับสิ่งเหล่านี้ทุกวัน 
ต่อไป จะเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า โลกภายนอก
*
ฺฺBB... ภาพคล้ายก้อนเมฆ ขนาดเล็ก ทีมีอักษร A B C D E  คือ
ก้อนจิตพลังงาน ทีจะไปปรากฏในทีต่างๆ ภายในร่างกาย 
ซี่งจะอธิบายต่อไป ดังนี้
*
ฺBBA...ก้อนจิตพลังงาน A  ไปยีดติดทีโลกภายนอก  อาการนี้ เกิดในจิตปุถุชนกันทุกคน
ปกติ ในจิตปุถุชน ก้อนจิตพลังงาน A ทีไปยีดติดทีโลกภายนอกนี้ จะพา จิตตัวรู้ เกาะติดไปด้วยเสมอ 
เมื่อก้อนจิต A ทีประกอบไปด้วยจิตพลังงานและจิตตัวรู้ ไปยีดติดทีโลกภายนอก ทำให้ จิตตัวรู้  ไม่สามารถรู้อาการต่างๆ ของร่างกายและจิตใจได้ 
*
แต่ถ้า อาการนั้นจะเป็นอาการทีรุนแรง เช่น ร่างกายบาดเจ็บสาหัสจากการป่วยไข้ จากอุบัติเหตุ อย่างนี้ ตัวจิตพลังงานและจิตตัวรู้ จะเคลื่อนกลับมายึดติดทีตำแหน่งของกายทีเจ็บป่วย 
เช่น ถ้าปวดฟัน จิตก็จะมายีดติดทีฟันทีกำลังปวดอยู่  ทำให้อาการปวดคงอยู่ต่อไปเพราะตัวจิตไปยีดติดอยู่ทีนั่น
*
ฺBBB..ก้อนจิตพลังงาน B มาอยู่ที *เรือน*  (อ่านเรื่อง  https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=12-2019&date=16&group=17&gblog=182 )  ถ้าจิตมาอยู่ที่ *เรือน* จิตพลังงานจะมาสร้างความคิด และ จิตปรุงแต่งก็จะเกิดขึ้นทีเรือนนี้
*
สภาวะธรรมของปุถุชน  ปกติ ก้อนจิตจะอยู่ที A เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากมีการทำงานทางโลกขึ้น แต่ถ้ามีเรื่องทีต้องนีกคิดเมื่อใด ก้อนจิต A จะเคลื่นตัวมาที ตำ่แหน่ง B ทันที ทำให้คนสามารถ รู้เรื่องราวต่างๆ  ทางโลกได้ รู้จักว่า นีคือ คนชื่ออะไร สัตว์เรียกว่าอะไร เป็นต้น รู้ว่า สิ่งทีได้ยินเป็นคำพูด หมายความว่าอย่างไร  รู้ว่าสิ่งทีเห็นอยู่หมายความว่าอย่างไร และอื่นๆ อีกหลายอย่างในทางโลก
*
เมื่อมีการนึกคิดอยู่ที ตำแหน่ง B ถ้าการรับรู้นี้ เกิดอาการพอใจ ไม่พอใจขึ้น ก็จะเกิดการปรุงแต่งขึ้นที ตำแหน่ง B นี้เช่นกัน  
*
แต่เพราะปุถุชน จิตตัวรู้ถูกโมหะครอบงำอยู่ ไม่มีดวงตาเห็นธรรม
จึงไม่สามารถเห็นก้อนจิตพลังงานทีทำงานอยู่ A หรือ B 
เมื่อจิตตัวรู้ ถูกจิตพลังงานครอบงำ เมื่อเกิดการปรุงแต่งขึ้น คนก็เข้าใจว่า การปรุงแต่งนั้นเป็นตัวเรา
หรือทีเรียกว่า อาการ ตัวกู ของกู เกิดขึ้น
*
BBC.. ถ้าก้อนจิตพลังงาน C อยู่ทีตำแหน่งนี้  จะเกิดการนีกคิดได้ แต่ไม่สามารถมีการปรุงแต่งได้
การทีก้อนจิตพลังงานจะมาอยู่ C ได้นี้  จะเกิดในนักปฏิบัติทีปฏิบัติสติปัฏฐานได้ดีในระดับหนี่งแล้ว
*
ฺBBD..ถ้าก้อนจิตพลังงาน D อยู่ที่ตำแหน่งนี้ จะเกิดทุกข์กายขึ้น มีอาการจุกทีลำคอ
จะเกิดในนักปฏิบัติทีปฏิบัติสติปัฏฐานได้ดีในระดับหนี่งแล้ว 
*
ฺBBE..ถ้าก้อนจิตพลังงาน E อยู่ทีตำแหน่งนี้ จะเกิดทุกข์กายขึ้น มีอาการกรดหลั่งในท้อง ทำให้ท้องอืด จะเกิดในนักปฏิบัติทีปฏิบัติสติปัฏฐานได้ดีในระดับหนี่งแล้ว
หรือ ในปุถุชน ทีเกิดความคิดแล้วมีเครียดสูง ก็จะเกิดอาการนี้เช่นกัน ทีชาวบ้านเรียกว่า ความเครียดลงกระเพาะ
*
8...อาการท้องอืดเกิดได้อย่างไร และวิธีแก้ไข
*
8.1  ปุถุชน จะไม่มีอาการท้องอืดนี้  เพราะ
ในสภาวะธรรมชองปุถุชนนั้น  ตัวจิตทั้ง 2 เวลาส่วนใหญ่จะอยุ่ 2 ตำแหน่ง
คือ ตำแหน่ง A (ดูภาพประกอบข้อ 7 )  เมื่อคนไปสนใจสิ่งต่าง  ๆ ทีโลกภายนอก
เช่น คนไปเห็นมือถือรุ่นใหม่ทีถูกใจ จิตทั้งสองก็จะไปอยู่ทีมือถือทีกำลังเห็นอยู่ เป็นต้น
ถ้าคนมีการนึกคิด ปรุงแต่งขึ้นมา เช่น เห็นมือถือร่นใหม่ สวยถูกใจ ราคาน่าคบ ก็เกิดความยินดี
ก็เกิดการนึกคิด เกิดความอยากได้เกิดขึ้น ซี่งจิตทั้งสองนี้ จะเคลื่อนมาอยู่ที่ B ทันที

สรุป ก็คือ เวลาส่วนใหญ่นั้น ตัวจิตทั้งสองทีเกาะติดกันอยู่ จะอยู่ที ตำแหน่ง A และ ฺB
อาการท้องอืดจึงไม่เกิดขึ้น
หมายเหตุ อาการท้องอืดจะเกิดขึ้น เมื่อมีจิตพลังงานอยู่ทีตำแหน่งที่ E 
*
8.2   สภาวะธรรมของนักภาวนาทีภาวนาได้ผลดี แล้วเกิดอาการท้องอืดขึ้น
*
เมื่อนักภาวนามาภาวนาตามสติปัฏฐาน 4 ซีงมีมรรค 8 เป็นแม่บท
เมื่อภาวนาแล้วได้ผลดี  โมหะเบาบางลง การรับรู้ธรรมของจิตตัวรู้มีประสิทธิภาพดีขึ้นกว่า
ตอนเป็นปุถุชน

เมื่อมีการนีกคิด จิตพลังงานไปสร้างเรือนขึ้นเพื่อทำงานการนึกคิด
เมื่อจิตตัวรู้ มีกำลังของสัมมาสติ สัมมาสมาธิอ่อนแอลงไป
จิตตัวรู้ จะถูกดูดเข้าไปในเรือนทันที  และค้างอยู่ทีเรือนเป็นเวลานานพอสมควร
อาการนี้ ทำให้ทุกข์กายเกิดขึ้น เกิดกรดหลั่งในกระเพาะอาหาร
แล้ว จิตตัวรู้ไปรู้อาการของทุกข์เข้าว่า เกิดกรดในกระเพาะอาหาร
เมื่อนักปฏิบัติยังไม่สามารถหาสาเหตุและการแก้ไขอาการนี้ได้
ทุกข์ของกรดหลั่งนี้ ก็จะทำให้เกิดอาการท้องอืดและป่วยเป็นโรคกระเพาะต่อไป
ถ้ายิ่งปล่อยไว้ อาการก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น จนกลายเป็นป่วยหนักได้


9...วิธีแก้ไข 
*
จากข้อ 8 2 ทีได้อธิบายถึงสาเหตุทีทำให้เกิดอาการท้องอืดขึ้น 
การปฏิบัติสติปัฏฐาน เพื่อแก้อาการท้องอืด สามารถทำได้หลายอย่าง
ดังตัวอย่างทียกให้อ่านต่อไป
แต่ในการปฏิบัติจริง ยังมีวิธีอื่นๆ อีก ทีนักภาวนาสามารถทำได้ด้วยวิธีของตนเอง บางวิธี อาจไม่มีบอกให้ตำราสติปัฏฐาน แต่นักภาวนาทีภาวนาถึงระดับนี้ จะรู้ได้ว่า วิธีทีตนทำอยู่นั้น ใช้ได้เช่นกัน
*
ตัวอย่างการแก้ใขแบบที่ 1..ถ้านักปฏิบัติ มีการนีกคิด โดยทีสนใจเรื่องราวของการนีกคิด
กรดในท้องจะเกิดขึ้น ถ้าจิตตัวรู้ ถูกดูดเข้าไปในเรือน  ทำให้เกิดอาการท้องอืดขึ้นได้
การแก้ไข นั้น ให้เพิ่มความสนใจในโลกภายนอกมากขึ้น
เช่น ตั้งใจมองสิ่งของทีอยู่ข้างหน้า หรือ ตั้งใจมองคู่สนทนาให้มากขึ้น
หรือ ตั้งใจฟังคู่สนทนามากขึ้น
การเพิ่มความสนใจในโลกภายนอกนั้น จะทำให้ ตั้งจิตพลังงานและจิตตัวรู้
ยกตัวขึ้นสูงสู่ระดับศรีษะ ทำให้อาการท้องอืดจะไม่เกิดขึ้น

แต่วิธีนี้  ถ้าทำบ่อย ๆ จนเป็นนิสัย จะมีข้อเสียตามมาได้คือ
จะเกิดอาการนอนไม่หลับขึ้นมาเป็นผลข้างเคียง
*
ตัวอย่างที่ 2...ให้เพิ่มการรู้ลมหายใจให้มากขึ้น
เมื่อรู้ลมชัดขึ้น เพราะเพิ่มการรู้ลมหายใจ 
ตัวจิตก็จะเคลื่อนตัวขึ้นสูงระดับศรีษะได้เช่นเดียวกัน
แล้วอาการท้องอืดก็จะหายได้
วิธีนี้ จะดีกว่า ตัวอย่างที่  1 ทีไม่มีผลข้างเคียงต่อการนอนไม่หลับ
แต่การรู้ลมหายใจ จะค่อนข้างยาก สำหรับนักปฏิบัติบางคน
ดังนั้น คนทีทำไม่ได้ ก็จะมีจำนวนหนี่ง 

*
ตัวอย่างที่ 3. การรู้ความรู้สึกของใจทีสงบระดับฌาน
อาการของใจทีสงบระดับฌาน  นักภาวนาทีปฏิบัติมาเป็นอย่างดี วันหนี่งจะพบอาการของใจแบบนี้ได้  เมื่อพบได้แล้วรู้จักแล้ว ก็ขอให้รู้ความรู้สีกของใจทีสงบแบบนี้อยู่เนืองๆ   
เมื่อจิตตัวรู้ ไปรู้อาการของใจทีสงบระดับฌานอยู่ จิตตัวรู้ จะไม่ไปรู้ทีท้อง ทำให้ท้องจึงไม่อืด
*
อาการของใจทีสงบระดับฌาน นั้นจะมีอาการดังนี้
1.. มีความสงบเงียบอยู่ภายใน ถึงแม้โลกภายนอกจะหนวกหู มีเสียงดังอย่างไร ก็ยังรู้อาการความสงบเงียบนี้ได้อยู่  2..มีลมหายใจทีละเอียด  3..ไม่มีก้อนพลังงานความคิดปรากฏอยู่ทีศรีษะ
4..จะพูดไม่ได้

*
10  ถ้าท่านนักภาวนาทียังแก้ไขหาวิธีไม่ได้  มีอาการท้องอืด ปวดท้องอยู่เสมอ
การลดอาการท้องอืด สามารถทำได้ โดยการกิน ขมิ้นชัน เพื่อแก้อาการท้องอืดไปก่อนได้
ต่อเมื่อ ท่านรู้ ท่านมีวิธีการแล้ว ท้องไม่อืดแล้ว ท่านไม่ต้องกิน ขมิ้นชัน อีก
**
บทความนี้ เป็นการภาวนาในระดับสูง บางส่วนในเนื้อหา ทีผุ้เขียนเขียนไว้นี้ อาจมีการเข้าใจผิดได้ เนื่องจาก ปัญญายังไม่มากพอ ในขณะทีเขียนเรื่องนี้
ทำให้ในขณะทีเขียนนี้ ไม่ทราบว่า ผิดพลาดอยู่  ผุ้เขียนต้องขออภัยในความผิดพลาดล่วงหน้า ทีอาจมีการผิดพลาดเกิดขึ้นในบทความนี้
*
หวังว่า บทความนี้ จะให้ประโยชน์แก่ท่านนักปฏิบัติทีพบปัญหานี้อยู่
อาจเป็นแนวทางให้ท่านใช้แก้ปัญหาของท่านได้ต่อไป
*

 


Create Date : 23 ธันวาคม 2562
Last Update : 9 พฤษภาคม 2563 16:22:48 น. 1 comments
Counter : 805 Pageviews.

 
แนะนำอ่านเพิ่มเติม
เรื่อง การเกิดเป็นทุกข์
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=01-2020&date=26&group=6&gblog=62


โดย: นมสิการ วันที่: 27 มกราคม 2563 เวลา:9:31:03 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะ VIP Friend
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

นมสิการ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 140 คน [?]




หลักปฏิบัติ ...รู้สึกตัว ผ่อนคลาย เฉย ๆ สบาย ๆ

มากกว่า 20 ปีที่ไปหลงทำสมถภาวนาแบบสมาธิแบบฤาษีโดยที่ไม่รู้จักกับคำว่า อะไรคือสัมมาสติ สัมมาสมาธิ ผลที่ได้คือความสงบขณะกำลังนั่งสมาธิจนตัวนิ่งแข็งเป็นก้อนหิน แต่ผลข้างเคียงตามมาก็คือการเป็นคนเจ้าโทสะอย่างรุนแรงขณะเวลาไม่ได้นั่งสมาธิ และ ที่อยู่ในชีวิตประจำวัน....

จนได้พบกัลยณมิตรแดนไกล ที่ได้ชักนำให้มารู้จักวิธีปฏิบัติแบบหลวงพ่อเทียน จนได้พบกับพระอาจารย์ในสายหลวงพ่อเทียน ที่ผมได้เรียนการปฏิบัติจากท่าน จนเข้าใจว่า สัมมาสติ สัมมาสมาธิ คืออะไร แล้วลงมือฝึกฝน การปฏิบัติก็รุดหน้าและได้ลิ้มรสสิ่งบริสุทธิในจิตใจอันเป็นผลจากการปฏิบัติด้วยเวลาเพียง 5 ปี

ธรรมปฏิบัติจากฆราวาสเขียนเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยากในสังคมไทย ผมรู้ได้จากที่เขียนใน blog ผมได้พบกับการก่อกวนใน blog การเขียนเหน็บแนม กระแหนะกระแหน ตำหนิการการปฏิบัติที่ผมเขียนใน blog ว่าผิดทาง เขียนแบบคาดเดาเอา ไม่รู้จริง ให้ผมหยุดเขียนแนวนี้ได้แล้ว และไปโมทนาสาธุแนะนำการปฏิบัติสมาธิแบบฤาษีให้กับผมอีกว่านี่คือทางที่ถูกต้อง ...

บทความใน blog จึงเกิดขึ้นมา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ในการภาวนา
แก่ผู้อื่นที่กำลังเดินทางในสายแห่งอริยมรรคนี้

เมื่อท่านได้เข้ามาอ่านข้อเขียนใน blog กรุณาอย่าได้เชื่อผมจนกว่า ท่านได้ทดลองปฏิบัติแล้วและพิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง

**กรุณา .อย่า.ได้บริจาคเงินให้ blog ผมทาง e-wallet ครับ **

******
บทความต่าง ๆ ใน blog นี้
ขอสงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ห้ามนำไปดัดแปลง ลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

****
Friends' blogs
[Add นมสิการ's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.