รู้สึกตัว ผ่อนคลาย เฉย ๆ สบาย ๆ **กรุณา .อย่า.ได้บริจาคเงินให้ blog ผม ทาง e-wallet ครับ** **ผมขอสงวนสิทธิการเป็นเจ้าบ้านของ blog ลบข้อเขียนใดๆ ก็ได้ใน blog นี้ตามที่ผมเห็นสมควร**
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2555
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
2 มิถุนายน 2555
 
All Blogs
 
ความคิดโผล่มาก ๆ ดี หรือ ไม่ดี

บทความนี้เขียนใน fb เมื่อ  13 พฤษภาคม 2555 ขอบคุณคุณหนุมที่ส่งมาให้ครับ

วันนี้ มีแฟนคลับถามมา ผมอ่านแล้ว ต้องรีบตอบให้เขาไป และนำมาเขียนอธิบายเพิ่มเติมให้ท่านอื่นได้อ่านกัน เพราะคำถามนี้ ดีมาก ๆ ท่านที่กำลังเดินทางการภาวนา ถ้าไม่เข้าใจเรื่องนี้ละก็ จะเกิดความทุกข์ขึ้นมาว่า ภาวนาผิดไปหรือเปล่าหนอ มาเข้าเรื่องกันครับ


จุดมุ่งหมายในการภาวนานั้น คือ การทำลาย มโน หรือ ทำลาย จิต เพื่อการสิ้นสุดแห่งการเวียนว่ายตายเกิด การทีนักภาวนาจะทำลาย มโน ได้นั้น จะต้องมาจากปัญญาญาณของนักภาวนาที่สามารถเห็นจิต เห็น มโน ได้เสียก่อน การที่จะเกิดปัญญาญาณได้นั้น นักภาวนาจะต้องเห็นขันธ์มาอย่างโชกโชน ที่ว่าเห็นขันธ์นั้น ขันธ์ที่สำคัญที่นักภาวนาจะต้องเห็นเพราะมีคุณภาพสูงถ้าเห็นมันได้ ก็คือ ความคิด หรือ จิตปรุงแต่ง ครับ


แล้วการเห็นความคิด หรือ เห็นจิตปรุงแต่งนั้นละ จะต้องมาจากการฝึกฝนที่เข้าไปรู้ความรู้สึกของกายก่อน เพราะว่า นักภาวนาหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามาเริ่มต้น กำลังสัมมาสติ สัมมาสมาธิ จะอ่อนปวกเปียกไม่มีกำลังเลย กำลังจิตที่อ่อนนี้ ไม่มีทางที่นักภาวนาจะ*เห็น* ความคิด หรือ เห็นจิตปรุงแต่งได้ (หมายเหตุ อ่านดีๆ ครับ ผมเขียนว่า *เห็น* ไม่ใช่รู้ว่า มีความคิด หรือ รู้ว่ามีจิตปรุงแต่ง การที่คนทั่ว ๆ ไป รู้ว่ามีอาการทางจิต เช่นรู้ว่าโกรธ อย่างนี้ ยังไม่ใช่เห็น ครับ และยังห่างไกลการเห็นอีกมาก ** เขียนอย่างนี้ ถ้าไปกระทบกระเทือนสำนักไหน ผมก็ขออภัยด้วย เพราะนี่คือความจริงที่เป็นอย่างนี้จริง ๆ นักภาวนาที่ภาวนาได้ผล จะเป็นอย่างนี้กันทุกคน )


ที่นักภาวนามือใหม่ให้รู้สึกที่กายก่อน เพราะมือใหม่แค่ใหนก็ตาม การรู้สึกที่กายจะรู้สึกได้เสมอ เมื่อฝึกรู้สึกที่กายไป จะเกิดการพัฒนากำลังจิต กำลังของสัมมาสติ สัมมาสมาธิ จะค่อยๆ เพิ่มขึ้น และ เมื่อเพิ่มขึ้นแล้ว จิตนักภาวนาจะเกิดการแยกตัวออกมา ทำให้*เห็น*ความคิด หรือ *เห็น*จิตปรุงแต่งได้


พอนักภาวนาเริ่มเห็นความคิด เห็นจิตปรุงแต่งได้แล้ว จะปัญหาตามมาทันทีเพราะความไม่เข้าใจในการภาวนา ตรงนี้ ขอให้อ่านดี ๆ หลายๆ เที่ยวก็ยิ่งดี
ปัญหาคือ.. พอความคิดโผล่ขึ้นมา นักภาวนาเห็นได้ แต่เพราะไม่เข้าใจ ก็เข้าใจไปว่า ตัวเองนะทำไมภาวนาแย่ลง ฟุ้งซ่านจังเลย ความคิดโผล่มาบ่อย ๆ ไม่ดีเลย ถ้านักภาวนาเข้าใจอย่างนี้ ก็ไปทำอะไรสักอย่างเพื่อกดความคิดไว้ ตัวอย่างเช่น รู้กายให้หนักแน่นขึ้น เพราะการรู้กายทีหนักแน่นขึ้น ความคิดจะไม่เกิดขึ้นหรือเกิดได้ยากขึ้น นี่เดินผิดทางแล้วครับ ถ้าเป็นแบบนี้

***** คำว่า ความคิดฟุ้งซ่าน และ ความคิดที่ทำให้จิตเกิดปัญญา นั้น มันต่างกันตรงที่ว่า นักภาวนามีจิตแยกตัวออกเห็นความคิดได้หรือไม่***** ถ้านักภาวนาจิตยังไม่แยกตัวออกมาเลย ยังไม่สามารถเห็นความคิดได้เลย เพียงแต่รู้ว่าตัวเองคิด อย่างนี้ คือ คิดฟุ้งซ่านครับ ถ้านักภาวนาจิตแยกตัวได้แล้ว เห็นความคิดเป็นไตรลักษณ์ได้แล้ว อย่างนี้ความคิดคือปัญญาของจิตครับ


ถ้านักภาวนาที่มีความคิดผุดมามาก ๆ ถ้าจิตเขาแยกตัวได้แล้ว ความคิดผุดมา บางครั้งก็หลุดตามความคิดไป บางครั้งก็เห็นความคิดเป็นไตรลักษณ์ได้ ถ้าเป็นอย่างนี้ ความคิดยิ่งผุด ยิ่งดี เพราะเท่ากับจิตได้เกิดปัญญาเห็นไตรลักษณ์ของความคิดได้บ่อย ๆ เห็นได้เรื่อยๆ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ นักภาวนาไม่ต้องไปสนใจเรื่องกายเลยครับ เห็นความคิดมันโผล่ มันดับ ไปเรื่อยๆ ยิ่งเห็นมาก ปัญญายิ่งมาก กำลังจิตยิ่งสูงขึ้น นี่ของดีทั้งนั้นเลย... พอนักภาวนาเห็นความคิดมันผุดมาก ๆ เป็นปัญญา ผลที่ตามมาก็คือ นักภาวนาจะมีญาณเกิดขึ้น ญาณนี้แหละ ทำให้นักภาวนาสามารถเห็นจิต เห็น มโน ได้ต่อไป ซึ่งก็ต้องภาวนาต่อไปอีก


ท่านจะเห็นว่า การรู้สึกลงไปที่กายนั้น เพื่อให้เกิดจิตมีกำลังแยกตัวออกเพือ่ให้เห็นความคิดเป็นไตรลักษณ์ได้ แล้วค่อยต่อยอดต่อไปได้ ทีนี้ เมื่อผมบอกให้รู้กาย ถ้านักภาวนาเน้นกายมากไป ไม่ผ่อนคลาย ผลที่ตามมาคือ ความคิดไม่เกิด พอความคิดไม่เกิดชึ้น การพัฒนาต่อยอดก็จะไม่มีครับ นักภาวนาที่เน้นกายหนักไปหน่อย ก็จะพบแต่ความสงบทางจิต แต่ปัญญาไม่มีครับ การภาวนาทีสมดุลย์นั้น การรู้กายจะรู้เพียงเบาๆ เมื่อเป็นอย่างนี้ นักภาวนาจะสังเกตได้ก็คือ ความคิดมันมีผุดมาบ่อย ๆ และก็ง่ายต่อการเผลออีกด้วย การภาวนาที่เน้นกายมากไป การรู้กายจะแน่นและไม่เบา ความคิดจะไม่ค่อยผุดออกมา จะเผลอยาก จิตจะสงบ เห็นความต่างกันไหมครับ


คำถามคำตอบต่อบทความนี้
1. เห็น นี่คือ เห็นด้วยจิต การเห็นจะเกิดได้ เมื่อจิตแยกตัวออกมาแล้ว การเห็นจะคล้าย ๆ กับตาเห็นอะไรสักอย่างแว๊บหนึ่ง เช่น เห็นดาวตก แต่นี่ไม่ใช่ตา แต่เป็นจิตเห็นความคิด คนที่ยังไม่เห็น จะเข้าใจยากสักหน่อย แต่เห็นได้จริง
2. เวลาเห็น จะมีรู้ผมสมด้วยทุกครั้ง ไม่ใช่เห็นอย่างเดียว แต่ถ้ารู้อย่างเดียว จะไม่มีเห็น
3. ผมจะยกตัวอย่าง ถ้าคุณไปดูละคร คุณเห็นตัวละครในเวที นี่คือคุณเห็นความคิด แต่ถ้าคุณเห็นเวที นี่คือ เห็น มโน มโน นั้นจะเป็นที่ ๆ ให้ความคิดมันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ใหม่ๆ คนจะเห็นความคิดก่อน ยังไม่เห็น มโน เพราะ มโน เห็นยากกว่ามาก แต่ความคิดเห็นง่ายกว่า เมื่อคนเห็นความคิดได้แล้ว และเห็นบ่อย ๆ ก็จะเห็น มโน ได้ แต่ต้องเป็นคนช่างสังเกตด้วย อย่างคุณดูทีวี คุณดูทีตัวละครในทีวี คุณไม่เคยเห็นตัวทีวีเลย เคยสังเกตไหมครับ




Create Date : 02 มิถุนายน 2555
Last Update : 7 มิถุนายน 2555 8:30:23 น. 0 comments
Counter : 1435 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะ VIP Friend
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#13


 
นมสิการ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 124 คน [?]




หลักปฏิบัติ ...รู้สึกตัว ผ่อนคลาย เฉย ๆ สบาย ๆ

มากกว่า 20 ปีที่ไปหลงทำสมถภาวนาแบบสมาธิแบบฤาษีโดยที่ไม่รู้จักกับคำว่า อะไรคือสัมมาสติ สัมมาสมาธิ ผลที่ได้คือความสงบขณะกำลังนั่งสมาธิจนตัวนิ่งแข็งเป็นก้อนหิน แต่ผลข้างเคียงตามมาก็คือการเป็นคนเจ้าโทสะอย่างรุนแรงขณะเวลาไม่ได้นั่งสมาธิ และ ที่อยู่ในชีวิตประจำวัน....

จนได้พบกัลยณมิตรแดนไกล ที่ได้ชักนำให้มารู้จักวิธีปฏิบัติแบบหลวงพ่อเทียน จนได้พบกับพระอาจารย์ในสายหลวงพ่อเทียน ที่ผมได้เรียนการปฏิบัติจากท่าน จนเข้าใจว่า สัมมาสติ สัมมาสมาธิ คืออะไร แล้วลงมือฝึกฝน การปฏิบัติก็รุดหน้าและได้ลิ้มรสสิ่งบริสุทธิในจิตใจอันเป็นผลจากการปฏิบัติด้วยเวลาเพียง 5 ปี

ธรรมปฏิบัติจากฆราวาสเขียนเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยากในสังคมไทย ผมรู้ได้จากที่เขียนใน blog ผมได้พบกับการก่อกวนใน blog การเขียนเหน็บแนม กระแหนะกระแหน ตำหนิการการปฏิบัติที่ผมเขียนใน blog ว่าผิดทาง เขียนแบบคาดเดาเอา ไม่รู้จริง ให้ผมหยุดเขียนแนวนี้ได้แล้ว และไปโมทนาสาธุแนะนำการปฏิบัติสมาธิแบบฤาษีให้กับผมอีกว่านี่คือทางที่ถูกต้อง ...

บทความใน blog จึงเกิดขึ้นมา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ในการภาวนา
แก่ผู้อื่นที่กำลังเดินทางในสายแห่งอริยมรรคนี้

เมื่อท่านได้เข้ามาอ่านข้อเขียนใน blog กรุณาอย่าได้เชื่อผมจนกว่า ท่านได้ทดลองปฏิบัติแล้วและพิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง

**กรุณา .อย่า.ได้บริจาคเงินให้ blog ผมทาง e-wallet ครับ **

******
บทความต่าง ๆ ใน blog นี้
ขอสงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ห้ามนำไปดัดแปลง ลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

****
Friends' blogs
[Add นมสิการ's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.