รู้สึกตัว ผ่อนคลาย เฉย ๆ สบาย ๆ **กรุณา .อย่า.ได้บริจาคเงินให้ blog ผม ทาง e-wallet ครับ** **ผมขอสงวนสิทธิการเป็นเจ้าบ้านของ blog ลบข้อเขียนใดๆ ก็ได้ใน blog นี้ตามที่ผมเห็นสมควร**
Group Blog
 
<<
เมษายน 2554
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
26 เมษายน 2554
 
All Blogs
 

กาลามสูตร

ผมเข้าไปอ่านในกระทู้เรื่อง วิจิกิจฉา กับ กาลามสูตรไม่ขัดกันหรือคะ ที่ //www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y10483968/Y10483968.html

ผมเห็นมีเรื่องกาลามสูตรอยู่ เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ที่ผมอยากจะทิ้งมุมมองของผมในเรื่องพระสูตรนี้ให้ท่านพิจารณา ผมเชื่อว่า ท่านที่เป็นขาจร เมื่ออ่านบทนี้จบ จะมีหลายท่านที่อาจสบถออกมาก็ได้ว่า ช่างเป็นข้อเขียนที่ทำลายศาสนา

สำหรับท่านที่มีปัญญา บทความนี้อาจช่วยให้ท่านถึงฝั่งก็อาจเป็นได้


******************

ผมเชื่อว่า ไม่มีใครที่ชอบการถูกผู้อื่นหลอก ผู้ถูกหลอกนอกจากจะเสียรู้ให้แก่ผู้มาหลอกแล้ว ถ้าจะมองดี ๆ ก็จะได้ว่า ผู้ถูกหลอกช่างเป็นคนที่โง่เง่าเสียจริง ๆ จึงถูกหลอกได้สำเร็จ

ในโลกนี้ ไม่มีใครรู้ทุกสิ่ง ดังนั้น เรื่องการถูกหลอกจึงมีอยู่โดยทั่ว ๆ ไป

ในการหลอกนั้น คน ๆ หนึ่ง นอกจากจะถูกคนอื่นหลอกแล้ว ยังมีการหลอกอีกอย่างหนึ่ง ที่คนถูกหลอกมักไม่รู้ว่ากำลังถูกหลอกอยู่ และมีการถูกหลอกอยู่ทุกวัน วันละหลาย ๆ ครั้งเสียด้วย

ใครนะช่างเก่งจริง ที่เที่ยวหลอกคนอื่นได้ทุกวัน วันละหลาย ๆ ครั้ง

ไม่ใช่ใครที่ไหนครับ แต่มันคือ ความคิดของตัวเองที่หลอกตัวเองอยู่ร่ำไป

เมื่อคนรับการรับรู้ผ่านทางระบบประสาทเข้ามา ก็จะมีขบวนการทำงานของ สัญญาขันธ์ และ สังขารขันธ์ ขึ้น กลายเป็นความคิดออกมา

เมื่อความคิดออกมาแล้ว คนก็จะเชื่อทันทีว่า ความคิดนั้นมันเป็นของฉัน ฉันเป็นคนคิดมันเอง คนก็เลยเชื่อสนิทว่าความคิดนั้นมันเป็นเรื่องจริง เป็นอย่างนั้นจริง ๆ โดยไม่เอะใจเลยว่ากำลังถูกความคิดของตัวเองหลอกตัวเองอยู่

การถูกความคิดหลอกลวงนี้ นี่คือสิ่งที่พระพุทุธองค์ทรงค้นพบความจริงแล้วเรียกสิ่งนี้ว่า อวิชชา
เมื่อคนหลงไปในอวิชชาแบบไม่เอะใจ ก็หลงเข้าไปในกองทุกข์ที่ความคิดมันสร้างขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา

พระพุทธองค์ได้ทรงประกาศอริยสัจจ์ 4 ซึ่งเมื่อใครได้ลงมือปฏิบัติตาม ก็จะพบกับความจริงของเรื่องการหลอกลวงเพราะความคิดของตนเองนี้ ซึ่งก็คือ วิชชา (สังเกต คำว่า .วิชชา. มี .ช-ช้าง. 2 ตัวสะกด)

วิชชา ทำให้ผู้ที่ปฎิบัติตามได้เห็นขบวนการทำงานของ.สังขารขันธ์.และการเป็นไตรลักษณ์ของความคิด ที่มันปรุงออกมา และเข้าใจในขบวนการของความคิด ทีมี.สัญญาขันธ์.เป็นตัวเสริม ทำให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจอาการหลอกลวงของความคิดนี้ได้ว่า อันว่าความคิดมันไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา มันมีเหตุให้เกิด มันก็เกิด

ในทำนองเดียวกัน อวิชชา อันเนื่องด้วย สัญญาขันธ์ บวกกับการเรียนรู้และประสบการณ์ทางโลก ทำให้มีการแปลความหมายของความคิดออกมาเป็นเรื่องเป็นราว เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตน เป็นเราเป็นเขา

วิชชา นี้ไม่อาจที่จะคิดออกมาได้เอง เพราะเมื่อลงมือ.คิด. ก็หลงเข้าไปในการหลอกลวงของอวิชชาทันที แต่ วิชชา นี้จะผุดออกมาจากการรู้ของ.จิต.ที่ไปเห็นความจริงเข้าเท่านั้น
ดังนั้น วิชชา จึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจสอนให้เข้าใจได้เลย นอกจากสอนวิธีการปฏิบัติให้ลงมือปฏิบัติเอง ให้ผู้ปฏิบัติได้เห็นเอง เข้าใจได้เองด้วยตนเอง อันเป็นปัจจัตตัง

วิชชา นี้พูดมากไม่ได้ เพราะพูดไป ก็จะมีแต่คนที่บอกว่า ไอ้พวกนอกคอก พวกทำลายศาสนา
เพราะพูดไป ก็ไม่มีใครเชื่อ เพราะคนที่ยึดมั่นในคำสอนโดยไม่.โยนิโสมนสิการ. ก็คือพวกหลงเข้าไปในกับดักของ.อวิชชา.เสียแล้ว

การหลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่นใน.ความคิด. ก็เท่ากับการได้ทำลายเรือนแห่งอวิชชา แล้วผู้นั้น ก็จะหลุดออกจากการถูกอวิชชาหลอกลวง กลายเป็นผู้รู้แจ้งที่ไม่ทุกข์ในที่สุด

บทความนี้ จะเข้าใจยากสักหน่อยสำหรับคนทั่ว ๆ ไป แต่ถ้าใครที่เห็นความคิดได้แล้ว ก็พอจะเข้าใจได้บ้าง แต่ผู้ที่เข้าใจได้อย่างดี ก็คือคนที่เข้าใจในการหลอกลวงของความคิดได้แล้ว

*****
เรื่องท้ายบท

1...ในพระไตรปิฏก มีการกล่าวถึงเรื่องหนึ่ง ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรื่องธรรมกับพระสารีบุตร
แล้วพระพุทธองค์ทรงตรัสถามพระสารีบุตรว่า เชื่อหรือไม่

พระสารีบุตร ตรัสตอบว่า ท่านยังไม่เชื่อในทันทีจนกว่าจะได้พิสูจน์ให้เห็นจริงก่อน

****
นี่เป็นเรื่องราวที่คนที่อ่านพระไตรปิฏกอาจงงว่า ทำไมพระสารีบุตรจึงไม่เชื่อในคำสอนของพระพุทธองค์ในทันที

แล้วท่านละ เมื่ออ่านเรื่องในพระไตรปิฏก ท่านเชื่อโดยสนิทใจทันทีเลยหรือไม่

2...กาลามสูตร การไม่เชื่อ 10 ประการ

ทำไมในพระไตรปิฏก จึงมีเรื่องนี้ ไม่ให้เชื่อ 10 ประการ (ท่านหาอ่านเองใน google โดยค้นคำว่า "กาลามสูตร" ครับ )

เมื่อท่านอ่านบทนี้แล้ว ท่านคงได้คำตอบเอง

3...หลวงพ่อเทียน ท่านสอนให้ดูความคิด เพราะการดูความคิด จะทำให้เห็นการหลอกลวงของความคิดได้ ก็จะทำให้หลุดออกจากห่วงโซ่แห่งอวิชชาได้ เพราะการเห็นความจริงของการหลอกลวงนี้

เส้นทางแห่งมรรคที่ทำลาย.อวิชชา.... << อาตาปี สัมปชาโน สติมา >>

4...มีการเขียนไว้ถึงการบรรลุธรรมของพระอรหันต์ไว้หลายประเภท แต่แบ่งออกใหญ่ ๆ ได้ 2 ประเภทคือ เจโตวิมุตติ และ ปัญญาวิมุตติ

ในความเห็นของผม ผู้ที่เข้าใจได้อย่างดีว่า .ความคิด. ว่าเป็นสิ่งหลอกลวง เป็นผลงานของอวิชชาด้วยปัญญา ผู้นั้นจะเป็นพระอรหันต์ประเภท ปัญญาวิมุตติ

ส่วนพระอรหันต์ประเภท เจโตวิมุตติ จะเข้าใจการหลอกลวงของอวิชชานี้ โดยการเห็นการทำงานของขันธ์ 5 ในส่วนของ.สังขารขันธ์.แล้วจึงเข้าใจได้ และเกิดการตัดขาดแรงยึดติดระหว่างจิตและสังขารขันธ์ให้ขาดออกจากกันเมื่อเข้าใจแล้ว อันเป็นขบวนการทาง.เจโตสมาธิ. ดังเช่นที่หลวงพ่อเทียนได้บอกไว้ถึงอาการเชือกขาดนั้นเองครับ




 

Create Date : 26 เมษายน 2554
8 comments
Last Update : 29 มกราคม 2555 15:04:49 น.
Counter : 4012 Pageviews.

 

การหมดความหวาดระแวง ลังเล สงสัยใน สิ่งใดว่าเป็น กุศล หรือ อกุศล เพราะได้พิสูจน์ด้วยตนเองแล้ว เป็นใจความของ กาลามสูตรครับ อนุโมทนาสาธุครับ

 

โดย: shadee829 26 เมษายน 2554 20:37:22 น.  

 

โมทนาสาธุค่ะ คนที่ยังไม่เข้าใจ บางทีเขาเชื่อสัญญา มากกว่าปัญญา และเขาเชื่อของจำ มากกว่าของจริง

และเขาก็ไม่รู้ว่าปัญญาที่เขาเข้าใจแท้จริงเป็นเพียงสัญญา

แต่ปัญญาจากความ "รู้" และ "เห็น" นั้น ไม่ได้เกิดจากความคิดเอา..

พูดไปก็เท่านั้น.. แต่ก็พูดกันไปตอบกันไปตามสมมติค่ะ เผื่อว่าคนมีปัญญาจะหลงเข้ามาอ่านเจอ ก็เป็นประโยชน์ของเขาไป

โมทนากับท่านพี่เช่นเคยค่ะ

 

โดย: ธัมมทีโป IP: 101.108.165.46 27 เมษายน 2554 0:47:15 น.  

 

เยี่ยมครับ

ธรรมดา เท่านี้เอง
แต่หาคนยากที่จะเชื่อ

เพราะมันไม่มีอภินิหาร
ไม่วิเศษ ไม่สูงส่ง

มันธรรมดาเกินกว่า
คน จะเชื่อได้

สมัยก่อนที่ยังไม่ค่อยมีวิทยาศาสตร์
น่าจะเข้าถึงยากกว่านี้มากๆ

 

โดย: billy IP: 1.47.45.187 27 เมษายน 2554 7:39:15 น.  

 

แวะมาเยี่ยมชมครับ

 

โดย: LoveOnly 27 เมษายน 2554 14:17:46 น.  

 

ขอบคุณมากครับ

 

โดย: โอม37 28 เมษายน 2554 7:51:43 น.  

 

สวัสดีครับทุกท่าน

 

โดย: คนไม่ธรรมดา IP: 49.48.162.212 28 เมษายน 2554 11:06:59 น.  

 



*~*~*~*..แวะมาทักทายจ๊ะ..ขอให้มีความสุข สดใส..หัวใจเบิกบาน..*~*~*~*

..HappY BrightDaY..

 

โดย: *~ต้นกล้า...ของหัวใจ~* 29 เมษายน 2554 16:36:53 น.  

 

ผมจำเป็นต้องปิดการเขียนของท่านผู้อ่าน เนื่องจากกฏหมายอินเตอร์เนท
ที่อาจมีสิ่งผิดกฏหมายใส่เข้ามาใน blog

ท่านที่จะสนทนา หรือ ถามคำถาม ขอให้ส่ง email ถึงผมได้ที่
asknamasikarn@gmail.com

หรือสำหรับสมาชิก pantip จะส่งมาทางหลังไมค์ก็ได้เช่นกัน

 

โดย: นมสิการ 29 มกราคม 2555 15:14:25 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะ VIP Friend
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


BlogGang Popular Award#13


 
นมสิการ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 126 คน [?]




หลักปฏิบัติ ...รู้สึกตัว ผ่อนคลาย เฉย ๆ สบาย ๆ

มากกว่า 20 ปีที่ไปหลงทำสมถภาวนาแบบสมาธิแบบฤาษีโดยที่ไม่รู้จักกับคำว่า อะไรคือสัมมาสติ สัมมาสมาธิ ผลที่ได้คือความสงบขณะกำลังนั่งสมาธิจนตัวนิ่งแข็งเป็นก้อนหิน แต่ผลข้างเคียงตามมาก็คือการเป็นคนเจ้าโทสะอย่างรุนแรงขณะเวลาไม่ได้นั่งสมาธิ และ ที่อยู่ในชีวิตประจำวัน....

จนได้พบกัลยณมิตรแดนไกล ที่ได้ชักนำให้มารู้จักวิธีปฏิบัติแบบหลวงพ่อเทียน จนได้พบกับพระอาจารย์ในสายหลวงพ่อเทียน ที่ผมได้เรียนการปฏิบัติจากท่าน จนเข้าใจว่า สัมมาสติ สัมมาสมาธิ คืออะไร แล้วลงมือฝึกฝน การปฏิบัติก็รุดหน้าและได้ลิ้มรสสิ่งบริสุทธิในจิตใจอันเป็นผลจากการปฏิบัติด้วยเวลาเพียง 5 ปี

ธรรมปฏิบัติจากฆราวาสเขียนเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยากในสังคมไทย ผมรู้ได้จากที่เขียนใน blog ผมได้พบกับการก่อกวนใน blog การเขียนเหน็บแนม กระแหนะกระแหน ตำหนิการการปฏิบัติที่ผมเขียนใน blog ว่าผิดทาง เขียนแบบคาดเดาเอา ไม่รู้จริง ให้ผมหยุดเขียนแนวนี้ได้แล้ว และไปโมทนาสาธุแนะนำการปฏิบัติสมาธิแบบฤาษีให้กับผมอีกว่านี่คือทางที่ถูกต้อง ...

บทความใน blog จึงเกิดขึ้นมา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ในการภาวนา
แก่ผู้อื่นที่กำลังเดินทางในสายแห่งอริยมรรคนี้

เมื่อท่านได้เข้ามาอ่านข้อเขียนใน blog กรุณาอย่าได้เชื่อผมจนกว่า ท่านได้ทดลองปฏิบัติแล้วและพิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง

**กรุณา .อย่า.ได้บริจาคเงินให้ blog ผมทาง e-wallet ครับ **

******
บทความต่าง ๆ ใน blog นี้
ขอสงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ห้ามนำไปดัดแปลง ลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

****
Friends' blogs
[Add นมสิการ's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.