รู้สึกตัว ผ่อนคลาย เฉย ๆ สบาย ๆ **กรุณา .อย่า.ได้บริจาคเงินให้ blog ผม ทาง e-wallet ครับ** **ผมขอสงวนสิทธิการเป็นเจ้าบ้านของ blog ลบข้อเขียนใดๆ ก็ได้ใน blog นี้ตามที่ผมเห็นสมควร**
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2555
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
24 ตุลาคม 2555
 
All Blogs
 
คำถามจากมือใหม่นักภาวนา

3)เวลาเรามีเวลาว่างแล้วมานั่งภาวนานั้นไม่เหมือนเราตั้งใจจะภาวนาหรือคะ
เพราะอาจารย์บอกว่าไม่อยากให้ตั้งใจภาวนา และภาวนาในรูปแบบหมายถึงอะไรคะ .

ตอบ.. ผมจะนำข้อนี้ขึ้นมาก่อน เพื่อให้เข้าใจ การภาวนาในรูปแบบ หมายถึง การที่เราไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย
แต่ต้องการฝีกฝนการภาวนา การภาวนาตามรูปแบบที่นิยมกัน เช่น การเฝ้ารู้ลมหายใจ การเดินจงกรม การฝีกเคลื่อนไหวแบบหลวง
พ่อเทียน และ การบริกรรมต่าง ๆ

การภาวนาตามรูปแบบนั้น นักภาาวนาไม่ทำอย่างอื่น นอกจากการภาวนา เช่น การเฝ้าดูลมหายใจ ก็จะทำแต่เฝ้าดูลมหายใจ
จะไม่ไปล้างจาน ไปอาบน้ำ หรือ อื่น ๆ

เพราะการภาวนานั้นมี 2 ลักษณะคือ การทำตามรูปแบบ ที่ทำการภาวนาอย่างเดียว ไม่ทำกิจการทางโลกควบคู่ไปด้วย
และการภาวนาในชีวิตประจำวัน คือ การทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันแล้วก็ภาวนาไปด้วย เช่น ถ้าเราล้างจาน เราก็ภาวนาไปด้วยได้
จานก็ล้างไป เมื่อเมื่อจับสัมผัสจาน สัมผัสน้ำ สัมผัสฟองน้ำล้างจาน ก็รู้สึกถึงอาการสัมผัสนั้น ๆ ด้วย นี่คือ การภาวนาในชีวิตประจำวัน

ข้อแตกต่าง ข้อดี ข้อเสีย ของการภาวนาทั้ง 2 แบบ นั้น การทำในรููปแบบ เหมาะสำหรับคนมีเวลาว่างแล้วมาทำ ข้อดีก็คือ
นักภาวนาไม่ต้องไปทำอย่างอื่น จึงมุ่งที่เรื่องนี้ได้เต็มที แต่ถ้านักภาวนามุ่งมั่นเกินไป ก็จะไม่เป็นผลดีต่อการภาวนาเพราะจะไมเข้าสู่ธรรมชาติได้
การภาวนาในชีวิตประจำวัน ข้อดีคือ เป็นธรรมชาติมากกว่า และเหมาะกับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาว่าง แต่ข้อเสียก็คือ
นักภาวนามักจะลืม มักจะเผลอ ไม่รับรู้ความรูุ้สึกการสัมผัสที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน แต่ถ้านักภาวนาไม่เผลอ ไม่ลืมการผัมผัส
คือ ลืมได้บ้างแต่ก็กลับมารู้สึกได้อีก อย่างนี้จะดีกว่า เพราะเป็นธรรมชาติมากกว่า

1) อาจารย์บอกว่าอย่าพยายามภาวนามันไม่เกิดผลในกิจกรรมประจำวันของดิฉันนะคะเวลาดิฉันจะคุยทำครัวหรืออย่างอื่น
ดิฉันก็ทำตามปรกติมันเหมือนกับเบื้องหน้าแต่เบื้องหลังในช่วงต่างๆเหล่านั้นมันเหมือนกับดิฉันภาวนาคือรู้สึกดินและลมไป
มันเหมือนกับมีฉาก สองฉากซ้อนกันอันหนึ่งก็สิ่งที่ทำอยู่อีกอันหนึ่งก็ภาวนา

ตอบ..อย่าไปกังวล / อย่าไปสนใจ เรื่องการซ้อนกันเป็นสองฉาก มันจะมีสองฉากก็ช่าง ไม่มีก็ช่าาง
ให้ทำไปแบบการภาวนาในชีวิตประจำวัน แล้วก้รู้สึกถีงการสัมผัสที่เป็นดิน ที่เป้นลมไปเรื่อย ๆ แค่นี้ก็พอครับ

2)เวลาก่อนนอนดิฉันปิดตาแต่ตอนยังไม่หลับก็ทำการรู้ดินรู้ลมไปโดยไม่ได้ลืมตา
ไม่ทราบว่าถือว่าเป็นการภาวนาหรือเปล่าเพราะเหมือนอาจารย์บอกว่าเวลาภาวนาต้องลืมตา . .

ตอบ ถ้าไม่ใช่การนอน ก็อย่าหลับตา แต่ถ้าจะนอน ก็หลับตาได้ครับ เราพยายามทำให้เป็นธรรมชาติเข้าไว้
เพราะถ้าไม่ใช่การนอน การหลับตาก็ไม่เป็นธรรมชาติ และเวลานอน ถ้าไปลืมตาก็ไม่ใช่ธรรมชาติอีกเช่นกัน


4)อาจารย์บอกว่าเวลาเราจับน้ำแข็งเรารู้สืกเย็นนั่นคือจิตรู้สืก
ดังนั้นเวลาลมพัดอากาศหนาวก็เป็นความรู้สึกจากจิตโดยตรงมันไม่ได้มาจากความนืกคิดหรือความรู้สึก
ได้เช่นความคิดหรือความรู้สึกถึงความเย็นจากการจับน้ำแข็งมันไม่เหมือนกับเวลาจับน้ำแข็งจริงใช่ไหมคะ

ตอบ เวลารูุ้สึกความเย็นถึงการจับน้ำแข็งหรือลมหนาวมาโดนตัว ก็จะเหมือนกันครับ ไม่ใช่การนีกคิด
อย่างนี้จิตรู้สึกแล้ว ผมจะยกตัวอย่างความคิดให้ดู ให้ลองนีกถีงเราเอาน้ำมะนาวมาบีบใส่ปากซิครับ
พอคิดเท่านั้น น้ำลายออกมาเลย นี่คือการนีกคิดทั้ง ๆ ยังไม่มีน้ำมะนาวมาใส่ปากแต่อย่างใด

5) อาจารย์บอกว่าบางคนเวลาเผลอเช่นคิดไปว่าเดี๋ยวจะไปThe Mallไปซื้อของแล้ว...
ต่อไปยาวสำหรับดิฉันเวลาเผลอนะคะบางทีแค่คำว่าเดี๋ยวขึ้นมาก็รู้ตัวว่าเผลอก็กลับมาภาวนา
อย่างเดิมแต่บางทีก็เผลอยาวเวลาเราเผลอยาวหรือเผลอสั้นเป็นเพราะอะไรคะ

ตอบ การเผลอยาวหรือสั้น ขึ้นกับเหตุ 2 อย่าง คือ 1. จิตเรามีความกังวลอะไรอยู่หรือไม่ ถ้ามีก็จะเผลอยาว
เพราะจิตจะไปวนเวียนคิดแต่เรื่องทีกังวลใจอยู่ แต่ถ้าไม่มีความกังวลก็จะเผลอสั้น
2. กำลังจิตของเราเข้มแข็งดีหรือไม่ ถ้าคนทีกำลังจิตเข็มแข็งเพราะฝีกบ่อยๆ
อย่างนี้จะเผลอสั้น ๆ คือ เผลอแล้วกลับมารู้สึกตัวได้เร็วกว่า ไม่เผลอยาว


6)ตามข้อหนึ่งที่เรียนอาจารย์ คือช่วงทำกิจกรรมประจำวันแม้นกระทั่งฟังเพลงหรือดูหนังแต่ลึก
จากนั้นก็เหมือนดิฉันภาวนารู้ดินรู้ลมด้วยแม้นเวลาเขียนจดหมายถีงอาจารย์นี้ด้วยมีเผลอและทำ
ต่อเมื่อนึกได้อาจารย์คิดว่านี่เป็นการภาวนาที่ใช้ได้ไหมคะ

ตอบ..การภาวนาใหม่ๆ ก็เป็นแบบนี้ มีเผลอมีการกลับมาไม่เผลอได้อีก แต่ถ้าฝีกไปเรื่อยๆ
การเผลอจะสั้นลงและการกลับมาจะเร็วขึ้น ให้เวลากับตนเองในการฝีกฝนไปเรื่อยๆ อย่าไปกังวลใจ
เรื่องเผลอ ไม่เป็นผลดีครับ ทำตัวให้สบาย ๆ เป็นธรรมชาติให้มาก เผลอไปก็เริ่มใหม่ ไม่เป็นไร
คล้าย ๆ คนหัดขี่จักรยาน กว่าจะขี่ได้เก่ง ก็จะล้มแล้วล้มอีก มันจะเป็นแบบนั้น

เรื่องเผลอนี้ เวลาเรากลับมาเองได้อีกครั้ง มันจะเป็นข้อดีของจิตต่อไป
อย่าได้รังเกียจการเผลอ แต่ขอให้มีการพัฒนาได้ก็พอ ถึงแม้จะช้าก็ยังดี
แล้วพอพัฒนาไปเรื่อยๆ การเผลอนี้แหละ ทุกครั้งที่กลับมา ปัญญาของจิตจะเกิดขึ้นเอง


Create Date : 24 ตุลาคม 2555
Last Update : 24 ตุลาคม 2555 17:51:18 น. 1 comments
Counter : 1097 Pageviews.

 
ท่านทีต้องการเข้าร่วมกิจกรรมครั้งที่ 4 วันอาทิตย์ที่ 25 พ.ย.2555 เวลา 13-16 น. กรุณาลงชื่อได้แล้วครับ

https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=10-2012&date=17&group=14&gblog=12


โดย: นมสิการ วันที่: 24 ตุลาคม 2555 เวลา:16:10:24 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะ VIP Friend
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

นมสิการ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 133 คน [?]




หลักปฏิบัติ ...รู้สึกตัว ผ่อนคลาย เฉย ๆ สบาย ๆ

มากกว่า 20 ปีที่ไปหลงทำสมถภาวนาแบบสมาธิแบบฤาษีโดยที่ไม่รู้จักกับคำว่า อะไรคือสัมมาสติ สัมมาสมาธิ ผลที่ได้คือความสงบขณะกำลังนั่งสมาธิจนตัวนิ่งแข็งเป็นก้อนหิน แต่ผลข้างเคียงตามมาก็คือการเป็นคนเจ้าโทสะอย่างรุนแรงขณะเวลาไม่ได้นั่งสมาธิ และ ที่อยู่ในชีวิตประจำวัน....

จนได้พบกัลยณมิตรแดนไกล ที่ได้ชักนำให้มารู้จักวิธีปฏิบัติแบบหลวงพ่อเทียน จนได้พบกับพระอาจารย์ในสายหลวงพ่อเทียน ที่ผมได้เรียนการปฏิบัติจากท่าน จนเข้าใจว่า สัมมาสติ สัมมาสมาธิ คืออะไร แล้วลงมือฝึกฝน การปฏิบัติก็รุดหน้าและได้ลิ้มรสสิ่งบริสุทธิในจิตใจอันเป็นผลจากการปฏิบัติด้วยเวลาเพียง 5 ปี

ธรรมปฏิบัติจากฆราวาสเขียนเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยากในสังคมไทย ผมรู้ได้จากที่เขียนใน blog ผมได้พบกับการก่อกวนใน blog การเขียนเหน็บแนม กระแหนะกระแหน ตำหนิการการปฏิบัติที่ผมเขียนใน blog ว่าผิดทาง เขียนแบบคาดเดาเอา ไม่รู้จริง ให้ผมหยุดเขียนแนวนี้ได้แล้ว และไปโมทนาสาธุแนะนำการปฏิบัติสมาธิแบบฤาษีให้กับผมอีกว่านี่คือทางที่ถูกต้อง ...

บทความใน blog จึงเกิดขึ้นมา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ในการภาวนา
แก่ผู้อื่นที่กำลังเดินทางในสายแห่งอริยมรรคนี้

เมื่อท่านได้เข้ามาอ่านข้อเขียนใน blog กรุณาอย่าได้เชื่อผมจนกว่า ท่านได้ทดลองปฏิบัติแล้วและพิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง

**กรุณา .อย่า.ได้บริจาคเงินให้ blog ผมทาง e-wallet ครับ **

******
บทความต่าง ๆ ใน blog นี้
ขอสงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ห้ามนำไปดัดแปลง ลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

****
Friends' blogs
[Add นมสิการ's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.