รู้สึกตัว ผ่อนคลาย เฉย ๆ สบาย ๆ **กรุณา .อย่า.ได้บริจาคเงินให้ blog ผม ทาง e-wallet ครับ** **ผมขอสงวนสิทธิการเป็นเจ้าบ้านของ blog ลบข้อเขียนใดๆ ก็ได้ใน blog นี้ตามที่ผมเห็นสมควร**
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2555
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
27 สิงหาคม 2555
 
All Blogs
 
บรรลุธรรมคือ ??

ผมไม่เข้าใจความหมายของคำว่า บรรลุธรรม แปลว่าอะไร

แต่ถ้าใช้คำว่า เห็นธรรม น่าจะตรงกว่า เพราะในสมาธิสูตรในพระไตรปิฏก ก็มีกล่าวไว้ว่า
เมื่อเจริญสมาธิ จิตตั้งมั่นแล้ว จักเห็นธรรมตามความเป็นจริง หรือ พูดว่า มีดวงตาเห็นธรรม สำหรับโสดาบัน

อย่าไปเข้าใจว่า การมีสมาธิจนเกิดดวงตาเห็นธรรมนั้น สมาธิจะตั้งมั่นได้ตลอด ซี่งเป็นไปไม่ได้สำหรับผู้ที่ยังไม่ใด้ทำลายอวิชชา

แต่ในความเป็นจริงนั้น สำหรับผู้เริ่มต้นภาวนา เพียงขณิกสมาธิที่เกิดขึ้น ก็สามารถเกิดดวงตาเห็นธรรมได้ชั่วขณะได้ ซึ่งใหม่ ๆ นั้น การเห็นธรรมมักจะเห็นสภาวะธรรมที่มีกำลังแรง ๆ เช่น ทุกขเวทนา หรือ อารมณ์โกรธ นักภาวนามือใหม่ จะเห็นพลังงานพวกนี้โผล่แว๊บแล้วหายไปเหมือนแสงไฟกล้องถ่ายรูปแว๊บหนี่ง แต่การเกิดอย่างนี้ได้ในขณะนั้น จิตจะตั้งมั่นเป็นสมาธิอยู่ จึงเกิดอาการนี้ได้ แต่เนื่องจากกำลังจิตยังไม่มั่นคง การตั้งมั่นของสมาธิจึงยังไม่แน่นอน ทำให้นักภาวนามือใหม่ที่เห็นธรรมได้บางครั้ง ก็จะเกิดอาการน๊อตหลุดได้ในบางครั้งเช่นกัน ซ๊่งอาการน๊อตหลุุดนี้ จะเป็นปัญญาให้แก่นักภาวนาเองว่า ต้องทำความเพียรต่อไปอีก มิฉะนั้น น๊อตจะหลุดได้อีก

คนโดยมากที่ไม่เข้าพุทธศาสนาดีพอ มักใช้ประสบการณ์ทางโลกไปตีความเรื่องในธรรม
ว่า ทำไมนักภาวนายังโกรธหัวฟัดหัวเหี่วงอยู่อีกหรือ ถ้าเป็นอย่างนี้จะเป็นนักภาวนาทำไมกัน
นี่คือคนที่ไม่เข้าใจ มักเข้าใจแบบนี้ รวมทั้งนักภาวนาที่ขาดคนชี้แนะที่ตรง ก็มักเข้าใจแบบนี้ ทำให้หันหลังให้กับการภาวนาหรือไปภาวนาผิดทาง อย่างน่าเสียดาย

ในการภาวนานั้น ใหม่ๆ เพียงขณิกสมาธิ ก็สามารถทำให้นักภาวนาเห็นธรรมได้ แต่เมื่อยังหมั่นเจริญสัมมาสติ สัมมาสมาธิไปเรือ่ย ๆ แบบการรู้ทุุกข์ที่ไรัตัณหา ประกอบกับการเห็นธรรมได้จริงในบางครั้ง 2 สิ่งนี้ จะช่วยให้เกิดสัมมาสมาธิทีตั้งมั่นมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ที่ว่าตั้งมั่นมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็คือ นักภาวนาจะสามารถห็นสภาวะธรรมได้บ่อยขึ้น เห็นได้มากขึ้น เห็นสภาวะธรรมที่ละเอียดยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ แต่การเห็นธรรมดังกล่าว ก็จะมีน๊อตหลุดเสมอ ๆ ได้เช่นกัน จนกระทั้งนักภาวนาพบจิต พบ มโน ได้ อาการน๊อตหลุดจะเหลือน้อยลงมาก แต่ก็ยังอาจมีอยู่ จนกระทั้งทำลายอวิชชาได้นั่นแหละ จึงจะจบสิ้นลงไป

จะเห็นว่า การเริ่มต้นด้วยขณิกสมาธิแล้วเห็นธรรม จะชักนำไปสู่ อุปจารสมาธิ และ อัปปนาสมาธิ อันเป็นสมาธิแบบสัมมาสมาธิ ไม่ใช่สมาธิแบบฤาษี

มันเป็นการยากที่จะแบ่งว่า อย่างไรคือ อุปจารสมาธิ อัปปานาสมาธิ ในสัมมาสมาธิ
แต่ในตำราบอกไว้ว่า อุปจารสมาธิ คือ สมาธิที่เฉียดฌาน และ อัปปานาสมาธิ คือ สมาธิที่แนบแน่นอยู่ในฌาน

ถ้าเทียบเคียงกับตำราดังกล่าว ก็สามารถจะบอกได้่ว่า
นักภาวนาที่สามารถเห็น มโน ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง คือ ได้อุุปจารสมาธิ
นักภาวนาที่สามารถเห็น มโน ได้ตลอด คือ ได้ อัปปนาสมาธิ
นี่เป็นความเข้าใจส่วนตัวของผมเอง ซึ่งอาจไม่เหมือนคนอื่น

ในตำรามีกล่าวถึง การย่นย่อรูปนิมิต ว่าเป็น อุปจารสมาธิ / อัปปนาสมาธิ ซึ่งสมาธิแบบนี้
ผมจะไม่กล่าวถึง เพราะผมไม่มีประสบการณ์แบบนี้

การเห็นธรรมนั้นจิตเป็นสมาธิ คำกล่าวนี้ถููกต้อง แต่นักภาวนาควรเข้าใจความเป็นจริงและอาการของสมาธิว่า การตั้งมั่นนั้น เป็นอย่าางไร และตัวเองจะเป็นอย่างไร

ความเข้าใจนี่ จะทำให้นักภาวนาผู้ที่เริ่มเห็นธรรมได้บ้างแล้ว ไม่หลงไปกับมารในจิตใจ ที่มาหลอกล่อให้หลงไปกับตัณหาเพื่อจะทำให้ไม่เกิดอาการน๊อตหลุดอีก ซึ่งเป็นไปไม่ได้ครับ น๊อตต้องหลุด จึงจะหมั่นเพียรในการภาวนา เพียงแต่ว่า อย่าทิ้งอริยสัจจ์ 4 การรู้ทุกข์ที่ไร้ตัณหาในการฝีกฝน เพียงเท่านี้ ก็จะเจริญก้าวหน้าต่อไปอย่างช้า ๆ แต่ถ้าใครที่สามารถเห็น มโน ได้แล้วละก็ คนนั้นจะเดินได้เร็วแล้วครับ

....
fb 26Aug2012


Create Date : 27 สิงหาคม 2555
Last Update : 27 สิงหาคม 2555 5:20:52 น. 0 comments
Counter : 1650 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะ VIP Friend
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

นมสิการ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 131 คน [?]




หลักปฏิบัติ ...รู้สึกตัว ผ่อนคลาย เฉย ๆ สบาย ๆ

มากกว่า 20 ปีที่ไปหลงทำสมถภาวนาแบบสมาธิแบบฤาษีโดยที่ไม่รู้จักกับคำว่า อะไรคือสัมมาสติ สัมมาสมาธิ ผลที่ได้คือความสงบขณะกำลังนั่งสมาธิจนตัวนิ่งแข็งเป็นก้อนหิน แต่ผลข้างเคียงตามมาก็คือการเป็นคนเจ้าโทสะอย่างรุนแรงขณะเวลาไม่ได้นั่งสมาธิ และ ที่อยู่ในชีวิตประจำวัน....

จนได้พบกัลยณมิตรแดนไกล ที่ได้ชักนำให้มารู้จักวิธีปฏิบัติแบบหลวงพ่อเทียน จนได้พบกับพระอาจารย์ในสายหลวงพ่อเทียน ที่ผมได้เรียนการปฏิบัติจากท่าน จนเข้าใจว่า สัมมาสติ สัมมาสมาธิ คืออะไร แล้วลงมือฝึกฝน การปฏิบัติก็รุดหน้าและได้ลิ้มรสสิ่งบริสุทธิในจิตใจอันเป็นผลจากการปฏิบัติด้วยเวลาเพียง 5 ปี

ธรรมปฏิบัติจากฆราวาสเขียนเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยากในสังคมไทย ผมรู้ได้จากที่เขียนใน blog ผมได้พบกับการก่อกวนใน blog การเขียนเหน็บแนม กระแหนะกระแหน ตำหนิการการปฏิบัติที่ผมเขียนใน blog ว่าผิดทาง เขียนแบบคาดเดาเอา ไม่รู้จริง ให้ผมหยุดเขียนแนวนี้ได้แล้ว และไปโมทนาสาธุแนะนำการปฏิบัติสมาธิแบบฤาษีให้กับผมอีกว่านี่คือทางที่ถูกต้อง ...

บทความใน blog จึงเกิดขึ้นมา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ในการภาวนา
แก่ผู้อื่นที่กำลังเดินทางในสายแห่งอริยมรรคนี้

เมื่อท่านได้เข้ามาอ่านข้อเขียนใน blog กรุณาอย่าได้เชื่อผมจนกว่า ท่านได้ทดลองปฏิบัติแล้วและพิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง

**กรุณา .อย่า.ได้บริจาคเงินให้ blog ผมทาง e-wallet ครับ **

******
บทความต่าง ๆ ใน blog นี้
ขอสงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ห้ามนำไปดัดแปลง ลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

****
Friends' blogs
[Add นมสิการ's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.