รู้สึกตัว ผ่อนคลาย เฉย ๆ สบาย ๆ **กรุณา .อย่า.ได้บริจาคเงินให้ blog ผม ทาง e-wallet ครับ** **ผมขอสงวนสิทธิการเป็นเจ้าบ้านของ blog ลบข้อเขียนใดๆ ก็ได้ใน blog นี้ตามที่ผมเห็นสมควร**
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2556
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
26 พฤศจิกายน 2556
 
All Blogs
 
ใช้วิกฤตให้เป็นโอกาสในการภาวนา - เรื่องจริงจากเหตุการณ์บ้านเมืองในวันนี้

ในปฏิจสมุปบาท ข้อแรกมีว่า  อวิชชา เป็นปัจจัย ให้เกิดสังขาร

อวิชชา คือ ความไม่รู้ ความไม่รู้จักว่า สังขารคืออะไร มีลักษณะอย่างไร ได้เกิดสังขารแล้วหรือไม่ เมื่อมีการกระทบสัมผัสผ่านเข้ามาทางอายตนะ ผลคือ สังขารการปรุงแต่งได้เกิดขึ้นแบบไม่รู้ตัว

เหตุการณ์บ้านเมื่องในวันนี้  คนไทยทีรู้เดียงสา มีหรือจะไม่รับรู้เรื่องราว เพียงแต่ว่า คน ๆ นั้นจะปิดหูปิดตาตัวเอง เพื่อพยายามไม่รับรู้เท่านั้น ซี่งเป็นสิทธิทีเขาจะทำได้โดยชอบธรรม

ในพาหิยะสูตรอันลือลั่นในพระไตรปิฏก ได้ทรงตรัสกับท่านพาหิยะ(โดยย่อดังนี้) ว่า เห็นสักแต่ว่าเห็น ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน แล้วตัวตนของเธอจักไม่มี  นีคือคำสอนของพระพุทธองค์แก่ท่านพาหิยะ

พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงสอนชาวพุทธ ให้เอาหูไปนา เอาตาไปไร่  ไม่รับรู้ในสิ่งใด แต่พระองค์กลับสอนให้รับรู้สิ่งรอบ ๆ แต่รู้ด้วยอาการแห่ง สักแต่ว่า  ไม่ปรุงแต่งเข้าทางแห่งอวิชชา

เมื่อมีการรับรู้ทีผ่านเข้ามาทางอายตนะเมื่อไร  เมื่อนักภาวนายังไม่สามารถจะแก้ทางแห่งอวิชชาได้
ย่อมเกิดการปรุงแต่งขึ้นในจิตใจ  แต่ถ้าการปรุงแต่งนั้นได้เกิดขึ้นแล้ว แต่นักภาวนาได้รู้การปรุงแต่งทีเกิดขึ้นนั้นว่า นั่นไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของ ๆ  เรา ได้เมื่อไร  นั่นจึงจะเป็นปัญญาในขั้นต้น

ในทางตรงข้าม เมื่อการปรุงแต่งได้เกิดขึ้นแล้ว แต่นักภาวนารู้ก็จริง แต่ยังไม่อาจจะหยุดยั้งการปรุงแต่งทีเกิดขึ้นได้ กลับเข้าไปยีดถือว่า การปรุงแต่งนั้นเป็นเรา เป็นของเรา  นี่เป็นการเข้าไปยีดติดในกองสังขารแล้ว

การยีดติดในกองสังขารแต่รู้ว่ากำลังยีดติดอยู่ ไม่ใช่เป็นสิ่งเลวร้ายสำหรับนักภาวนา แต่ถ้ายีดติดแล้วแต่ไม่รู้ว่ากำลังยีดติดนี่ซิ คือ สิ่งทีเลวร้ายกว่า 

แต่ด้วยกำลังสัมมาสมาธิทียังไม่ตั้งมั่น การยีดติดย่อมเกิดขึ้น แต่การยีดติดนี้กลับส่งผลให้นักภาวนาได้รับรู้ถีงทุกข์ทีเกิดขึ้น แต่ยังไม่อาจสลัดทุกข์ให้หลุดออกไปได้   ซีงบ่งบอกให้นักภาวนารู้ 2 ประการคือ

1..สิ่งทีนักภาวนาได้ลงมือปฏิบัติตามมรรค 8 นั้น ผลแห่งการปฏิบัติยังไม่เกิดขึ้นจริง นักภาวนาต้องมีความเพียรมากขึ้นอีก

2..หรือว่า สิ่งทีนักภาวนาเข้าใจว่า สิ่งทีตนกำลังปฏิบัติอยู่นั้นถูกต้องตามมรรค 8 ทีแท้จริง สิ่งทีกำลังปฏิบัติอยู่ไม่ใช่ถูกต้องตามมรรค 8 อย่างแท้จริง  ซีงนักภาวนาสมควรได้ฉุกคิด ไตร่ตรอง ให้ละเอียดอีกครั้งว่า ตนได้ทำอะไรผิดทางจากมรรค 8 แล้วปรับให้ถูกต้องต่อไป

แต่ถ้านักภาวนาปิดหู ปิดตา ตนเอง ไม่เข้าไปรับรู้ในสิ่งใด ก็ไม่อาจจะตรวจสอบตนเองได้ว่า สิ่งที่ตนเองกำลังทำอยู่นั้นมันตรงทางแห่งมรรคหรือไม่  หรือว่า ตนภาวนาแล้วได้ผลเพียงใดในการภาวนา

นักภาวนานั้น ถ้ารู้ว่า อวิชชานั้นมีในจิตใจ แต่ยังไม่สามารถชนะมันได้ ย่อมดีกว่าการไม่รู้อวิชชานั้นมีอยู่   

การรู้ว่า มีอวิชชาอยู่ จีงจะส่งผลให้นักภาวนารู้เป้าหมายว่า อะไรคือสิ่งทีตนเองกำลังจะเดินไปสู่องค์มรรค  

แต่ถ้าไม่รู้ว่ามีอวิชชาอยู่ในจิตใจนี่ซิ  ก็เหมือนคนทีกำลังหลงทาง แต่เดินไปทั้งๆ  ทีไม่รู้ว่าตนเองกำลังหลงทางอยู่  

การภาวนานั้น ต้องรู้จักเป้าหมาย เปรียบเหมือน แม่ครัว จะทำแกงไก่ ถ้าแม่ครัวไม่รู้จักแก่งไก่ แม่ครัวไม่มีทางทำแกงไก่ได้เลย

หมายเหตุ ...นโยบายของ blog นี้ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง  เพียงเขียนบทนี้ขึ้นเพื่อประโยชน์ด้านการภาวนาเท่านั้น





Create Date : 26 พฤศจิกายน 2556
Last Update : 26 พฤศจิกายน 2556 10:40:07 น. 0 comments
Counter : 1039 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะ VIP Friend
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

นมสิการ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 130 คน [?]




หลักปฏิบัติ ...รู้สึกตัว ผ่อนคลาย เฉย ๆ สบาย ๆ

มากกว่า 20 ปีที่ไปหลงทำสมถภาวนาแบบสมาธิแบบฤาษีโดยที่ไม่รู้จักกับคำว่า อะไรคือสัมมาสติ สัมมาสมาธิ ผลที่ได้คือความสงบขณะกำลังนั่งสมาธิจนตัวนิ่งแข็งเป็นก้อนหิน แต่ผลข้างเคียงตามมาก็คือการเป็นคนเจ้าโทสะอย่างรุนแรงขณะเวลาไม่ได้นั่งสมาธิ และ ที่อยู่ในชีวิตประจำวัน....

จนได้พบกัลยณมิตรแดนไกล ที่ได้ชักนำให้มารู้จักวิธีปฏิบัติแบบหลวงพ่อเทียน จนได้พบกับพระอาจารย์ในสายหลวงพ่อเทียน ที่ผมได้เรียนการปฏิบัติจากท่าน จนเข้าใจว่า สัมมาสติ สัมมาสมาธิ คืออะไร แล้วลงมือฝึกฝน การปฏิบัติก็รุดหน้าและได้ลิ้มรสสิ่งบริสุทธิในจิตใจอันเป็นผลจากการปฏิบัติด้วยเวลาเพียง 5 ปี

ธรรมปฏิบัติจากฆราวาสเขียนเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยากในสังคมไทย ผมรู้ได้จากที่เขียนใน blog ผมได้พบกับการก่อกวนใน blog การเขียนเหน็บแนม กระแหนะกระแหน ตำหนิการการปฏิบัติที่ผมเขียนใน blog ว่าผิดทาง เขียนแบบคาดเดาเอา ไม่รู้จริง ให้ผมหยุดเขียนแนวนี้ได้แล้ว และไปโมทนาสาธุแนะนำการปฏิบัติสมาธิแบบฤาษีให้กับผมอีกว่านี่คือทางที่ถูกต้อง ...

บทความใน blog จึงเกิดขึ้นมา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ในการภาวนา
แก่ผู้อื่นที่กำลังเดินทางในสายแห่งอริยมรรคนี้

เมื่อท่านได้เข้ามาอ่านข้อเขียนใน blog กรุณาอย่าได้เชื่อผมจนกว่า ท่านได้ทดลองปฏิบัติแล้วและพิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง

**กรุณา .อย่า.ได้บริจาคเงินให้ blog ผมทาง e-wallet ครับ **

******
บทความต่าง ๆ ใน blog นี้
ขอสงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ห้ามนำไปดัดแปลง ลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

****
Friends' blogs
[Add นมสิการ's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.