รู้สึกตัว ผ่อนคลาย เฉย ๆ สบาย ๆ **กรุณา .อย่า.ได้บริจาคเงินให้ blog ผม ทาง e-wallet ครับ** **ผมขอสงวนสิทธิการเป็นเจ้าบ้านของ blog ลบข้อเขียนใดๆ ก็ได้ใน blog นี้ตามที่ผมเห็นสมควร**
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2559
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
3 มิถุนายน 2559
 
All Blogs
 
เผลอ ในการภาวนามี 2 แบบ

คนมักเข้าใจว่า เมื่อไม่เผลอ คือ ยังรู้สีกตัวอยู่ นีก็ถูกแต่ถูกไม่ครบ
เพราะเผลอ ในการภาวนานั้นมี 2 แบบ ไม่ใช่มีแบบเดียว

เผลอแบบที 1...เผลอ ทีขาดความรู้สีกตัวไป

นักภาวนาส่วนใหญ่จะเข้าใจว่า เผลอ คือ แบบนี้ อาการทีขาดความรู้สีกตัวไป
นี่เป็นเผลอแบบแรก

อาการเผลอแบบนี้ เกิดจาก จิตเคลื่อนตัวออกจากฐานไป แล้วมีกิเลส คือ โมหะ มาครอบงำจิต
พอโมหะมาครอบงำได้ผล ผลคือ จิตจะดำมืด แล้วการเผลอเกิดขึ้นทันที

คนทีไม่ได้ภาวนา หรือ ภาวนาแต่ยังไม่ได้ผล จิตจะไม่อยู่ในฐาน มักจะเคลื่อนตัวออก
ไปนอกฐาน และ อยู่ทีอายตนะ กลายเป็น วิญญาณตามอายตนะต่างๆ ทีภาษาพระเรียกว่า วิญญาณ 6 อย่าง

การทีจิตไปอยู่ตามอายตนะ การเผลอจะเกิดง่ายมาก
เพียงอายตนะมีการกระทบสัมผัสกับสิ่งภายนอกเท่านั้น
อายตนะก็สั่นไหว แล้วการเผลอจะเกิดทันที

ทีนี้ ไม่ใช่ว่า จิตไปอยู่ตามอายตนะแล้วจะเผลอเลย ไม่ใช่อย่างนั้น
จิตไปอยู่ทีอายตนะ ไม่เผลอก็มี แต่โอกาสจะเกิดการเผลอมันง่ายเท่านั้นเอง

นักภาวนาหน้าใหม่ 100 เปอร์เซนต์ทีจิตไปอยู่ทีอายตนะ แต่ก็ไม่เผลอได้
จึงฝีกฝนการภาวนาได้ แต่พอหยุดฝีก กลับไปบ้าน กลับไปทีทำงาน
ก็เผลอเอา เผลอเอา แล้วก็มักมาพูดว่า อยู่บ้าน อยู่ทีทำงาน เผลอบ่อยมาก
สู้มาอยู่ตามสำนักดีกว่า ไม่ค่อยเผลอ ถีงมีเผลอ แต่น้อยกว่า
นีก็จริงทีเป็นแบบนั้น เพราะตามสำนัก ไม่มีเรื่องต้องคิด ไม่มีงานต้องทำ
วัน ๆ กินเสร็จก็มาฝีก บางสำนักเข้มงวดมาก ห้ามแม้แต่พูดคุยกับผู้อื่น
มือถือก็ห้ามเปิด

เผลอแบบที 2 เผลอ คือการหลงลืมการรู้ตัวสภาวะธรรม

บางสำนัก สอนให้รู้สภาวะธรรมในการฝีกฝน
พอมาฝีกฝนในสำนัก ก็รู้สภาวะธรรมได้ดี แต่พอกลับไปบ้าน ไปทำงาน
ก็ลืมสภาวะธรรมตามทีสอนกันในสำนัก ถีงแม้รู้สีกตัวได้อยู่ไม่เผลอในแบบที 1
แต่ก็ไม่รู้ตัวสภาวะธรรม อย่างนี้เป็นการเผลอแบบที 2

ในการฝีกฝนสติปัฏฐาน 4 นั้น การไม่เผลอจะต้องมีทั้ง 2 แบบ
ไม่ใช่แบบที 1 เพียงอย่างเดียว
หรือแบบที 2 เพียงอย่างเดียว
กล่าวคือ ควรรู้สีกตัวด้วย และ รู้สภาวะธรรมไปด้วยพร้อมกันไปในคราวเดียวกัน
จึงจะถูกตามหลักคำสอนในสติปัฏฐาน 4
ทีกล่าวว่า ให้มีความเพียร มีสัมปชํญญะ มีสติ

การมีสัมปชัญญะ คือ รู้สีกตัว
มีสติ คือ การรู้สภาวะธรรม

....การไม่เผลอจะเกิดขึ้นได้อย่างไร....

สำหรับแบบที 1 ต้องฝีกไม่เผลอก่อน แล้วปล่อยให้เผลอ
แล้วให้จิตหลุดจากเผลอได้เอง ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้บ่อย ๆ
เกิดมาก ๆ จิตจะพัฒนาตัวเอง เป็นค่อยๆ เผลอทีลดน้อยลงไป
เรื่อยๆ จนจิตมีการพัฒนาตัวเองถีงขั้น จิตจะกลับเข้าฐานได้
พอจิตเข้าฐานได้ ไม่อยู่ตามอายตนะแล้ว การเผลอจะไม่เกิดขึ้น
แต่ถ้าจิตหลุดไปจากฐาน ไปอยู่ทีอายตนะอีก เผลอก็จะเกิดอีก
แต่ก็จะหลุดเผลอ จิตกลับเข้าฐานได้เร็วขึ้น
ถ้าถามว่า ไม่มีเผลอเลย เป็นไปได้ไหม
ตอบว่า ไม่ได้ครับ อย่างไรก็ต้องมีเผลอ แต่จะเผลอสั้นมาก ๆ
สั้นกว่า 1 วินาทีเสียอีก และ เผลอสั้นแบบนี้ นักภาวนาจะเห็นการเผลอได้ว่า
เมื่อกี้เผลอไปแว๊บหนี่งเท่านั้น

แต่ในนักภาวนาบางท่าน
การเผลอสั้น ๆ แบบนี้และเห็นการเผลอด้วย จะเรียกว่าการไม่เผลอ

การพัฒนาการไม่เผลอบบที 1 นี้ จะเป็นการพัฒนาของสัมมาสมาธิ

สำหรับการเผลอแบบที 2 นั้น
จะไม่เผลอแบบนี้ เกิดได้จากจิตทีมีการพัฒนาปัญญาไปมากพอถีงระดับหนี่ง
จิตทีมีปัญญามาก การเผลอแบบที 2 จะไม่เกิดขึ้น

เมื่อจิตมีการพัฒนาแบบที 1 อันเป็นสัมมาสมาธิ
และพัฒนาแบบที 2 อันเป็นปัญญา
ผลก็คือ สติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์ ทุกข์ใด ๆ ก็ไม่อาจเข้าครอบงำจิตได้อีกเลย




Create Date : 03 มิถุนายน 2559
Last Update : 3 มิถุนายน 2559 19:52:17 น. 0 comments
Counter : 882 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะ VIP Friend
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

นมสิการ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 130 คน [?]




หลักปฏิบัติ ...รู้สึกตัว ผ่อนคลาย เฉย ๆ สบาย ๆ

มากกว่า 20 ปีที่ไปหลงทำสมถภาวนาแบบสมาธิแบบฤาษีโดยที่ไม่รู้จักกับคำว่า อะไรคือสัมมาสติ สัมมาสมาธิ ผลที่ได้คือความสงบขณะกำลังนั่งสมาธิจนตัวนิ่งแข็งเป็นก้อนหิน แต่ผลข้างเคียงตามมาก็คือการเป็นคนเจ้าโทสะอย่างรุนแรงขณะเวลาไม่ได้นั่งสมาธิ และ ที่อยู่ในชีวิตประจำวัน....

จนได้พบกัลยณมิตรแดนไกล ที่ได้ชักนำให้มารู้จักวิธีปฏิบัติแบบหลวงพ่อเทียน จนได้พบกับพระอาจารย์ในสายหลวงพ่อเทียน ที่ผมได้เรียนการปฏิบัติจากท่าน จนเข้าใจว่า สัมมาสติ สัมมาสมาธิ คืออะไร แล้วลงมือฝึกฝน การปฏิบัติก็รุดหน้าและได้ลิ้มรสสิ่งบริสุทธิในจิตใจอันเป็นผลจากการปฏิบัติด้วยเวลาเพียง 5 ปี

ธรรมปฏิบัติจากฆราวาสเขียนเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยากในสังคมไทย ผมรู้ได้จากที่เขียนใน blog ผมได้พบกับการก่อกวนใน blog การเขียนเหน็บแนม กระแหนะกระแหน ตำหนิการการปฏิบัติที่ผมเขียนใน blog ว่าผิดทาง เขียนแบบคาดเดาเอา ไม่รู้จริง ให้ผมหยุดเขียนแนวนี้ได้แล้ว และไปโมทนาสาธุแนะนำการปฏิบัติสมาธิแบบฤาษีให้กับผมอีกว่านี่คือทางที่ถูกต้อง ...

บทความใน blog จึงเกิดขึ้นมา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ในการภาวนา
แก่ผู้อื่นที่กำลังเดินทางในสายแห่งอริยมรรคนี้

เมื่อท่านได้เข้ามาอ่านข้อเขียนใน blog กรุณาอย่าได้เชื่อผมจนกว่า ท่านได้ทดลองปฏิบัติแล้วและพิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง

**กรุณา .อย่า.ได้บริจาคเงินให้ blog ผมทาง e-wallet ครับ **

******
บทความต่าง ๆ ใน blog นี้
ขอสงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ห้ามนำไปดัดแปลง ลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

****
Friends' blogs
[Add นมสิการ's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.