รู้สึกตัว ผ่อนคลาย เฉย ๆ สบาย ๆ **กรุณา .อย่า.ได้บริจาคเงินให้ blog ผม ทาง e-wallet ครับ** **ผมขอสงวนสิทธิการเป็นเจ้าบ้านของ blog ลบข้อเขียนใดๆ ก็ได้ใน blog นี้ตามที่ผมเห็นสมควร**
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2557
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
18 มิถุนายน 2557
 
All Blogs
 
สัมมาสติ คือ อย่างไร

  บทความนี้เป็นความเข้าใจส่วนตัว จึงไม่จำเป็นต้องไปเหมือนคำสอนของอาจารย์ท่านใด หรือ จะต้องไปตรงกับข้อเขียนในหนังสือเล่มใด  ท่านทีอ่านแล้ว รู้สีกหงุดหงิดใจ ขอให้ท่านมีสติแล้วรู้อาการในจิตใจท่านว่า บัดนี้กิเลสได้เกิดขึ้นในใจท่านแล้ว ขอให้ท่านผ่านการอ่านไปเสีย อย่าได้อ่านต่อเลย กิเลสในใจท่านคงไม่ชอบใจแล้ว ขอบคุณครับ

*******************

ในทางสายกลาง หรือ อริยมรรคมีองค์ 8  สัมมาสติ เป็นข้อ 7  ซึ่งท่านสามารถอ่านเรื่องของสัมาสติได้ในพระไตรปิฏก

แต่สิ่งทีผมจะเขียนนี้ ไม่ใช่อธิบายสิ่งทีปรากฏในพระไตรปิฏก แต่เป็นความเข้าใจส่วนตัวจากประสบการณ์การภาวนาทีฝีกฝนมานาน

คนไทยนั้น มักพูดสั้น ๆ  ว่า ให้มีสติ  หรือ พอมีความรู้สีกตัวอยู่ ก็มักเข้าใจว่า ตอนนั้นมีสติแล้ว ซึ่งเป็นความเข้าใจของตนเองทีรับฟังมาหรือแปลความหมายเองจากการอ่าน การได้ฟังมา

ในตำรา   สติ เป็นเจตสิกฝ่ายดี  หรือ จิตปรุงแต่งฝ่ายดี  ถ้าการเพียงรู้สีกตัวว่ามีสติแล้ว เวลาคนอกหัก คนอกหักก็รู้แก่ใจว่า ทุกข์หนักหนา ซี่งตอนทุกข์ คนอกหักก็รู้สีกตัวอยู่ว่ากำลังเป็นทุกข์เพราะอกหัก  ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว การมีเพียงการรู้สีกตัวว่ามีสติอยู่ จะเป็นจิตผ่ายดีได้อย่างไรกัน จิตผ่ายดีเกิด ควรเป็นทุกข์อย่างนั้นหรือ ขอให้ท่านผู้อ่านคิดและพิจารณาเอาเองด้วยปัญญา


++++++ ความแตกต่างของ สติ และ สัมมาสติ เป็นอย่างไร


สติ นั้นเป็นกลไกการทำงานอย่างหนี่งของจิต ทีจิตเปล่งแสงสว่างว๊าบจ้า ทะลุ **โมหะ**ที่ปกคลุมจิตออกมาได้

ส่วน สัมมาสติ นั้นจะคล้ายกันกับสติ  แต่เป็นการเปล่งแสงสว่างว๊าบ ทีทะลุ **อวิชชา** ออกมา 

***กรุณาอ่านข้ำ ถ้าท่านหาความแตกต่างระหว่าง สติ และ สัมมาสติ ไม่พบ***


เมื่อจิตถูกโมหะครอบงำ  จิตจะดำมืดสูญเสียความรู้สีกตัว แล้ว กิเลสคือ โลภะ โทสะ ก็จะเข้าครอบงำจิตต่อไปได้อย่างง่ายดาย   นี่คือสาเหตุ ทีคนทั่ว ๆ ไปมักถูกกิเลส คือ โมหะ โลภะ โทสะ ครอบงำจิตใจได้อย่างง่าย ๆ  เพราะคนทั่วๆ ไปโดยมาก จิตไม่มีสติ

การทีจะให้จิตหลุดจากการครอบงำของโมหะ ก็คือ ต้องให้จิตเปล่งแสงทะลุโมหะทีครอบงำจิตออกมาได้  ซึ่งต้องใช้การฝีกฝน สติปัฏฐาน 4 เป็นวิธีทำ ซี่งนักภาวนาต้องฝีกฝน สติปัฏฐาน 4 เสมอ ๆ ฝีกบ่อยๆ  ฝีกให้มาก ๆ ฝีกให้ชำนาญ และทีสำคัญ ต้องฝีกให้ถูกต้องตามหลักการของ อาตาปี สัมปชาโน สติมา ด้วย

เมื่อนักภาวนาฝีกฝนสติปัฏฐาน 4 อย่างถูกต้องอยู่เสมอ ๆ  นักภาวนาจะพบด้วยตนเองว่า เมื่อมีการกระทบสัมผัสทีเกิดขึ้นทางกาย หรือ ทางเวทนา หรือ ทางจิต ขึ้น  จะเกิดการทำงานของสติขึ้น ซี่งนักภาวนาจะพบเองว่า จะเห็นคล้าย ๆ แสงจากกล้องถ่ายรูปแว๊บขึ้นมาแว๊บหนี่งแล้วดับไป  นั่นคือ แสงจิตจากการทำงานของสติ 

ผมไม่อาจบอกท่านนักภาวนาได้ว่า ท่านต้องฝีกสติปัฏฐาน 4 นานเท่าใด สติจึงจะทำงานอย่างนี้ได้

แต่ผมบอกท่านได้อย่างหนี่งว่า ถ้าท่านฝีกสติปัฏฐาน 4 ไม่ถูกต้องตามอาตาปี สัมปชาโน สติมา การเกิดของสติ ก็ยากจะเกิดขึ้นจนท่านเห็นแสงแว๊บได้เลย

การแว๊บของแสงจิต 1 ครั้ง มันเร็วและสั้นมาก จนท่านนักภาวนาไม่อาจจะเข้าใจอะไรในธรรมได้ นอกจากเห็นแสงว๊าบขึ้นสั้น ๆ แล้วดับไป  ต่อเมื่อท่านนักภาวนาฝีกสติปัฏฐานต่อไปอย่างต่อเนื่องอยู่เนือง ๆ  จนเกิดความชำนาญ  ท่านนักภาวนาจะพบเองว่า อาการแสงแว๊บนั้นจะเกิดขึ้นค่อนข้างบ่อย จนทำให้ท่านนักภาวนาเห็นอะไรได้บ้างทีเป็นสภาวะธรรม 

ความถี่ทีเกิดขึ้นของแสงจิตทีทะลุโมหะ จะทำให้เกิดเป็นแสงสว่างชึ้นในจิตของนักภาวนาเอง ทำให้เกิดจิตทีสว่างขึ้น โดยทีนักภาวนาจะเห็นความสว่างของจิตนี้ได้เอง และ ตราบใดทีนักภาวนาเห็นจิตทีสว่างได้ นักภาวนาจะพบเองว่า กิเลสใด ๆ ไม่อาจเกิดได้เลยในขณะที่ความสว่างของจิตยังปรากฏเห็นได้อยู่

สำหรับ สัมมาสติ นั้น เป็นแสงจิตทีส่องทะลุ อวิชชา ออกมา ซี่งจะคล้ายๆ กับแสงจิตทีเป็นสติทีส่องทะละโมหะออกมา   แต่เมื่อแสงจิตทะลุ อวิชชา ออกมาได้ นักภาวนาจะพบกับอาการของความว่างเปล่าของความไร้ตัวตน หรือ สุญญตาสภาวะได้  ซึ่งความเป็น **สัมมา** นีคือ ธรรมทีเป็นระดับของโลกุตระที่ไร้อวิชชาครอบงำนั่นเอง

การเกิดขึ้นของสัมมาสติ ก็จะมาจากการพัฒนา สติ ทีแสงจิตสว่างในจิตเอง ประกอบกับปัญญาญาณทีเกิดขึ้น ทำให้นักภาวนาเกิดปัญญารู้แจ้งและทำลาย อวิชชา ลงไปได้

ธรรมในการหลุดออกจากกองทุกข์ ก็จะมาจากแสงสว่างในจิต ทีมาจากสติ แล้วพัฒนาต่อเป็นสัมมาสติ  การฝีกฝนทีตรงทางในสติปัฏฐาน 4 เท่านั้น ทีกล่าวโดยย่อว่า อาตาปี สัมปชาโน สติมา จะเป็นเหตุในการสร้างขึ้นมาได้



Create Date : 18 มิถุนายน 2557
Last Update : 18 มิถุนายน 2557 10:37:00 น. 0 comments
Counter : 1602 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะ VIP Friend
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#13


 
นมสิการ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 129 คน [?]




หลักปฏิบัติ ...รู้สึกตัว ผ่อนคลาย เฉย ๆ สบาย ๆ

มากกว่า 20 ปีที่ไปหลงทำสมถภาวนาแบบสมาธิแบบฤาษีโดยที่ไม่รู้จักกับคำว่า อะไรคือสัมมาสติ สัมมาสมาธิ ผลที่ได้คือความสงบขณะกำลังนั่งสมาธิจนตัวนิ่งแข็งเป็นก้อนหิน แต่ผลข้างเคียงตามมาก็คือการเป็นคนเจ้าโทสะอย่างรุนแรงขณะเวลาไม่ได้นั่งสมาธิ และ ที่อยู่ในชีวิตประจำวัน....

จนได้พบกัลยณมิตรแดนไกล ที่ได้ชักนำให้มารู้จักวิธีปฏิบัติแบบหลวงพ่อเทียน จนได้พบกับพระอาจารย์ในสายหลวงพ่อเทียน ที่ผมได้เรียนการปฏิบัติจากท่าน จนเข้าใจว่า สัมมาสติ สัมมาสมาธิ คืออะไร แล้วลงมือฝึกฝน การปฏิบัติก็รุดหน้าและได้ลิ้มรสสิ่งบริสุทธิในจิตใจอันเป็นผลจากการปฏิบัติด้วยเวลาเพียง 5 ปี

ธรรมปฏิบัติจากฆราวาสเขียนเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยากในสังคมไทย ผมรู้ได้จากที่เขียนใน blog ผมได้พบกับการก่อกวนใน blog การเขียนเหน็บแนม กระแหนะกระแหน ตำหนิการการปฏิบัติที่ผมเขียนใน blog ว่าผิดทาง เขียนแบบคาดเดาเอา ไม่รู้จริง ให้ผมหยุดเขียนแนวนี้ได้แล้ว และไปโมทนาสาธุแนะนำการปฏิบัติสมาธิแบบฤาษีให้กับผมอีกว่านี่คือทางที่ถูกต้อง ...

บทความใน blog จึงเกิดขึ้นมา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ในการภาวนา
แก่ผู้อื่นที่กำลังเดินทางในสายแห่งอริยมรรคนี้

เมื่อท่านได้เข้ามาอ่านข้อเขียนใน blog กรุณาอย่าได้เชื่อผมจนกว่า ท่านได้ทดลองปฏิบัติแล้วและพิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง

**กรุณา .อย่า.ได้บริจาคเงินให้ blog ผมทาง e-wallet ครับ **

******
บทความต่าง ๆ ใน blog นี้
ขอสงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ห้ามนำไปดัดแปลง ลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

****
Friends' blogs
[Add นมสิการ's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.