ยูโทเพียไทย
เศรษฐศาสตร์
เพื่อความเป็นธรรม

 

ความไม่เป็นธรรมขั้นฐานราก


Count Leo Tolstoy (1828-1910): ความอยุติธรรมของการยึดเอาที่ดินเป็นทรัพย์สินส่วนตัวเป็นที่รับรู้กันมานานแล้วในหมู่นักคิด แต่เพิ่งมาเห็นชัดว่าจะยกเลิกความอยุติธรรมนี้ได้โดยวิธีใดก็ต่อเมื่อมีคำสอนของเฮนรี จอร์จแล้ว

Daniel C. Beard (1850-1941): ข้าพเจ้าเคยมีและยังมีความบูชาอย่างมากในความจริงแห่งคำประกาศเอกราชอันน่าอ้ศจรรย์ของเจฟเฟอร์ซัน ความจริงซึ่ง ด้วยเหตุผลบางประการ ไม่สามารถทำให้เป็นจริงหรือปฏิบัติได้เพราะอุปสรรคสำคัญบางอย่าง และข้าพเจ้าไม่เคยรู้เลยว่าอุปสรรคนั้นคืออะไร จนกระทั่งได้มาอ่านหนังสือ Progress and Poverty

George Bernard Shaw (1856-1950): ค่าเช่าที่ดินทั้งหมดควรจ่ายเข้ากองทุนของส่วนรวมและใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ

การให้เอกชนบางคนมีกรรมสิทธิ์ในแผ่นดินโลกเป็นความเฉาโฉดเหมือนกับการให้บุคคลหนึ่งมีกรรมสิทธิ์ในอีกบุคคลหนึ่ง - Karl Marx. Das Kapital, vol. III, p. 901-2

คำว่า ที่ดิน ใน The Devil’s Dictionary ของ Ambrose Bierce อธิบายว่าสังคมสมัยใหม่ถือว่าที่ดินคือทรัพย์สินที่เอกชนสามารถเป็นเจ้าของได้ ซึ่งถ้าพิจารณากันจนถึงข้อยุติทางตรรกะ (logical conclusion) แล้ว ก็หมายความว่าคนบางคนมีสิทธิกีดกันคนอื่นไม่ให้มีชีวิต เพราะสิทธิเป็นเจ้าของมีนัยถึงสิทธิครอบครองเด็ดขาด ประเทศที่รับรองกรรมสิทธิ์ของเอกชนในที่ดินจะมีกฎหมายป้องกันการบุกรุก ผลก็คือถ้านาย ก, นาย ข, และนาย ค เป็นเจ้าของที่ดินทั้งหมด ก็จะไม่มีที่สำหรับให้ ง จ ฉ ช เกิด หรือเกิดมากลายเป็นผู้บุกรุก

Herbert Spencer (1820-1910): สิทธิของแต่ละคนที่จะใช้ประโยชน์จากแผ่นดิน ซึ่งจำกัดก็แต่โดยสิทธิเช่นเดียวกันของเพื่อนมนุษย์นั้น สามารถจะพิสูจน์เชิงนิรนัยได้ทันทีจากกฎเสรีภาพเท่าเทียมกัน เราเห็นว่าการดำรงสิทธินี้ทำให้ต้องห้ามมิให้เอกชนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน

สิทธิอันเท่าเทียมกันของมนุษย์ทุกคนที่จะใช้ที่ดินย่อมปรากฏชัดเจนเช่นเดียวกับสิทธิอันเท่าเทียมกันของเขาที่จะสูดอากาศหายใจ นั่นคือสิทธิที่ประกาศด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าเขามีตัวมีตนอยู่ ทั้งนี้เพราะเราย่อมไม่สามารถจะสมมติได้ว่าบางคนมีสิทธิที่จะอยู่ในโลกนี้และคนอื่น ๆ ไม่มีสิทธิ
(Henry George. Progress and Poverty แปลเป็นไทย ความก้าวหน้ากับความยากจน //utopiathai.webs.com/ProgressAndPoverty.html หน้า 338)

เฮนรี จอร์จ: “จะเกิดผลอะไรขึ้นในสวรรค์เองถ้ากลุ่มผู้ไปอยู่ก่อนได้สถาปนาระบบกรรมสิทธิ์เอกชนในดินแดนของสวรรค์แล้วแบ่งเนื้อที่ให้เป็นสิทธิ์ขาดในกลุ่มของตนเองเหมือนกับที่พวกเราแบ่งแผ่นดินโลก” (//th.wikipedia.org/wiki/ภาษีเดี่ยว )

มีเพิ่มเติมที่ วาทะของนักคิดเรื่องที่ดินและการกระจายรายได้ ที่ //bbznet.com/scripts2/view.php?user=tangnamo&board=1&id=182&c=1


ความอยุติธรรมขั้นฐานรากที่ก่อความยากจน อาชญากรรม ศีลธรรมเสื่อม
คือภาษีที่ดินต่ำไป จึงมีการเก็งกำไรสะสมกักตุนที่ดินกันทั่วไป แต่ใช้ประโยชน์น้อย ที่ดินจึงหายาก ราคาสูง คนก็หางานทำยาก ค่าแรงต่ำ ผลผลิตของชาติต่ำ
ซ้ำก่อวิกฤตวัฏจักรฟองสบู่เป็นระยะ ๆ ธุรกิจขายได้น้อย คนงานก็ถูกปลด ถ้ารุนแรงก็มีการล้มละลาย คนงานยิ่งแย่
และควรลด/เลิกภาษีเงินได้ ภาษีการลงแรงลงทุนผลิต/ค้า เพราะไปลดรายได้ เพิ่มราคาสินค้าให้แพง แข่งต่างชาติยาก คนก็ยิ่งหางานทำได้ยากขึ้น

แต่อุปสรรคสำคัญคือผู้ถืออำนาจรัฐเองมีที่ดินกันคนละมาก ๆ จึงต่อต้านแนวคิดของเฮนรี จอร์จ

เราภาคประชาชนจึงต้องรวมพลังกันทำความเข้าใจในเรื่องนี้จนมีเสียงมากพอที่จะเลือกผู้แทนที่จะเข้าไปทำหน้าที่ค่อย ๆ ลดภาษีการผลิตการค้าและภาษีเงินได้ และค่อย ๆ เพิ่มภาษีที่ดิน เช่น ปีละ 3.33 % ของค่าเช่าที่ควรเป็นแต่ละปี รวม 30 ปี เป็นต้น

จากเว็บเศรษฐศาสตร์เพื่อความเป็นธรรม //utopiathai.webs.com




 

Create Date : 24 กันยายน 2553    
Last Update : 24 กันยายน 2553 18:39:56 น.
Counter : 571 Pageviews.  

การศึกษาแก้ความเหลื่อมล้ำได้หรือ ?

แก้ได้ ถ้าการศึกษานั้นให้เฉพาะแก่บางคน ไม่ใช่ทุกคน !!

สมมุติทุกคนมีการศึกษาดีหมด ทำให้ความสามารถในการผลิตสูงขึ้นมหาศาล
ถ้าไม่แก้ไขปัญหาที่ดินอย่างถูกทาง ปล่อยให้มีการเก็งกำไรสะสมกักตุนที่ดิน ราคา/ค่าเช่าที่ดินจะขึ้นสูงเกินกว่าความสามารถที่เพิ่มขึ้นในการผลิต

นั่นคือ ส่วนแบ่งผลตอบแทนการผลิตจะลดลงสำหรับแรงงานและทุน
กลับทำให้ความเหลื่อมล้ำยิ่งมากขึ้น

ความอยุติธรรมขั้นฐานรากที่ก่อความยากจน อาชญากรรม ศีลธรรมเสื่อม คือ ภาษีที่ดินต่ำไป จึงมีการเก็งกำไรสะสมกักตุนที่ดินกันทั่วไป แต่ใช้ประโยชน์น้อย ที่ดินหายาก ราคาสูง คนก็หางานทำยาก ค่าแรงต่ำ ผลผลิตของชาติต่ำ ซ้ำก่อวิกฤตวัฏจักรฟองสบู่เป็นระยะ ๆ แต่ที่ไม่ควรเก็บก็ เก็บ คือ ภาษีเงินได้ ภาษีการลงแรงลงทุนผลิต/ค้า ทำให้รายได้ต่ำ สินค้าแพง แข่งต่างชาติยาก คนก็ยิ่งหางานทำได้ยากขึ้น

" ...แม้แต่มาร์กซ์เองก็เห็นด้วย ว่ามูลฐานหลักของการขูดรีดโดยทางประวัติศาสตร์คือ การกั้นรั้วล้อมที่ดิน และถ้าที่ดินเป็นเสรีอย่างแท้จริง การผูกขาด “มูลค่าส่วนเกิน” ก็จะเกิดขึ้นไม่ได้"
(จาก //www.cooperativeindividualism.org/mceachran_hgeorge_and_kmarx )

ผลของความก้าวหน้าทางวัตถุต่อการกระจายเศรษฐทรัพย์
"โดยที่เศรษฐทรัพย์ทุกรูปเป็นผลผลิตของแรงงานซึ่งกระทำต่อที่ดินหรือผลผลิตของที่ดิน
ดังนั้นเมื่ออุปสงค์ในเศรษฐทรัพย์ไม่รู้จักพอเพียง
ความสามารถที่เพิ่มขึ้นของแรงงานก็จะถูกใช้ไปในการจัดหาเศรษฐทรัพย์ให้มากขึ้น
และทำให้เกิดอุปสงค์ในที่ดินมากขึ้น"

"และโดยที่เราไม่สามารถจะกำหนดขอบเขตจำกัดให้แก่ความก้าวหน้าในการค้นคิดประดิษฐ์ได้
เราก็ไม่สามารถจะกำหนดขอบเขตจำกัดให้แก่การเพิ่มค่าเช่าได้ นอกจากผลผลิตทั้งสิ้น
เพราะว่าถ้าการประหยัดแรงงานดำเนินต่อไปจนกระทั่งถึงจุดที่สมบูรณ์ที่สุด
และไม่จำเป็นจะต้องใช้แรงงานในการผลิตเศรษฐทรัพย์ต่อไปแล้ว
เราก็จะได้รับทุกสิ่งที่โลกจะสามารถให้ได้โดยไม่ต้องใช้แรงงานเลย…
และไม่ว่าจำนวนประชากรจะมีน้อยเพียงไร ถ้ายังคงมีผู้ที่มิใช่เจ้าของที่ดินอยู่แล้ว
ก็จะขึ้นอยู่กับอารมณ์หรือความกรุณาของเจ้าของที่ดิน"
(จาก //utopiathai.webs.com/PPsupercondensed.html )

จากเว็บเศรษฐศาสตร์เพื่อความเป็นธรรม //utopiathai.webs.com/




 

Create Date : 02 กันยายน 2553    
Last Update : 2 กันยายน 2553 12:25:13 น.
Counter : 425 Pageviews.  

กระตุ้นเศรษฐกิจไม่เสียเงิน-แถมสวัสดิการ

วิธีกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซาให้กลับคึกคัก ที่คึกคักอยู่แล้วก็ให้คึกคักต่อไป โดยไม่ต้องเสียเงินงบประมาณแผ่นดิน มี 2 วิธีประกอบกัน ถือเป็นมาตรการระยะยาว ดังนี้
1. เพิ่มภาษีที่ดินแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น ใช้เวลา 30 ปี เพิ่มปีละ 3.3 % ของค่าเช่ารายปีที่ควรเป็นขณะนั้น
2. ลด/เลิกภาษีจากการลงแรงลงทุนผลิตสินค้าและบริการ รวมทั้งการค้าขายแลกเปลี่ยน ชดเชยกับการได้ภาษีที่ดินเพิ่มขึ้น
เรื่องนี้ แม้แต่ทางสหรัฐฯ ศาสตราจารย์ Mason Gaffney ก็ได้ศึกษาแล้วและบอกว่าจะได้ภาษีที่ดินมากเกินพอ (The Hidden Taxable Capacity of Land: Enough and to Spare //economics.ucr.edu/papers/papers08/08-12old.pdf )

ภาษีที่ดินนั้นปัจจุบันเก็บน้อยเกินไป แต่ราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามการเจริญเติบโตและกิจกรรมของชุมชน รวมทั้งเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการผลิตและความสะดวกสบายในการดำรงชีวิตและการทำงาน
(ในโฆษณาขาย/ให้เช่าบ้าน หอพัก คอนโด มักอ้างว่าอยู่ใกล้ตลาด ทางด่วน สถานีรถไฟฟ้า ฯลฯ นั่นคือ สิ่งที่ทั้งรัฐและเอกชนสร้าง ส่วนที่เป็นของเอกชนสร้างก็เพราะเขาหวังผลตอบแทนจากกิจการของเขา แต่ผู้เก็งกำไรที่ดินซื้อที่ดินเพราะหวังกำไรจากราคาที่ดินที่จะสูงขึ้นจากการก่อสร้างเหล่านี้) การเก็งกำไรสะสมกักตุนที่ดินกันทั่วไป แต่ใช้ประโยชน์น้อย ทำให้ที่ดินหายาก ราคายิ่งสูง คนจึงหางานทำยาก ค่าแรงต่ำ ผลผลิตของชาติต่ำ ซ้ำการเก็งกำไรที่ดินยังก่อวิกฤตวัฏจักรฟองสบู่อสังหาฯ เป็นระยะ ๆ ซึ่งในสหรัฐฯ รอบการเกิดวิกฤตฟองสบู่นี้คือราวทุก 18 ปี (The Business Cycle: A Geo-Austrian Synthesis //foldvary.net/works/geoaus.html )

การเก็บภาษีเงินได้ ภาษีการลงแรงลงทุนผลิตและค้าสินค้าและบริการ ทำให้รายได้ต่ำ สินค้าแพง รวมทั้งการท่องเที่ยว แข่งต่างชาติยาก คนไทยก็ยิ่งหางานทำได้ยากขึ้น พลอยทำให้ต้องพึ่งพานายทุนผู้จ้างงานมากเกินกว่าที่ควรเป็น และนายทุนก็สามารถกดค่าแรงลงได้ต่ำเกินกว่าที่ควรเป็น

การเพิ่มภาษีที่ดินประการหนึ่ง และการลด/เลิกภาษีการลงแรงลงทุนที่ก่อผลผลิตอีกประการหนึ่ง เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มสวัสดิการอยู่ในตัว คือ ช่วยเพิ่มการมีงานทำ และเพิ่มรายได้ของผู้ทำงานและผู้ลงทุน และยังทำให้สินค้าของกินของใช้ลดราคาลงด้วย จำนวนผู้ที่ยากจนเดือดร้อนจะลดลงมาก อาชญากรรมที่มากับความยากจนก็ลด หมายถึงภัยต่อคนรวยด้วย รวมทั้งการชุมนุมประท้วงแบบใช้ความรุนแรง แยกชั้นชน เสี่ยงต่อการกลายเป็นสงครามกลางเมือง ก็จะลด เมืองไทยจะน่าอยู่มากขึ้น ต่างชาติจะอยากมาจับจ่ายใช้สอยท่องเที่ยวในเมืองไทย คนไทยยิ่งมีงานทำเพิ่ม รัฐก็จะได้ลดค่าใช้จ่ายช่วยคนจนและค่าป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ทำให้มีเงินเหลือเพื่อการสวัสดิการมากขึ้น แต่คนจนลด การสวัสดิการก็จะทำได้ดีขึ้น

จากเว็บเศรษฐศาสตร์เพื่อความเป็นธรรม //utopiathai.webs.com




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2553    
Last Update : 22 สิงหาคม 2553 11:26:39 น.
Counter : 471 Pageviews.  

ยิ่งพัฒนาเจริญก้าวหน้า ยิ่งเกิดความเหลื่อมล้ำ คนรวยรวยขึ้น คนจนจนลง

ความเจริญก้าวหน้าทั้งหลายช่วยให้มนุษย์มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นก็จริง
แต่กลับทำให้คนจนที่เป็นฐานล่างของสังคมยิ่งเดือดร้อนในระบบภาษีปัจจุบันซึ่งเก็บภาษีน้อยเกินไปจากที่ดิน
และเก็บภาษีมากเกินไปจากการทำงานและการลงทุนผลิตสินค้าและบริการ (รวมทั้งการแลกเปลี่ยนซื้อขาย)
Henry George (ค.ศ.1839-1897) เจ้าตำรับภาษีเดี่ยว เป็นคนแรกที่อธิบายสาเหตุของความยากจนได้ดียิ่ง

“ …พลังใหม่ ๆ นั้นถึงแม้จะมีลักษณะที่จะช่วยปรับปรุงให้ดีขึ้น แต่ก็มิได้กระทำต่อโครงสร้างของสังคมมาจากเบื้องล่างดังที่ได้หวังและเชื่อกันมานานแล้ว หากได้อัดแทรกเข้าที่จุดกึ่งกลางระหว่างยอดกับฐาน เปรียบเสมือนมีลิ่มอันใหญ่โตตอกแทรกเข้าไปในระหว่างสังคม มิใช่หนุนสังคมขึ้นจากเบื้องล่าง ผู้ที่อยู่เหนือจุดแบ่งแยกนั้นถูกยกขึ้น แต่ผู้ที่อยู่ใต้จุดนั้นถูกบดขยี้ลง
คนโดยทั่วไปไม่แลเห็นผลร้ายอันนี้ เพราะว่ามันไม่ปรากฏชัดเนื่องจากได้มีชนชั้นที่พอจะประทังชีวิตอยู่ได้เท่านั้นเช่นนี้มานานแล้ว…” (เฮนรี จอร์จ. ความก้าวหน้ากับความยากจน หน้า 9 //www.utopiathai.webs.com/PP-p001-088bk01.doc )

ปัจจัยที่ทำให้ที่ดินมีราคา (ทั้ง 7 ข้อนี้ มีเพียงข้อ 7 ที่เป็นการกระทำของเจ้าของที่ดิน แต่เป็นข้อที่ก่อผลเสียร้ายแรงที่สุด คือทำให้ที่ดินหายากและราคาสูงเกินกว่าที่ควรเป็น)
1. ความอุดมสมบูรณ์ของที่ดิน
2. ประชากรเพิ่ม ราคาที่ดินก็สูงขึ้น
3. เทคโนโลยีก้าวหน้า สามารถผลิตของกิน ของใช้ ของโชว์ ของเล่นคลายเครียดเพิ่มความสุขสนุกสำราญได้ประณีตพิสดารขึ้น (ล้วนต้องมาจาก “ที่ดิน”) ยิ่งเพิ่มความกระหายสำหรับผู้มีโอกาสมีความสามารถ ราคาที่ดินก็สูงขึ้น
4. เมื่อคนเราทำงานมากขึ้นเป็นการทั่วไป (รวมทั้งแม่บ้านออกทำงานด้วยจากเดิมที่พ่อบ้านทำงานคนเดียว) ก็เกิดผลเช่นเดียวกัน คือ ราคาที่ดินสูงขึ้น
5. การมารวมกันเป็นชุมชนเมือง ประชากรหนาแน่น มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทำให้การร่วมมือกันด้วยการแบ่งงานผลิตสินค้าและบริการแล้วเอามาแลกเปลี่ยนซื้อขายกันเป็นไปโดยรวดเร็ว ที่ดินก็แพงขึ้น
6. ราษฎรเสียภาษีให้รัฐเอาไปใช้ดูแลความสงบเรียบร้อยปลอดภัยไร้โจร คอยป้องกันอัคคีภัย สร้างถนน ท่อระบายน้ำเสีย มีพนักงานเก็บกวาด ตรวจตราป้องกันการก่อมลพิษ และบริการประชาชนด้านอื่นๆ อีก ก็ทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้นหรือแม้เพียงดำรงความน่าอยู่เดิมไว้ ราคาที่ดินก็สูงขึ้นหรือดำรงราคาเดิมอยู่ได้
7. การเก็งกำไรสะสมที่ดินเป็นการทั่วไปก็ทำให้ราคาที่ดินยิ่งสูงขึ้นไปอีก

ดังนั้น ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามให้เกิดความสะดวกสบาย เจริญขึ้น แก่ส่วนรวม
จะมีแต่ทำให้ผู้มีสิทธิ์ถือครองที่ดินเป็นฝ่ายได้เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น
ทุกคนที่พอมีกำลังทรัพย์ มีปัญญา เห็นดังนั้น ก็เอาอย่างกัน
เกิดการรวมหัวผูกขาดโดยไม่ได้นัดหมาย แสวงหาที่ดินกันเอาไว้มาก ๆ เท่าที่จะทำได้
เป็นการเก็งกำไรที่กว้างขวางที่สุดของโลก ขนาดที่ไปไหน ๆ ก็เจอที่ดินว่างเปล่าหรือใช้ประโยชน์น้อยเกินไปมีเจ้าของแล้ว
ผลผลิตของชาติจึงต่ำ เกิดการหางานทำยาก ค่าแรงต่ำ
คนยากจน ด้อยโอกาส ไร้ความสามารถที่จะร่วมแข่งขันหาที่ดินมาเป็นของตนเอง จึงเดือดร้อน
ที่ดินต้องเช่า ซึ่งแพงขึ้นๆ ภาษีทางอ้อม เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็ต้องเสียในรูปของราคาสินค้าที่สูงขึ้น

และยังก่อวิกฤตวัฏจักรเศรษฐกิจฟองสบู่ที่ทั้งคนรวยคนจนเดือดร้อนอย่างมากเป็นระยะ ๆ ตลอดมา

การซื้อที่ดินมิใช่การลงทุนผลิตสินค้าหรือบริการ แต่คือการซื้อสืบต่อสิทธิ์ที่จะเรียกราคา/ค่าเช่าที่ดินสูงขึ้น
เจ้าของที่ดินไม่ได้มีส่วนในการผลิต แต่กลับมีสิทธิ์เรียกส่วนแบ่งของผลผลิตจากผู้ทำงานและผู้ลงทุนผลิต
สิทธิ์นี้จะสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามปัจจัย 7 ข้อที่กล่าว ภาษาอังกฤษเรียก unearned increment ส่วนเพิ่มที่ได้โดยไม่ต้องลงแรงลงทุน

ทางแก้ก็คือเพิ่มภาษีที่ดิน และลด/เลิกภาษีอื่นๆ ที่เป็นภาระแก่ผู้ผลิต รวมทั้งภาษีเงินได้
นี่คือวิธีดีที่สุดในการค่อยๆ ทำให้ที่ดินกลายเป็นของส่วนรวมร่วมกันตามที่ควรจะเป็น
ความเจริญก้าวหน้าทั้งหลายจึงจะกลับมาเป็นประโยชน์แก่ผู้คนในสังคมโดยทั่วหน้า.




 

Create Date : 30 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 30 กรกฎาคม 2553 10:12:32 น.
Counter : 629 Pageviews.  

ไม่ว่าภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีเงินได้ไม่ควรเก็บทั้งนั้น

ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้ ต่างก็เป็นภาษีที่เก็บจากการลงแรงลงทุนผลิตและค้า

เฮนรี จอร์จ เจ้าตำรับภาษีเดี่ยวจากที่ดิน บอกว่าการเก็บภาษีจากการลงแรงลงทุนผลิตและค้าเป็นการปล้นจากบุคคลไปให้แก่ส่วนรวม และยังทำให้ของแพง ค่าแรงต่ำ ถ่วงการผลิต ของแพงก็แข่งสู้ต่างประเทศยาก

ส่วนภาษีที่ดินถ้าไม่เก็บให้เต็มที่ก็เป็นการปล้นมูลค่าที่เกิดจากส่วนรวมไปให้แก่บุคคลเจ้าของที่ดิน และยังทำให้เกิดการเก็งกำไรสะสมกักตุนที่ดินกันเป็นการทั่วไปขนาดที่ไปไหน ๆ ก็เห็นแต่ที่ดินว่างเปล่ามีเจ้าของแล้ว ทำให้ที่ดินใช้ประโยชน์น้อยไป กลายเป็นของแพงที่คนจนเข้าไม่ถึง หางานทำยาก ค่าแรงต่ำ การลงทุนก็มีต้นทุนการผลิตสูงเพราะที่ดินแพงเกินกว่าที่ควรเป็น

ทั้งการเก็บภาษีจากการลงแรงลงทุนผลิตและค้า และการเก็บน้อยไปในภาษีที่ดิน ต่างก็ผิดศีลข้ออทินนาทาน ทำให้ ของแพง ค่าแรงต่ำ หางานทำยาก จึงกลายเป็นสองแรงแข็งขันร่วมกันทำร้ายคนจน จนยากที่จะพ้นวังวนของความยากจน การณ์เป็นอย่างนี้มานานแล้ว

และการเก็งกำไรที่ดินยังเป็นต้นเหตุให้เกิดวัฏจักรเศรษฐกิจฟองสบู่ที่เหวี่ยงตัวแรง ก่อความเสียหายแก่ทั้งคนรวยคนจน ซึ่งในสหรัฐฯ จะเกิดราวทุกรอบ 18 ปี (The Business Cycle: A Geo-Austrian Synthesis //foldvary.net/works/geoaus.html หรือ The Business Cycle //foldvary.net/economics.html บทที่ 12)

ภาษ๊ที่ดินเท่าค่าเช่าที่ควรเป็นจะให้รายได้มากพอที่จะเลิกภาษีจากการลงแรงลงทุนได้ (The Hidden Taxable Capacity of Land: Enough and to Spare //economics.ucr.edu/papers/papers08/08-12old.pdf ) แต่ผมคิดว่าควรค่อย ๆ เพิ่มภาษีที่ดิน เช่นใช้เวลาราว 30 ปี เพิ่มภาษีที่ดินปีละ 3.3 % ของค่าเช่าที่ควรเป็น และค่อย ๆ ลด/เลิกภาษีจากการลงแรงลงทุนชดเชยกันครับ

จากเว็บยูโทเพียไทย เศรษฐศาสตร์เพื่อความเป็นธรรม
//utopiathai.webs.com




 

Create Date : 20 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 20 กรกฎาคม 2553 9:15:13 น.
Counter : 436 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  
 
 

สุธน หิญ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




แก้ความอยุติธรรมขั้นฐานราก
ตามแนวเฮนรี จอร์จ
http://utopiathai.webs.com
เลิกภาษีการลงแรงลงทุนผลิตและค้า
เลิกภาษีเงินได้ เพิ่มภาษีที่ดิน
ค่อยๆ เปลี่ยนแปลง ใช้เวลาสัก 30 ปี


เปิดเว็บต่างแดนดูไม่ได้ ให้ google ช่วยหา free anonymous proxy server ของต่างประเทศซึ่งมีอยู่มากเพื่อเปิดให้แทนครับ (ในไทยอาจมีการปิดกั้นเว็บของต่างแดน เว็บย่อยที่คนไทยอาศัยใช้กันก็พลอยถูกปิด)

เว็บหลักของผม ยูโทเพียไทย_1
* หน้ารวมลิงก์ยูโทเพียไทย_1 *

หนังสือดีเด่นแปล Progress and Poverty หนังสือ ความยากจนที่ไม่เป็นธรรม และ บทความ ของผม ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ยินดีให้เผยแพร่ต่อด้วยความขอบคุณ ยกเว้นบทความแปลกรุณาอ่านเงื่อนไขจากต้นฉบับภาษาอังกฤษที่อ้างไว้ครับ


- ศัพท์เศรษฐศาสตร์ ดร.บุญเสริม
- ภาษีทรัพย์สินสหรัฐฯ
- ภาวะตลาดอสังหาฯ
- ภาวะตลาดที่อยู่อาศัย 2537-51
- ราคาที่ดินทั่วไทยรายแปลง
- สรุปราคาประเมินใน กทม.ปี 2551-54
- การเปลี่ยนแปลงราคาที่ดินใน กทม.และปริมณฑลปี 2528-50


[Add สุธน หิญ's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com
pantip.com pantipmarket.com pantown.com