ยูโทเพียไทย
เศรษฐศาสตร์
เพื่อความเป็นธรรม

 
สสารมืดในเศรษฐศาสตร์

สสารมืดในเศรษฐศาสตร์
(จากบทบรรณาธิการของ The Progress Report เรื่อง The Dark Matter in Economics โดย Fred E. Foldvary บรรณาธิการอาวุโส กันยายน 2549 ที่ //progress.org/2006/fold471.htm )

นักฟิสิกส์ได้สงสัยกันมาตั้งแต่ทศวรรษที่นับแต่ ค.ศ.1930 ว่าน่าจะมีสิ่งที่เรียกกันว่า สสารมืด (dark matter) ซึ่งจะมองไม่เห็นในการสังเกตการณ์ตามปกติ สสารมืดมีผลกระทบที่สำคัญมากต่อพฤติกรรมของดาราจักร (galaxies) และการขยายตัวของเอกภพ (universe)

ในเดือนสิงหาคม 2549 นักดาราศาสตร์ได้ประกาศว่าได้ตรวจพบหลักฐานโดยตรงของการมีอยู่ของสสารมืด โดยอาศัยผลกระทบของการชนกันระหว่างดาราจักร Douglas Clowe แห่งมหาวิทยาลัยแอริโซนาในนคร Tucson และเพื่อนร่วมงานอื่น ๆ ได้ใช้กล้องดูดาวด้วยรังสีเอกซ์ชื่อ จันทรา ของ NASA และกล้องโทรทรรศน์อื่น ๆ ตรวจสอบกลุ่มดาราจักรกลุ่มหนึ่งที่กำหนดลำดับเป็น 1E0657-56 ซึ่งศูนย์กลางของมวลได้เปลี่ยนที่ไป อันมีนัยว่ามีสสารมืดอยู่ในบริเวณนั้น ในสเปกตรัมของรังสีเอกซ์ พวกเขาได้เห็นกลุ่มฝุ่นขนาดมหึมา 2 กลุ่มในระหว่างกลุ่มของดาราจักร ซึ่งเป็นสิ่งที่เหลือค้างอยู่จากการชนกันของกลุ่มดาราจักรเดิม 2 กลุ่ม เมฆฝุ่นเหล่านี้มีมวลมากกว่าดาราจักรมาก

นักดาราศาสตร์ได้นิรนัย (deduce) ว่าสมบัติด้านแรงดึงดูด (gravitational properties) ของดาราจักรไม่สามารถอธิบายได้จากเพียงสิ่งที่มองเห็น พวกเขาได้ตั้งสมมุติฐานว่าจะต้องมี ‘สสารมืด’ อยู่ด้วยจึงจะก่อให้เกิดมวลซึ่งส่งผลได้ขนาดนั้น การสังเกตการณ์ถึงผลของสสารมืดจากของจริงจึงเป็นการค้นพบที่มีความสำคัญใหญ่หลวง

ทางเศรษฐศาสตร์ก็มี ‘สสารมืด’ ที่มองไม่เห็นเหมือนกัน มีปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่ไม่สามารถอธิบายได้โดยสเปกตรัมของธุรกรรมเท่าที่มองเห็น เช่น ระหว่าง ค.ศ. 1975 ถึง 2005 GDP ของสหรัฐฯ โตมากกว่าร้อยละ 3 ต่อปี หลังหักค่าเงินเฟ้อแล้ว รายได้มัธยฐานของครอบครัว (median family income - มีจำนวนครอบครัวที่อยู่เหนือและใต้เส้นมัธยฐานเท่ากัน) กลับมีอัตราการเติบโตเพียง 0.8 % เท่านั้น การเติบโตส่วนอื่น ๆ ไปอยู่เสียที่ไหน ?

นักเศรษฐศาสตร์เสนอว่ามีสสารมืดทางเศรษฐกิจอยู่ สสารมืดทางเศรษฐกิจเติบโตในอัตรามากกว่าร้อยละ 7 จากปี 1975 ถึง 2005 จึงดูดเอาความเติบโตทางเศรษฐกิจไปเป็นส่วนมาก พวกเขาเรียกสารลึกลับนี้ว่า “ทุน” และบอกว่าความเติบโตที่ไม่ได้ไปเพิ่มรายได้ของครอบครัวนั้นคือ “ผลตอบแทนต่อทุน”

แต่นั่นไม่ใช่คำอธิบายที่น่าพอใจนัก เพราะผลตอบแทนต่อทุนทางการเงิน เช่น พันธบัตรรัฐบาล หลังหักภาษีและอัตราเงินเฟ้อ มีค่าน้อยกว่าร้อยละ 7 มาก หุ้นบางบริษัทโตร้อยละ 7 หรือมากกว่า แต่ความเติบโตนั้นก็ต้องการคำอธิบาย

ปัญหาอีกข้อหนึ่งเกี่ยวข้องกับกำไร นักเศรษฐศาสตร์รับรู้ว่าในวิสาหกิจที่มีการแข่งขัน บริษัทจะได้กำไรอย่างปกติเท่านั้น คือแค่เพียงพอที่จะจ่ายผลตอบแทนโดยเฉลี่ยให้แก่สิ่งที่นำมาใช้ คือ ที่ดิน แรงงาน และสินค้าทุน แต่บริษัทจำนวนไม่น้อยมีรายรับจากการขายสินค้าสูงกว่าต้นทุนการผลิตมาก รายรับนี้ไปไหน ?

นักเศรษฐศาสตร์บอกว่ารายรับกลายไปเป็น “ส่วนเกินของผู้ผลิต” อย่างไรก็ดี ส่วนเกินนี้ผู้ผลิตมิได้รับไป ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ เจ้าของบริษัท คนงาน หรือผู้ผลิตสินค้าทุน คำตอบเป็นเช่นเดิม คือสสารมืดทางเศรษฐกิจ ซึ่งดูดเอาส่วนเกินไป

แต่สสารมืดทางเศรษฐกิจนี้อยู่ที่ไหน ? มันเป็นอะไร ? ใครเป็นเจ้าของ ? มันปรากฏตรงไหนของ GDP ? ทำไมเราจึงมองไม่เห็น ?

นักเศรษฐศาสตร์แนว geoclassic หลายคน [ก็แนวทางเก็บภาษีมูลค่าที่ดินแทนภาษีการลงแรงลงทุนผลิตและค้านั่นแหละ] คือ Mason Gaffney, Nicolaus Tideman, Fred Harrison, และ Michael Hudson เป็นต้น ได้เปิดเผยแหล่งที่ซ่อนของสสารมืดทางเศรษฐกิจที่ดูดเอาส่วนเกินและกำไรส่วนมากจากการเติบโตทางเศรษฐกิจไป มันคือ ค่าเช่าที่ดิน !

ที่จริงมีการเสนอถึงการมีอยู่ของสสารมืดทางเศรษฐกิจเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว ผู้เสนอคือ เฮนรี จอร์จ นักเศรษฐศาสตร์อเมริกัน จอร์จพบ “กฎว่าด้วยค่าแรง” ที่ว่าระดับค่าแรงทั่วไปถูกกำหนดด้วยขอบริมแห่งการผลิต (margin of production) หรือที่ดินที่ให้ผลผลิตน้อยที่สุด จอร์จตั้งทฤษฎีว่าโดยที่อุปทานของที่ดินมีคงที่ เมื่อเศรษฐกิจมีความสามารถในการผลิตสูงขึ้น ค่าแรงก็สูงขึ้นบ้างเมื่อขอบริมแห่งการผลิตหรือที่ดินชายขอบให้ผลผลิตสูงขึ้น แต่ผลิตภาพที่สูงขึ้นของที่ดินซึ่งดีกว่าที่ดินชายขอบกลับกลายเป็นค่าเช่าที่ดิน ค่าแรงสูงขึ้นน้อยกว่าผลิตภาพเพราะวิสาหกิจต้องจ่ายค่าสินค้าทุนที่ดีขึ้นด้วย แต่ค่าเช่าที่ดินสามารถที่จะสูงขึ้นเท่ากับการเพิ่มผลิตภาพ

เราไม่อาจสังเกตค่าเช่าที่ดินได้โดยตรงเพราะมันมิใช่จำนวนเงินที่ผู้เช่าจ่ายให้แก่เจ้าของที่ดิน แต่เป็นจำนวนที่มากที่สุดที่ผู้เช่าจะจ่ายสำหรับการใช้เฉพาะที่ดิน ไม่รวมถึงอาคารหรือบริการด้านแรงงานจากเจ้าของที่ดิน นักดาราศาสตร์ตรวจพบการมีอยู่ของสสารมืดเชิงกายภาพจากผลกระทบของมันฉันใด นักเศรษฐศาสตร์ที่กล่าวข้างต้นก็ตรวจพบและวัดค่าเช่าที่ดินจากผลกระทบของมันฉันนั้น ผลกระทบเหล่านี้ซ่อนอยู่ในดอกเบี้ย กำไร และกำไรส่วนทุน (capital gains) สสารมืดส่วนที่เป็นค่าเช่าที่ดินนี้คิดเป็นประมาณร้อยละ 20 ของผลผลิตประชาชาติ (national output) และส่งผลกระทบอย่างมากต่อวัฏจักรธุรกิจ การกระจายรายได้ และความเติบโตทางเศรษฐกิจ

Mason Gaffney ได้แสดงให้เห็นว่าการไม่รับรู้ถึงสสารมืดทางเศรษฐกิจเป็นการไตร่ตรองไว้ก่อน เพราะผู้มีผลประโยชน์ในที่ดินไม่ต้องการให้สาธารณะรู้ว่าค่าเช่าที่ดินเป็นตัวดูดเอาผลได้ทางเศรษฐกิจไป ดังนั้นพวกเขาจึงรวมเอาที่ดินไว้ใน “ทุน” โดยค่าเช่าที่ดินซ่อนอยู่ใน “ผลตอบแทนต่อทุน” และพวกเขาก็เรียกระบบนี้ว่า “ทุนนิยม”

พวกสังคมนิยมก็มีส่วนทำให้เกิดความสับสนด้วย โดยอาศัย “ทฤษฎีมูลค่าแรงงาน” (labor theory of value) ที่ผิดพลาด คาร์ล มาร์กซ์ได้อ้างว่ามูลค่าทั้งหมดเกิดจากแรงงาน ดังนั้นส่วนเกินจึงต้องเป็นค่าแรงที่ถูก “นายทุน” ยึดไปโดยไม่เป็นธรรม เฮนรี จอร์จได้แสดงให้เห็นอย่างถูกต้องว่าส่วนเกินคือค่าเช่าที่ดิน เพราะในระบบตลาดเสรี แรงงานจะได้รับชดเชยเต็มที่ตามผลิตภาพ แต่ผลิตภาพนี้ถูกกดอยู่ด้วยภาษีและการเก็งกำไรที่ดินซึ่งทำให้ขอบริมแห่งการผลิตถูกขยายออกไปยังที่ดินที่มีผลิตภาพต่ำลง

การพบสสารมืดทางกายภาพได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง แต่โชคไม่ดีที่การพบสสารมืดทางเศรษฐศาสตร์ยังมิได้ผ่านเข้าไปในเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ดังนั้นประชาชนจึงยังคงมืดมนไม่เข้าใจว่าทำไมรายได้ของครอบครัวจึงไม่เติบโตเท่าเทียมกับเศรษฐกิจ และเศรษฐศาสตร์จึงไม่เผชิญหน้ากับความขัดแย้งที่ส่วนเกินของผู้ผลิตไม่ตกเป็นของผู้ผลิต

สสารมืดที่สำคัญที่สุดอยู่ในใจของมนุษย์ ความสว่างทางปัญญาที่แท้คือการส่องสว่างสสารมืดของพุทธิปัญญาเพื่อขจัดความไม่รู้ทางจริยธรรม ทางการบริหารโดยธรรม และทางเศรษฐศาสตร์ ขอให้เราหวังว่าการตรวจพบสสารมืดทางกายภาพจะทำให้มนุษย์เกิดแรงบันดาลใจที่จะมองหาสสารมืดในชีวิตทางสังคมและเศรษฐกิจด้วย.



Create Date : 20 กรกฎาคม 2550
Last Update : 20 กรกฎาคม 2550 11:08:06 น. 0 comments
Counter : 483 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
 
 

สุธน หิญ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




แก้ความอยุติธรรมขั้นฐานราก
ตามแนวเฮนรี จอร์จ
http://utopiathai.webs.com
เลิกภาษีการลงแรงลงทุนผลิตและค้า
เลิกภาษีเงินได้ เพิ่มภาษีที่ดิน
ค่อยๆ เปลี่ยนแปลง ใช้เวลาสัก 30 ปี


เปิดเว็บต่างแดนดูไม่ได้ ให้ google ช่วยหา free anonymous proxy server ของต่างประเทศซึ่งมีอยู่มากเพื่อเปิดให้แทนครับ (ในไทยอาจมีการปิดกั้นเว็บของต่างแดน เว็บย่อยที่คนไทยอาศัยใช้กันก็พลอยถูกปิด)

เว็บหลักของผม ยูโทเพียไทย_1
* หน้ารวมลิงก์ยูโทเพียไทย_1 *

หนังสือดีเด่นแปล Progress and Poverty หนังสือ ความยากจนที่ไม่เป็นธรรม และ บทความ ของผม ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ยินดีให้เผยแพร่ต่อด้วยความขอบคุณ ยกเว้นบทความแปลกรุณาอ่านเงื่อนไขจากต้นฉบับภาษาอังกฤษที่อ้างไว้ครับ


- ศัพท์เศรษฐศาสตร์ ดร.บุญเสริม
- ภาษีทรัพย์สินสหรัฐฯ
- ภาวะตลาดอสังหาฯ
- ภาวะตลาดที่อยู่อาศัย 2537-51
- ราคาที่ดินทั่วไทยรายแปลง
- สรุปราคาประเมินใน กทม.ปี 2551-54
- การเปลี่ยนแปลงราคาที่ดินใน กทม.และปริมณฑลปี 2528-50


[Add สุธน หิญ's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com
pantip.com pantipmarket.com pantown.com