ยูโทเพียไทย
เศรษฐศาสตร์
เพื่อความเป็นธรรม

 

กระตุ้นเศรษฐกิจวิธีไหนดี ?

มีนักเศรษฐศาสตร์ 2 ท่านเสนอบทความเกี่ยวกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งดูแล้วเห็นว่ามีความเป็นวิชาการหลากหลายวิธี และเขียนได้อย่างสั้นแต่ได้ใจความดี เหมาะสำหรับทั้งนักศึกษาและคนทั่วไปที่สนใจ ดังนี้:-

- การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายเศรษฐกิจมหภาค
เศรษฐศาสตร์จานร้อน : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2551
//www.nidambe11.net/ekonomiz/2008q1/2008march10p7.htm

- ศิลปะแห่งการกระตุ้นเศรษฐกิจ
เศรษฐศาสตร์พเนจร : ดร. วิรไท สันติประภพ กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2551
//www.nidambe11.net/ekonomiz/2008q1/2008march12p1.htm

ทั้งนี้ ผมเห็นว่าเพื่อช่วยให้เศรษฐกิจมีความแข็งแกร่ง มีเสถียรภาพ เผชิญอุปสรรคต่าง ๆ ได้ดี มีความเป็นธรรม และแก้ความยากจนแก่ผู้มีแต่แรงงานขั้นพื้นฐานได้ดี เราจะต้องทำสิ่งที่เป็นความยุติธรรมขั้นฐานรากไปด้วย คือ:-

1. เพิ่มภาษีการถือครองที่ดินตามมูลค่า
2. ลดภาษีเงินได้และภาษีต่าง ๆ จากการลงแรงลงทุนผลิตและค้า

โดยเพิ่มภาษีตาม 1. และลดภาษีตาม 2. ให้เท่า ๆ กันทุกปีแบบค่อยเป็นค่อยไป ตามวิธีแก้ปัญหาระยะยาว

วิธีนี้ผมเขียนไว้แล้วดังนี้:-

ทำได้ไง? – ค่าจ้างเงินเดือนสูงขึ้น แต่ของกินของใช้ถูกลง!
//www.bloggang.com/viewblog.php?id=utopiathai&date=24-01-2008&group=1&gblog=35




 

Create Date : 12 มีนาคม 2551    
Last Update : 26 มีนาคม 2551 0:31:57 น.
Counter : 761 Pageviews.  

เชิญเรียนเศรษฐศาสตร์สั้น ๆ เกือบฟรีทางอินเทอร์เนต

เชิญเรียนเศรษฐศาสตร์สั้น ๆ เกือบฟรีทางอินเทอร์เนต
จาก Henry George Institute ดูได้ที่
//henrygeorge.org
มี 3 หลักสูตร คือ
1. Understanding Economics
2. Applied Economics: Globalization and Trade
3. Economic Science

หลักสูตรแรก หนังสือหลักคือหนังสืออเมริกันดีเด่น Progress and Poverty
โดย Henry George นักเศรษฐศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงของสหรัฐฯ ฉบับย่อ
เพื่อคนรุ่นใหม่เหลือ 325 หน้าโดย Bob Drake ปี 2006 อ่านได้ที่
//www.henrygeorge.org/pcontents.htm
(ภาษาไทยมีฉบับเต็ม 565 หน้า อ่านได้ที่
//geocities.com/utopiathai/ProgressAndPoverty)
มีเอกสารสำหรับอ่านเพิ่มเติมเล็กน้อยบนเว็บ.




 

Create Date : 21 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 12 มีนาคม 2551 23:42:24 น.
Counter : 517 Pageviews.  

จะเกิดอะไรถ้าไทยเลิกภาษีทั้งสิ้นเว้นภาษีที่ดิน

ที่ดินหมายความรวมถึงทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้นภาษีที่ดิน นอกจากหมายถึงภาษีซึ่งคิดตามมูลค่าที่ดินหรือค่าเช่ารายปีตามที่ควรจะเป็นแล้ว ยังหมายถึงค่าทรัพยากรธรรมชาติที่ดึงขึ้นมาใช้หมดเปลืองไป ค่าก่อมลภาวะแก่โลกไม่ว่าจะเป็นทางพื้นดิน ทางน้ำ หรือทางอากาศ แถมด้วยค่าเอกสิทธิ์สัมปทานสำหรับการประกอบการที่มีลักษณะผูกขาด

กระบวนการนั้นจะกินเวลายาวนานหลายสิบปี กว่าเราจะสามารถเก็บภาษีมูลค่าที่ดินได้เต็มที่เท่าค่าเช่าที่ควรเป็น ซึ่งก็หมายถึงว่าการลด/เลิกภาษีจากการทำงานและการลงทุนจะต้องใช้เวลานานตามไปด้วยกัน เพื่อรักษารายรับของรัฐไว้ให้พอกับรายจ่ายไปทุกปี และบางทีอาจไม่สามารถนำระบบนี้มาใช้ได้เลย

ขั้นแรก การเผยแพร่ (คงต้องทำโดยผู้มีศรัทธาแรงกล้า เสียสละ และมีความสามารถจัดตั้งเครือข่ายผู้ที่สนใจศึกษาและเห็นดีด้วย) ให้ประชาชนส่วนใหญ่รู้ถึงความยุติธรรมและผลดีของระบบภาษีใหม่นี้ ซึ่งก็นับว่ายากมากแล้ว และยังจะมีการต่อต้าน การใส่ร้ายบิดเบือนข้อเท็จจริงจากฝ่ายที่เสียประโยชน์อันมิพึงได้นี้อีกอย่างรุนแรง แต่จะทำให้ผู้คนเริ่มรู้จักระบบภาษีนี้มากขึ้น และอาจมีบางส่วนไม่กล้าสะสมที่ดินโดยหวังว่าจะได้กำไรจากราคาที่ดินที่สูงขึ้นอีกต่อไป

ขั้นที่ 2 สมมุติว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบด้วยแล้ว มีท่าทีว่าจะสามารถเลือกผู้แทนเข้าสภาครั้งใหม่ได้เสียงข้างมากสนับสนุน คราวนี้เจ้าของที่ดินรายใหญ่ก็จะหาทางขายที่ดินของตนที่ปล่อยว่างไว้หรือใช้ประโยชน์น้อยไป ถึงแม้การเก็บภาษีที่ดินจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นปีละเล็กน้อย เช่น ร้อยละ 2 หรือ 3 ของค่าเช่าที่ดินที่ควรเป็นก็ตาม การแข่งกันขายที่ดินก็คงจะทำให้ราคาที่ดินลดลงมากกว่าที่ควรจะเป็น เพราะรู้กันอยู่ว่ายิ่งนานภาษีที่ดินจะยิ่งสูง จะยิ่งทำให้ราคาที่ดินลดลงเรื่อย ๆ

ขั้นที่ 3 แม้สภาผู้แทนราษฎรจะเห็นชอบแล้ว ก็ต้องตั้งคณะกรรมาธิการดูในรายละเอียดก่อนออกกฎหมายเพิ่มภาษีที่ดินและลดเลิกภาษีแรงงานและทุน และดูว่าควรยกเว้นหรือผ่อนผันที่ดินประเภทใดของใครอย่างไรบ้าง ฯลฯ ฯลฯ

ขั้นต่อไป สมมุติว่าไทยพร้อมแล้วและประกาศใช้กฎหมายภาษีที่ดินและลดเลิกภาษีแรงงานและทุน แต่ประเทศอื่น ๆ ส่วนมากยังไม่ยอมใช้ด้วย จะเกิดอะไรขึ้น ?

ไทยจะกลายเป็นสวรรค์ในสายตาของนักลงทุน พวกเขาจะแห่กันมาขอลงทุนในประเทศไทย รวมทั้งคนที่หนีภาษีเงินได้สูง ๆ จากบางประเทศของตนเอง เช่น ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวียที่ใช้ระบบรัฐสวัสดิการและเก็บภาษีเงินได้อัตราก้าวหน้ามาก ๆ ก็จะเปลี่ยนทิศมุ่งไทยแทน แต่แรงงานต่างชาติก็จะทะลักเข้ามาทำงานในไทยเหมือนกัน ทั้งแบบถูกกฎหมายและแบบผิด เรื่องนี้คงต้องพิจารณากันให้รอบคอบว่าจะมีนโยบายกีดกันกันแค่ไหน

เมื่อเงินต่างประเทศเข้ามามาก ค่าเงินบาทก็แข็ง ที่จริงเป็นการดี คนไทยจะได้ซื้อของถูก และเรื่องอย่างนี้คาดการณ์กันได้อยู่แล้ว ก็น่าจะทำประกันการเปลี่ยนแปลงค่าเงินไว้สำหรับผู้ส่งออก แต่สำหรับคนที่เห่อสินค้านอกที่ฉลาดจะรอเวลาไว้ซื้อปีหลัง ๆ เพราะปีแรก ๆ ภาษีสินค้าเข้าจะยังไม่ลดลงมากเพื่อให้สอดประสานกับภาษีที่ดินที่ยังเก็บไม่ได้อัตราสูงนัก ก็นับเป็นการทยอยซื้อ ไม่ใช่โหมซื้อสินค้านอก แต่สินค้าไทยเองจะค่อย ๆ ราคาต่ำลงเพราะต้นทุนต่ำลงจากการลดจำพวกภาษีมูลค่าเพิ่ม และมีแรงกระตุ้นการผลิตจากการลดภาษีเงินได้และภาษีกำไร รวมทั้งการปลดปล่อยที่ดินออกมาในราคาต่ำลงให้คนทั่วไปหาที่ดินทำกินเป็นของตนเองได้ง่ายขึ้น นี่คือการเพิ่มความสามารถแข่งขันให้แก่สินค้าไทย ซึ่งเมื่อถึงที่สุด คือเมื่อเก็บภาษีที่ดินได้เต็มที่และเลิกภาษีจากการทำงานและการลงทุนหมดแล้ว ไทยทั้งประเทศจะกลายเป็นเมืองปลอดภาษี (ภาษีที่ดินนั้นที่จริงไม่ใช่ภาษี แต่คือค่าเช่าที่ดิน โดยถือว่าที่ดินเป็นของส่วนรวม) ชาวโลกก็จะพากันมาเที่ยว มาจับจ่ายใช้สอยหาซื้อสินค้าราคาถูกแข่งกับสิงคโปร์ ฮ่องกง คนไทยก็จะมีงานที่รายได้ดีมากขึ้น

และเมื่อคนทั่วไปหาที่ดินทำกินเป็นของตนเองได้ง่ายขึ้นในราคาต่ำลง ต้นทุนของเขาก็ต่ำลง ส่วนหนึ่งจะต้องการลูกมือมาช่วยทำงาน จำนวนคนที่ต้องง้อของานจากนายจ้างตามโรงงานจะลดลง การกดค่าแรงโดยไม่เป็นธรรมจะลดความรุนแรงลง

แต่ถ้าทุกประเทศทำเป็นขั้นตอนไปพร้อมกันในการเพิ่มภาษีที่ดินและลดเลิกภาษีแรงงานและทุน ก็จะไม่มีการเคลื่อนย้ายขนานใหญ่ข้ามแดนด้านทุนและแรงงาน และราคาสินค้าเปรียบเทียบระหว่างประเทศก็จะไม่เปลี่ยนแปลงมาก อย่างไรก็ดี เรื่องนี้คงหวังได้ยาก ยกเว้นถ้ามีตัวอย่างแสดงให้เห็นชัดแจ้ง แต่สหประชาชาติก็พยายามให้ทุกประเทศเพิ่มภาษีที่ดินและลดภาษีแรงงานและทุนอยู่ ตามเอกสาร Global Land Tool Network (GLTN) - //www.earthrights.net/projects/GLTN_General.pdf ซึ่งมุ่งบรรเทาความยากจนของคนในโลก.


อ่านเพิ่มเติม สังคมอุดมคติไม่มีภาษีการลงทุนลงแรง มีแต่ภาษีที่ดิน //www.bbznet.com/scripts2/view.php?user=tangnamo&board=1&id=43&c=1&order=numtopic
หลักการพื้นฐานเรื่องสิทธิในที่ดิน //www.bbznet.com/scripts2/view.php?user=tangnamo&board=1&id=120&c=1&order=numtopic




 

Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 12 มีนาคม 2551 23:46:19 น.
Counter : 378 Pageviews.  

ผสมสองทฤษฎีสกัดเศรษฐกิจฟองสบู่

(ไม่สงวนสิทธิในภาคไทย แต่โปรดระบุว่ามาจากตำราเศรษฐศาสตร์ของ ศ. ดร. Fred E. Foldvary ที่ //www.foldvary.net/economics.html บทที่ 12: The Business Cycle สำหรับท่านที่ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม จะดูได้ที่ //www.foldvary.net/works/geoaus.html เรื่อง The Business Cycle: A Geo-Austrian Synthesis เป็นภาษาอังกฤษ)

ก. ลักษณะของวัฏจักร
๑. จุดต่ำสุด (bottom ) ของวัฏจักร เรียกว่า ระยะหดตัวต่ำสุด (depression หรือ trough)
๒. ต่อมาจะเป็น ระยะแกว่งตัวขึ้น (upswing) หรือ ระยะขยายตัว (expansion)
. . ๒.๑ ส่วนแรกของ ระยะแกว่งตัวขึ้น คือ ระยะฟื้นตัว (recovery)
. . ๒.๒ ส่วนที่ ๒ ถ้าเป็นการสูงขึ้นอย่างชัน (steep) จะเรียกว่า ระยะเฟื่องฟู (boom)
๓. จุดสูงสุด (top) เรียกว่า peak คือระยะรุ่งเรืองสูงสุด (prosperity)
๔. ระยะแกว่งตัวลง (downswing) เรียกว่า ระยะหดตัว หรือ ถดถอย (recession) ซึ่งถ้าเป็นการต่ำลงอย่างชันมาก (very steep) จะเรียกว่า เศรษฐกิจหดตัวรุนแรง (crash หรือ bust)

ข. ทฤษฎีวัฏจักร
นักเศรษฐศาสตร์ได้พากันพยายามหาเหตุผลที่เกิดวัฏจักรเศรษฐกิจขึ้น ได้มีการตั้งทฤษฎีขึ้นหลายทฤษฎี ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น ๒ ประเภท คือ ประเภทสาเหตุจริง และ ประเภทสาเหตุทางการเงิน ทฤษฎีสาเหตุจริงถือว่าวัฏจักรเกิดขึ้นจากสาเหตุจริง เช่น การเปลี่ยนแปลงอุปทานหรืออุปสงค์ ส่วนทฤษฎีสาเหตุทางการเงินถือว่าวัฏจักรเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงปริมาณเงินตราหรือราคา แต่นักเศรษฐศาสตร์ก็ยอมรับกันว่า “ทฤษฎี” หรือสมมุติฐานเหล่านี้ส่วนมากอธิบายเหตุผลได้ไม่ดีนัก

อย่างไรก็ดี มีอยู่ ๒ ทฤษฎีที่สมเหตุสมผลมากที่สุด ทฤษฎีหนึ่งเป็นด้านการเงิน อีกทฤษฎีหนึ่งเน้นสาเหตุจริง ซึ่งเมื่อนำมาพิจารณารวมกัน จะได้คำอธิบายวัฏจักรเศรษฐกิจครบถ้วน รวมทั้งวิธีหยุดยั้งวัฏจักรนี้

Henry George ค้นพบทฤษฎีด้านสาเหตุจริงเป็นคนแรก ท่านเห็นว่าอสังหาริมทรัพย์มีบทบาทสำคัญที่หยุดยั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจ

George ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ในหนังสือ Progress and Poverty ปี ค.ศ.๑๘๗๙ ว่าเศรษฐกิจลงต่ำสุดภายหลังภาวะเฟื่องฟูที่มีการเก็งกำไรที่ดิน – “ติดตามด้วยอาการที่ผลิตกรรมลดลง” (หน้า ๒๖๘) อุปสรรคใหญ่ต่อการผลิตก็คือที่ดินมีราคา/ค่าเช่าสูง ซึ่งเท่ากับเป็น “การปิดกั้นแรงงานและทุนจากที่ดิน” (หน้า ๒๗๐) ราคาที่ดินที่มีการเก็งกำไรนั้นคือการเรียกเอาผลผลิตส่วนหนึ่งในอนาคต ณ เวลาปัจจุบัน ทฤษฎีของ George พยายามที่จะแก้ปัญหาการที่แรงงานและทุนต้องว่างงานในระยะเศรษฐกิจลงต่ำสุด เหตุที่ตลาดมีปัญหาก็เพราะแรงงานและทุนถูกตัดขาดจากโอกาสธรรมชาติอันจำเป็น ซึ่งที่ดินเท่านั้นที่ให้ได้

ในการตรวจสอบทฤษฎีของ George เราจะเริ่มที่ระยะเศรษฐกิจลงต่ำสุด (depression or trough) เนื่องจากอุปสงค์มีน้อย และมีที่ดินว่างมาก เพราะการล้มละลายและการหยุดลงทุน ค่าเช่าและราคาที่ดินในแหล่งธุรกิจจึงลดลงต่ำสุด การแกว่งตัวลงได้หยุดแล้ว เพราะกิจการที่เปราะบางและไม่เหมาะสมได้ล้มไปเกือบหมดสิ้น กิจการที่แข็งแรงเริ่มขยายตัวใหม่ โดยได้ประโยชน์จากค่าแรงต่ำ ดอกเบี้ยต่ำ และอสังหาริมทรัพย์ราคาถูก ถึงแม้อุปสงค์จะเพิ่ม แต่ในระยะฟื้นตัว ราคาจะยังเกือบคงเดิม เพราะยังมีทรัพยากรที่ว่างไม่ได้ใช้ประโยชน์อยู่มาก

เมื่อการขยายตัวดำเนินต่อไป ก็เข้าสู่ระยะแกว่งตัวขึ้น เพราะการจ้างงานมากขึ้นย่อมหมายความว่าจะมีการใช้จ่ายมากขึ้น กระตุ้นให้เกิดกิจการมากขึ้น อสังหาริมทรัพย์ที่ว่างเหลือน้อยลง ราคาและค่าเช่าเริ่มสูง การก่อสร้างเริ่มเข้าสู่ระยะเฟื่องฟู กระตุ้นอุปสงค์ในที่ดิน ระยะฟื้นตัวกลายเป็นระยะเฟื่องฟู อัตราเพิ่ม (ความชัน) ของการแกว่งตัวขึ้นเข้าสู่ขั้นสูงสุด ระยะนี้นักเก็งกำไรจะเข้าสู่ตลาด เพราะคาดกันว่าอสังหาริมทรัพย์จะมีราคาสูงขึ้นในอนาคต จึงทำให้ที่ดินยิ่งมีราคาสูงขึ้นไปอีก การก่อสร้างส่วนใหญ่ก็เป็นการเก็งกำไร เพราะผู้ก่อสร้างก็คาดหวังว่ามูลค่าที่ดินของตนจะสูงขึ้นจะทำให้ตนได้กำไร

แต่ผู้ประกอบการเริ่มเห็นว่าราคาอสังหาริมทรัพย์ชักจะสูงกว่าที่ควรสำหรับปัจจุบัน เพราะมันสูงขึ้นจากการคาดหวังสำหรับอนาคต “สิ่งขวางกั้นที่มองไม่เห็น ซึ่งทำให้ไม่มีการก่อสร้างอาคารและเมืองไม่ขยายออก คือ ราคาอันสูงของที่ดิน ราคาที่จะเพิ่มเมื่อเห็นแน่นอนว่าประชากรที่เพิ่มจะต้องใช้ที่ดิน” (George, Social Problems, 1883, p.126) “มือที่มองไม่เห็น” ของแอดัม สมิธ ถูกสกัดด้วย “สิ่งขวางกั้นที่มองไม่เห็น” ของ George เป็นธรรมดาที่จะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น เช่น ดอกเบี้ย วัตถุดิบ และแรงงาน แต่การเก็งกำไรเป็นอิทธิพลที่มีพลังสูงเป็นพิเศษที่ทำให้ราคาที่ดินขึ้นสูง

ผู้ประกอบการพากันชะลอการขยายกิจการ วัฏจักรมาถึงจุดที่เส้นโค้งลดความชัน (inflection point) คือยังคงสูงขึ้น แต่ความชันเปลี่ยนเป็นน้อยลง ถึงแม้ธุรกิจจะยังขยายตัวรวดเร็ว แต่อัตราขยายตัวก็ลดลงเพราะอสังหาริมทรัพย์มีราคาสูงเกินไปแล้ว สิ่งที่มีส่วนชะลอการขยายกิจการด้วย คือ ค่าแรงและสิ่งอื่นที่นำมาใช้มีราคาสูงขึ้น แต่ก็ไม่ได้เพิ่มมากนัก ผิดกับที่ดิน ซึ่งอุปสงค์ที่เพิ่มมีผลเต็มที่ต่อราคา เพราะอุปทานของที่ดินในบริเวณหนึ่งๆ ไม่สามารถเพิ่มได้!

การก่อสร้างที่ชะลอตัวลงทำให้กิจการอื่นๆ ชะลอลงด้วย เช่น ความต้องการเฟอร์นิเจอร์ เหล็ก และ ไม้ ลด อุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าทุนเหล่านี้ ซึ่งได้ขยายอย่างรวดเร็ว ก็หดตัวลง คนงานที่ถูกปลดหรือลดเวลาทำงานก็ใช้จ่ายน้อยลง อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจยิ่งช้าลงอีก จนมาถึงจุดที่เส้นเฉียงขึ้นเปลี่ยนเป็นเส้นแนวนอน คือ หยุดขยาย เศรษฐกิจอยู่ที่จุดสูงสุด แต่กำลังจะต่ำลง เพราะอัตราการขยายตัวได้ลดลง และกำลังจะเป็นลบ

เมื่อเห็นว่าการขยายตัวหยุด ผู้ลงทุนจำนวนมากก็จะอยากขายหุ้น การลดลงอย่างมากของดัชนีตลาดหุ้นมักจะเป็นสิ่งบ่งชี้ว่า กำลังจะเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แต่นั่นเป็นเพียงการเริ่มต้น และเป็นเพียงการออกอาการของปัญหา มิใช่สาเหตุแรกเริ่ม ถึงแม้การลดลงของราคาหุ้นจะมีส่วนด้วยต่อการหดตัวของเศรษฐกิจ เพราะผู้ที่ขาดทุนจะไม่ใช้จ่ายในรายการใหญ่ๆ

ภาวะถดถอยเองยิ่งทำให้เกิดการถดถอยมากขึ้น โดยที่การลดการผลิตทำให้รายได้ลด และรายจ่ายก็ลด ซึ่งก็ยิ่งทำให้การผลิตลดลงอีก ราคาอสังหาริมทรัพย์ยังคงสูง ถึงแม้จะมีว่างมากขึ้น เพราะเจ้าของยังไม่อยากขายต่ำกว่าราคาที่เคยสูงมา ปรากฏการณ์นี้ดำเนินมาซ้ำซากทุกวัฏจักร! แต่ในที่สุด เมื่อมีการล้มละลายมากขึ้น เจ้าของที่ดินก็ได้รับค่าเช่าน้อยลง ส่วนหนึ่งของเจ้าของที่ดินซึ่งมีรายจ่ายเกินรายได้ก็ต้องขาย ราคาอสังหาฯ จึงเริ่มหักหัวลง เจ้าของที่ดินจำนวนมากล่มจม หมดความสามารถชำระหนี้ ส่วนใหญ่มีหนี้มากเกินมูลค่าทรัพย์สินของตน เมื่อไม่มีการชำระหนี้ ธนาคารก็ขาดเงินมากมาย และล้มลงหลายแห่ง

หลังจากการหดตัวรุนแรง การล้มละลายและการหดตัวก็ลดความเร็วลง นับเป็นการถึงจุดที่เส้นโค้งลดความชัน (inflection point) ครั้งที่ ๒ ซึ่งเศรษฐกิจยังคงหดตัว แต่ความชันเปลี่ยนเป็นน้อยลง และกำลังลงไปสู่จุดต่ำสุด ซึ่งที่จุดนี้ ทรัพยากรเป็นอันมาก โดยเฉพาะคือ แรงงาน และ อสังหาริมทรัพย์ จะอยู่ว่าง และมีราคาต่ำ แต่การหดตัวได้จบลงแล้ว – เส้นความเติบโตเข้าสู่แนวนอน แล้วอัตราการเติบโตก็กลับเป็นบวกใหม่เมื่อธุรกิจทั้งเก่าและใหม่ต่างถือโอกาสจากราคาที่ลดลงเพื่อขยายตัว

แต่นี่เป็นเพียงครึ่งเรื่อง
เราต้องเข้าสู่ครึ่งหลังต่อไป ซึ่งเป็นภาคการเงิน

ตามที่ Friedrich Hayek กล่าวในงานเขียน ค.ศ.๑๙๓๓ หน้า ๙๐ “แม้จะไม่มีข้อสงสัยว่าทฤษฎีวัฏจักรเศรษฐกิจทั้งหลายที่มิใช่ด้านการเงินจะตั้งข้อสมมุติกันไว้อย่างเงียบๆ ว่า การผลิตสินค้าประเภททุนนั้นเป็นไปได้ก็โดยการก่อสินเชื่อขึ้นใหม่ . . . แต่ยังไม่มีผู้ใดพิสูจน์ว่า ควรถือสถานการณ์นี้เป็นมูลฐานอย่างเดียวสำหรับการอธิบาย” ธุรกิจและผู้เก็งกำไรได้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในระยะเศรษฐกิจเฟื่องฟูด้วยเงินที่กู้ยืมมา เราจะต้องตรวจสอบว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับระบบธนาคาร

เหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น (scenario) ซึ่งสำนักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนอธิบาย โดยเฉพาะคือ Friedrich Hayek เริ่มด้วยการที่ธนาคาร (โดยเฉพาะคือธนาคารกลางสำหรับปัจจุบัน) อัดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ ถ้าเป็นระยะเศรษฐกิจหดตัวต่ำสุดก็เป็นธรรมดาที่ธนาคารกลางจะเพิ่มปริมาณเงินตราเพื่อกระตุ้นการขยายตัวให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น อาจมีการเพิ่มปริมาณเงินเพื่อรองรับการเฟื่องฟูของอสังหาริมทรัพย์ด้วย แต่ไม่ว่าจะเพราะสาเหตุใด ปริมาณเงินตราที่เพิ่มขึ้นมาจะมีผลชั่วคราวเหมือนกับการที่เงินออมเพิ่มขึ้น เมื่อมีเงินที่พร้อมจะให้กู้มากขึ้น อัตราดอกเบี้ยก็ลด หรือไม่เพิ่มขึ้นมากตามที่ควรจะเป็นในระยะเศรษฐกิจฟื้นตัว

กิจการที่ผลิตสินค้าทุนขั้นสูงป้อนอุตสาหกรรมอื่นๆ จะมีความรู้สึกอ่อนไหวเป็นพิเศษต่ออัตราดอกเบี้ย เพราะการลงทุนจะต้องเป็นระยะยาวมาก บริษัทเหล่านี้ต้องกู้เงินเพื่อขยายกิจการ แต่การขยายนี้ไม่ใช่ของจริง เพราะอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำไม่ได้เกิดตามธรรมชาติและมีลักษณะชั่วคราว เมื่อราคาสินค้าสูงขึ้นจากการเพิ่มปริมาณเงิน ก็ต้องหยุดการเพิ่มนี้ มิฉะนั้นอัตราเงินเฟ้อจะสูง เพราะประชาชนจะคาดการณ์ล่วงหน้าว่าราคาสินค้าจะยิ่งสูงขึ้น แล้วก็เพิ่มราคาสินค้าและค่าแรงสูงขึ้นไปอีก เมื่อการเพิ่มปริมาณเงินลดลง ก็ทำให้หาสินเชื่อได้ยากขึ้น อัตราดอกเบี้ยจึงสูงขึ้น ทำให้บริษัทที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ ต้องหยุดขยายกิจการ

เมื่อไม่มีการอัดฉีดเงินเข้ามา อัตราดอกเบี้ยก็จะสูงขึ้นอยู่แล้ว เพราะมีความต้องการเงินกู้มากขึ้นสำหรับการเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นปัจจัยด้านเงินตราและการที่อัตราดอกเบี้ยเพิ่ม ผสมกับกับการสูงขึ้นของราคาที่ดิน จะทำให้ต้นทุนของการลงทุนใหม่สูง และได้รับผลตอบแทนต่ำ สาเหตุทั้งสองประการนี้ทำให้เกิดจุดที่เส้นโค้งลดความชัน (inflection point) ในระยะเฟื่องฟู เมื่ออัตราการเพิ่มลดความเร็วลง ซึ่งหมายถึงว่าในระยะเศรษฐกิจเฟื่องฟูมาก ก็เกิดความวิบัติด้วย การหดตัวรุนแรงมีสาเหตุจากการเฟื่องฟูที่ผ่านมา

ค. วิธีกำจัดวัฏจักรธุรกิจ
วัฏจักรธุรกิจก่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจและทำให้เกิดความทุกข์ยากแก่ผู้ที่ถูกปลดออกจากงาน ชีวิตของคนทั่วไปก็ลำบากขึ้น ยิ่งกว่านั้น ในระยะเฟื่องฟูที่ไม่ใช่ของจริง ก็มีการนำทรัพยากรไปใช้ในโครงการซึ่งสุดท้ายก็สูญเปล่า – เช่น ศูนย์การค้าที่มีอัตราว่างถึงครึ่งหนึ่งตลอดหลายปี เป็นที่รับรู้กันสำหรับรัฐบาลเป็นอย่างน้อย ว่าการที่เศรษฐกิจหดตัวนั้นไม่ใช่สิ่งที่น่าชื่นชอบ แต่ยังพยายามบำบัดเพียงอาการและผลกระทบของวัฏจักรเท่านั้น เช่น “กระตุ้น” เศรษฐกิจ ซึ่งอาจกระตุ้นผิดจังหวะ และช่วยบรรเทาเพียงชั่วคราว แต่มักก่อผลร้ายตามมา

ถ้าสาเหตุใหญ่ของวัฏจักร คือ ภาวะเฟื่องฟูแบบเก็งกำไรด้านอสังหาริมทรัพย์และการจงใจเพิ่มปริมาณเงินตรา วิธีแก้ไขก็คือหยุดเหตุการณ์ทั้งสองนั้น

เราสามารถหยุดการจงใจเพิ่มปริมาณเงินตราได้อย่างถาวรด้วยการใช้ระบบการธนาคารเสรี ให้ธนาคารเอกชนมีสาขาได้ไม่จำกัด และออกธนบัตรได้เอง (สิ่งที่ใช้แทนเงินตรา ซึ่งไถ่ถอนได้เป็นเงินตราแท้ เช่น ทองคำ มิฉะนั้นก็เป็นบัตรของธนาคารสำรองเงินตราที่กำหนดปริมาณตายตัว) ระบบธนาคารเสรีทำให้มีความอ่อนตัว หรือยืดหยุ่น ในการสนองตอบต่อการเปลี่ยนแปลงอุปสงค์ในเงินตรา แทนที่จะเป็นการพยายามยัดเยียดเสถียรภาพด้วยการเพิ่มปริมาณเงินขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งยากต่อการวัดและควบคุม และยังมีปัญหาว่าปริมาณเท่าไรจึงจะให้ผลดีสูงสุด (ส่วนที่เกี่ยวข้องคือ Chapter 11: Money, Inflation, and Banking รายละเอียดเรื่อง การธนาคารเสรี ดู The Theory of Free Banking by George A. Selgin, Totowa, NJ, 1988)

ส่วนด้านอสังหาริมทรัพย์ ในระยะอสังหาฯเฟื่องฟู ที่ดินมีราคาสูงเพราะคิดจากค่าเช่าในอนาคต ผู้เก็งกำไรคาดหวังค่าเช่าที่ดินจะสูงขึ้น ถ้าค่าเช่าที่ดินทั้งหมด หรือส่วนมาก ถูกรัฐหรือประชาคมเก็บเป็นภาษี ก็จะไม่มีการเก็งกำไรที่ดิน เพราะค่าเช่าที่จะเพิ่มในอนาคตก็จะถูกเก็บเป็นภาษี ราคา/ค่าเช่าอสังหาฯ จะแสดงถึงประโยชน์ปัจจุบันเท่านั้น มิใช่ประโยชน์ที่คาดหวังสำหรับอนาคต เมื่อไม่มีการเก็งกำไรที่ดิน ความต้องการเงินกู้ก็ลดด้วย อัตราดอกเบี้ยก็จะไม่สูงนัก เมื่ออัตราดอกเบี้ยและราคาอสังหาฯ ถูกกำหนดโดยกิจการปัจจุบัน เศรษฐกิจก็จะไม่ขยายตัวไปถึงขั้นเฟื่องฟูชนิดไม่ยั่งยืน

ดังนั้น วิธีแก้ไขวัฏจักรเศรษฐกิจก็คือ การให้รัฐหรือประชาคมเก็บค่าเช่าที่ดินเป็นภาษี และใช้ระบบการธนาคารเสรี การธนาคารเสรีจะถ่วงวัฏจักรให้ช้าลง แต่เมื่อใช้ทั้งสองวิธีผสมกันจะสามารถป้องกันการเกิดวัฏจักรขนาดใหญ่ได้ วัฏจักรขนาดเล็ก ระยะสั้น ยังอาจเกิดขึ้น แต่จะไม่ทำให้เกิดการว่างงานและการล้มละลายขนานใหญ่ ในเศรษฐกิจระบบตลาดที่แท้จริง การขยายตัวอาจยังไม่ราบเรียบ เมื่อเทคโนโลยีทำให้เกิดผลผลิตใหม่ๆ ที่มาแรงเป็นพักๆ แต่วัฏจักรขนาดใหญ่ที่กินกว้างไปทั่วโลกจะเหลือเป็นเพียงประวัติศาสตร์.

(ฟรี ออนไลน์ “ความยากจนที่ไม่เป็นธรรม – เศรษฐศาสตร์ที่ลงถึงราก” และ หนังสือดีเด่นแปล “ความก้าวหน้ากับความยากจน” ของ Henry George ที่ //geocities.com/utopiathai ครับ).




 

Create Date : 25 มกราคม 2551    
Last Update : 15 เมษายน 2551 12:34:26 น.
Counter : 552 Pageviews.  

ทำได้ไง? – ค่าจ้างเงินเดือนสูงขึ้น แต่ของกินของใช้ถูกลง!

ในโลกนี้ปัจจัยการผลิตทั้งสิ้นแบ่งได้เป็น 3 ประเภทเท่านั้น คือ ที่ดิน แรงงาน (กายและสมอง) และ ทุน
ที่ดินหมายรวมถึงทรัพยากรธรรมชาติ ทุนคือเศรษฐทรัพย์ส่วนที่ใช้ช่วยการผลิตและค้า รวมทั้งสินค้า
(เศรษฐทรัพย์คือวัตถุที่มิใช่มนุษย์ มนุษย์ต้องการ และผลิตด้วยปัจจัยการผลิตสองปัจจัยแรกหรือทั้งสามปัจจัย)
แต่ละคนอาจเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตได้หลายประเภท แต่ในการพิจารณา เราต้องแยกเจ้าของปัจจัยทั้งสาม
โดยเฉพาะคืออย่าสับสนระหว่าง นายทุน กับ เจ้าของที่ดิน

ลูกจ้างคนงานจะมีสภาพดีขึ้นมากมายถ้าเก็บภาษีการถือครองที่ดินเท่ากับค่าเช่าที่ควรเป็น
แล้วเลิก/ลดภาษีจากการลงแรงลงทุนผลิตและค้า เช่น ภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ทดแทนกัน
ถ้าเก็บภาษีแบบนี้ รายได้ของเจ้าของที่ดินก็จะหายไปเกือบหมด ส่วนรัฐบาลก็คงได้ภาษีเท่าเดิม

แล้วใครล่ะจะเป็นผู้ได้? แน่นอน – ผู้ใช้แรงงาน (แรงสมองและแรงกาย) และผู้ลงทุน
ผู้ทำงานมีเงินเดือน ค่าจ้าง และผู้ลงทุนมีกำไรหรือดอกเบี้ย ไม่ต้องเสียภาษีหรือเสียน้อยลง ก็ได้ผลตอบแทนสุทธิสูงขึ้น
ของกินของใช้จะถูกลงก็เพราะ “ภาษีทางอ้อม” ที่ลดลงหรือหายไป เช่นภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสินค้าเข้า ภาษีสรรพสามิต
ยิ่งกว่านั้น ผู้ลงทุนลงแรงที่ได้ผลตอบแทนสูงขึ้นจากการลด “ภาษีทางตรง” ก็อาจยอมเสียส่วนนี้ไปบ้างในการแข่งขันกันเชิงธุรกิจ

แถมค่าเช่าที่ดินขณะนี้สูงเกินจริงเพราะการเก็งกำไรเก็บกักปิดกั้นที่ดินไว้มหาศาล
ถ้าเก็บภาษีที่ดินสูงขึ้น เจ้าของที่ดินจะเก็บที่ดินไว้เฉย ๆ หรือใช้ประโยชน์น้อยไปเรื่อย ๆ ได้หรือ ?
ที่ดินก็จะเปิดออกหาคนทำงานในที่ดิน หรือขายออกไปในราคาต่ำลง
คนก็จะหาที่ดินเป็นที่อยู่ที่ทำกินเองหรือหางานทำได้ง่ายขึ้น การว่างงานลด ค่าแรงเพิ่ม
นายทุนเจ้าของกิจการจะกลับเป็นฝ่ายต้องง้อคนงาน

สหรัฐฯ ได้ใช้วิธียอมเสียรายได้จำนวนมหึมา *ลดภาษี* เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นครั้งคราวเรื่อยมา
แต่เราจะทำได้ถาวรกว่า เพราะชดเชยโดยเพิ่มภาษีมูลค่าที่ดินแทน ซึ่งจะกลับไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอีกแรงหนึ่ง

ด้านความเป็นธรรม การซื้อที่ดินไม่ใช่การลงทุนผลิต เจ้าของที่ดินไม่ได้มีส่วนร่วมในการผลิต
แต่เป็นการสืบต่อสิทธิ์เรียกผลตอบแทนการใช้ที่ดินจากผู้ลงแรงลงทุนผลิต
ถ้าเจ้าของที่ดินลงแรงหรือลงทุนในที่ดิน เขาก็ได้รับผลตอบแทนในฐานะผู้ลงแรงลงทุนอยู่แล้ว

ที่ดินย่านชุมชนมีราคาเพราะผู้คนมารวมกันเพื่อความปลอดภัยและซื้อขายแลกเปลี่ยนสะดวกรวดเร็ว
กิจกรรมการก่อสร้างการผลิตการค้าของเอกชนเอง ทำให้สังคมน่าอยู่ มีสิ่งให้ความสะดวกสบายมากขึ้น
ภาษีจากการลงทุนลงแรงนำไปบริการสังคม สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกและความปลอดภัย
มันกลับไปทำให้ราคา-ค่าเช่าที่ดินสูงขึ้น และสูงขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็นประโยชน์แก่เจ้าของที่ดิน
แต่ผู้ทำงานและผู้ลงทุนเป็นฝ่ายต้องจ่ายภาษีนี้ และผู้ไร้ที่ดินยังต้องจ่ายค่าเช่ามากขึ้น ๆ อีกด้วย

ข้อที่ขอย้ำ คือ การเปลี่ยนแปลงควรค่อยเป็นค่อยไป อาจต้องนานหลายสิบปี
เพื่อให้ทุกคนมีเวลาปรับตัวได้พอควร และถือเป็นการชดใช้ให้แก่เจ้าของที่ดินไปด้วยในตัว
จะชดใช้ให้แก่เจ้าของที่ดินวิธีอื่นก็ไม่ควร เพราะเงินชดใช้นั้นจะได้มาจากใครถ้ามิใช่ผู้ลงแรงผู้ลงทุน
ซึ่งเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่นานมาแล้ว ไม่รู้ว่าจะต้องเสียเปรียบไปอีกนานเท่าไร และยิ่งรุนแรงขึ้น ๆ

จากเว็บเศรษฐศาสตร์เพื่อความเป็นธรรม //geocities.com/utopiathai




 

Create Date : 24 มกราคม 2551    
Last Update : 31 มกราคม 2551 7:10:32 น.
Counter : 413 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  
 
 

สุธน หิญ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




แก้ความอยุติธรรมขั้นฐานราก
ตามแนวเฮนรี จอร์จ
http://utopiathai.webs.com
เลิกภาษีการลงแรงลงทุนผลิตและค้า
เลิกภาษีเงินได้ เพิ่มภาษีที่ดิน
ค่อยๆ เปลี่ยนแปลง ใช้เวลาสัก 30 ปี


เปิดเว็บต่างแดนดูไม่ได้ ให้ google ช่วยหา free anonymous proxy server ของต่างประเทศซึ่งมีอยู่มากเพื่อเปิดให้แทนครับ (ในไทยอาจมีการปิดกั้นเว็บของต่างแดน เว็บย่อยที่คนไทยอาศัยใช้กันก็พลอยถูกปิด)

เว็บหลักของผม ยูโทเพียไทย_1
* หน้ารวมลิงก์ยูโทเพียไทย_1 *

หนังสือดีเด่นแปล Progress and Poverty หนังสือ ความยากจนที่ไม่เป็นธรรม และ บทความ ของผม ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ยินดีให้เผยแพร่ต่อด้วยความขอบคุณ ยกเว้นบทความแปลกรุณาอ่านเงื่อนไขจากต้นฉบับภาษาอังกฤษที่อ้างไว้ครับ


- ศัพท์เศรษฐศาสตร์ ดร.บุญเสริม
- ภาษีทรัพย์สินสหรัฐฯ
- ภาวะตลาดอสังหาฯ
- ภาวะตลาดที่อยู่อาศัย 2537-51
- ราคาที่ดินทั่วไทยรายแปลง
- สรุปราคาประเมินใน กทม.ปี 2551-54
- การเปลี่ยนแปลงราคาที่ดินใน กทม.และปริมณฑลปี 2528-50


[Add สุธน หิญ's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com
pantip.com pantipmarket.com pantown.com