ยูโทเพียไทย
เศรษฐศาสตร์
เพื่อความเป็นธรรม

 

น่าเสียดายสหรัฐฯ มีนักคิดที่ยิ่งใหญ่อย่างเฮนรี จอร์จ

น่าเสียดายที่สหรัฐฯ มีนักคิดที่ยิ่งใหญ่อย่างเฮนรี จอร์จ เจ้าตำรับภาษีเดี่ยวของชาติ ถึงขนาดที่นักวิชาการชั้นยอด 30 ท่าน ซึ่งส่วนมากเป็นนักเศรษฐศาสตร์อเมริกัน มีจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดีกอร์บาชอฟ ในปี 1990 ยกย่องคราวเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจเป็นตลาดเสรี สาระสำคัญก็คือเตือน มิให้รับเอาแนวทางบางส่วนไปด้วยซึ่งทำให้สหรัฐฯ ไม่รุ่งเรืองเท่าที่ควร โดยเฉพาะคือการปล่อยให้เอกชนได้ค่าเช่าที่ดินไปเป็นของส่วนตัว (//www.earthrights.net/wg/q-economists.html#Gorbachev) แต่สหรัฐฯ เองกลับไม่ทำตาม หรือทำไม่ได้เพราะนักการเมืองเห็นแก่ประโยชน์ตน

วิธีแก้ที่เป็นธรรมที่สุดและถึงรากฐานของปัญหาที่สุด ก็คือ เพิ่มภาษีที่ดิน (ไม่รวมสิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักรกล และผลผลิต ซึ่งเกิดขึ้นเพราะการลงทุนลงแรง) ทำให้คนหมดอยากที่จะมีที่ดินมากเกินกว่าที่ตนจะทำประโยชน์ได้คุ้มกับภาษีที่ดิน เพราะการเก็บภาษีที่ดินต่ำไปทำให้คนรวยกักตุนค้าขายเก็งกำไรที่ดิน อย่างที่เราเห็นที่ดินรกร้างมากมายทั่วไป แต่มีเจ้าของแล้วทั้งนั้น นี่คือต้นเหตุที่คนจนเข้าไม่ถึงที่ดิน ขาดที่ทำกิน ต้องแย่งกันหางานทำ ค่าแรงต่ำ และการเก็งกำไรที่ดินก่อวิกฤตฟองสบู่อสังหาฯ ทำความเสียหายเดือดร้อนใหญ่หลวงซ้ำซากเรื่อยมาและแผ่ลามไปทั่วโลก ผู้ที่จะลงทุนประกอบการก็ท้อถอยเพราะที่ดินแพงและภาษีกำไร ภาษีมูลค่าเพิ่มก็ต้องจ่าย ซึ่งเมื่อเพิ่มภาษีที่ดิน ก็ลด-เลิกภาษีพวกนี้ได้ เป็นภาษีที่ผู้ลงทุนลงแรงไม่ควรต้องเสีย ส่วนภาษีที่ดินนั้นเป็นสิ่งยุติธรรม เพราะที่ดินไม่มีมนุษย์คนใดสร้างขึ้น จะผลิตเพิ่มก็ยาก อุปทานมีจำกัดเกือบตายตัว ไม่ค่อยมีความยืดหยุ่น และราคาของมันก็เกิดจากการมีชุมชน และกิจกรรมของชุมชน ทำให้มีโครงสร้างพื้นฐานสิ่งอำนวยความสะดวกสบายรวดเร็วปลอดภัยในการทำธุรกิจผลิตและค้า ที่ดินว่างเปล่าจึงมีราคาวาละเป็นแสนเป็นล้าน หากอยู่กลางเมือง.




 

Create Date : 09 กันยายน 2555    
Last Update : 9 กันยายน 2555 18:48:08 น.
Counter : 1563 Pageviews.  

ลดภาษีการลงแรงลงทุนเพื่อความไพบูลย์ร่วมกัน

ลดภาษีการลงแรงลงทุนเพื่อความไพบูลย์ร่วมกัน

(ยินดีให้เผยแพร่ต่อด้วยความขอบคุณ กรุณาแจ้งว่าจาก The Key to Promoting Prosperity by Reducing Taxes on Labor and Capital //commonground-usa.net/thekey.htm - สุธน หิญ)

มนุษย์ต้องอาศัยแผ่นดินโลกเป็นแหล่งให้ได้มาซึ่งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย เครื่องมือหาเลี้ยงชีวิต และ สุดท้าย เป็นแหล่งที่มาของเศรษฐทรัพย์ (wealth) ทั้งปวง

เศรษฐทรัพย์ทุกรูปแบบคือผลผลิตของแรงงานที่กระทำต่อที่ดินหรือผลผลิตของที่ดิน โดยทางประวัติศาสตร์ ความร่ำรวยมหาศาลส่วนมากเกิดจากการผูกขาดความเป็นเจ้าของทำเลที่ดินหรือทรัพยากรธรรมชาติ

การผลิตเศรษฐทรัพย์อาศัยปัจจัยการผลิต 3 ปัจจัย: (1) ที่ดิน (รวมทั้งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คือ ช่องหรือ channels สำหรับกระจายข่าว (2) แรงงาน (การออกแรงทำงานสมองหรือกล้ามเนื้อของมนุษย์ และ (3) ทุน (รวมทั้งอาคาร เครื่องมีอและเครื่องจักร ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์การสื่อสาร และสินค้าซึ่งผลิตสินค้าใหม่ในกรรมวิธีผลิตหรือกระจายสินค้า)

ผลกระทบของภาษีที่เก็บจากที่ดิน แรงงาน และ ทุน นั้น เฮนรี จอร์จได้สำรวจไว้อย่างเต็มที่ในหนังสือขายดีที่สุดในโลกของเขาที่ชื่อ Progress and Poverty

ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจแก่แต่ละปัจจัยการผลิตทั้งสามปัจจัยได้นิยามไว้ดังนี้ : (1) ค่าแรงหรือเงินเดือนที่จ่ายให้แก่แรงงาน (2) ดอกเบี้ยที่จ่ายสำหรับการใช้ทุน (ซึ่งถูกสร้างโดยการใช้แรงงานและความรู้กระทำต่อที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ) และ (3) ค่าเช่าซึ่งจ่ายสำหรับการใช้ที่ดิน นิยามศัพท์ทางเศรษฐกิจเหล่านี้แยกผลตอบแทนของปัจจัยทั้งสามออกจากกันชัดเจน โดยที่ค่าแรงและดอกเบี้ยถือได้ว่าเกิดจากการใช้ความพยายามของมนุษย์ ผู้ใช้แรงงานจึงมีสิทธิโดยชอบในค่าจ้างหรือเงินเดือนของตน และผู้ผลิตหรือเจ้าของทุนก็มีสิทธิโดยชอบในดอกเบี้ยของตนสำหรับการใช้ทุน แต่ที่ดินแตกต่างกับสิ่งที่กล่าวข้างต้นในข้อที่ว่าเจ้าของที่ดินมิได้เป็นผู้สร้างที่ดินนั้นหรือแม้แต่มูลค่าของที่ดินเขาก็ไม่ได้ทำให้เกิด มูลค่าของที่ดินเกิดจากความอุดมสมบูรณ์ในเนื้อดินหรือการมีแร่ธาตุ ตำบลที่หรือทำเลที่สัมพันธ์กับประชากรส่วนรวม และความใกล้ไกลจากถนน โรงเรียน หน่วยดับเพลิงและตำรวจ ที่ทำงานและสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการสาธารณะอื่นๆ และทางการค้า โดยที่มูลค่าของที่ดินแปลงใดๆ ส่วนใหญ่เกิดจากชุมชน มิใช่จากผู้ถือครองที่ดินแต่ละคน จึงควรจ่ายค่าเช่าที่ดินแปลงนั้นๆ ให้แก่ชุมชนที่ก่อมูลค่านั้น

ภาษีหรือ “ค่าเช่า” ซึ่งชุมชนเก็บจากอัตราตลาดของที่ดินจะกระตุ้นให้มีการทำประโยชน์ในที่ดินอย่างมากที่สุดและดีที่สุดและส่งเสริมการจ้างงานที่ก่อผลผลิต ภาษีเช่นนี้จะเพิ่มแรงจูงใจในการผลิต แทนที่จะลด ถ้าเราเก็บภาษีจากแรงงาน ผู้คนก็จะไม่ค่อยอยากทำงาน ถ้าเก็บภาษีจากการออม ผู้คนก็จะไม่ค่อยอยากเก็บออม แต่ภาษีที่ดินไม่ทำให้ปริมาณที่ดินลดลง มันทำให้ผู้คนไม่อยากกักตุนที่ดินเพื่อหวังกำไร และจะเพิ่มอุปทานของที่ดินในตลาด เพราะภาษีที่ดินจะชักนำให้ผู้ถือครองที่ดินใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ หรือไม่ก็ขายที่ดินนั้นให้แก่ผู้ที่จะใช้ที่ดินให้เป็นประโยชน์มากขึ้นและดีขึ้น- -ใช้มัน มิฉะนั้นก็จะเสียมันไป (use it or lose it.) การเพิ่มอุปทานของที่ดินในตลาดด้วยการเพิ่มภาระภาษีแก่มูลค่าที่ดินย่อมจะทำให้ราคาที่ดินตก จึงทำให้ผู้คนสามารถเป็นเจ้าของที่ดินได้ง่ายขึ้น

ภาษีทรัพย์สินแบบเดิมนั้นที่จริงมีภาษีสองอย่างรวมกันอยู่—ภาษีที่ดินและภาษีสิ่งปรับปรุง ภาษีที่เก็บจากมูลค่าทำเลของที่ดินจะนำมูลค่าที่เพิ่มขึ้นอันเกิดจากการลงทุนของชุมชนในโครงสร้างพื้นฐาน การบริการของรัฐ สิ่งอำนวยความรื่นรมย์สาธารณะ (public amenities) และความต้องการที่ดินเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มประชากร กลับคืนมาให้รัฐบาล ถ้ารัฐบาลเก็บภาษีจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นโดยการสาธารณะเช่นนี้ ก็จะไม่จำเป็นต้องเก็บภาษีเงินได้หรือภาษีการบริโภค (การขาย) หรือเก็บภาษีร้อยแปดที่น่ารำคาญซึ่งถ่วงรั้งการทำงานของระบบเศรษฐกิจและบิดเบือนประสิทธิภาพของระบบตลาด

การเพิ่มภาษีที่ดินสูงขึ้นและลดภาษีสิ่งปรับปรุงต่ำลงหรือยกเลิกไปเลยในเมืองต่างๆ จะช่วยลดการเกิดแหล่งเสื่อมโทรม เพราะการบำรุงรักษา การอนุรักษ์ การฟื้นฟูสภาพ การปรับปรุงทรัพย์สินและการสร้างอาคารใหม่ จะไม่ถูกลงโทษปรับด้วยการเพิ่มภาษี และกระตุ้นให้มีการหมุนเวียนนำสิ่งที่ใม่ค่อยได้ใช้กลับมาใช้ใหม่ (recycling) สำหรับสิ่งที่ใช้หรือเป็นโครงสร้างพื้นฐานในเทศบาลอยู่แล้ว เพื่อให้เกิดคุณค่ามากขึ้นทางสังคมด้วย

โดยสรุป การเพิ่มภาษ๊มูลค่าที่ดินและลดภาษีสิ่งปรับปรุงจะช่วยลดการขยายตัวอย่างไม่เป็นระเบียบของเมืองและกลับกระตุ้นการทำประโยชน์เข้มข้นขึ้นและมีประสิทธิภาพสูงขึ้นในที่ดินในเมือง ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องการมีอยู่แล้ว การเข้าใช้ที่ดินที่ว่างอยู่และการเติบโตทางสูงในเขตมหานครจะเกิดขึ้นเองและป้องกันการขยายตัวอย่างไม่เป็นระเบียบสู่ชานเมืองที่ห่างออกไปจากศูนย์กลางนครเรื่อยๆ ค่าใช้จ่ายในการสร้างถนน บริการสาธารณะต่างๆ โรงเรียน และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ต่อออกไปจะลดลงอย่างมาก และจะสามารถสงวนพื้นที่ว่างที่เปิดกว้าง แถบพื้นที่สีเขียว และถิ่นที่อยู่ของสัตว์ป่านอกเมืองไว้ได้ เป็นการปกป้องสิ่งแวดล้อมและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของทุกคนได้อย่างมาก.




 

Create Date : 31 สิงหาคม 2555    
Last Update : 31 สิงหาคม 2555 22:47:01 น.
Counter : 1590 Pageviews.  

ตลาดเสรีแก้ความยากจนและวิกฤตฟองสบู่ไม่ได้

ตลาดเสรีแก้ความยากจนและวิกฤตฟองสบู่ไม่ได้

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น - เพราะมนุษย์ไม่สามารถผลิตที่ดินได้น่ะสิครับ

ส่วนที่ผลิตได้ก็มี แต่น้อยมาก แล้วก็ไปกินเนื้อที่ที่เป็นน้ำมาก่อน ซึ่งเนื้อที่อย่างนี้ เศรษฐศาสตร์ก็ถือเป็นที่ดินด้วยอยู่แล้ว

การสร้างอาคารสูง สิบชั้นหรือร้อยชั้น ขึ้นไปในอากาศ ไม่ใช่การผลิตที่ดิน แต่เป็นสิ่งปรับปรุงซึ่งเราคิดแยกมูลค่าออกจากที่ดินได้ แม้จะช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนที่ดินได้ด้วยก็ตาม

ดร. Joseph E. Stiglitz อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลก ได้กล่าวไว้ว่า หลักการภาษีทั่วไปข้อหนึ่งคือควรเก็บภาษีสิ่งที่ผลิตเพิ่มได้ยาก เพราะจะไม่มีผลร้ายด้านอุปทาน ที่ดินไม่หายไปเมื่อถูกเก็บภาษี เฮนรี จอร์จ บุคคลหัวก้าวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งปลายศตวรรษที่ 19 พยายามสนับสนุนให้เก็บภาษีที่ดินก็เพราะเหตุนี้ด้วย ...ทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ ที่อาจถูกใช้หมดสิ้นไปได้ก็เป็นเช่นเดียวกัน ...

(จากเอกสารขนาดเพียง 9 หน้าของเขา ที่ //www.nextnewdeal.net/wp-content/uploads/2010/12/principles-and-guidelines-for-deficit-reduction.pdf )

แต่เราแทบทุกประเทศในโลกกลับมุ่งเก็บภาษีจากการผลิตและการค้าสิ่งที่ผลิตกันเป็นปกติเพราะเป็นที่ต้องการของตลาด จึงทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่ม ต้องขายสินค้าแพงขึ้น และภาษีเงินได้ทำให้รายได้ลด

สิ่งที่พึงทำก็คือ tax shift คือย้ายภาษีจากการผลิตสินค้าและบริการไปยังที่ดิน แต่ต้องค่อยๆ ย้าย เพราะภาษีที่ดินไม่สามารถเพิ่มได้รวดเร็ว มิฉะนั้นจะเกิดภาวะวิกฤตทำนองเดียวกับฟองสบู่อสังหาฯ แตกนั่นแล

สำหรับที่ดิน ผมได้เรียนซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า การเก็บภาษีที่ดินต่ำไปทำให้คนกักตุนที่ดินกันเป็นการกว้างขวางทั่วไป อย่างระดับปัจจุบันที่พูดกันมาเป็นสิบปีแล้ว ว่ากันว่า ที่ดินไทยที่คนทั่วไปถือครองกันอยู่นั้น เป็นการถือครองโดยไม่ค่อยได้ทำประโยชน์ หวังกำไรในอนาคตเสียกว่า 70% แปลว่าใช้ประโยชน์ตามควรไม่ถึง 30% (ไม่ถึง 1 ใน 3) อย่างนี้ก็แปลว่าแผ่นดินไทยมีการทำประโยชน์น้อย ผลผลิตต่ำ ที่ดินแพงเพราะถูกกักตุนกันไว้ ผู้ใช้แรงงานขั้นพื้นฐานหมดโอกาสเป็นเจ้าของที่ดิน ต้องว่างงาน แย่งกันหางานทำ ค่าแรงถูกกดต่ำ จึงมีความยากจนกันมาก

ผลของการเก็งกำไรที่ดินอีกข้อหนึ่งก็คือ วิกฤตวัฏจักรเศรษฐกิจฟองสบู่ ซึ่งเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก เรื่อยมา การผลิตการค้าตกต่ำเสียหาย และเกิดการว่างงาน ความทุกข์ยากแก่ประชาชนค่อนโลก

สมควรแล้วที่เกิด Econ 4 : เมื่อนักเศรษฐศาสตร์หันมาตั้งคำถามต่อเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก (//www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/samyan/20120105/427744/news.html )

เราเองภาคประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งก็น่าจะร่วมมือกันผลักดันผู้รับเลือกตั้งเข้ารัฐสภาให้สัญญาว่าจะค่อยๆ เพิ่มภาษีที่ดิน และลดเลิกภาษีเงินได้และภาษีการผลิตการค้าชดเชยกัน เพื่อขจัดความยากจน และความทุกข์ยากจากการเก็งกำไรกักตุนที่ดิน และวิกฤตวัฏจักรเศรษฐกิจฟองสบู่ให้ได้

โปรดดู How to End Poverty a Quick and Easy Guide ที่
https://www.youtube.com/watch?v=PFJIZaV73pQ ด้วยครับ.




 

Create Date : 25 มิถุนายน 2555    
Last Update : 25 มิถุนายน 2555 23:10:55 น.
Counter : 1136 Pageviews.  

ค่าจ้างแรงงานต่ำเกินควรเพราะการกักตุนที่ดิน


ค่าจ้างแรงงานต่ำเกินควรเพราะการผูกขาดเก็งกำไรกักตุนที่ดินทำให้ที่ดินแพง
ที่ดินแพงคือเจ้าของที่ดินได้ผลตอบแทนสูง
เจ้าของปัจจัยการผลิตอีก 2 ส่วน (แรงงาน, ทุน) ก็ต้องรับผลตอบแทนต่ำ
แต่เจ้าของทุนคือนายทุนสามารถเป็นเจ้าของที่ดินได้ด้วย
แรงงานชั้นบนซึ่งใช้แรงงานสมองมากก็เป็นเจ้าของที่ดินได้
เหลือแต่แรงงานชั้นล่างต้องเช่าที่ดินคนอื่นอยู่

การสะสมกักตุนที่ดินหวังกำไรในอนาคตทำให้ที่ดินของชาติส่วนที่เอกชนถือครองได้ ถึง 70 % ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ตามคำของ ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจการคลังในการทำประชาพิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเมื่อสิ้นปีงบประมาณ 2553 ทำให้แผ่นดินไทยเหมือนเล็กลงเหลือไม่ถึง 1 ใน 3

นั่นคือที่ดินทำกินหายไปกว่า 2 เท่าของที่เหลือ คือแรงงานต้องแย่งกันหางานทำ ค่าจ้างจึงถูกกดต่ำ ยากจน
ผลผลิตของชาติก็ต่ำ โครงสร้างพื้นฐานสิ่งอำนวยความสะดวกสบายรวดเร็วปลอดภัยหรือความเจริญเพิ่มขึ้นน้อย

แถมการเก็งกำไรกักตุนที่ดินยังทำให้เกิดวิกฤตวัฏจักรเศรษฐกิจฟองสบู่เป็นระยะๆ และยิ่งรุนแรงขึ้น ลามไปทั่วโลก ธุรกิจและธนาคารล้ม เงินฝืด แรงงานถูกปลด ครั้งสุดท้ายตั้งแต่ ค.ศ.2008 (พ.ศ.2551) ยุโรปตะวันตกยังอาการหนัก

วิธีแก้การสูญเปล่าเช่นนี้คือเก็บภาษีที่ดินให้สูง (แต่ค่อยๆ เพิ่ม) จนผู้คนไม่อยากมีที่ดินเกินกว่าที่ตนจะทำประโยชน์ได้คุ้มกับภาษีที่ดิน ก็ต้องปล่อยที่ดินออกมาในราคา-ค่าเช่าที่ต่ำลง

ภาษีอื่นๆ ที่ถ่วงรั้งการผลิตและความเจริญ ลดรายได้ และเพิ่มต้นทุนการผลิต ก็สามารถลด-เลิกได้พร้อมกันไป การผลิตจะเพิ่มมหาศาล

ค่าจ้างเงินเดือนก็จะขึ้นสูงเองตามกฎธรรมชาติ




 

Create Date : 04 มิถุนายน 2555    
Last Update : 4 มิถุนายน 2555 23:01:54 น.
Counter : 1328 Pageviews.  

การเกิดวิกฤตวัฏจักรเศรษฐกิจฟองสบู่และความยากจน


ระบบที่เก็บภาษีที่ดินน้อยไป แต่มุ่งเก็บภาษีการลงแรงลงทุนผลิตมาก คือ ระบบที่ต่อต้านการร่วมมือกันในการผลิตโดยวิธีแบ่งงานกันทำ (ซึ่งทำให้การผลิตของส่วนรวมมีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างมาก) และผิดศีลข้ออทินนาทาน เพราะแรงงานและทุนของใคร เจ้าของก็ควรมีสิทธิเต็มที่ จะจำกัดก็ด้วยสิทธิเท่าเทียมกันของผู้อื่น เขาลงทุนลงแรงได้ผลตอบแทนเท่าไรก็ควรเป็นของเขาทั้งหมด ยกเว้นแต่ผลตอบแทนจากที่ดิน เพื่อขจัดความได้เปรียบเสียเปรียบกันในการได้ครองที่ดินมากน้อยดีเลวต่างกัน เพราะโดยทั่วไปไม่มีมนุษย์ใดผลิตหรือสร้างที่ดินขึ้นมา และการที่ที่ดินมีราคาสูงขึ้นก็เพราะความหนาแน่นของประชากรและกิจกรรมของชุมชนเป็นส่วนรวมทำให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานหรือสิ่งอำนวยความสะดวกสบายรวดเร็วปลอดภัยต่อการอยู่อาศัยและทำมาหากินของผู้คนในชุมชนและบริเวณใกล้เคียง

ลองคิดดูสิว่าที่ดินว่างๆ แท้ๆ ไม่มีอะไรเลย ถ้าอยู่กลางเมืองใหญ่ ทำไมจึงราคาสูงลิบลิ่วได้

ภาษีเงินได้ทำให้ผู้ลงทุนลงแรงเหลือรายได้สุทธิลดลง ภาษีจำพวกภาษีมูลค่าเพิ่มทำให้สินค้าแพงขึ้น ขายแข่งสู้ต่างชาติก็ยากขึ้น จึงก่อความยากจนแก่ผู้ลงแรงลงทุน ที่สาหัสคือคนจน แม้แต่นอร์เวย์ สวีเดน ที่มีรัฐสวัสดิการดีเยี่ยม คนของเขาก็ยังหนีภาษีมาใช้ชีวิตในเมืองไทยกันมาก

ภาษีที่ดินที่อัตราต่ำทำให้คนรวยสามารถสะสมกักตุนที่ดินหวังกำไรในอนาคตได้มาก ทำให้ที่ดินไม่ค่อยได้รับการทำประโยชน์ (แปลว่าไม่ค่อยมีงานให้ทำ) แรงงานต้องแย่งกันหางานทำ ค่าแรงถูกกดต่ำ แต่ที่ดินแพง ซึ่งหมายถึงผลตอบแทนต่อการลงแรงลงทุนต่ำลงด้วย

และการเก็งกำไรที่ดินกันอย่างกว้างขวางทั่วไปทำให้เกิดวิกฤตวัฏจักรเศรษฐกิจฟองสบู่เป็นระยะๆ ซ้ำซากตลอดมา ซึ่งก่อความเสียหายทุกข์ยากแก่ทั้งคนจนคนรวยมากขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่รัฐบาลประเทศต่างๆ ก็ไม่พ้นเพราะต้องรับผิดชอบความอยู่ดีกินดีของพลเมือง แต่ไม่สามารถทำความพอใจให้แก่ราษฎรได้

ส่วนที่ดินที่ทำประโยชน์ ยิ่งเทคโนฯ ก้าวหน้า ทุน (เครื่องช่วยการผลิต) ก็สามารถทำงานได้รวดเร็วบนผืนดินที่กว้างใหญ่ออกไป คนงานส่วนใหญ่ก็ยิ่งฝืดเคืองเพราะถูกเครื่องจักรกลแย่งงาน

ความทุกข์ยากเดือดร้อนเช่นนี้จะไม่เกิดถ้าประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจสาเหตุแห่งปัญหา ซึ่งจะทำให้เกิดการยอมรับระบบภาษีเดี่ยวจากที่ดินที่เฮนรี จอร์จทำให้เป็นที่รู้จักกันขึ้นมา (สมัยนี้ควรจะรวมถึงภาษีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญและภาษีสิ่งแวดล้อม) มาใช้แทนที่ภาษีจากการลงแรงลงทุน (รวมทั้งภาษีเงินได้) แต่จะต้องค่อยๆ ทำ เช่น ค่อยๆ เพิ่มภาษีที่ดินปีละ ๓ % ของค่าเช่าตามอัตราท้องตลาด พร้อมกับค่อยๆ ลดภาษีการลงแรงลงทุนชดเชย จนในที่สุด ๓๐ ปีเศษ ก็สามารถเก็บภาษีที่ดินได้เท่าค่าเช่าตามอัตราท้องตลาด ตามแบบธุรกิจ แต่ส่วนอัตราที่สูงกว่าปกติ (เพราะการเก็งกำไรกักตุนที่ดิน) จะหายไป และราคาที่ดินจะเป็นศูนย์ เพราะภาษีที่สูงเท่าค่าเช่าที่ดิน (ซึ่งจะรักษาให้เท่าค่าเช่าตามอัตราท้องตลาดอยู่เรื่อยๆ ไป) จะทำให้ไม่มีใครอยากถือครองที่ดินไว้เกินกว่าที่จะทำประโยชน์ได้คุ้มกับภาษีที่ดินที่สูงเท่าค่าเช่า.




 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 25 พฤษภาคม 2555 14:13:00 น.
Counter : 1141 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  
 
 

สุธน หิญ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




แก้ความอยุติธรรมขั้นฐานราก
ตามแนวเฮนรี จอร์จ
http://utopiathai.webs.com
เลิกภาษีการลงแรงลงทุนผลิตและค้า
เลิกภาษีเงินได้ เพิ่มภาษีที่ดิน
ค่อยๆ เปลี่ยนแปลง ใช้เวลาสัก 30 ปี


เปิดเว็บต่างแดนดูไม่ได้ ให้ google ช่วยหา free anonymous proxy server ของต่างประเทศซึ่งมีอยู่มากเพื่อเปิดให้แทนครับ (ในไทยอาจมีการปิดกั้นเว็บของต่างแดน เว็บย่อยที่คนไทยอาศัยใช้กันก็พลอยถูกปิด)

เว็บหลักของผม ยูโทเพียไทย_1
* หน้ารวมลิงก์ยูโทเพียไทย_1 *

หนังสือดีเด่นแปล Progress and Poverty หนังสือ ความยากจนที่ไม่เป็นธรรม และ บทความ ของผม ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ยินดีให้เผยแพร่ต่อด้วยความขอบคุณ ยกเว้นบทความแปลกรุณาอ่านเงื่อนไขจากต้นฉบับภาษาอังกฤษที่อ้างไว้ครับ


- ศัพท์เศรษฐศาสตร์ ดร.บุญเสริม
- ภาษีทรัพย์สินสหรัฐฯ
- ภาวะตลาดอสังหาฯ
- ภาวะตลาดที่อยู่อาศัย 2537-51
- ราคาที่ดินทั่วไทยรายแปลง
- สรุปราคาประเมินใน กทม.ปี 2551-54
- การเปลี่ยนแปลงราคาที่ดินใน กทม.และปริมณฑลปี 2528-50


[Add สุธน หิญ's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com
pantip.com pantipmarket.com pantown.com