ยูโทเพียไทย
เศรษฐศาสตร์
เพื่อความเป็นธรรม

 

ความโหดร้ายของลัทธินายทุน !

ความโหดร้ายของลัทธินายทุน !

สุธน หิญ //geocities.com/utopiathai พฤษภาคม 2550

ผู้ที่วิจารณ์ว่าลัทธินายทุนโหดร้ายทารุณกำลังใช้ถ้อยคำที่หมายถึงระบบเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบันซึ่งเป็นเศรษฐกิจผสม มีทั้งระบบตลาดเสรีและการแทรกแซงของรัฐคละเคล้ากันไป จึงไม่ชัดเจนว่าผู้วิจารณ์กำลังหมายถึงระบบตลาดเสรีหรือการแทรกแซงของรัฐ เขาอาจไม่ได้วิเคราะห์ประเด็นนี้ อาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนกำลังหมายถึงระบบผสม

ที่เกิดปัญหาก็เพราะคำว่า “ลัทธินายทุน” หมายถึงระบบตลาดเสรีอย่างเดียวได้ด้วย ผู้ที่ปกป้องวิสาหกิจเสรีและทรัพย์สินของเอกชนมักใช้คำ “ลัทธินายทุน” เพื่อหมายถึงระบบเศรษฐกิจของเราในส่วนที่เป็นวิสาหกิจของเอกชน พวกเขากลายเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัวแก่พวกมาร์กซิสต์หรือการโฆษณาชวนเชื่อของพวกสังคมนิยมแห่งรัฐซึ่งใช้คำว่า “ลัทธินายทุน” เป็นสองความหมายตามโอกาส

การโฆษณาชวนเชื่อของสังคมนิยมอาจสรุปรวมออกมาได้ 3 ประโยค:
1. ระบบเศรษฐกิจปัจจุบันเป็นแบบลัทธินายทุนหรือทุนนิยม
2. ระบบเศรษฐกิจปัจจุบันมีความยากจน ภาวะมลพิษ และ ความรุนแรง
3. ลัทธินายทุนจึงเป็นตัวก่อความยากจน ภาวะมลพิษ และ ความรุนแรง

ถ้าเราสามารถคิดได้อย่างแจ่มแจ้งเราก็จะเห็นข้อผิดพลาด ความหมายของ “ลัทธินายทุน” ในข้อ 3 ไม่ตรงกับในข้อ 1 คือในข้อ 1 “ลัทธินายทุน” หมายถึงระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน ส่วนในข้อ 3 “ลัทธินายทุน” หมายถึงวิสาหกิจของเอกชนและตลาดเสรี

ระบบตลาดเสรีคือระบบเศรษฐกิจที่กิจกรรมทั้งหลายดำเนินไปด้วยความสมัครใจของทุกคน รัฐไม่แทรกแซงเพื่อเปลี่ยนแปลงการกระทำโดยสงบและสุจริตของราษฎร ในระบบตลาดเสรีแท้จริงจะต้องไม่มีภาษีหรือข้อจำกัดเกี่ยวกับสิทธิความเป็นเจ้าของตนเอง (self-ownership)

ถ้ากิจกรรมทั้งหลายดำเนินไปด้วยความสมัครใจ อาจมีความโหดร้ายในเฉพาะบางราย แต่ไม่มีความโหดร้ายชนิดที่เป็นของระบบ ตัวอย่าง ในสังคมเสรี สมมุติว่าเบตตีรักรอเจอร์ และรอเจอร์บอก “I love you” กับเบตตี แต่แล้วเขาก็หมดรักและทิ้งเธอไป เขาไม่ใส่ใจที่จะบอกเลิกแบบนุ่มนวล แต่กลับสอดโน้ตห้วนสั้นไว้ใต้ประตูห้องของเธอ การกระทำแบบนี้เป็นการโหดร้าย แต่เป็นความผิดของสังคมหรือ? จะถือว่าระบบเลวเพราะบางคนไร้ความเมตตาหรือ? ควรยกเลิกสถาบันการสมรสและครอบครัวเพราะชายหญิงบางคู่และพ่อแม่บางคนประพฤติไม่ดีหรือ?

แน่นอน คำตอบคือเราไม่ควรยกเลิกความสามารถของคนที่จะเป็นเพื่อนหรือคู่รักกันเพียงเพราะบางคนไม่คิดถึงหัวอกผู้อื่นและมีพฤติกรรมที่น่ารังเกียจ นี่เป็นความล้มเหลวผิดพลาดส่วนบุคคล มิใช่ของสถาบันแห่งมิตรภาพและครอบครัว

ในทำนองเดียวกัน ในระบบตลาดเสรีที่แท้ อาจมีความล้มเหลวในด้านการประกอบการและอาจมีผู้จัดการที่มีใจกระด้าง แต่จะโทษระบบตลาดเพราะผลลัพธ์จากการใช้อำนาจและการฉ้อฉลไม่ได้ เพราะนี่มิใช่การกระทำโดยสมัครใจ ไม่มีทาสในระบบตลาดเสรีที่แท้ ความโหดร้ายจะทำให้เกิดการบีบบังคับไม่ได้ เพราะถือเป็นการกระทำนอกระบบตลาดเสรี

ถ้อยคำที่สำคัญที่สุดที่เคยมีในทางเศรษฐศาสตร์นั้นเฮนรี จอร์จ นักเศรษฐศาสตร์อเมริกันแห่งศตวรรษที่ 19 เขียนไว้ในหนังสือ Social Problems (//schalkenbach.org/library/george.henry/spcont.html ) บทที่ 8 ย่อหน้าที่ 21 คือ “ในธรรมชาติไม่มีเหตุผลที่จะมีความยากจน” (There is in nature no reason for poverty.) ระบบตลาดเสรีที่แท้มีความประสานสอดคล้องกันในสังคมและกับธรรมชาติ แรงงานมนุษย์ (แรงสมอง+แรงกาย) คือขีดจำกัดสุดท้ายต่อการผลิต มีหลักฐานชัดเจนว่าเสรีภาพทางเศรษฐกิจทำให้เกิดความเติบโตและรายได้สูงสุด เศรษฐกิจการผลิตปัจจุบันก็เช่นเดียวกัน จะไม่มีความยากจนถ้าโลกมีระบบตลาดเสรีที่แท้ ระบบตลาดเสรีทั่วโลกจะทำให้มีการจ้างงานเต็มที่ ค่าแรงสูง ภาวะมลพิษต่ำสุด และสังคมสงบสุข

ถ้าระบบตลาดเสรีที่แท้ทำให้มีความสงบสุข เศรษฐกิจรุ่งเรือง และความประสานสอดคล้อง ก็แสดงว่าการขาดสิ่งเหล่านี้ในปัจจุบันต้องมีสาเหตุมาจากการแทรกแซงของรัฐ ซึ่งก่อให้เกิดสงคราม อุดหนุนภาวะมลพิษ คุ้มครองการผูกขาดที่ดิน กดค่าแรงด้วยภาษีและข้อจำกัดต่าง ๆ และทำลายเสรีภาพ ผู้ที่ตำหนิระบบเศรษฐกิจปัจจุบันควรจะได้เรียนรู้ความแตกต่างระหว่างกิจกรรมที่กระทำโดยสมัครใจในระบบตลาดกับการแทรกแซงซึ่งเป็นตัวจำกัดเสรีภาพ แล้วกล่าวให้แจ่มแจ้งว่าเขาคิดว่าสิ่งไหนเป็นปัญหา – เสรีภาพ หรือการจำกัดเสรีภาพ – ที่ก่อปัญหาสังคม?

(จากบทบรรณาธิการใน The Progress Report เรื่อง The Cruelty of Capitalism โดย Fred E. Foldvary บรรณาธิการอาวุโส ที่ //progress.org/2007/fold503.htm )




 

Create Date : 05 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 6 พฤษภาคม 2550 7:28:56 น.
Counter : 629 Pageviews.  

หลวงพ่อผู้เผยแผ่แนวคิดของจอร์จจนถูกคว่ำบาตร-ลงท้ายกลายดี

หลวงพ่อผู้เผยแผ่แนวคิดของจอร์จจนถูกคว่ำบาตร-ลงท้ายกลายดี

หลวงพ่อ Edward McGlynn (ค.ศ.1837 - 1900) แห่งโบสถ์ St. Stephen’s นครนิวยอร์ก ได้รณรงค์สนับสนุนแนวคิดของเฮนรี จอร์จ ในปัญหาที่ดินของไอร์แลนด์ ซึ่งก็ได้ถูกอาร์ชบิชอปผู้ดูแลพื้นที่สั่งให้หยุดและเลิกการรณรงค์โดยถือว่าแนวคิดของจอร์จขัดกับคำสอนของโรมันคาทอลิก ครั้นถึงคราวที่จอร์จสมัครเข้าแข่งขันรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กตามคำขอของกลุ่มองค์การแรงงาน 165 แห่งใน ค.ศ.1886 หลวงพ่อได้รณรงค์สนับสนุนเฮนรี จอร์จอีก และก็ได้ถูกห้ามเกี่ยวข้องกับเฮนรี จอร์จและ “ลัทธิสังคมนิยมของเขา” การเลือกตั้งครั้งนี้จอร์จพ่ายแพ้ เชื่อกันว่าจอร์จชนะแต่มีการทุจริตในการนับคะแนน

ในการขัดแย้งกันนี้หลวงพ่อ McGlynn มีพระราชาคณะ (Cardinal) 2 รูปสนับสนุน คือพระคาร์ดินัล Gibbons แห่งบัลติมอร์ และ Manning แห่งลอนดอน และพระระดับต่ำลงมาอีกหลายรูป

ต้นปี ค.ศ.1887 เฮนรี จอร์จได้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ The Standard ซึ่งทำให้มีการโต้เถียงกันในนิกายโรมันคาทอลิก เพราะในหนังสือพิมพ์นี้ฉบับแรกเมื่อ 8 ม.ค.1887 จอร์จได้เขียนบทความเรื่อง The McGlynn Case ทางการของนิกายนี้ในสหรัฐฯ ประกาศว่าคำสอนของจอร์จไม่รอบคอบและไม่ปลอดภัย (unsound and unsafe) และแนะนำให้ชาวคาทอลิก “ระวังอย่าหลงเชื่อบรรดาทฤษฎีและหลักการทั้งหลายที่โจมตีสิทธิ [ของเอกชน?] ในทรัพย์สิน”

หลวงพ่อ McGlynn จึงให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ New York Tribune ว่าหลักการของจอร์จไม่ขัดกับคำสอนของนิกาย ทำให้อาร์ชบิชอปเหนือขึ้นไปสั่งพักงานหลวงพ่อและรายงานไปยังวาติกัน หลวงพ่อถูกเรียกไปรับการพิจารณาคดีที่วาติกัน แต่อ้างว่าป่วยโรคหัวใจและมีเหตุสำคัญอื่น ๆ ไม่สามารถเดินทางไปได้ จึงถูกปลดจากตำแหน่งที่โบสถ์ St. Stephen’s

ใน 29 มี.ค.1887 หลวงพ่อ McGlynn ได้ร่วมกับราษฎรจำนวนมากในเขตพื้นที่โบสถ์เดิมของท่านตั้งสมาคมต่อต้านความยากจนขึ้น โดยที่ประชุมเลือกหลวงพ่อเป็นนายกสมาคม และเฮนรี จอร์จเป็นรองนายก เปิดรับสมาชิกจากทุกลัทธิและทุกชั้นชน “มิใช่เพื่อบรรเทาความยากจนด้วยมาตรการครึ่ง ๆ กลาง ๆ แต่เพื่อประกาศสงครามกับต้นเหตุของความยากจนเลยทีเดียว”

ตอนหนึ่งของคำปราศรัยของหลวงพ่อคือ

“เราปรารถนาจะยกเลิกความยากจน เพราะนั่นคือแหล่งที่มาที่ได้ผลในการดูหมิ่นศาสนาซึ่งขึ้นไปถึงสวรรค์ เพราะนั่นคือสาเหตุและโอกาสที่ทำให้ผู้คนสงสัยว่ามีพระเป็นเจ้าอยู่หรือไม่ เพราะความยากจนทำให้เกิดความเกลียดชังระเบียบแบบแผนของสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นอยู่ และในที่ซึ่งผู้คนถูกบังคับให้เชื่อว่ามันเป็นระเบียบแบบแผนของพระเป็นเจ้า เขาจะพูดว่า เราไม่ต้องการพระเป็นเจ้าของท่าน! พระเป็นเจ้าของท่านเลวพอ ๆ กับหรือยิ่งกว่ามารของท่าน โดยที่พระองค์ทรงใช้อานุภาพและปัญญาของพระองค์ได้ไม่ดีเลย และทรงปล่อยให้แผนของพระองค์ล้มเหลวไปอย่างน่าประหลาด และทรงเห็นชอบกับความล้มเหลวนี้โดยผ่านทางเสียงของผู้ที่สันนิษฐานได้ว่าเป็นผู้กล่าวในนามของพระองค์ . . . .

“เราจึงปรารถนาจะยกเลิกความยากจน เพราะเราปรารถนาจะบังคับใช้ข้อบัญญัติของพระเป็นเจ้าในการธำรงรักษาและปกครองสังคมมนุษย์ และเพราะเราเห็นชัดว่าแผนการของพระเป็นเจ้าที่จะป้องกันมิให้เกิดความยากจนนั้นก็คือมนุษย์ควรเป็นเจ้าของแผ่นดินโลก และเห็นชัดว่าแผนเดียวของพระเป็นเจ้าที่จะยกเลิกความยากจนคือการทำให้มนุษย์ได้กลับเป็นเจ้าของแผ่นดินโลกอีก ไม่ใช่เรื่องของเราที่จะขอให้พระเป็นเจ้าสร้างโลกอีกแห่งหนึ่งเพื่อที่มวลชนจะได้แยกออกไปทำมาหากินได้อย่างสะดวกสบาย จะมีอะไรดีขึ้นในการแยกไปอยู่ที่โลกใหม่นั้นถ้าระเบียบแบบแผนของสิ่งต่าง ๆ ไม่เปลี่ยนแปลงไปและหลังจากนั้นไม่นานไม่กี่คนของพี่น้องทั้งหลายจะสามารถพูดได้ว่า ‘โลกนี้ทั้งโลกก็เป็นของเราเหมือนกันและท่านต้องจ่ายค่าเอกสิทธิ์ที่จะอยู่ในโลกนี้!’ ”

ต้นเดือนพฤษภาคม อาร์ชบิชอปได้แจ้งหลวงพ่ออีกครั้งหนึ่งว่าทางวาติกันเรียกตัวให้ไปภายใน 40 วัน มิฉะนั้นจะถูกคว่ำบาตร หลวงพ่อไม่ยอมไป ผู้ทำงานชาวคาทอลิก 75,000 คนได้เดินขบวนประท้วงคำสั่ง แต่ในที่สุดหลวงพ่อ McGlynn ก็ถูกคว่ำบาตรเมื่อ 3 ก.ค.1887 หลังจากทำงานกับนิกายมานาน 25 ปี

การโต้แย้งกันได้ขึ้นสู่ระดับสูงสุด สันตะปาปา Leo XIII ทรงออกสาส์นเวียน "Rerum Novarum" ในปี 1891 ซึ่งถือเสมือนเป็นการปฏิเสธแนวคิดของจอร์จโดยมองว่าเป็นแบบสังคมนิยมและอนาธิปไตย จอร์จได้ตอบด้วย Condition of Labor -- An Open Letter to Pope Leo XIII อย่างระมัดระวังและด้วยความเคารพอย่างสูง โดยแบ่งหลักความเชื่อของตนออกเป็น 5 บทพร้อมทั้งข้อสรุปที่รัดกุมดังนี้ (มี Appendix อยู่ที่ //landreform.org/be10.htm)

“นี่คือคำตอบ คำตอบที่แท้เพียงข้อเดียว: ถ้ามนุษย์ขาดอาหาร นั่นมิใช่เพราะพระผู้เป็นเจ้ามิได้ทรงกระทำกิจของพระองค์ในการจัดหาให้ ถ้ามนุษย์ผู้ต้องการทำงานถูกสาปให้ยากจน นั่นมิใช่เพราะยุ้งฉางที่พระเป็นเจ้าต้องจัดให้นั้นล้มเหลว มิใช่เพราะอาหารประจำวันที่พระองค์ทรงสัญญาไว้แก่ลูกของพระองค์ไม่ได้มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์

“นั่นเป็นเพราะมนุษย์ได้ละเมิดโดยขาดความเคารพต่อเจตนาอันเปี่ยมด้วยพระกรุณาของพระผู้สร้างโดยทำให้ที่ดินกลายเป็นทรัพย์สินของเอกชน จึงทำให้เสบียงอาหารซึ่งพระบิดาผู้โอบเอื้อได้ทรงจัดไว้ให้แก่ทุกคนกลายเป็นสมบัติเด็ดขาดของมนุษย์ไม่กี่คน คำตอบอื่นใดนอกไปจากนี้ ไม่ว่าจะห่อหุ้มด้วยรูปแบบของลัทธิศาสนาด้วยประการใด คือคำตอบของผู้ที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า (atheists)”

จดหมายเปิดผนึกของจอร์จได้รับการตีพิมพ์พร้อมกันที่นิวยอร์กและลอนดอน และแปลเป็นภาษาอิตาลี และจอร์จได้ถวายสำเนาที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษแด่สันตะปาปาผ่านทางผู้อำนวยการหอสมุดวาติกัน

ใน ค.ศ. 1892 จอร์จเขียนว่า “สันตะปาปา Leo XIII จะได้ทรงอ่านจดหมายของข้าพเจ้าหรือไม่ ข้าพเจ้าไม่สามารถบอกได้ แต่พระองค์ทรงปฏิบัติราวกับว่าพระองค์ไม่เพียงแต่ทรงอ่านเท่านั้น แต่ยังทรงตระหนักถึงพระพลังของพระองค์เอง ทรงสะกดความเป็นอนุรักษนิยมของกลุ่มบาทหลวงชั้นผู้ใหญ่ไว้อย่างเงียบ ๆ แต่ได้ผล . . . . ดร. McGlynn จะได้กลับเข้ารับตำแหน่งเดิม และการขับเคี่ยวกับลัทธิภาษีเดี่ยว [จากมูลค่าที่ดิน] เสมือนเป็นปรปักษ์ของคาทอลิกได้หยุดไป”

อาร์ชบิชอป Satolli ได้มาเยี่ยมสหรัฐฯ ในฐานะผู้แทนพระสันตะปาปาเพื่อฟังเหตุผลที่จะให้ยกเลิกการคว่ำบาตรหลวงพ่อ McGlynn ผลการตรวจสอบทั้งข้อเขียนและคำกล่าวปรากฏว่าไม่มีสิ่งใดขัดแย้งกับคำสอนของนิกาย ไม่เพียงได้กลับเข้ารับตำแหน่งเดิมเท่านั้น หลวงพ่อยังได้รับอนุญาตให้สอนแนวคิดแบบของจอร์จได้ทุกแห่ง ในฤดูร้อนต่อมาหลวงพ่อ McGlynn ก็เดินทางไปโรมเข้าเฝ้าพระสันตะปาปาและได้รับพรจากพระองค์.

เรียบเรียงจาก
1. Henry George, World Citizen โดย Anna George DeMille [ต้นฉบับโดย Anna George DeMille พิมพ์ปี 1930 ย่อและเรียบเรียงใหม่โดย Mildred J. Loomis ปี 1981] ที่ //cooperativeindividualism.org/mille-anna-george-de_on-henry-george.html

2. Henry George's Life and Work โดย George Collins [พิมพ์ซ้ำจาก Land & Liberty พ.ค.- มิ.ย.1989 เดิมใช้ชื่อเรื่องว่า Call that Stirred the World] ที่ //www.cooperativeindividualism.org/collins-george_on-henry-george.html

3. Father McGlynn and Catholic Social Doctrine [พิมพ์ซ้ำจาก Henry George News, มิ.ย.1967] โดย Will Lissner ที่ //www.cooperativeindividualism.org/lissner-will_on-father-edward-mcglynn.html




 

Create Date : 25 เมษายน 2550    
Last Update : 2 พฤษภาคม 2550 6:41:18 น.
Counter : 466 Pageviews.  

เก็งกำไรที่ดินสาเหตุสำคัญเศรษฐกิจถดถอย

เก็งกำไรที่ดินสาเหตุสำคัญเศรษฐกิจถดถอย

เวลาพิจารณาเรื่องเศรษฐกิจถดถอยหรือวัฏจักรธุรกิจ มีพูดกันเรื่องการผลิตมากเกินไป (overproduction) หรือการบริโภคต่ำกว่าระดับ (underconsumption) แล้วก็ชี้ว่าเป็นเพราะสาเหตุต่าง ๆ รวมทั้งเรื่องทุนกับแรงงาน ส่วนที่มักลืมกันก็คือ “ที่ดิน” ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตปัจจัยหนึ่งใน 3 ปัจจัยร่วมกับ แรงงาน และ ทุน

ขอตัดเอาส่วนหนึ่งของวัฏจักรธุรกิจมาแสดงพอให้เข้าใจ

กล่าวคือเมื่อวัฏจักรเข้าสู่ระยะแกว่งตัวขึ้น เพราะการจ้างงานมากขึ้น ย่อมหมายความว่าจะมีการใช้จ่ายมากขึ้น กระตุ้นให้เกิดกิจการมากขึ้น อสังหาริมทรัพย์ที่ว่างเหลือน้อยลง ราคาและค่าเช่าเริ่มสูง การก่อสร้างเริ่มเข้าสู่ระยะเฟื่องฟู กระตุ้นอุปสงค์ในที่ดิน ระยะฟื้นตัวกลายเป็นระยะเฟื่องฟู อัตราเพิ่ม (ความชัน) ของการแกว่งตัวขึ้นเข้าสู่ขั้นสูงสุด ระยะนี้นักเก็งกำไรจะเข้าสู่ตลาด เพราะคาดกันว่าอสังหาริมทรัพย์จะมีราคาสูงขึ้นในอนาคต จึงทำให้ที่ดินยิ่งมีราคาสูงขึ้นไปอีก การก่อสร้างส่วนใหญ่ก็เป็นการเก็งกำไร เพราะผู้ก่อสร้างก็คาดหวังว่ามูลค่าที่ดินของตนจะสูงขึ้นจะทำให้ตนได้กำไร

แต่ผู้ประกอบการเริ่มเห็นว่าราคาอสังหาริมทรัพย์ชักจะสูงกว่าที่ควรสำหรับปัจจุบัน เพราะมันสูงขึ้นจากการคาดหวังสำหรับอนาคต “สิ่งขวางกั้นที่มองไม่เห็น ซึ่งทำให้ไม่มีการก่อสร้างอาคารและเมืองไม่ขยายออก คือ ราคาอันสูงของที่ดิน ราคาที่จะเพิ่มเมื่อเห็นแน่นอนว่าประชากรที่เพิ่มจะต้องใช้ที่ดิน” (Henry George, Social Problems, 1883, p.126) “มือที่มองไม่เห็น” ของแอดัม สมิธ ถูกสกัดด้วย “สิ่งขวางกั้นที่มองไม่เห็น” ของเฮนรี จอร์จ เป็นธรรมดาที่จะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น เช่น ดอกเบี้ย วัตถุดิบ และแรงงาน แต่การเก็งกำไรเป็นอิทธิพลที่มีพลังสูงเป็นพิเศษที่ทำให้ราคาที่ดินขึ้นสูง

การก่อสร้างที่ชะลอตัวลงทำให้กิจการอื่นๆ ชะลอลงด้วย เช่น ความต้องการเฟอร์นิเจอร์ เหล็ก ปูน และ ไม้ ลด อุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าทุนเหล่านี้ ซึ่งได้ขยายอย่างรวดเร็ว ก็หดตัวลง คนงานที่ถูกปลดหรือลดเวลาทำงานก็ใช้จ่ายน้อยลง อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจยิ่งช้าลงอีก จนมาถึงจุดที่เส้นเฉียงขึ้นเปลี่ยนเป็นเส้นแนวนอน คือ หยุดขยาย เศรษฐกิจอยู่ที่จุดสูงสุด แต่กำลังจะต่ำลง เพราะอัตราการขยายตัวได้ลดลง และกำลังจะเป็นลบ

ภาวะถดถอยเองยิ่งทำให้เกิดการถดถอยมากขึ้น โดยที่การลดการผลิตทำให้รายได้ลด รายจ่ายก็ต้องลดตาม ซึ่งยิ่งทำให้การผลิตลดลงอีก ราคาอสังหาริมทรัพย์ยังคงสูง ถึงแม้จะมีว่างมากขึ้น เพราะเจ้าของยังไม่อยากขายต่ำกว่าราคาที่เคยสูงมา ปรากฏการณ์นี้ดำเนินมาซ้ำซากทุกวัฏจักร ! แต่ในที่สุด เมื่อมีการล้มละลายมากขึ้น เจ้าของที่ดินก็ได้รับค่าเช่าน้อยลง ส่วนหนึ่งของเจ้าของที่ดินซึ่งมีรายจ่ายเกินรายได้ก็ต้องขาย ราคาอสังหาฯ จึงเริ่มหักหัวลง เจ้าของที่ดินจำนวนมากล่มจม หมดความสามารถชำระหนี้ ส่วนใหญ่มีหนี้มากเกินมูลค่าทรัพย์สินของตน เมื่อไม่มีการชำระหนี้ ธนาคารก็ขาดเงินมากมาย และล้มลงหลายแห่ง

หลังจากการหดตัวรุนแรง การล้มละลายและการหดตัวก็ลดความเร็วลง นับเป็นการถึงจุดที่เส้นโค้งลดความชัน (inflection point) ซึ่งเศรษฐกิจยังคงหดตัว แต่ความชันเปลี่ยนเป็นน้อยลง และกำลังลงไปสู่จุดต่ำสุด ซึ่งที่จุดนี้ ทรัพยากรเป็นอันมาก โดยเฉพาะคือ แรงงาน และ อสังหาริมทรัพย์ จะอยู่ว่าง และมีราคาต่ำ

อาการชะลอตัว หดตัว เหล่านี้เองที่ทำให้ผู้คนก็มีกำลังซื้อต่ำ จึงทำให้เกิดสภาพเหมือนว่ามีการผลิตมากเกินไปในสินค้าต่าง ๆ

เฮนรี จอร์จ ยอมรับว่ามีสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยด้วย ส่วนที่ยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างมีดังนี้:

1) การผลิตมีความซับซ้อน และต้องเกี่ยวข้องพึ่งพาซึ่งกันและกันมากยิ่งขึ้น ถ้าธุรกิจเกิดล้มหรือหยุดชะงักขึ้นส่วนหนึ่งก็จะแผ่ขยายไปยังส่วนอื่นๆ ด้วย
2) ความบกพร่องในเรื่องเงินตรา
3) การเปลี่ยนแปลงปริมาณเครดิตอย่างมากมาย
4) ภาษีอันเป็นอุปสรรคต่อความสัมพันธ์ในระหว่างพลังการผลิตด้วยกัน

อย่างไรก็ดี จอร์จถือว่าการเก็งกำไรในที่ดินมากขึ้นเป็นสาเหตุใหญ่ของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ
แต่ที่จริงการเก็งกำไรที่ดินมีอยู่ทุกวัน เศรษฐกิจจึงถูกถ่วงรั้งตลอดเวลาอยู่แล้ว เป็นแต่อาการจะรุนแรงมากน้อยตามวัฏจักร

แต่แม้ในภาวะปกติก็ทำให้แรงงานขั้นพื้นฐานต้องยากจนเดือดร้อนมากอยู่แล้ว

ถ้าไม่มีการเก็งกำไรที่ดิน วัฏจักรเศรษฐกิจก็จะไม่เหวี่ยงตัวรุนแรง ความเสียหายจะลดลงมหาศาล.

(จากตำราเศรษฐศาสตร์ บทที่ 12 ของ ดร. Fred E. Foldvary ที่ //foldvary.net/sciecs/ch12.html
และหนังสือความยากจนที่ไม่เป็นธรรม หน้า 42-43 ที่ //geocities.com/utopiathai/UPp036-056ch4.doc )




 

Create Date : 03 มีนาคม 2550    
Last Update : 19 มีนาคม 2550 10:20:32 น.
Counter : 580 Pageviews.  

อันตรายจากลัทธิดาร์วินทางสังคม

อันตรายจากลัทธิดาร์วินทางสังคม

Cliff Cobb แห่งมูลนิธิ Robert Schalkenbach เขียนคำปรารภหรือคำนิยม (Foreword) ในหนังสืออเมริกันดีเด่น Progress and Poverty (ความก้าวหน้ากับความยากจน) ของเฮนรี จอร์จ ฉบับย่อครั้งหลังโดย Bob Drake มีส่วนหนึ่งที่น่าสนใจคือเรื่องลัทธิดาร์วินทางสังคม (Social Darwinism)

เขาเขียนไว้ว่า การจัดพิมพ์ Progress and Poverty ครั้งแรกใน ค.ศ.1879 มีจุดประสงค์ส่วนหนึ่งคือเพื่อลบล้างความเชื่อถือที่มีต่อลัทธินี้ซึ่งมีความคิดว่าควรถือเอา “การอยู่รอดของผู้ที่แข็งแรงและเหมาะสมที่สุด” (survival of the fittest) เป็นปรัชญาทางสังคมข้อหนึ่ง ลัทธินี้พัฒนาโดย Herbert Spencer, William Graham Sumner และผู้อื่น และเป็นพื้นฐานทางภูมิปัญญา (intellectual basis) สำหรับ

1. ลัทธิจักรวรรดินิยมอเมริกันในกรณีเม็กซิโกและฟิลิปปินส์
2. การชูแนวคิดสิทธิเด็ดขาดของเอกชนในทรัพย์สินโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของสังคม
3. นโยบายภาษีที่มุ่งลดภาระต่อคนรวยด้วยการผลักภาระไปยังคนจนและชนชั้นกลาง
4. การจัดสวัสดิการที่ถือว่าคนจนคือคนที่ล้มเหลวและไม่สามารถปรับตัวเอง
5. การเหยียดผิวในด้านการศึกษาและเคหสงเคราะห์
6. การปรับปรุงพันธุกรรมเพื่อส่งเสริมเชื้อชาติที่มีความ “เหนือกว่า”

การแบ่งแยกผิวทางภูมิปัญญาได้หยุดยั้งลง แต่การครอบงำทางเศรษฐกิจและการเมืองเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย สิ่งที่บ่งชี้ว่าลัทธิดาร์วินทางสังคมได้กลับฟื้นคืนชีพขึ้นอีกก็คือ การกลับมาเก็บภาษีค่าจ้างและสินค้าผู้บริโภค แทนที่จะมุ่งเก็บภาษีทรัพย์สิน การขยายสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และความกระหายแบบจักรวรรดินิยมอย่างกว้างไกล

การฟื้นฟูลัทธิดาร์วินทางสังคมทำให้ยังมีการถือว่าความแตกต่างกันทางสังคมเป็นภาวะที่สมควรมีตามหลักของความเหนือกว่าหรือความเหมาะสมโดยธรรมชาติ ตรงกันข้ามหนังสือความก้าวหน้ากับความยากจนของเฮนรี จอร์จกลับเปิดเผยว่าความแตกต่างกันเหล่านั้นเป็นผลแห่งเอกสิทธิ์พิเศษ นักเศรษฐศาสตร์และนักการเมืองจำนวนมากพยายามส่งเสริมภาพลวงตาที่ว่าโชคลาภมหาศาลและความยากจนเกิดจากการมีหรือขาดทักษะและการเสี่ยงของแต่ละบุคคล ส่วนเฮนรี จอร์จกลับแสดงว่าความแตกต่างด้านทรัพย์สมบัติเกิดเพราะคนไม่กี่คนได้สิทธิผูกขาดโอกาสตามธรรมชาติโดยคนอื่นๆ ถูกปิดกั้น ถ้าเราเอาอำนาจผูกขาดเหล่านั้นคืนมาจากกลุ่มอภิชน ภาพแห่งความเหนือกว่าในเชิง “ความแข็งแรงและเหมาะสม” จะพังทลายลงมา จอร์จไม่สนับสนุนการมีรายได้เท่าเทียมกัน การบังคับปรับการกระจายทรัพย์สมบัติ หรือ การให้รัฐจัดการด้านเศรษฐกิจ เขาเชื่อว่าในสังคมที่ไม่มีการเรียกร้องของอภิชน ทุกคนจะสามารถมีชีวิตที่สมบูรณ์และน่าพอใจ

หนังสือความก้าวหน้ากับความยากจน (Progress and Poverty) ฉบับย่อครั้งหลังนี้ขึ้นเว็บให้อ่านฟรีอยู่ที่ //henrygeorge.org/pcontents.htm

ฉบับเต็ม //schalkenbach.org/library/henry-george/p+p/ppcont.html
ฉบับเต็มภาษาไทย //utopiathai.webs.com/ProgressAndPoverty.html

ฉบับย่อสั้นมาก //unitax.org/progress/
ฉบับย่อสั้นมากภาษาไทย //utopiathai.webs.com/PPsupercondensed.html




 

Create Date : 22 กุมภาพันธ์ 2550    
Last Update : 27 ธันวาคม 2554 10:57:27 น.
Counter : 931 Pageviews.  

หนังสืออเมริกันดีเด่น Progress and Poverty ฉบับย่อใหม่ล่าสุดสำหรับคนรุ่นใหม่ฟรีบนเว็บ

หนังสืออเมริกันดีเด่น Progress and Poverty ฉบับย่อใหม่ล่าสุดสำหรับคนรุ่นใหม่ฟรีบนเว็บ

หนังสืออเมริกันดีเด่นชื่อ Progress and Poverty หนา 565 หน้าของเฮนรี จอร์จซึ่งพิมพ์ตั้งแต่ ค.ศ.1879 มีผู้แปลออกเป็นภาษาต่าง ๆ มากมาย (รวมทั้งภาษาไทย) และมีผู้ย่อเดิม 3 ฉบับภาษาอังกฤษนั้น บัดนี้ Bob Drake ได้จัดการย่อใหม่เป็นรายล่าสุด เหลือ 325 หน้า เพื่อให้อ่านได้รวดเร็วเข้าใจง่ายเหมาะแก่คนรุ่นใหม่ทั่วไป และสำหรับการศึกษาหลักสูตรเศรษฐศาสตร์พื้นฐานในห้องเรียนต่างๆ ของกลุ่มผู้นิยมแนวคิดเศรษฐกิจของจอร์จทั้งในสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ และได้นำขึ้นเว็บด้วยเพื่อใช้ศึกษาทางอินเทอร์เนต

เอกสารที่ใช้ในการศึกษา ไม่สมัครเรียนก็อ่านได้ฟรีที่ //henrygeorge.org/bearings.htm
การศึกษาทางอินเทอร์เนตทำผ่านทาง //henrygeorge.org เกือบฟรี
Progress and Poverty ฉบับย่อภาษาอังกฤษอ่านได้ฟรีที่ //henrygeorge.org/pcontents.htm
ฉบับเต็มภาษาอังกฤษอ่านได้ฟรีที่ //schalkenbach.org/library/henry-george/p+p/ppcont.html
ฉบับเต็มภาษาไทยอ่านได้ฟรีที่ //utopiathai.webs.com/ProgressAndPoverty.html
หนังสือความยากจนที่ไม่เป็นธรรมอ่านได้ฟรีที่ //utopiathai.webs.com/UnjustPoverty.html
บทความและกระดานสนทนาภาษาไทยเชิญที่ //utopiathai.webs.com/ArticlesAndWebboard.html
ขอบคุณครับ

การย่อของ Bob Drake ใช้วิธีตัดข้อความที่มีใจความซ้ำกันออก เปลี่ยนประโยคเดิมเป็นประโยคสั้นๆ และ เปลี่ยนคำให้ชัดเจนขึ้น

ตัวอย่างข้อความที่ย่อแล้ว - I shall not deny this may lessen the intensity with which wealth is pursued. It seems to me that in a society where no one fears poverty, no one would struggle and strain for great wealth, as people do now. Certainly the spectacle of people slaving away for the sake of dying rich is unnatural and absurd. In a society where fear of want had been removed, we would view those who acquire more than they can use as we now look on someone who wears a dozen hats. (จาก //henrygeorge.org/pchp36.htm ย่อหน้ารองสุดท้าย)

ข้อความในฉบับเต็ม - But I shall not deny, and do not wish to lose sight of the fact, that while thus preventing waste and thus adding to the efficiency of labor, the equalization in the distribution of wealth that would result from the simple plan of taxation that I propose, must lessen the intensity with which wealth is pursued. It seems to me that in a condition of society in which no one need fear poverty, no one would desire great wealth -- at least, no one would take the trouble to strive and to strain for it as men do now. For, certainly, the spectacle of men who have only a few years to live, slaving away their time for the sake of dying rich, is in itself so unnatural and absurd, that in a state of society where the abolition of the fear of want had dissipated the envious admiration with which the masses of men now regard the possession of great riches, whoever would toil to acquire more than he cared to use would be looked upon as we would now look on a man who would thatch his head with half a dozen hats, or walk around in the hot sun with an overcoat on. When every one is sure of being able to get enough, no one will care to make a pack horse of himself. (จาก //schalkenbach.org/library/henry-george/p+p/pp092.html ย่อหน้าที่ 3 จากท้าย)

ข้อความในฉบับเต็มภาคไทย - แต่ข้าพเจ้าจะไม่ปฏิเสธ และไม่ปรารถนาจะมองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่าในขณะที่ป้องกันความสูญเสียและเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงานขึ้นเช่นนี้ การทำให้เกิดความเสมอภาคในการวิภาคเศรษฐทรัพย์ซึ่งจะเกิดจากแผนการภาษีง่าย ๆ ที่ข้าพเจ้าเสนอนี้ ย่อมจะทำให้ความเข้มข้นในการแสวงหาเศรษฐทรัพย์ลดลง สำหรับข้าพเจ้าดูเหมือนว่าในสภาพสังคมซึ่งไม่มีใครต้องกลัวความยากจนนั้นก็จะไม่มีใครปรารถนาทรัพย์สมบัติมากนัก – อย่างน้อยที่สุด ก็จะไม่มีใครคิดหาความลำบากโดยการดิ้นรนและใช้ความพยายามอย่างเคร่งเครียดเพื่อให้ได้ทรัพย์สมบัติมาดังที่มนุษย์เรากระทำกันอยู่ทุกวันนี้ ทั้งนี้เพราะภาพของมนุษย์ผู้มีชีวิตอยู่ได้เพียงไม่กี่ปีและยอมใช้เวลาของตนไปอย่างเหนื่อยยากเยี่ยงทาสเพื่อให้ตายอย่างร่ำรวยนั้น ย่อมจะเป็นสิ่งที่ผิดธรรมดาและเฉาโฉดในตัวเองอย่างยิ่งถึงขนาดที่ในสภาพสังคมซึ่งการยกเลิกการกลัวความขาดแคลนได้ขจัดการชมเชยอย่างอิจฉาของมวลมนุษย์ต่อการได้ครอบครองทรัพย์สมบัติมหาศาลในขณะนี้นั้น ใครก็ตามที่ยอมเหนื่อยยากหาให้ได้มากกว่าที่เขาจะใช้ จะถูกถือเป็นเสมือนผู้ที่เอาหมวกครึ่งโหลคลุมศีรษะของตนในปัจจุบัน หรือเสมือนผู้ที่เดินตากแดดอันร้อนแรงโดยสวมเสื้อคลุม เมื่อทุก ๆ คนมั่นใจได้ว่าตนจะสามารถหาเลี้ยงชีพได้พอเพียง ก็จะไม่มีใครใส่ใจที่จะทำให้ตนต้องกลายเป็นม้าต่างบรรทุกสัมภาระไป (จาก //utopiathai.webs.com/PP-p431-472bk09.doc บทที่ 2 ย่อหน้าที่ 3 จากท้าย)




 

Create Date : 18 ธันวาคม 2549    
Last Update : 3 มิถุนายน 2554 11:09:06 น.
Counter : 649 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  
 
 

สุธน หิญ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




แก้ความอยุติธรรมขั้นฐานราก
ตามแนวเฮนรี จอร์จ
http://utopiathai.webs.com
เลิกภาษีการลงแรงลงทุนผลิตและค้า
เลิกภาษีเงินได้ เพิ่มภาษีที่ดิน
ค่อยๆ เปลี่ยนแปลง ใช้เวลาสัก 30 ปี


เปิดเว็บต่างแดนดูไม่ได้ ให้ google ช่วยหา free anonymous proxy server ของต่างประเทศซึ่งมีอยู่มากเพื่อเปิดให้แทนครับ (ในไทยอาจมีการปิดกั้นเว็บของต่างแดน เว็บย่อยที่คนไทยอาศัยใช้กันก็พลอยถูกปิด)

เว็บหลักของผม ยูโทเพียไทย_1
* หน้ารวมลิงก์ยูโทเพียไทย_1 *

หนังสือดีเด่นแปล Progress and Poverty หนังสือ ความยากจนที่ไม่เป็นธรรม และ บทความ ของผม ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ยินดีให้เผยแพร่ต่อด้วยความขอบคุณ ยกเว้นบทความแปลกรุณาอ่านเงื่อนไขจากต้นฉบับภาษาอังกฤษที่อ้างไว้ครับ


- ศัพท์เศรษฐศาสตร์ ดร.บุญเสริม
- ภาษีทรัพย์สินสหรัฐฯ
- ภาวะตลาดอสังหาฯ
- ภาวะตลาดที่อยู่อาศัย 2537-51
- ราคาที่ดินทั่วไทยรายแปลง
- สรุปราคาประเมินใน กทม.ปี 2551-54
- การเปลี่ยนแปลงราคาที่ดินใน กทม.และปริมณฑลปี 2528-50


[Add สุธน หิญ's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com
pantip.com pantipmarket.com pantown.com