รู้สึกตัว ผ่อนคลาย เฉย ๆ สบาย ๆ **กรุณา .อย่า.ได้บริจาคเงินให้ blog ผม ทาง e-wallet ครับ** **ผมขอสงวนสิทธิการเป็นเจ้าบ้านของ blog ลบข้อเขียนใดๆ ก็ได้ใน blog นี้ตามที่ผมเห็นสมควร**
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2563
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
26 มีนาคม 2563
 
All Blogs
 
อริยสัจจ์ 4 ข้อที่ 1 ทุกข์ให้รู้ หมายความว่าอย่างไรในการปฏิบัติ

บทความนี้ เป็นความเห็นส่วนตัว  ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับท่านใด  หรือ เหมือนกับสิ่งทีมีกล่าวในตำราทั้งหลาย*
*
1..ก่อนอื่น ขอให้ท่านทดลองดังนี้ก่อน  หรือ ถ้าท่านเคยเล่นสมัยเป็นเด็ก ท่านคงนึกออก
*
1.1 ขอให้นำแก้วน้ำใสมา 1 ใบ ใส่น้ำเปล่าทีสะอาดให้เกือบเต็มแก้ว
1.2  ให้ท่านหยดน้ำยาอุทัย (  น้ำยาอุทัย จะเป็นสีแดงเข้ม )  1 หยดลงไปในน้ำในแก้ว
1.3  ขอให้ท่านสังเกตดูหยดน้ำยาอุทัย ท่านจะเห็นว่า น้ำยาอุทัยทีเคยเป็นหยดเล็กๆ ในน้ำ จะค่อยๆ ขยายตัวออกเป็นเม็ดใหญ่ขึ้น  ยิ่งน้ำยาอุทัยขยายตัวใหญ่มากขึ้น ความเป็นหยดของน้ำยาจะค่อยๆ จางลงไป และ สีจะเปลี่ยนจากสีแดงเข้ม กลายเป็นสีชมภู  ให้มองต่อไป จนหยดน้ำยาอุทัยได้สลายตัวหมด รวมตัวเป็นเนื้อเดียวกับน้ำเปล่าในแก้ว  ตอนนี้ จะไม่เห็น หยดน้ำยาอุทัย อีก และสีของน้ำเปล่าก็จะเปลี่ยนเป็นสีชมภู
*
ถ้าท่านเห็นอาการเปลี่ยนแปลงของ หยดน้ำยาอุทัยแล้ว  ขอให้อ่านต่อไป 
ถ้าท่านยังไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของ หยดน้ำยาอุทัย  ขอให้ทำความเข้าใจโดยการทดลอง
ให้เห็นจริงก่อน ทีจะอ่านต่อไป
*
2..ทุกข์ปรมัตถ์ของอริยสัจจ์ 4 ข้อที่ 1 เปรียบได้ดัง หยดน้ำยาอุทัย ทีหยดลงไปในน้ำเปล่าในแก้ว
เริ่มตั้งแต่ต้นทีเป็นหยด จนสลายตัวหมดไม่เป็นหยด 
*
ในสภาวะธรรมของตัวจิตนั้น จะมี 2 ส่วน  ส่วนที 1 คือ ส่วนทีเป็นพลังงาน และ ส่วนที 2 คือ ส่วนทีทำหน้าที รู้ สภาวะปรมัตถธรรม
*
จิตส่วนที่ 1 ทีเป็นพลังงาน เปรียบได้ดัง หยดน้ำยาอุทัย 
เมื่อ คนทำงานหาเลี้ยงชีพ  มีการใช้ความคิด มีความตั้งใจ มีการพูดคุยสื่อสารกันเพื่อให้รู้เรื่องต่างๆ ทางโลก  มีอารมณ์ปรุงแต่งในจิตใจเกิดขึ้น  จิตพลังงานนี้ จะรวมตัวกันขึ้นมาเป็นก้อน เป็นเม็ด  เปรียบได้ดัง หยดน้ำยาอุทัย ที่เพิ่งหยดลงไปในน้ำ
จิตพลังงานทีรวมตัวกันเป็นก้อนขึ้น  ในตำราเรียกว่า ขันธ์
จิตพลังงาน หรือ ขันธ์ทีเกิดขึ้น จะขับเคลื่อนกลไกของคนเรา ให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้
คนจึงสามารถกินได้ ขับถ่ายได้ นึกคิดได้  และอื่นๆ อีกมากในการดำรงค์ชีวิตอยู่
*
สรุปก็คือ จิตพลังงานนี้ เมื่อรวมตัวกันเป็นก้อนขึ้น ก็คือ มีขันธ์เกิดขึ้น
*
เมื่อ คนเจ็บป่วย มีเวทนาทางกายเกิดขึ้น  จะปรากฏของก้อนทุกข์ปรากฏขึ้นภายในกาย  เช่น ถ้าคนปวดหัว จะรู้สีกว่า ในหัวมีก้อนอะไรอยู่ภายในแล้วทำให้ปวดขึ้น  
หรือ ปวดท้อง ก็จะรู้สีกได้ว่า มีก้อนอะไรอยู่ภายในท้อง แล้วทำให้ปวดท้อง
การปวดในร่างกายจะมีอาการแบบนี้ทั้งหมด
ก้อนทีเกิดขึ้นภายในร่างกายแล้วทำให้เกิดเวทนาขึ้น คือ ก้อนของจิตพลังงานนี้
*
ต่อไป ขอให้ท่านทดลองกับตนเอง  ให้ใช้มือขวาตีลงไปทีแขนซ้าย ให้ตีให้แรงพอ แล้วขอให้ท่านสังเกตอาการแขนซ้ายทีถูกตี
เมื่อแขนซ้ายถูกตี ทันทีที่ถูกตี ท่านจะพบว่า จุดทีถูกตี จะเหมือนมีก้อนอะไรเกิดขึ้น แล้วท่านก็รู้สีกได้ ถ้าตีแรง ท่านก็จะเจ็บมาก ถ้าตีไม่แรง ท่านอาจไม่เจ็บ ขอให้สังเกตต่อไป
ท่านจะพบว่า ก้อนทีเกิดขึ้นทีแขน เมื่อถูกตี จะค่อยๆ แผ่จางลงไปเรื่อยๆ  จนอาการความเป็นก้อนนั้นได้หายไป เมื่อก้อนหายไป ท่านก็กลับมาปกติอีกครั้งทีแขนทีถูกตี
*
อาการทีแขนถูกตี ตอนแรก เป็นก้อนขึ้นทีแขนแล้วรู้สีกได้ชัดเจน เปรียบเหมือน หยดน้ำยาอุทัย เมื่อเพิ่งหยดลงไปในน้ำ  แล้วการเปลี่ยนแปลงของก้อนทีแขนจะค่อยๆ จางลงไป เปรียบดัง หยดน้ำยาอุทัย
ทีจางลงไปเรื่อยๆ   เมื่อทีแขนกลับมาปกติ ไม่มีก้อนอะไรอีก เปรียบได้ดัง หยดน้ำยาอุทัย
ทีได้สลายตัวรวมตัวเป็นเนื้อเดียวกับน้ำ
*
การเปลี่ยนแปลงนี้ เกิดจาก ตัวจิตพลังงาน ทีเกิดขึ้น เมื่อมีผัสสะเข้ามาทีแขน แล้วก็แปรเปลี่ยนเป็นไตรลักษณ์ ค่อยๆ จางลง แล้วสลายตัวไปในทีสุด  
นี่คือ อาการของไตรลักษณ์ของจิตพลังงาน
*
การรู้อาการของไตรลักษณ์ นี้ เกิดจาก  ตัวจิตส่วนที 2 ทีทำหน้าที่รู้ ไปรู้อาการของไตรลักษณ์นี้
*
3..อริยสัจจ์ 4 ข้อที่ 1   คือ การให้จิตส่วนที่ 2 ทีทำหน้าที่ รู้ ไปรู้อาการทีเป็นไตรลักษณ์ของจิตส่วนที่ 1 ทีเป็นส่วนของพลังงาน
ถ้ากล่าวในแง่การปฏิบัติธรรม  เมื่อมีการกระทบสัมผัสขึ้นทีอายตนะทั้ง 6 จะมี จิตพลังงานส่วนที่ 1 เกิดขึ้น แล้วให้ จิตส่วนที่ 2 ทีทำหน้าที่ รู้ ไปรู้อาการของจิตพลังงานทีเกิดขึ้น
ตัวอย่างเช่น
ตาเห็นสิ่งใด ๆ  ให้รู้ว่า บัดนี้ มีการเห็นของตาเกิดขึ้นแล้ว
หูได้ยินสิ่งใด  ให้รู้ว่า บัดนี้ มีการได้ยินเกิดขึ้นแล้ว
เมื่อเท้าเหยียบพื้น ให้รู้ว่า บัดนี้ มีการสัมผัสเกิดทีผิวกายแล้ว
และ อื่นๆ  
*
4...เมื่อท่านอ่านถึงข้อ 3 ท่านอาจคิดว่า ไม่เห็นได้อะไรเลย นี่มันก็เป็นอยู่แล้วของคนเรา
ใช่แล้วครับ ท่านคิดได้ถูกต้อง  นี่มันเป็นธรรมชาติของคนเราอยู่แล้ว แต่ทีสำคัญของ ทุกข์อริยสัจจ์ข้อที่ 1 นั้น คนมีผัสสะ แต่ไม่รู้ผัสสะ ครับ
เมื่อคนไม่รู้ผัสสะ  ก็จะเกิดตัณหาขึ้น อันเป็นอริยสัจจ์ 4 ข้อที่ 2  
เมื่อเกิดผัสสะ  จิตส่วนที่ 2 ทำหน้าทีรู้ ก็เข้าไปยีดติดในผัสสะทีเกิดขึ้นทันที
เมื่อจิตส่วนที่ 2 ที่ทำหน้าที่รู้ เข้าไปยีดติดในผัสสะ ก็เกิดอาการตัวกู ของกู ขึ้น
อัตตาตัวตนก็เกิดขึ้นทันที
*
การปฏิบัติธรรมนั้น ก็เพื่อสิ่งนี้ ให้จิตส่วนที่ 2 ทีทำหน้าทีรู้ ไปรู้ ทุกข์อริยสัจจ์ ข้อที่ 1 
เมื่อรู้แล้ว อย่าให้มีการยีดติดของจิตส่วนที่ 2 นี้ กับผัสสะทีเกิดขึ้น
เมื่อ จิตส่วนที่ 2 ไม่ยีดติดในผัสสะ
นี่คือ มรรค 8 ข้อที่ 7 สัมมาสติ และ มรรค 8 ข้อที่ 8 สัมมาสมาธิ
*
ถ้า จิตส่วนที่ 1 ทีเป็นพลังงาน ไม่มีการรวมตัวการเป็นหยดน้ำอุทัย 
เปรียบได้ดัง น้ำยาอุทัยได้สลายตัวหมดรวมตัวเป็นหนี่งเดียวกับน้ำเปล่าแล้ว
(*หมายเหตุ ในทางมหายาน จะเรียกว่า สภาวะเดิมแท้ของจิต*)
ถ้าจิตส่วนที่ 2 ทีเป็นตัวรู้ มีปัญญาญาณมากพอ สามารถรู้อาการสภาะเดิมแท้ของจิตนี้ได้เมื่อใด
ก็จะเกิดมรรคสมังคี อริยมรรคทั้ง 8 ได้เกิดขึ้น เกิดสภาวะของสุญญตา
ความเป็นอัตตาตัวตน จะหายไป ไม่มีกู ไม่มีของกู
*
5..สภาวะเดิมแท้ของจิตนี้  นักภาวนาต้องมีความละเอียดจึงจะพบได้
ถ้านักภาวนาไม่มีความละเอียดมากพอ ก็จะเหมาว่า ความว่างเปล่าของอากาศ
หรือ ความว่างเปล่าของ มโนทวาร ว่าเป็นสภาวะเดิมแท้ของตัวจิต
*
แล้วจะพบสภาวะเดิมแท้ของตัวจิตได้อย่างไร
* ก่อนอื่น ท่านต้องมีดวงตาเห็นธรรมเกิดก่อน 
ต่อไป ท่านต้องรู้จัก ญาณหยั่งรู้  หรือ ดวงตาเห็นธรรม ไปเห็นสภาวะปรมัตถธรรม
ของตัวจิตพลังงานโดยทีไม่ใช่การตั้งใจจ้องมองทีตัวสภาวะธรรม
*
เมื่อ ญาณหยั่งรู้ เมื่อท่านมีพร้อม เพียงท่านเฝ้าสังเกตอาการของจิตพลังงานส่วนที่ 1 ทีเแปรเปลี่ยนไปมา จากทีเป็น เม็ดน้ำยาอุทัย จนเห็น เม็ดน้ำยาอุทัย สลายตัวรวมตัวกับน้ำเปล่าเป็นหนี่งเดียวได้
อาการทีน้ำยาอุทัยสลายตัวเป็นหนี่งเดียวกับน้ำเปล่านี่แหละ คือ สภาวะเดิมแท้ของตัวจิต
ทีไม่เป็นเม็ดเล็ก  ไม่เป็นก้อนใหญ่ 
ท่านสังเกตไปเรื่อย ๆ ด้วยญาณหยั่งรู้ ท่านจะพบได้ไม่ยากเท่าใด
เพราะสภาวะจิตเดิมแท้นี้ เกิดอยู่เสมอ ๆ ในชีวิตประจำวันของคนเรา
*

 


Create Date : 26 มีนาคม 2563
Last Update : 26 มีนาคม 2563 9:43:39 น. 0 comments
Counter : 97 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะ VIP Friend
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

นมสิการ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 140 คน [?]




หลักปฏิบัติ ...รู้สึกตัว ผ่อนคลาย เฉย ๆ สบาย ๆ

มากกว่า 20 ปีที่ไปหลงทำสมถภาวนาแบบสมาธิแบบฤาษีโดยที่ไม่รู้จักกับคำว่า อะไรคือสัมมาสติ สัมมาสมาธิ ผลที่ได้คือความสงบขณะกำลังนั่งสมาธิจนตัวนิ่งแข็งเป็นก้อนหิน แต่ผลข้างเคียงตามมาก็คือการเป็นคนเจ้าโทสะอย่างรุนแรงขณะเวลาไม่ได้นั่งสมาธิ และ ที่อยู่ในชีวิตประจำวัน....

จนได้พบกัลยณมิตรแดนไกล ที่ได้ชักนำให้มารู้จักวิธีปฏิบัติแบบหลวงพ่อเทียน จนได้พบกับพระอาจารย์ในสายหลวงพ่อเทียน ที่ผมได้เรียนการปฏิบัติจากท่าน จนเข้าใจว่า สัมมาสติ สัมมาสมาธิ คืออะไร แล้วลงมือฝึกฝน การปฏิบัติก็รุดหน้าและได้ลิ้มรสสิ่งบริสุทธิในจิตใจอันเป็นผลจากการปฏิบัติด้วยเวลาเพียง 5 ปี

ธรรมปฏิบัติจากฆราวาสเขียนเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยากในสังคมไทย ผมรู้ได้จากที่เขียนใน blog ผมได้พบกับการก่อกวนใน blog การเขียนเหน็บแนม กระแหนะกระแหน ตำหนิการการปฏิบัติที่ผมเขียนใน blog ว่าผิดทาง เขียนแบบคาดเดาเอา ไม่รู้จริง ให้ผมหยุดเขียนแนวนี้ได้แล้ว และไปโมทนาสาธุแนะนำการปฏิบัติสมาธิแบบฤาษีให้กับผมอีกว่านี่คือทางที่ถูกต้อง ...

บทความใน blog จึงเกิดขึ้นมา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ในการภาวนา
แก่ผู้อื่นที่กำลังเดินทางในสายแห่งอริยมรรคนี้

เมื่อท่านได้เข้ามาอ่านข้อเขียนใน blog กรุณาอย่าได้เชื่อผมจนกว่า ท่านได้ทดลองปฏิบัติแล้วและพิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง

**กรุณา .อย่า.ได้บริจาคเงินให้ blog ผมทาง e-wallet ครับ **

******
บทความต่าง ๆ ใน blog นี้
ขอสงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ห้ามนำไปดัดแปลง ลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

****
Friends' blogs
[Add นมสิการ's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.