คนละฟากฟ้า - บทที่ 38
ช่วงต่อจากนั้น เส้นทางของเขตต์กับพราวพรายก็เข้าใกล้ชิดกันมากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะสนิทสนมกันมากขึ้น แต่พราวพรายก็ไม่เคยคิดที่จะไปเยี่ยมเขตต์ถึงอำเภอที่เขาทำงานอยู่ ตามคำเชิญของเขาต่อเธอและสุนิสาหลายครั้ง ที่ไม่ไปก็เพราะยังไม่ต้องการที่จะทำให้เขาเกิดความหวังมากขึ้น เพราะแม้จะรู้ด้วยสัญชาตญาณของผู้หญิง และกิริยาวาจาของเขตต์ที่แสดงต่อเธอว่าเขาชอบเธอมาก แต่เธอเป็นฝ่ายที่ยังไม่แน่ใจในความรู้สึกของตัวเองต่อเขาว่าชอบเขาเกินความเป็นเพื่อนหรือไม่ แต่แล้ววันหนึ่งพราวพรายก็ไม่มีทางเลี่ยง เพราะคุณจิตราพร้อมด้วยสาวใช้คนสนิท เดินทางมาจากกรุงเทพฯ พร้อมเขตต์

พอเห็นมารดาที่เดินตามหลังเขตต์เข้ามาในบ้าน หญิงสาวก็ทำหน้าตกใจ เพราะไม่เคยรู้มาก่อนว่าคุณจิตราจะเดินทางมาไกลถึงอุบลฯ โดยไม่ติดต่อบอกให้รู้ล่วงหน้า

“ไง ยายพราว ตกใจมากหรือไงที่เห็นแม่” คุณจิตราทำหน้ายิ้มๆถามบุตรสาว
พอหายตกใจหญิงสาวก็ถามว่า “แม่มาได้ยังไงคะ หรือมากับคุณเขตต์”

“งั้นสิ พอดีเขตต์เขาแวะไปเยี่ยมที่บ้าน แม่เลยติดรถมาด้วย อยากจะมาดูความเป็นอยู่ของพราว ที่พักเป็นยังไงก็ยังไม่เคยเห็นสักที ความจริงถ้าคุณพ่อไม่คอยห้าม แม่ก็คงมาเสียนานแล้ว”

พูดจบคุณจิตราก็เดินสำรวจไปทั่วบ้านเช่าหลังน้อย ไม่เว้นแม้แต่ห้องนอนของสุนิสาที่ยังไม่กลับบ้าน

“บ้านเท่ารังหนู ไม่อึดอัดบ้างหรือนี่”

พราวพรายอยากจะถอนใจกับคำวิจารณ์ของมารดา แต่ก็ทำได้เพียงตอบว่า “ก็ไม่เล็กเท่าไหร่หรอกค่ะแม่ จะเอาหลังใหญ่ๆไปทำไม อยู่กันแค่สองคนเท่านั้น”

คุณจิตราเหลียวไปรอบบ้านอีกครั้งก่อนถามว่า “ไหนล่ะ เพื่อนที่อยู่ด้วยกันน่ะ”

หญิงสาวอึกอักเพราะวันนั้นเป็นวันศุกร์ ที่สุนิสามีกำหนดจะไปค้างกับอรรณพ ตอนนี้คงกำลังอยู่ระหว่างเดินทางกลับบ้าน มาจัดกระเป๋าคอยให้อรรณพมารับ

“เอ้อ เพื่อนพราวยังไม่กลับจากทำงานค่ะ แต่เดี๋ยวอีกสักครู่ก็คงมา แม่จะอยู่อุบลฯกี่วันคะ”

“ยังไม่รู้เลย อาจจะแค่สองสามวันเท่านั้น ห่วงคุณพ่อ พราวก็รู้นี่ว่าใครทำอะไรให้ก็ไม่ถูกใจ อะไรๆก็ต้องแม่ ขืนแม่หายมานานๆคุณพ่อคงโกรธแย่" คุณจิตรามีสีหน้าภูมิใจเมื่อพูดเช่นนั้น แล้วเธอก็เปลี่ยนเรื่องพูด “ว่าแต่บ้านเล็กกระจิ๋วหลิวยังงี้คงอึดอัดแย่ จะนอนกันยังไง ห้องพราวก็เล็กนิดเดียวจะให้แม่นอนตรงไหนล่ะ”

“แม่นอนบนเตียงพราว พราวจะนอนหน้าเตียงเอง ส่วนโสภา” เธอหมายถึงเด็กรับใช้ของมารดา “ก็คงต้องนอนที่เก้าอี้ยาวตัวนั้น ที่นี่ไม่ค่อยมียุงหรอกค่ะ”

เขตต์ซึ่งยืนฟังคำพูดโต้ตอบของคุณจิตรากับบุตรสาวอยู่พักหนึ่งแล้ว เห็นสีหน้าค่อนข้างอึดอัดของพราวพรายก็รู้สึกไม่สบายใจ เขามัวแต่เกรงใจคุณจิตราจนไม่กล้าคัดค้านเธอเรื่องการมาที่นี่ หรือไม่เขาก็ควรติดต่อบอกพราวพรายก่อน ว่ามารดาของเธอจะร่วมเดินทางมากับเขาด้วย แต่ก็ไม่ได้ทำ ทั้งนี้เพราะคุณจิตราบอกเขาว่าเธอต้องการจะทำให้บุตรสาวประหลาดใจ ชายหนุ่มนึกตำหนิตัวเองที่ลืมคิดเรื่องเพื่อนร่วมบ้านของพราวพราย ที่พฤติกรรมบางอย่างของเธอในเรื่องอรรณพ ที่เขาเองก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้ อาจจะเป็นสิ่งที่คุณจิตรารับไม่ได้ ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อการพักอยู่ด้วยกันของสุนิสากับพราวพราย

เขตต์ถือโอกาสตอนที่คุณจิตราลุกไปเข้าห้องน้ำ พูดกับพราวพรายเบาๆว่า
“ไม่ต้องห่วงเรื่องคุณแอ๋ว เดี๋ยวผมจัดการเอง ปกติพี่ณพจะมารับคุณแอ๋วกี่โมง”

“คงอีกสักครึ่งชั่วโมงแหละค่ะ เดี๋ยวแอ๋วก็คงกลับมาเตรียมตัว คุณเขตต์จะกลับโขงเจียมคืนนี้เลยหรือเปล่าคะ?”
“ยังหรอกครับ คงจะกลับพรุ่งนี้”

“แม่จะอยู่กี่วันก็ไม่รู้ วันจันทร์ฉันกับแอ๋วก็ต้องไปทำงาน คงต้องทิ้งแม่อยู่กับเด็กสองคน แม่คงเบื่อแย่ ขากลับแม่จะไปยังไง เครื่องบินก็กลัว ไม่กล้านั่งเสียด้วย"

“ความจริงผมอยากจะไปส่งคุณป้าถึงบ้าน แต่ติดที่ต้องทำงาน”

“โอ๊ย ไม่ต้องหรอกค่ะ คุณเขตต์ ขับรถกลับไปกลับมาหลายเที่ยวไม่ไหวหรอกค่ะ อุบลฯกับกรุงเทพฯไม่ใช่ใกล้ๆ แม่คงกลับรถไฟ จะได้นอนไปตลอดทาง ไม่ต้องนั่งหลังขดหลังแข็งหลายชั่วโมง ส่วนรถบขส.น่ะ แม่ไม่กล้านั่งอยู่แล้ว"

พูดกันได้เพียงเท่านั้คุณจิตราก็ออกจากห้องน้ำ เดินตรงมาที่หนุ่มสาวทั้งสอง

“เออ..พราว แม่ว่าจะค้างที่นี่คืนเดียวแหละ เขตต์เขาชวนแม่ไปเที่ยวโขงเจียม เขาว่ามีที่เที่ยวน่าสนใจหลายแห่ง เห็นว่าบ้านพักเขาอยู่ริมแม่น้ำน่าสบาย มีหลายห้องด้วย ไปด้วยกันนะ พราวไม่ได้ทำงานวันเสาร์อาทิตย์ไม่ใช่หรือ?”

หญิงสาวที่กำลังจะถอนใจยาวอย่างโล่งอก มีอันต้องชะงักงันไปทันที

“เอ้อ พราวเคยไปเที่ยวมาแล้วนี่คะ โขงเจียมน่ะ ไม่รู้ว่าจะไปอีกทำไม”

มารดาของเธอค้อนขวับ “ก็นึกว่าไปเป็นเพื่อนแม่ พาแม่เที่ยวไง” แล้วก็อดไม่ได้ตามเคย “ดูทำหน้าเข้า เบื่อแม่เต็มทีล่ะสิท่า”

“โธ่ อะไรอีกเล่าคะแม่ หน้าพราวมันก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เกิดแล้ว”

ชายหนุ่มคนเดียวในที่นั้นเห็นท่าไม่ค่อยดีก็รีบบอกคุณจิตราว่า “หกโมงกว่าแล้ว คุณป้าหิวหรือยังครับ ผมว่าออกไปหาอาหารเย็นข้างนอกทานกันก่อนดีไหมครับ คุณป้าจะล้างหน้าล้างตาเสียก่อนก็ได้”

พูดจบเขตต์ก็สบตาพราวพรายเป็นทำนองส่งสัญญาณให้เธอรู้ว่า ทางที่ดีที่สุดที่จะไม่ให้คุณจิตราได้พบสุนิสากับอรรณพ ก็คือพาเธอออกไปข้างนอกเสียก่อนที่สุนิสาจะกลับบ้าน โดยมีอรรณพตามมารับไปค้างที่ค่ายให้เป็นที่ข้องใจของคุณจิตรา

“โอ๊ย ไม่เสียเวลาล้างหรอกจ้ะ ไปยังงี้แหละ ดีเหมือนกัน ป้าชักจะหิวแล้ว"

ในที่สุดคุณจิตราก็ไม่ได้พบเพื่อนร่วมบ้านของลูกสาวเพราะเขตต์ชิง พาไปรับประทานอาหารเย็นที่ร้านอาหาร ที่สร้างในลักษณะเรือนแพริมน้ำเสียก่อน วันรุ่งขึ้นตั้งแต่เช้าทั้งคุณจิตราและเด็กรับใช้ของเธอ พร้อมด้วยพราวพรายก็นั่งรถของเขตต์ออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปที่บ้านพักปลัดอำเภอของเขาในโขงเจียม พราวพรายนั้นไม่ได้อยากไปเลยแต่ก็ไม่มีทางเลือก ได้แต่เขียนโน๊ตทิ้งไว้ให้สุนิสาบอกให้รู้ว่าเธอไปไหน จะได้ไม่ต้องสงสัยหรือเป็นห่วง

บ้านพักของเขตต์เป็นบ้านไม้สองชั้นขนาดกลาง มีสองห้องนอนใหญ่ๆ ตั้งอยู่บนตลิ่งสูงริมแม่น้ำโขง มองออกไปจากบ้านเห็นวิวทิวทัศน์สวยงามบนฝั่งลาว คุณจิตรานั้นทำท่าตื่นเต้น ชมไม่ขาดปากในทำนองว่าถ้าไม่ห่วงสามีก็อยากจะพักอยู่ที่นี่สักสองสัปดาห์ ซึ่งชายหนุ่มเจ้าของบ้านก็รีบสนองตอบ ด้วยการออกปากชวนเชิญว่าถ้าคุณพนัสสามารถปลีกตัวมาด้วยกันได้ในคราวหน้า เขาก็ยินดีจะต้อนรับขับสู้อย่างเต็มที่

วันรุ่งขึ้นพราวพรายตื่นตั้งแต่เช้ามืด ตั้งใจจะไปดูดวงอาทิตย์ขึ้นที่เขตต์บอกว่าจะขึ้นเป็นจุดแรกในประเทศ ระหว่างเดินไปเดินมาอยู่แถวหน้าบ้านเพื่อรอดูดวงอาทิตย์ขึ้น หญิงสาวก็คิดถึงครั้งที่มาเที่ยวโขงเจียมกับคณะพรรคของอรรณพเมื่อปีที่ผ่านมา เห็นสถานที่ที่เคยมาก็อดนึกไปถึงคนอื่นๆที่เคยมาเที่ยวด้วยกันครั้งนั้นไม่ได้ แล้วในที่สุดก็นึกเลยไปถึงชายหนุ่มต่างชาติคนนั้น นับตั้งแต่วันที่ปฏิเสธคำขอแต่งงานของเขาเมื่อสามเดือนที่แล้ว เธอกับเขายังไม่เคยได้พบหน้ากันอีกเลย เขาเงียบหายเหมือนตายจาก

ที่ผ่านมามีหลายครั้งที่พราวพรายขยับจะถามจอห์นว่าเจอนิคบ้างหรือเปล่า แต่ก็ไม่ได้ถาม บอกตัวเองว่าเรื่องระหว่างเธอกับเขาจบลงไปแล้ว ไม่มีอะไรค้างคาต่อกัน เธอเชื่อว่าไม่ได้รักเขา แม้แต่ที่เขาบอกว่ารักเธอหญิงสาวก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง คิดว่าคงเป็นคำพูดพล่อยๆของผู้ชายเท่านั้น เป็นไปได้อย่างไรที่ชายต่างชาติคนหนึ่งจะมาเห็นดีเห็นงามกับผู้หญิงต่างชาติที่แตกต่างกันทุกด้าน ทั้งเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา สังคมและวัฒนธรรม รวมทั้งชีวิตความเป็นอยู่และความรู้สึกนึกคิดต่างๆ เรื่องที่ว่ารักไม่มีพรมแดนไม่เคยหลุดเข้ามาในสมองของเธอเลย แต่ก็มีหลายครั้งเหมือนกันที่พราวพรายถามตัวเองว่า ถ้านิคเป็นนิคแบบที่เป็นอยู่แต่เป็นคนไทย เธอจะรับคำขอแต่งงานของเขาไหม หญิงสาวตอบได้ทันทีว่ามีความเป็นไปได้สูง เพราะเขามีอะไรหลายอย่างที่เธอพอใจ รู้สึกอบอุ่นปลอดภัยเมื่ออยู่ใกล้เขา แต่เมื่อเขาเป็นชายต่างชาติซึ่งเป็นบุคคลต้องห้ามสำหรับครอบครัวของเธอ พราวพรายก็ต้องพยายามลืมเขาเสีย

แม้จะสั่งตัวเองเช่นนั้นอยู่เป็นประจำ แต่เธอก็เริ่มเข้าใจประโยคที่ว่า ‘ไม่มีผู้หญิงคนใดสามารถลืมผู้ชายคนแรกในชีวิตสาวได้’ เธอเพิ่งประจักษ์ด้วยตัวเองว่ามันมีนัยสำคัญซ่อนอยู่ในประโยคที่ว่านั้น เธอเคยบอกทั้งนิคและตัวเธอเองว่าไม่แคร์และไม่เสียใจ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ ไม่มีความหมายอะไร แต่จริงๆแล้วเธอกร้านโลกย์เสียจนคิดเช่นนั้นได้แน่หรือ?

ตอนนี้เมื่อพยายามเลิกคิดถึงนิคและเรื่องที่เกิดขึ้น พราวพรายก็หวนมาคิดถึงชายหนุ่มอีกคนหนึ่ง ที่ระยะหลังๆนี้เข้ามาใกล้ชิดเธอมากขึ้นเรื่อยๆ หญิงสาวรู้สึกว่าเขตต์เปลี่ยนไปกว่าแรกๆที่รู้จักกัน เขารุกเธอมากขึ้นด้วยการพาตัวมาหาเธอที่บ้านพักทุกเสาร์อาทิตย์และวันหยุดราชการ ไม่ใช่เฉพาะบางเสาร์อาทิตย์เหมือนที่ผ่านมา ตอนนี้สายตาของเขาที่มองเธอบอกความรู้สึกของเขาต่อเธออย่างโจ่งแจ้ง แถมด้วยวาจาที่เริ่มลดเลี้ยวเข้าหาเธอมากขึ้น ราวกับเขาเพิ่งฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าเขาต้องรีบทำเวลาแข่งกับใครหรืออะไรบางอย่าง เขาทำตัวสนิทสนมกับเพื่อนทั้งสองของเธอ รวมทั้งอรรณพและสุรเดชมากกว่าเก่า ซึ่งยิ่งทำให้คนทั้งสี่ยิ่งให้การสนับสนุนเขตต์มากขึ้นในเรื่องที่เกี่ยวกับเธอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอรรณพ ที่ตีขลุมเอาเองเสียเลยว่าเขตต์กับเธอเป็นคู่รักกัน

เมื่อไม่นานมานี้ สุนิสาเคยถามพราวพรายตรงๆว่า “พราวคิดยังไงกับคุณเขตต์”

“ถามทำไม? เราเคยบอกแอ๋วแล้วไม่ใช่หรือว่ายังไม่ได้คิดอะไร แค่คบกันไปเรื่อยๆ จำไม่ได้หรือ?”

“ทำไมจะจำไม่ได้ แต่ที่พราวบอกแบบนั้นน่ะ มันตอนที่รู้จักกับคุณเขตต์ได้ไม่นาน นี่ก็ตั้งหลายเดือนแล้วที่รู้จักกัน จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างเลยหรือ?” อีกฝ่ายไม่ค่อยอยากจะเชื่อ

“ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่ แอ๋ว”

“ไม่มีได้ยังไง เราเห็นคุณเขตต์สวีตกับพราวจะตาย เอาอกเอาใจจนออกนอกหน้า จนใครต่อใครเขาเข้าใจว่าพราวกับคุณเขตต์ตกลงกันได้แล้ว”

“ใครที่ว่านั่นคือพี่ณพใช่ไหมล่ะ?”

“ก็แหงละ นี่..พราว ถามจริงๆเถอะพราวคิดยังไงกับคุณเขตต์?”

พราวพรายทำท่าคิดก่อนจะอ้อมแอ้มตอบว่า “เขาเป็นผู้ชายที่สุภาพน่ารักคนหนึ่ง”

“เห็นเขาน่ารักแล้วรักเขาบ้างหรือยังล่ะ”

“ยังไม่ถึงขั้นนั้น แอ๋วก็รู้ว่าเรารักคนยาก ความจริงไม่อยากจะรักใครเลยด้วยซ้ำ เรารู้ตัวเองดีว่าเป็นคนนิสัยไม่ค่อยจะดี เรื่องมาก แถมยังขี้โมโหเอาแต่ใจตัวเองอีกต่างหาก เลยไม่อยากให้ใครต้องมารับกรรม” เธอพูดทีเล่นทีจริง

“ก็เพราะยังงี้น่ะสิ เราถึงคิดว่าคุณเขตต์กับพราวเหมาะสมกันมาก” สุนิสาได้โอกาส “รู้ไหมว่าพราวน่ะต้องได้แฟนที่เป็นผู้ใหญ่หน่อย กับเด็กๆด้วยกันแบบวิชชาน่ะ ไปกันไม่รอดหรอก เชื่อเราสิ”

พราวพรายยิ้มให้เพื่อนเมื่อถามว่า “ทำไมแอ๋วถึงคิดยังงั้นล่ะ เราแย่มากหรือไง”

“ไม่ใช่ยังงั้นหรอก แต่พราวเป็นคนใจร้อน โกรธง่าย เอาใจใครไม่ค่อยเป็น ถ้าได้ผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่ ใจเย็น ไม่ถือไม่สา พร้อมที่จะให้อภัย ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร คุณเขตต์น่ะอายุมากกว่าหลายปี ใจเย็นอีกด้วย อีกอย่างท่าทางเขาก็ไม่ใช่คนเจ้าชู้”

“แอ๋วรู้ได้ยังไง เรื่องไม่เจ้าชู้น่ะ” อีกฝ่ายทำหน้ายิ้มๆ ขำที่เพื่อนตั้งหน้าตั้งตาเชียร์ชายหนุ่มคนนั้น “เราว่าผู้ชายเจ้าชู้ทุกคนแหละ บางคนที่เห็นเหมือนไม่เจ้าชู้น่ะ ก็เพราะยังไม่มีโอกาสเท่านั้น”

“แหม ทำเป็นรู้ดี” สุนิสาค่อนขอด “ทำยังกับว่าเคยมีแฟนมานับไม่ถ้วน ถามจริงๆน่า เคยคิดจะลงเอยกับเขามั่งไหม ผู้ชายดีดีอย่างคุณเขตต์หายากนะ มัวแต่ทำเล่นตัว ระวังให้ดีเถอะ สาวๆเมืองนี้สวยๆกันหลายคน ยิ่งไปอยู่โขงเจียมคนเดียวแบบนี้ มีหวังสาวๆที่โน่นแอบฝันจะเป็นคุณนายท่านปลัดกันเป็นแถว”

พราวพรายยักไหล่ “ก็เรื่องของเขานี่ จะไปสนใจทำไม”

อีกฝ่ายทำตาค้อนๆ “สนสิ ก็อยากให้เพื่อนได้แฟนดีดีนี่นา พราวเคยเล่าให้เราฟังไม่ใช่เหรอ ว่าทางบ้านพราวชอบคุณเขตต์มาก ลองคิดดูสิพราว ถ้าเขาไม่ดีจริง ผู้ใหญ่จะชอบเขาหรือ”

“ เราคิดว่าการที่จะรักใครสักคนคงไม่ใช่เพราะเขาดีเท่านั้นหรอกนะ แอ๋ว มันต้องมีองค์ประกอบอื่นด้วยอีกเยอะแยะ ที่สำคัญที่สุดคือความรัก เราคิดว่างั้นนะ ถ้าไม่รักเสียอย่าง ต่อให้ดีแค่ไหนก็คงไม่มีความหมาย”

“อ้อ ยึดเอาความรักเป็นสรณะ” สุนิสาทำเสียงประชดอย่างหมั่นไส้เล็กๆ “เราก็เคยคิดแบบนี้ แล้วเป็นไงล่ะ พราวก็เห็นสภาพเราแล้วไม่ใช่หรือ ต้องมาจมปลักอยู่กับพี่ณพก็เพราะเจ้าความรักนี่แหละ อยู่ก็ไม่ดี ไปก็ไม่ได้ เราถึงไม่อยากให้พราวคิดเรื่องความรักมากเกินไป เอาแค่เขาเป็นคนดี มีอาชีพการงานที่มั่นคง เทือกเขาเหล่ากอใช้ได้ พ่อแม่พี่น้องของเราของเขาเห็นชอบ แค่นี้ก็น่าจะพอแล้วที่จะเลือกผู้ชายสักคน ไอ้เรื่องความรักน่ะ อยู่กันไปเรียนรู้กันไปเรื่อยๆ ก็รักกันเองแหละ”

“แหม แม่แก่ ช่างสั่งสอนเสียจริง แก่กว่าฉันสักกี่ปีกันเชียว ไม่เอาละ เลิกพูดเรื่องนี้ดีกว่า” พราวพรายตัดบท

คิดถึงเรื่องที่พูดคุยกับสุนิสามาถึงตรงนี้ พราวพรายก็ยิ้มอย่างนึกเอ็นดูเพื่อนที่มีแต่ความหวังดีให้เธอ อยากจะบอกสุนิสาเหมือนกันว่าตอนนี้เธอรู้สึกสนใจเขตต์มากขึ้นกว่าเดิม บางครั้งยังคิดแบบทีเล่นทีจริงว่าถ้าเขาขอความรักเธอ เธอก็อาจจะตกลงรับรักเขาก็ได้ นอกจากเขาจะเป็นคนดีและเป็นผู้ชายน่ารัก ที่เธอคงจะรักได้ไม่ยากในวันหนึ่งข้างหน้าแล้ว เขตต์ยังเป็นคนที่บิดามารดาของเธอสนับสนุนเห็นดีเห็นชอบอีกด้วย

ขณะนั้นดวงอาทิตย์สีแสดอ่อนๆ ค่อยๆเคลื่อนตัวผ่านเหลี่ยมเขาสูงที่อยู่ไกลออกไปตรงหน้า ทำให้หญิงสาวที่กำลังครุ่นคิดเรื่องต่างๆอยู่กับตัวเองสลัดเรื่องทั้งหมดออกไปจากสมอง ตั้งหน้าตั้งตาชื่นชมกับแสงอ่อนๆของดวงอาทิตย์แรกขึ้น โดยไม่สนใจความเย็นของลมจากแม่น้ำที่พัดมากระทบตัว แล้วขณะที่พราวพรายยืนกอดอกนิ่งงันอยู่กับความงามของธรรมชาติเบื้องหน้า เธอก็ต้องสะดุ้ง เมื่อมีเสียงหนึ่งดังขึ้นใกล้ตัว

“แอบมายืนชมดวงอาทิตย์อยู่ตรงนี้เอง”

พราวพรายเหลียวไปเห็นเขตต์ที่ยืนอยู่ข้างหลัง เขายื่นเสื้อวอร์มเนื้อบางในมือมาให้เธอ “ผมเอาเสื้อวอร์มมาให้ อากาศตอนเช้ามืดค่อนข้างเย็น เดี๋ยวจะไม่สบาย” เมื่อเธอยังมองเสื้อตัวนั้นเฉยอยู่ ชายหนุ่มก็รีบพูดต่อด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า “เสื้อใหม่เอี่ยมครับ ผมยังไม่เคยใส่เลย”

หญิงสาวหัวเราะ รับเสื้อจากมือเขามาคลุมไหล่พอเป็นพิธี เพื่อไม่ให้เขาเสียน้ำใจ
“ขอบคุณมากค่ะ แต่ความจริงฉันไม่หนาวหรอก แค่เย็นๆเท่านั้น”
“เป็นไงครับ สวยไหม ดวงอาทิตย์ตอนนี้”

“สวยมากค่ะ สวยคุ้มกับที่อุตส่าห์ตื่นแต่มืดมาคอยดู” แล้วเธอก็ชวนเขาว่า “เดินไปทางโน้นกันดีไหมคะ จะได้ชมวิวด้านโน้น แดดอ่อนๆยังงี้ไม่ร้อนดี ตอนกลางวันไม่ไหว แดดจ้าเหลือเกิน”

หนุ่มสาวที่ใครเห็นก็ต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘สมกันราวกิ่งทองใบหยก’ ออกเดินคู่กันไปเรื่อยๆบนตลิ่งสูงของลำน้ำโขงสีปูนกินหมาก ที่ขุ่นคลั่กไหลเชี่ยวอยู่เบื้องล่าง ในที่สุดก็มาหยุดอยู่ใต้ปีบต้นสูงใหญ่ดอกดกพราว ส่งกลิ่นหอมตระหลบไปทั่วบริเวณ พราวพรายมองดอกปีบสีขาวเรียวยาวบอบบาง ที่ปลิวจากต้นหล่นลงไปทับถมอยู่ตรงโคนต้นอย่างตื่นเต้น เธอชอบดอกปีบมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ชอบทั้งกลิ่นหอมอ่อนๆและรูปร่างที่อ่อนช้อยเหมือนนางระบำของมัน

แล้วเธอก็นั่งแปะอย่างไม่มีพิธีรีตองลงไปบนพื้น ที่ปกคลุมทับถมด้วยดอกปีบร่วงๆจนมองไม่เห็นดิน ใช้สองมือโกยดอกที่เพิ่งปลิวลงมาใหม่ๆ ขึ้นมาสูดดมอย่างชื่นอกชื่นใจ

“คุณพราวนั่งลงไปอย่างนั้นไม่กลัวกางเกงเปื้อนหรือครับ?” เขตต์ซึ่งยืนมองอยู่ถามยิ้มๆ นึกเอ็นดูกับท่าทางง่ายๆของเธอ

หญิงสาวส่ายหน้า “ไม่กลัวหรอกค่ะ ถึงจะเปื้อนไปบ้างก็ไม่เป็นไร ฉันชอบดอกปีบมาก เห็นที่ไหนเป็นต้องขอหยุดมองหยุดดม แอ๋วว่าฉันบ้าเวลาเห็นฉันทำแบบนั้น”

ชายหนุ่มรีรออยู่อึดใจหนึ่งก็ลงนั่งใกล้เพราวพราย บรรยากาศยามเช้าตรู่ที่อากาศสดชื่นเย็นสบายด้วยสายลมอ่อนๆที่พัดมา วิวทิวทัศน์ที่สวยงามเบื้องหน้าที่ประกอบด้วยลำน้ำ ขุนเขาทะมึนทอดตัวเหยียดยาวสลับซับซ้อนบนฝั่งตรงข้าม และหญิงงามกับดอกไม้ที่อยู่ใกล้ๆตรงหน้า ใกล้เสียจนยื่นมือออกไปหน่อย ก็คงได้สัมผัสมือเรียวๆที่มีดอกปีบอยู่เต็ม ความในใจที่เต็มล้นบวกเข้ากับความตั้งใจที่จะรุกเธอให้มากขึ้น แทนที่จะค่อยเป็นค่อยไปอย่างที่เคยตั้งใจเอาไว้ เพราะกลัวจะมีมือมืดมาคว้าเธอไปเสียก่อน ทำให้เขตต์ลืมตัวกล่าวสิ่งที่ยังไม่คิดจะกล่าวในตอนนี้ออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

“คุณพราวครับ เอ้อ..ผม” เขาตะกุกตะกักพูดไม่ค่อยออก โหนกแก้มมีสีแดงระเรื่อ
“มีอะไรหรือคะ?” พราวพรายมองเขตต์อย่างสงสัย “หรือว่าคุณเขตต์เป็นห่วงบ้านอยากจะกลับแล้ว เราเดินออกมาไกลบ้านเหมือนกันนะคะ เอ..ป่านนี้แม่ฉันตื่นหรือยังก็ไม่รู้ ตื่นแล้วไม่เห็นฉันแม่อาจจะเป็นห่วง”

“เปล่าครับ ไม่ได้จะชวนคุณพราวกลับบ้านหรอก ตอนผมออกมาน่ะคุณป้าตื่นแล้ว ผมชวนท่านออกมาเดินเล่นชมดวงอาทิตย์ขึ้น แต่ท่านบอกว่าขี้เกียจเดิน ไล่ผมให้ออกมาเป็นเพื่อนคุณพราว” ชายหนุ่มรีบตอบโดยเร็ว


“อ้อ งั้นหรือคะ” หญิงสาวทำหน้ายิ้มๆ กับการเปิดโอกาสของมารดา “ความจริงกลับกันเสียทีก็ดีเหมือนกันนะคะ เราออกมานานแล้ว”

คราวนี้เขตต์ตัดสินใจได้เด็ดขาด บอกตัวเองว่า เมื่อโอกาสมาถึงแล้วจะมัวรีรออยู่ทำไม นานๆหรอกที่จะได้อยู่กับพราวพรายตามลำพังแบบนี้ เพราะเวลาไปหาเธอที่บ้านพัก หรือออกไปทานอาหารนอกบ้านกัน ก็จะมีเพื่อนเธอติดแจอยู่ด้วยเกือบทุกครั้ง

“อย่าเพิ่งกลับได้ไหมครับ อยากจะขอเวลาคุณพราวสักครู่ ผมมีเรื่องอยากจะคุยด้วย” เสียงของเขาฟังแปลกไป พราวพรายจับได้ถึงความประหม่าที่ปะปนอยู่

“มีอะไรหรือคะ คุณเขตต์ กลับไปคุยกันที่บ้านไม่ดีหรือคะ?”
“ผมขออนุญาตคุยกับคุณพราวตรงนี้ได้ไหมครับ?”

สีหน้าท่าทางของเขาทำให้ใจของพราวพรายเต้นแรงขึ้น เดาได้ทันทีว่าเขตต์กำลังจะพูดอะไร ถึงยังไม่อยากฟังในตอนนี้ แต่หญิงสาวก็รู้ว่าคงจะเลี่ยงเขาต่อไปไม่ได้อีกแล้ว สามเดือนที่ผ่านมานี้เขารุกเธอมากขึ้นเรื่อยๆจนเธอไม่มีทางเลือก แม้จะค่อนข้างตื่นเต้นและเก้อเขินแต่เธอก็เตรียมตัวพร้อมอยู่แล้วไม่ใช่หรือ สำหรับคำตอบที่เธอตัดสินใจแล้ว




 



Create Date : 19 มิถุนายน 2564
Last Update : 19 มิถุนายน 2564 11:11:08 น.
Counter : 453 Pageviews.

9 comments
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณอุ้มสี, คุณสองแผ่นดิน, คุณhaiku, คุณSweet_pills, คุณหอมกร, คุณโอพีย์, คุณเนินน้ำ, คุณ**mp5**

  
อุ้มแวะมาอ่านคนละฟากฟ้า
แล้วก็เลยไปหาอ่านย้อนหลังค่ะ
โดย: อุ้มสี วันที่: 19 มิถุนายน 2564 เวลา:17:12:04 น.
  
แหม นางเอกของเรานี่ถ้าจะสวยมากนะคะคุณตุ้ย
ทั้งคนไทยคนฝรั่งถึงได้ปลื้มกันจัง

โดย: หอมกร วันที่: 19 มิถุนายน 2564 เวลา:20:31:56 น.
  
ส่งกำลังใจไว้ก่อนครับ พี่ตุ้ย
โดย: สองแผ่นดิน วันที่: 19 มิถุนายน 2564 เวลา:23:13:27 น.
  
โดย: Sweet_pills วันที่: 20 มิถุนายน 2564 เวลา:0:24:41 น.
  
ส่งกำลังใจจ้า
โดย: โอพีย์ วันที่: 20 มิถุนายน 2564 เวลา:8:39:02 น.
  
มาทักทายและส่งกำลังใจค่ะ
เราไม่ได้คุยกันนานมากเลยนะคะ
โดย: เนินน้ำ วันที่: 20 มิถุนายน 2564 เวลา:15:00:21 น.
  
แวะมาเยี่ยมและส่งกำลังใจครับ
โดย: **mp5** วันที่: 25 มิถุนายน 2564 เวลา:14:04:43 น.
  
งวดนี้หายไปนานค่ะคุณตุ้ย



โดย: หอมกร วันที่: 11 กรกฎาคม 2564 เวลา:14:00:55 น.
  


แวะมาทักทาย
พร้อมกุหลาบสวยให้ความสดชื่นค่ะ (ชอบกุหลาบเลยหอบมาฝากเพื่อนๆ)
ขอให้เป็นศุกร์ที่มีความสุข
โดย: เดหลีสีแดง วันที่: 30 กรกฎาคม 2564 เวลา:9:03:34 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

ดอยสะเก็ด
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 53 คน [?]



Group Blog
มิถุนายน 2564

 
 
1
2
3
4
5
6
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
19 มิถุนายน 2564
All Blog
Friends Blog
[Add ดอยสะเก็ด's blog to your weblog]
  •  Bloggang.com