คนละฟากฟ้า - บทที่ 29


เมื่อพราวพรายลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งในเช้าวันรุ่งขึ้น ปรากฎว่านิคหายตัวไปแล้ว หญิงสาวผุดลุกขึ้นนั่ง ผลักผ้าห่มออกจากตัว ลงจากเตียงแล้วจัดการเก็บเตียงจนเรียบร้อยอย่างที่เคยทำอยู่เป็นประจำจนเคยชิน จากความเข้มงวดกวดขันของมารดา หลังจากนั้นก็เข้าไปอาบน้ำสระผมเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องน้ำ วันนี้เธอสวมกางเกงขาสั้นสีขาวกับเสื้อยืดแขนกุดคอแหลมเอวลอยสีฟ้าน้ำทะเล เผยให้เห็นผิวเนื้อหน้าท้องสีน้ำผึ้งเจือจางที่นวลเนียนเตะตา ไม่สนใจที่จะผัดหน้าทาแป้งเหมือนตอนอยู่ที่อุบลฯ ผมฟูๆที่ยุ่งเหยิงของเธอก็ไม่ต้องพึ่งหวีหรือแปรง แค่ใช้มือเสยๆขึ้นไปให้พ้นหน้าก็เรียบร้อยแล้ว


หญิงสาวเดินออกมาที่ชานหน้าห้องแล้วมองลงไปจากบ้าน แต่ก็ไม่เห็นชายหนุ่มผู้นั้น ไม่รู้ว่าเขาหายไปไหนตั้งแต่เช้า จะออกไปตามหาเขาก็ไม่รู้ว่าจะไปทางไหน พราวพรายมองไปรอบๆ แล้วก็ได้เห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ตรงหน้าเธอคือแม่น้ำซองกว้างใหญ่ที่น้ำตื้นและใสแจ๋ว จนเห็นพื้นน้ำที่เต็มไปด้วยกรวดก้อนเล็กก้อนน้อย ไกลออกไปเป็นทิวเขาหินปูนสีดำรูปร่างแบนๆ ปลายหยักคล้ายพัด ที่แผ่ออกติดต่อกันเป็นระยะทางยาว ปกคลุมด้วยหมอกที่ล้อมรอบและขวางลำน้ำแห่งนั้นเอาไว้


ริมฝั่งแม่น้ำทั้งสองฟากมีสุมทุมพุ่มไม้ขึ้นระเกะระกะตามธรรมชาติ ท้องฟ้าเบื้องบนสว่างสดใสด้วยแดดอ่อนๆยามเช้า อากาศเย็นกำลังดีและโปร่งสบาย เมื่อหันกลับเข้ามามองบริเวณที่นิคบอกว่าเป็นรีสอร์ตแบบชาวบ้าน เธอก็เห็นบังกะโลหลังเล็กๆหน้าตาคล้ายคลึงกับหลังที่เธออยู่ อีกประมาณสิบหลังปลูกห่างๆแยกจากกัน มีต้นไม้ใหญ่น้อยล้อมรอบจนดูเหมือนต่างคนต่างอยู่ ไกลออกไปเป็นเรือนไม้ชั้นเดียวขนาดใหญ่ใต้ถุนสูง มีหลังคารอบแต่เปิดโล่งตลอด พราวพรายคิดว่าคงเป็นร้านอาหารที่นิคบอกว่า แขกที่มาพักใช้เป็นรับประทานอาหาร


หญิงสาวลงบันไดไปข้างล่าง หมุนไปหมุนมาอยู่พักหนึ่งก็ลงนั่งที่เก้าอี้ไม้เก่าๆไม่ได้ทาสี ที่ตั้งเป็นหมู่อยู่บนพื้นปูนใต้ถุนบ้าน หลังจากครึ่งชั่วโมงผ่านไปนิคก็ปรากฏตัวขึ้น เช้าวันนี้เขาอยู่ในกางเกงขาสั้นแค่เข่าสีดำและเสื้อยืดแขนสั้นตัวหลวมๆสีขาว พอเห็นเธอเขาก็ชูมือขึ้นข้างหนึ่งเป็นเชิงทักทายแล้วเดินเข้ามาหา


“หายไปไหนมา ฉันตื่นตั้งนานแล้ว อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ลงมานั่งคอยคุณอยู่นี่แหละ ไม่ยักปลุกกันมั่ง” พราวพรายกระโดดลุกขึ้นยืน ต่อว่าทันทีที่เห็นหน้า

นิคกวาดตาสำรวจเครื่องแต่งกายของพราวพรายแว่บหนึ่ง มองเสื้อแขนกุดคอลึกแหลมอย่างไม่ค่อยไว้ใจนักว่าจะโนบราอีกหรือเปล่า

“เห็นคุณกำลังหลับสบายเลยไม่อยากปลุก ผมไม่เคยตื่นสาย ตื่นแล้วก็ลงไปเดินเล่นริมแม่น้ำดูดวงอาทิตย์ขึ้น” มองอีกแวบหนึ่งแล้วก็วิจารณ์ว่า “แต่งตัวยังกับจะไปเดินเล่นตามชายหาดหรูๆ”

พราวพรายก้มลงมองตัวเอง “ทำไม สวยเกินไปหรือไง”

ชายหนุ่มเมินหน้าจากขาอวบๆขาวๆเรียวยาวน่ามอง หน้าท้องแบนราบนวลเนียนที่ล่อตาท้าทายอยู่ตรงหน้า ตัดบทว่า “หิวหรือยังล่ะ ถ้าหิวก็ไปกินอาหารเช้ากันก่อน”

พูดจบนิคก็ออกเดิน มีพราวพรายเดินตามไปติดๆ ปากก็พูดเจื้อยแจ้วไปเรื่อยๆ

“ความจริงที่นี่ถึงจะบ้านนอกไปหน่อยแต่ก็สวยดีเหมือนกันเนอะ วิวก็สวย บ้านพักก็โอเค ไม่ซอมซ่อเหมือนที่คิด มีน้ำอุ่นให้อีกด้วย หนาวๆยังงี้ ถ้าไม่มีน้ำอุ่นให้ จ้างฉันก็ไม่อาบน้ำหรอก”

นิคพูดโดยไม่หันหลังกลับไปมองว่า “เมื่อคืนนี้คุณก็ไม่ได้อาบน้ำไม่ใช่หรือ? น้ำอุ่นน่ะเขามีมานานแล้วละ ไม่ใช่เพิ่งมีเมื่อเช้านี้หรอก”

พราวพรายทำปากพะงาบๆโต้ตอบเขาโดยไม่ออกเสียง แต่เมื่อนิคหยุดตรงเชิงบันได ทำทีเหมือนรอให้เธอเดินขึ้นไปก่อน เธอก็ทำหน้ายิ้มๆบอกเขาว่า "ไม่ต้องมาใช้ธรรมเนียมฝรั่งกับฉันหรอก คุณเดินนำหน้าไปเถอะ ฉันจะตามหลังคุณเอง ฉันไม่ถือหรอก ฉันถือธรรมเนียมไทย ผู้ชายควรเดินนำหน้าผู้หญิง ถ้ามีอะไรไม่ปลอดภัยหรือมีอันตราย ผู้ชายจะได้รับไปก่อน หรือคุณกลัวอะไรข้างบนนั่นเลยจะให้ฉันออกหน้า จะได้รับแทนคุณ"


นิคหันมามองหน้าเธอแว่บหนึ่งด้วยตาขุ่นๆก่อนจะขึ้นบันไป โดยมีพราวพรายที่ทำหน้ายิ้มกริ่มชอบใจที่หาเรื่องค่อนขอดเขาได้เดินตามไปติดๆ สองหนุ่มสาวนั่งลงตรงโต๊ะอาหารสำหรับสองคนที่ยังว่างอยู่ พราวพรายมองไปรอบๆแล้วก็พบว่า ในห้องอาหารแห่งนั้นไม่มีคนไทยหรือคนเอเซียเลย มีแต่ฝรั่งทั้งหญิงและชายนั่งกันอยู่เต็มเกือบทุกโต๊ะ เธอเดาว่าคงเป็นพวกแขกที่พักอยู่ตามบังกะโลนั่นแหละ

ระหว่างนั่งรออาหาร นิคมองผู้หญิงที่นั่งทำท่าเอ้อระเหยอยู่ตรงหน้า ก่อนจะถามว่า “คุณอยากทำอะไรมั่งล่ะ วันนี้”
“ไม่รู้ ฉันไม่เคยมาที่นี่ จะรู้ได้ไงว่ามีอะไรสนุกๆให้ทำมั่ง ปกติคุณทำอะไรล่ะ หรือนอนบิดขี้เกียจอยู่ในห้องทั้งวัน”

ชายหนุ่มมองตามมือพราวพรายที่กำลังเล่นอยู่กับที่ใส่เกลือพริกไทย ที่เป็นเซรามิครูปหมูอ้วนสองตัวอย่างรำคาญ “อยู่เฉยๆบ้างเป็นไหม?”
“อะไร? อ๋อ..นี่น่ะหรือ ช่างฉันเถอะ ไม่ต้องมาจู้จึ้กับฉัน ทำเหมือนแม่ฉันไม่มีผิด ทำอะไรก็คอยมองคอยว่า ฉันโตแล้วนะ แล้วคุณก็ไม่ใช่แม่ฉันด้วย”

คำพูดและท่าทางไม่สบอารมณ์ของพราวพรายทำให้นิคนึกขันจนอยากจะยิ้มออกมา ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าเขากลายเป็นคนอารมณ์ดี ยิ้มง่าย ขำง่ายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ปกติเขาเป็นคนจริงจังเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ค่อยยิ้มหัวกับใครง่ายๆ วันๆก็สนใจแต่เรื่องงานเท่านั้น ยามว่างก็ไปเที่ยวเตร่เฮฮาดื่มเหล้ากับเพื่อนฝูงและมีผู้หญิงบ้าง ตามประสาชายโสดที่ยังไม่มีพันธะกับใคร ตั้งแต่มาพบพราวพรายเขารู้ตัวว่าเริ่มเปลี่ยนไปทีละเล็กทีละน้อย รู้จักพูดเล่นต่อปากต่อคำ อารมณ์ขึ้นๆลงๆตามเธอไปด้วยราวกับอยู่ในวัยเดียวกัน


แล้วจู่ๆเขาก็ถามว่า “ถามจริงๆเถอะ คุณน่ะอายุเท่าไหร่ ถึงยี่สิบหรือยัง?”

“บ้าสิ ฉันน่ะเหรอไม่ถึงยี่สิบ” แล้วเธอก็ทำตายิบๆอำเขา “ยี่สิบห้าแล้วย่ะ”

นิคทำหน้าตกใจ “จริงหรือ? ไม่น่าเชื่อ ดูหน้าตาคุณยังเด็กอยู่เลย ทำอะไรก็เหมือนเด็กๆด้วย”

“เชอะ เข้าใจผิดแล้วละ คุณล่ะอายุเท่าไหร่ สี่สิบได้มั้ย?” พราวพรายแกล้งถามให้เขาคิดว่าเขาแก่พอที่จะเป็นพ่อเธอได้ ก็เขาอยากว่าเธออายุยังไม่ถึงยี่สิบทำไมล่ะ

“ผมยังไม่แก่ขนาดนั้นหรอกน่า แต่ก็คงแก่กว่าคุณหลายปีละ ปีนี้ผมสามสิบเอ็ดแล้ว” นิคตอบยิ้มๆ รู้ว่าเธอแกล้งว่าเขาแก่

“สามสิบเอ็ดเองเหรอ ต้องบวกอีกอย่างน้อยห้าหกปีหรือเปล่า?”
“อยากบวกเท่าไหร่ก็ตามใจคุณ” เขามองใบหน้าอ่อนๆสะอาดสอ้าน ไร้สีสันฉูดฉาดที่เคยเห็นอยู่เป็นประจำอย่างพอใจ

เห็นสายตาที่จ้องมองเธอ หญิงสาวก็ถามว่า “จ้องหน้าฉันเสียเขม็ง เห็นฉันสวยหรือไง?”
“เปล่า ใครว่าสวย เห็นว่าหน้าตาคุณสะอาดดีเวลาไม่โปะเครื่องสำอางเข้าไป” เขาอมยิ้มเมื่อถามต่อว่า “ นึกยังไงเวลาอยู่ที่โน่นถึงชอบทาหน้าทาตาเสียยังกับจะไปเล่นละคร”

พราวพรายเลิกคิ้วโต้อย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ก็นึกว่าสวยน่ะซิยะถึงได้แต่ง ถ้าคิดว่าแต่งแล้วดูไม่ได้ ใครจะบ้าไปนั่งแต่งให้เสียเวลาล่ะ ถามอะไรงี่เง่า นี่..รู้ไว้เสียด้วยนะ เวลาฉันแต่งหน้าเข้มๆแบบนั้น ใครๆก็ชมว่าสวยทั้งนั้น มีก็แต่คุณนี่แหละ ไม่มีรสนิยมเอาซะเลย”

ชายหนุ่มนึกขำกับท่าจีบปากจีบคอร่ายยาว ป้องกันความงามของตัวเองเต็มที่ของผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงหน้า อดรู้สึกไม่ได้ว่าถึงจะทำตัวก๋ากั่นกินเหล้าเมายาไม่แคร์สายตาใคร แต่ที่จริงแล้วบางครั้งเธอก็เหมือนเด็กแก่นๆคนหนึ่งเท่านั้นเอง

“จริงน่ะ? ใครนะหลอกคุณได้ลงคอว่าแต่งหน้าแบบนั้นแล้วสวย” เขายังต่อปากต่อคำไม่เลิก
“นี่ ถามจริงๆเถอะ คุณว่าฉันสวยมั้ย” พราวพรายยื่นหน้าเข้ามาจ้องหน้าจ้องตาเขา รอคำตอบ

นิคมองนัยน์ตาและปากเจ่อๆของพราวพราย นึกในใจว่าเธอมีดวงตาที่หวานหยาดเยิ้มเหมือนหญิงเจ้าชู้ที่เป็นเสน่ห์สำคัญ แต่เจ้าตัวชอบทำตาเขียวตาขวางอยู่เป็นประจำ ส่วนปากของเธอที่ริมฝีปากบนหยักลึกสวยราวกับกลีบดอกไม้ ในขณะที่ริมฝีปากล่างผายกว้างอิ่มเต็มนั้นก็เย้ายวนใจที่สุด แต่เขาไม่คิดจะบอกเธอหรอก แค่นี้เธอก็เหลิงและอวดดี นึกว่าสวยเสียเต็มประดาอยู่แล้ว

ชายหนุ่มทำหน้าตายตอบว่า “ไม่สวย ผมว่าหน้าตาคุณประหลาดดี”

“หน้าตาประหลาดงั้นเหรอ? ฉันเป็นมนุษย์ต่างดาวหรือไง เชอะ..ยังกับว่าตัวเองหล่อตายแล้ว” หญิงสาวทำหน้าบึ้งอย่างไม่สบอารมณ์ “นี่..ขอฉันวิจารณ์มั่งเถอะ หน้าตาคุณน่ะดูไม่ได้เลย เถื่อนอีกต่างหาก ยิ่งเวลาไว้หนวดไว้เครา ยิ่งเหมือนคนป่าเข้าไปใหญ่”

“งั้นหรือ” แล้วเขาก็มองสำรวจทรงผมของเธอ “ไอ้ผมทรงนี้ของคุณน่ะ เคยมีใครชมมั่งมั้ย”

หญิงสาวซึ่งชื่นชอบผมทรงแอฟโฟรของตัวเองมาก ยกมือขึ้นแตะผม “ถมเถไป ใครเห็นก็ว่าสวยเหมาะกับฉันทั้งนั้น หรือคุณคิดว่าไม่สวย”
“เคยคิดจะเปลี่ยนทรงผมบ้างไหม” นิคถามยิ้มๆ เขาเห็นมานานแล้วว่าผมทรงประหลาดของเธอน่าเกลียดที่สุด ไม่รู้เจ้าตัวภูมิใจอะไรนักหนา

พราวพรายชักเดือดดาล พาลนึกไปถึงคำวิจารณ์ของมารดาทันที

“ทำไมจะต้องเปลี่ยน ฉันชอบแบบนี้แหละ ฉันต้องไว้ผมยาวมาตั้งแต่เด็กเพราะถูกแม่บังคับ เพิ่งจะมีโอกาสได้เปลี่ยนมาเป็นทรงที่ฉันชอบ ตอนออกมาทำงานไกลบ้ านนี่เอง ไม่ยักรู้ว่าจะต้องมาเจอนักวิจารณ์ปากมากเข้าอีก นี่..ไม่ต้องจุ้นมาวิจารณ์ฉันหรอก อย่าทำตัวเป็นแม่ฉันอีกคนเลยน่า” แล้วเธอก็มองสำรวจทรงผมของเขาบ้าง “แล้วคุณล่ะ ตัดเสียสั้นจุ๊ดจู๋น่าเกลียดยังกะอะไร ดีแต่ว่าคนอื่น”

ชายหนุ่มไม่สนใจคำวิจารณ์ของเธอ “ถ้าไว้ผมยาวคุณคงจะดูเป็นผู้หญิงมากกว่านี้นะ ผมว่าผู้หญิงผมยาวเซ็กซี่ดีออก”
“เชอะ ฉันไม่สนหรอก ไม่เห็นอยากจะเซ็กซี่เลย” พราวพรายกระแทกเสียง
“แน่ใจหรือว่าไม่อยากเซ็กซี่ แล้วที่แต่งตัวแบบนี้ล่ะ เขาเรียกว่าอะไร”
“แบบนี้น่ะแบบไหน?” หญิงสาวก้มลงมองตัวเองอย่างสงสัย
“เสื้อคุณน่ะคอไม่ลึกไปหน่อยหรือ ตัวก็สั้นเกือบเห็นสะดือ แล้วยังกางเกงสั้นจู๋นี่อีก แต่งตัวแบบนี้แล้วมาบอกว่าไม่อยากเซ็กซี่ได้ยังไง”
“ช่างฉัน เรื่องของฉัน” แล้วเธอก็ได้โอกาส “ทำเป็นมาวิจารณ์ คุณเองก็เป็นผู้ชาย ไม่ชอบดูหรือไง อย่าบอกนะว่าไม่ชอบดู จ้างก็ไม่เชื่อ”
ชายหนุ่มทำหน้าเจื่อนๆ แก้ตัวว่า “ทำไมจะไม่ชอบล่ะ ชอบเหมือนกัน แต่ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ถ้าผู้ชายคนอื่นมองผู้หญิงที่มากับผม”
พราวพรายเหลียวไปรอบตัว เห็นตาหลายคู่จ้องมองมาที่เธอ “ดีใจจังที่มีคนมอง แสดงว่าฉันสวยเซ็กซี่ล่ะสิ จริงมั้ย?”

“คุณมีพี่น้องไหม” นิคเปลี่ยนเรื่อง
“ทำไม จะสอบประวัติฉันหรือไง” หญิงสาวขมวดคิ้วอย่างสงสัย “อยากรู้ไปทำไม”
“เปล่าไม่ได้สนใจอยากรู้หรอก เห็นคุณทำตัวเป็นเด็กๆทั้งๆที่อายุตั้ง 25 แล้ว ก็เลยคิดว่าที่บ้านคงตามใจน่าดู สงสัยจะเป็นลูกคนเล็ก”
“รู้ได้ไงว่าฉันเป็นลูกคนเล็ก” เธอเบิกตาโต ชักสงสัยว่าเขาไปแอบสืบที่ไหนมา “จอห์นบอกเหรอ”
ชายหนุ่มยักไหล่ “เปล่า เดาเอาเท่านั้นแหละ”
“คุณล่ะมีพี่น้องกี่คน” พราวพรายถามบ้าง เรื่องอะไรจะให้เขาซักประวัติอยู่ข้างเดียวล่ะ
“ ไม่มีสักคน ผมเป็นลูกคนเดียว”
“ดีจัง ฉันอยากเป็นลูกคนเดียวมั่ง พ่อแม่จะได้รักฉันคนเดียว” เธอพูดเหมือนเด็กๆ
“ทำไม ไม่มีใครรักคุณเลยหรือ”
“คงรักบ้างมั้ง แต่ฉันเป็นเด็กวันพุธไง รู้จักไหมล่ะเด็กวันพุธน่ะ”

“ทำไมจะไม่รู้จักล่ะ คุณคงมีพี่น้องผู้หญิงอีกคนหรือสองคนล่ะสิ ใช่ไหมล่ะ”
คราวนี้พราวพรายเป็นฝ่ายยักไหล่บ้าง “ฉันมีพี่ชายคนพี่สาวอีกคน แม่ฉันรักพี่ชายกับพี่สาว ไม่ค่อยรักฉันหรอก ทำอะไรไม่ถูกใจแม่สักอย่าง”

“พ่อคุณล่ะ ไม่รักคุณอีกเหมือนกันหรือ”

หญิงสาวนิ่งคิดก่อนตอบอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก "ไม่รู้สิ คงจะเอ็นดูเพราะฉันเป็นลูกคนเล็กมั้ง”
“ผมว่าคุณคงคิดมากไปเอง พ่อแม่รักลูกทุกคนแหละ”

“เชอะ อย่ามาทำอวดรู้ คุณเป็นลูกคนเดียวไม่มีพี่มีน้องมาแย่งความรักนี่ จะรู้อะไรล่ะ เลิกพูดเรื่องฉันเสียทีเถอะ ฉันมาเที่ยวนะ ไม่ได้มาสมัครงาน สัมภาษณ์บ้าๆอยู่ได้”

ยังไม่ทันที่นิคจะต่อปากต่อคำด้วยต่อไป พนักงานเสิร์ฟก็นำอาหารเ ช้า ซึ่งเป็นขนมปังไข่ดาวและเบคอนมาวางให้ตรงหน้าคนละชุดพร้อมกาแฟร้อน

“กาแฟคุณใส่น้ำตาลหรือเปล่า?” ชายหนุ่มถาม คีบน้ำตาล เตรียมจะใส่ลงในถ้วยกาแฟของพราวพราย
“ขอน้ำตาลสองก้อน”
นิคคีบน้ำตาลสองก้อนใส่ลงในถ้วยแล้วเลื่อนไปให้เธอ “สองก้อนน้อยไปหน่อยมั้ง อย่างคุณน่าจะสักสามก้อนเป็นอย่างน้อย”
“บ้าสิ หวานตายเลย ใครจะกินลง”
“เปรี้ยว ๆเค็ม ๆอย่างคุณน่ะควรจะกินน้ำตาลเยอะ ๆ” เขาพูดหน้าตาเฉย “จะได้หวานสมเป็นผู้หญิงขึ้นมาหน่อย”

“แหยะ ฉันไม่อยากเป็นหรอก ผู้หญิงหวานๆอย่างที่คุณว่าน่ะ แล้วก็ไม่ต้องมาสนใจด้วย ว่าฉันจะหวานหรือเปรี้ยว ฉันไม่ใช่แฟนคุณ”
“เป็นงั้นไป ผมแนะนำด้วยความหวังดีนะ ผู้ชายไม่ว่าชาติไหนชอบผู้หญิงอ่อนหวานน่ารัก เอาใจเก่งๆแทบทุกคนแหละ”

“ไม่สน ฉันชอบของฉันแบบนี้แหละ ใครจะทำไม คุณกลัวฉันจะหาแฟนไม่ได้หรือ บอกให้ก็ได้ว่าฉันไม่ชอบมีแฟนหรอก อยู่ไปเรื่อยๆไม่ต้องรักใครยังงี้แหละดีแล้ว”
“จริงหรือ แล้วผู้ชายคนที่ไปนั่งคอยคุณอยู่ที่บ้านคืนนั้นล่ะ ไม่ใช่แฟนคุณหรือไง”
พราวพรายทำปากยื่น มองนิคอย่างไม่พอใจ “พูดไม่รู้เรื่องหรือไง จะให้บอกสักกี่ครั้งว่าเลิกกันแล้ว จบกันไปตั้งชาติแล้ว พูดเรื่องเดิมซ้ำๆซากๆเหมือนคนแก่อยู่ได้”
“แต่คุณก็ต้องเคยรักเขาบ้างหรอกน่า ไม่งั้นจะเป็นแฟนกันได้ยังไง” นิคยังตอแยไม่เลิก อันที่จริงก็อยากรู้นั่นแหละ ว่าเธอเลิกกับเจ้าหนุ่มหน้าอ่อนคนนั้นแล้วจริงหรือเปล่า

“ฉันน่ะเลิกแน่อยู่แล้ว แต่เขาน่ะสิไม่ยอมเลิก ตามตื๊ออยู่ได้ เมื่อวานก็โทรมาขอพบฉันอีก ไม่เข้าใจจริงๆว่าเขาคิดยังไง คบกันมาตั้งนานเขาน่าจะรู้จักฉันดีว่าคนอย่างฉันน่ะ ถ้าตัดสินใจว่าจะเลิกก็ไม่มีทางจะหวนกลับไปหาเขาหรอก ฉันรำคาญมากเลยต้องเผ่นมาเวียงจันทน์นี่ไง”

คราวนี้นิคเข้าใจแล้วละว่าทำไมพราวพรายถึงยอมมาเวียงจันทน์ เขาเข้าใจผิดไปเองว่าเธอตามเขามาเพราะอยากพบเขา จุดประสงค์ที่แท้จริงของนิคก็คือเขารู้สึกผิดกับเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนั้น รวมทั้งที่เคยเข้าใจเธอผิดๆด้วย หลังจากที่มีเวลาอยู่กับตัวเองและทบทวนเรื่องต่างๆอยู่เกือบสองเดือน ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจที่จะให้โอกาสพราวพรายและตัวเองที่จะได้เ รียนรู้กันไป

ที่เขาชวนเธอมาเวียงจันทน์ก็เพื่อจะลองเสนอว่า เขากับเธอพอที่จะลองคบหากัน เพื่อเรียนรู้กันและกันสักพักได้ไหม จะคบกันแบบคู่เดทไปพลางๆก่อนก็ได้ โดยมีข้อแม้ว่าระหว่างที่คบกันจะต้องไม่คบคนอื่นไปพร้อมๆกันด้วย และเมื่อความสัมพันธ์พัฒนามาถึงจุดหนึ่ง ก็อาจจะลองอยู่ด้วยกันสักระยะหนึ่ง ถ้าอยู่ด้วยกันแล้วทุกอย่างเป็นไปด้วยดีและสมัครใจที่จะอยู่กันต่อไป เขาก็อาจจะขอเธอแต่งงานให้เป็นเรื่องเป็นราวเสีย เพราะถึงอย่างไรเขาก็เข้าใจขนบธรรมเนียมประเพณีของคนเอเซียดี ที่ไม่ได้มองเรื่องการเสียตัวของผู้หญิงโดยไม่ได้แต่งงานเป็นเร ื่องธรรมดา

ยิ่งตอนนี้เธอบอกว่าเลิกกับเจ้าหนุ่มหน้าอ่อนคนนั้นตั้งแต่คืนนั้นแล้ว แม้เขามาขอคืนดีเธอก็ไม่เล่นด้วย นิคก็ยิ่งแน่ใจว่าเขาควรจะรับผิดชอบเธอตามสมควร ถ้าเธอตกลงตามข้อเสนอของเขา แต่ตอนนี้เขาคงยังไม่พูดอะไรกับเธอ ต้องรอดูทีท่าเธอไปก่อนระหว่างที่เที่ยวด้วยกัน นิคไม่รู้ตัวหรอกว่าเหตุผลจริงๆ ที่เขาคิดจะชวนพราวพรายให้ลองคบกันดู เผื่อจะก้าวไกล ไปถึงขั้นแต่งงานแต่งการกันในอนาคตน่ะคืออะไร เพราะมันซ่อนอยู่ลึกเกินไปจนตระหนักไม่ถึง

ขณะที่นิคมองหน้าพราวพรายเฉยอยู่กับความคิดของตัวเอง หญิงสาวก็คะนองปากพูดต่อว่า “สงสัยว่าฉันจะเป็นทอม เพราะไม่เคยเห็นผู้ชายคนไหนน่าสนใจสักคน”

“คุณชอบผู้หญิงด้วยกันหรือ แต่ผมว่าไม่ใช่นะ” เขาเปลี่ยนสีหน้าที่กำลังขรึมเคร่งอยู่กับเรื่องในใจมาเป็นยั่วเย้าได้ทันที แล้วทำหน้ายิ้มๆแบบมีเลศนัย

“เลิกพูดบ้าๆได้แล้ว กินกาแฟของคุณเข้าไปซะทีสิ” เธอพยายามเปลี่ยนเรื่อง เริ่มรู้สึกว่าผู้ชายตรงหน้าคนนี้ชักไม่เหมือนผู้ชายขี้เต๊ะ หน้าตาเคร่งเครียดคนเก่ามากขึ้นทุกทีแล้ว ดูเขาสดชื่นมีชีวิตชีวาขึ้นกว่าเดิม ต่อปากต่อคำด้วยราวกับลดอายุลงมาพอๆกับเธอ

“หมู่นี้คุณยังไปเที่ยววิมานทองบ้างหรือเปล่า?” นิคยอมเปลี่ยนเรื่องตามเธอไป
พราวพรายยักไหล่ “ไม่ได้ไปนานแล้ว ถามทำไม จะชวนฉันไปหรือไง?”
“ใครว่าจะชวนล่ะ? ถามไปงั้นเอง”

“ตอนนี้ไม่อยากไปไหนทั้งนั้น ตั้งแต่แพตตี้ย้ายไปน่าน ฉันกับแอ๋วก็เซ็งไปตามๆกัน เลิกงานแล้วก็นั่งจับเจ่าอยู่แต่ในบ้าน” พอนึกขึ้นได้หญิงสาวก็รีบถามว่า “คุณรู้เรื่องนายบ็อบกับแพตตี้แล้วไม่ใช่เหรอ?”

“อรรณพเล่าให้ฟังเหมือนกัน” นิคตอบแค่นั้น
“แล้วคุณคิดว่าไง?” พราวพรายคาดคั้นถาม อยากรู้ความเห็นของเขาบ้าง
“คิดอะไร?”
“อ้าว..ก็ที่พี่บ็อบทิ้งแพตตี้ไปหมั้นคนอื่นไงล่ะ”
ชายหนุ่มยักไหล่ “จะให้คิดอะไรล่ะ เรื่องส่วนตัวของเขาสองคนนี่”

พราวพรายฟังอย่างไม่สบอารมณ์ “หมายความว่าคุณเห็นดีเห็นงามด้วยใช่มั้ย ที่อยู่ๆก็ทิ้งแฟนที่รักกันมาตั้งนานไปหาผู้หญิงอื่นซะเฉยๆแบบนั้นน่ะ?”

“ผมว่ามันเรื่องธรรมดานะ คนเรามีสิทธิเปลี่ยนใจได้ไม่ใช่หรือ? ถ้าคบกันไปพักหนึ่งแล้วไปกันไม่ได้ ก็ควรจะเลิกกันเสีย ดีกว่าแต่งงานกันไปแล้วมาค้นพบทีหลังว่าไปกันไม่ได้ ต้องลุกขึ้นมาหย่ากัน ถ้ามีลูกด้วยเด็กก็จะแย่”

“เชอะ..พูดเอาแต่ได้ เข้าข้างผู้ชายด้วยกัน ทำไมไม่คิดมั่งล่ะว่าผู้หญิงเขาเสียหายไปตั้งเท่าไหร่แล้ว ผู้ชายเนี่ยเห็นแก่ตัวทุกคนเลยนะ”

นิคมองท่าเป็นเดือดเป็นแค้นแทนเพื่อน ของหญิงสาวตรงหน้าอย่างเห็นขัน
“ทำไมคุณจะต้องไปเดือดร้อนกับเรื่องของคนอื่นด้วยล่ะ?”

“เดือดร้อนสิ ก็แพตตี้เป็นเพื่อนฉันนี่ คิดดูสิว่าแพตตี้ต้องเสียอะไรไปมั่ง เสียแฟนยังไม่พอยังต้องเสียงานอีกด้วย แล้วยังงี้จะไม่ให้ฉันว่าผู้ชายเห็นแก่ตัวหรือ” แล้วพอนึกขึ้นได้เธอก็ตั้งคำถามทันที “คุณล่ะ เคยทำอะไรแย่ๆแบบนี้กับผู้หญิงมั่งหรือเปล่า?”
“แบบไหน?”
“อย่ามาทำไก๋ คุณรู้นี่ว่าฉันหมายความว่ายังไง ก็แบบที่ไปหลอกผู้หญิงให้มารัก พอมีอะไรกันแล้วก็ทิ้งเขาไง หรือไม่กล้าตอบ?”
“ถ้าผมตอบแล้วคุณแน่ใจหรือว่าจะเข้าใจ หรือยอมรับได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดา”
“ทำไม? ฉันโง่นักหรือไงถึงจะไม่เข้าใจ” พราวพรายทำตาขุ่น ชักโมโหที่เขาพูดราวกับว่าเธอโง่เสียเต็มประดา

“เปล่า ไม่ได้ว่าโง่ แต่กำลังจะบอกว่าวัฒนธรรมของเราต่างกัน เท่าที่ผมรู้ คนไทยส่วนใหญ่รับไม่ได้กับการที่ผู้หญิงกับผู้ชายจะทดลองอยู่กินกันโดยไม่ได้แต่งงาน แต่ทางบ้านผมไม่ถือสาเรื่องนี้ เห็นว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา อย่าลืมว่าเราไม่มีทางที่จะรู้จักใครจริงๆจังๆหรอกถ้าไม่ได้อยู ่ด้วยกันแบบนั้น ระหว่างอยู่ด้วยกันก็ค่อยๆเรียนรู้กันไปทุกเรื่อง จะได้รู้ว่าจะอยู่กันจริงๆได้ไหม ถ้าลองอยู่กันสักพักแล้วทุกอย่างลงตัวก็แต่งงานกันเป็นเรื่องเป็นเรื่องเป็นราว ถ้าอยู่ๆไปแล้วรู้สึกว่าไปกันไม่ได้ ก็เลิกกันไปโดยไม่ต้องมี ความรู้สึกที่ไม่ดีต่อกัน เพราะเป็นกติกาที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับตั้งแต่ก่อนที่จะอยู่ด้วยกันแล้ว” นิคอธิบายยาวเหยียด


พราวพรายทำท่าถอนใจอย่างไม่สบอารมณ์กับคำตอบของเขา “เอายังงี้ดีกว่า ถ้าคุณเป็นพี่บ็อบ คุณจะทำอย่างเขาไหม?”

“ถ้าคุณอยากรู้ผมตอบให้ก็ได้ ผมคงไม่เจออะไรแบบบ็อบ เพราะผมจะไม่คบผู้หญิงสองคนพร้อมๆกัน ถ้าผมเป็นเขา มีคนที่รักและคบกันอยู่แล้ว ผมก็จะไม่คบแพตตี้ไปพร้อมๆกัน ถ้าจะคบก็หมายความว่าผมต้องเลิกกับผู้หญิงอีกคนเสียก่อน”

“อืมม์ คุณก็เข้าท่าดีเหมือนกันเนอะ คบทีละคน” พราวพรายทำเสียงเยาะ แล้วลืมตัวถามต่อว่า “คบแล้วเลิกมากี่คนแล้วล่ะ? หรือไม่กล้าเล่า”
“ทำไมจะไม่กล้า ไม่ใช่เรื่องประหลาดอะไรนี่ อยากรู้จริงๆหรือเปล่าล่ะ ถ้าอยากรู้ก็จะเล่าให้ฟัง”

แต่พราวพรายเปลี่ยนใจไม่อยากรู้แล้ว เพราะนึกขึ้นมาได้ว่าจะไปอยากรู้เรื่องส่วนตัวของเขาทำไม ไม่เห็นจะได้อะไรขึ้นมา ดีไม่ดีเขาเกิดเข้าใจผิดคิดว่าเธอซักไซ้อยากรู้เพราะชอบเขาจะยิ่งแย่

“อย่าเลย ไม่ต้องเล่า ขี้เกียจฟังเรื่องส่วนตัวของใคร”

แล้วเธอก็ตัดบทด้วยการลุกจากโต๊ะอาหาร เดินลงบันไดไปข้างล่าง ทิ้งนิคให้จัดการเช็คบิลค่าอาหารแล้วเดินตามเธอลงมา



 


โนโหวตนะคะ












 



Create Date : 16 มิถุนายน 2562
Last Update : 16 มิถุนายน 2562 13:59:10 น.
Counter : 278 Pageviews.

3 comments
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณhaiku, คุณSweet_pills, คุณหอมกร

  
มาทักทายค่ะ
ไม่ได้เจอะเจอกันที่บล็อกนานมาก ๆ เลย
ยังไม่ได้อ่านตอนนี้นะคะ ต้องอ่านย้อนหลังอีกเยอะเลยค่ะ
โดย: เนินน้ำ วันที่: 16 มิถุนายน 2562 เวลา:15:46:19 น.
  
มาอ่านต่อครับ พี่ตุ้ย
ทะเลาะกันสนุกดี รออ่านบทต่อไปครับ
โดย: สองแผ่นดิน วันที่: 19 มิถุนายน 2562 เวลา:16:11:15 น.
  
ดอยสะเก็ด Literature Blog ดู Blog
ไม่โหวตไม่ได้ค่ะคุณตุ้ยอ่านสนุกดีออก

โดย: หอมกร วันที่: 21 มิถุนายน 2562 เวลา:8:42:25 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#15



ดอยสะเก็ด
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 50 คน [?]



Group Blog
มิถุนายน 2562

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
16 มิถุนายน 2562
All Blog
Friends Blog
[Add ดอยสะเก็ด's blog to your weblog]
  •  Bloggang.com