ประโยชน์ได้ล่วงเลยคนโง่เขลา ผู้มัวคอยฤกษ์อยู่ ประโยชน์เป็นฤกษ์ของประโยชน์ ดวงดาวจักทำอะไรได้ (นักขัตตชาดกที่ ๙)

 
กันยายน 2558
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
28 กันยายน 2558
 

ภาระที่มากขึ้นตามอายุที่มากขึ้น...

เมื่อสองสามวันนี้มีโอกาสไปอ่านบล็อกของน้องที่รู้จักกัน น้องเขาคุณพ่อป่วย (ก็ป่วยมานาน) อาการหนักขึ้น ต้องเข้าโรงพยาบาล น้องเขาเป็นเสาหลักของบ้าน เรียกว่าจะเป็น single pay check ของบ้านเลย ค่าใช้จ่ายมากมายที่เกิดขึ้นจากการที่บุพการีเข้าโรงพยาบาล น้องเขาต้องเป็นคนรับผิดชอบเอง แต่น้องเขาก็มีกำลังใจดีมาก พยายามมองหาข้อดีที่เกิดขึ้นในชีวิต

ย้อนมานึกถึงตัวเอง ช่วงหลังๆนี่ไม่มีเวลาอัพบล็อก เมื่อคนเรายุ่งถึงจุดหนึ่ง มีงานจ่องานจ่องานตลอดเวลาจะไม่มีเวลามาคิดทำอะไร ๆ ไม่ว่าจะด้วยข้อแก้ตัวใด ๆ ก็ตาม เพราะถ้าว่างขนาดนั้น บางทีก็นอนดีกว่ามั้ย

ตัวเราเองมีงานสองงาน เดิมมีงานชิ้นเดียวก็ยุ่งมากพออยู่แล้ว เพราะเป็นคนขวนขวายหางานใส่ตัวตลอดเวลา คือนอนวันละเฉลี่ย 4 ชั่วโมงเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากว่านอนมากกว่านั้นคืนถัดไปจะนอนไม่ค่อยจะหลับ

ตกเย็นมาเมื่อเลิกทำงาน (เฉลี่ยคือสี่ทุ่ม) ของที่ทำคือทำงานบ้าน แล้วแต่ว่าทำเสร็จกี่โมง บางวันก็ห้าทุ่มเที่ยงคืน แล้วก็เข้านอน แต่ไม่ได้หลับ ก็จะนอนอ่านหนังสือจนหลับไปทุกคืน โดยมาจะนอนเอาตีสามถึงสี่ แล้วตื่นเจ็ดถึงแปดโมงเช้า

เมื่อปีที่แล้วคุณอาขอมาให้ช่วยงาน พิจารณาแล้วว่ายังพอช่วยไหว โดยลดงานที่เชียงใหม่ ที่ปกติก็ทำเยอะมาก โดยที่งานไหนไม่ได้ต้องการความรู้ความสามารถของเราจริง ๆ เราก็ยกให้คนอื่นช่วยทำเสีย ที่ที่มาอยู่อยู่ห่างจากกรุงเทพประมาณ ร้อยกว่ากิโลเมตร แน่นอนว่าไม่มีเครื่องบินบินตรงถึงเชียงใหม่ การเดินทางไปและกลับจึงต้องอาศัยรถประจำทางเข้ากรุงเทพก่อน จากนั้นบินจากกรุงเทพไปเชียงใหม่ เวลาทั้งหมดที่ต้องใช้ในการเดินทางคือ 6 ชั่วโมงครึ่ง ไปกลับก็ 13 ชั่วโมง

เวลาที่มาทำงานให้คุณอาคือเสาร์อาทิตย์ค่ะ วันศุกร์ (หรือพฤหัส ถ้าพิจารณาแล้วมาได้) ก็จะเดินทางมาโดยออกจากเชียงใหม่ห้าโมงเย็น (ต้องออกจากที่ทำงาน 4 โมงเย็น) บินมาถึงสุวรรณภูมิ ต่อรถต่อรา (และรอรถด้วย) ถึงบ้านพักประมาณสี่ทุ่มครึ่ง จัดกระเป๋า กินข้าวเย็น และนอน

ตื่นมาก็ทำงานเคลียร์บัญชีที่หมักหมม (เพราะรอเรา) มาทั้งอาทิตย์ ตรวจที่ลูกน้องทำว่ามีอะไรผิดพลาดไหม ฯลฯ ใช้เวลาประมาณ 4-6 ชม ก็จะทำงานที่เขาเก็บไว้ให้เราตรวจทั้งอาทิตย์ เสร็จหมด จากนั้นก็จะมานั่งพิมพ์เอกสารประกอบการสอน ออกข้อสอบ ตรวจข้อสอบ และทำงานอื่นๆที่ปกติจะทำที่เชียงใหม่นั่นแหละ ระหว่างวันก็ทำบัญชีไปด้วย เซ็นต์เอกสารไปด้วย จนถึงประมาณทุ่ม ซึ่งที่ทำงานปิดตอนทุ่ม บางวันก็นั่งทำงานของตัวเองถึงตีสามตีสี่ แล้วกลับไปนอน เพราะที่บ้านไม่มีคอม ไม่มีเน็ท ทำงานลำบาก

พอถึงเย็นวันอาทิตย์ก็จะออกจากที่ทำงานประมาณสี่โมงเย็นเหมือนกัน กว่าจะถึงเชียงใหม่ก็ห้าทุ่ม ทำความสะอาดบ้าน กลับมาวงจรเดิม เช้าวันจันทร์ก็ไปสอน

ข้อแย่ของการทำงานสองที่คือตั้งแต่รับงานมาไม่ได้กลับบ้านหาพ่อแม่เลย เป็นเวลาปีกว่า ปกติแล้วจะกลับสามเดือนสองครั้ง คือทุกวันหยุดยาว ถ้าไม่มีประชุมที่กรุงเทพก็จะกลับบ้าน ถ้ามีประชุมที่กรุงเทพก็ถือว่าไปหาญาติคนอื่น ๆ เพราะก็ต้องไปนอนบ้านอา (และพี่สาวที่อยู่บ้านเดียวกัน) หรือนอนบ้านสามีในกรณีที่สามีมีประชุมด้วย แต่ก็ยังไม่เป็นไรเพราะเราไปนัดเจอกันที่กรุงเทพแทน

ชีวิตมาตกหนักตรงที่พ่อป่วยเมื่อต้นปี แล้วมาอยู่โรงพยาบาลที่กรุงเทพ ประมาณ 2 เดือน พี่สาวนอนเฝ้า 5 คืน พี่ชาย(และครอบครัว)นอนเฝ้า 2 คืน เราพิจารณาตนเองแล้วช่วยได้และสมควรช่วย คือวันที่เราอยู่ที่นี่พอตกเย็นก่อนที่ทำงานปิดก็นั่งรถตู้ (ปกติจะไม่นั่ง ถึงมันจะเร็วกว่า เพราะส่วนใหญ่จะนั่งเบียดและนั่งหลังตรงแหนว ซึ่งจะเหนื่อยกว่านั่งรถทัวร์มาก) เข้ากรุงเทพไปนอนเฝ้า ก็ถึงกรุงเทพประมาณสองทุ่ม ตีห้าตื่นมาแปรงฟัน ชงนมให้พ่อ บังคับจนพ่อกินหมดแล้วอยู่รอหมอมา คุยกับหมอแล้วก็ออกจากรพ ประมาณหกโมงกว่า ๆ จากนั้นก็นั่งรถตู้ที่อนุสาวรีย์กลับมาทำงานต่อ เย็นก็กลับไปใหม่

ช่วงนั้นยอมรับว่าเหนื่อยมากจริง ๆ งานที่เชียงใหม่ก็เข้า นักศึกษาบังเกิดเกล้าก็จะบีบบังคับเรา เพราะต้องจบในปีนั้น ที่บอกว่าบีบบังคับ เพราะงานต้องเสร็จแต่ส่งเล่มมาให้วันเสาร์ จะเอาวันจันทร์อะไรแบบนี้ ซึ่งเราเหนื่อยมาก ๆ ๆ ๆ อยู่แล้วก็ต้องมาแก้งานให้มัน เรื่องมันเยอะจนตอนตอนหลังเราไม่แก้แล้ว บอกว่าเดี๋ยวเซ็นต์ให้ จะเอายังไงก็เอา เห็นครูเป็นแค่ตรายางอยู่แล้วนี่ ถ้าเธอทำให้อาจารย์คนอื่นโอเคได้ เขาเซ็นต์มาหมด ครูเซ็นต์ให้ทันที แต่ครูไม่แก้ให้แล้ว จนบัดนี้ไม่รู้มันเป็นตายร้ายดีประการใด

จนคุณพ่อออกจากโรงพยาบาล (แต่ยังไม่หาย ออกเพราะตกใจค่ารักษา เสียดายตังค์ -- ที่น้องและลูก ๆ ๆ ช่วยกันจ่าย -- ไม่ยอมอยู่อีกแม้กระทั่งคืนเดียว) ก็กลับมาใช้ชีวิตปกติ โดยที่พ่อต้องมาล้างแผลทุกสองอาทิตย์ เหนื่อยคนพามากยิ่งกว่าเหนื่อยเฝ้าอีก เพราะต้องพามาจากบ้านที่ต่างจังหวัด นอน พาไปรพ ค้างสองสามวัน (ตอนหลังค้นพบคุณพ่อมีอาการหัวใจโตด้วยและอีกหลายโรคที่เป็นอยู่ก่อนแล้ว) แล้วก็พากลับ โดยที่พ่อยังเดินไม่ได้ แต่ก็ต้องกินเหล้าทุกคืน (ตอนอยู่โรงพยาบาลสองเดือนกว่าไม่ได้กิน) พอออกมาเรียกหาเหล้าก่อนเลย และไม่ยอมอยู่กรุงเทพด้วยอีกเหตุผลหนึ่งคือห่วงงาน ไม่เถียงหรอกว่าคนที่เหลือทำงานไม่ได้ครึ่งของท่าน แต่ด้วยสภาพของท่านตอนนี้ คนที่เหลือแทนที่จะได้ทำงานเต็มที่ ก็ต้องเอาเวลาพักผ่อนมาดูแลท่าน ถ้ายอมอยู่โรงพยาบาลต่อจนหาย ทุกอย่างก็จะดีกว่านี้ (ตอนอยู่โรงพยาบาลก็ทำงานนะคะ)

ตอนนี้ทุกคนเหนื่อยดูแล เหนื่อยทุกสิ่งอย่าง แต่ไม่มีใครพูดอะไรให้แสลงหูท่าน ทุกคนรวมน้อง ๆ ที่ท่านเลี้ยงมาแต่เด็ก ท่านเป็นพี่คนโตที่พ่อตายไปตั้งแต่ 8 ขวบ แล้วต้องออกจากโรงเรียน เลี้ยงน้องทุกคนจนโต ส่งเรียนจนจบปริญญาตรีทุกคน

ยัง ยังไม่พอใจ เมื่อเดือนที่แล้วคุณยายทรุด คือท่านก็แก่แล้ว และพบว่าเป็นมะเร็งหลายที่ลามไปทั่วตั้งแต่ปีที่แล้ว ลูกหลานก็ทำใจ แม่ก็มาดูแล มาเฝ้าทุกเดือน ๆ ละ 5-6 วัน (มาอาทิตย์เว้นอาทิตย์ มาทีละ 3 วัน) ในขณะที่พ่อก็ไม่ได้ช่วยเลย คือช่วยทำตัวให้ดี ๆ อ่ะนะ ยังคงกินเหล้าทุกวัน แผลที่อุตส่าห์มาหาหมอ หมดไปหลักล้าน ก็ไม่หายซักที เน่าเพิ่มต้องตัวเนื้อตายออกและทุกสิ่งอย่าง เช่นโรคหัวใจโตที่เพิ่งค้นพบว่าท่านก็เป็น ก็พบเมื่อเดือนพคที่ผ่านมา

พอเดือนที่แล้วยายทรุดต้องเข้าโรงพยาบาล แม่ก็มาหา อยู่ด้วยตลอด พ่อก็ยังคงมีพฤติกรรมเหมือนเดิม ในที่สุดคุณยายเสีย พ่อก็แบบว่าไม่ได้ ต้องมางานศพ (โอเคมา ทุกคนมา แต่ไม่จำเป็นต้องมาทั้งอาทิตย์ใช่ไหม) ทุกคนก็อึ้งแบบว่าทุกคนหัวปั่นมาก และพ่อดูแลตัวเองไม่ได้เลย ถ้ามานั่งอยู่ในงานศพ ก็ต้องมีคนคอยอยู่ด้วย เพราะเธอจะเจ็บแผล (ซึ่งนั่งห้อยเท้ามาก ๆ ก็ไม่ดี) จะให้เอาเก้าอี้มาวางขา ก็ไม่เอา เพราะไม่อยากให้คนอื่นสนใจมาถามว่าตัวเองเป็นอะไร พ่อก็นั่งอยู่นั่น โดยที่จะแสดงอาการเหนื่อยเป็นระยะ (จากการที่หัวใจโต) โดยที่เราจะคอยหันไปมองว่าแกโอเคไหม แกก็หวาดระแวงว่าลูกจะเห็นว่าแกไม่ไหว ก็จะพยายามนั่งให้ตรง เอาล่ะ ในที่สุดอาทิตย์แห่งความทรมาน(ของพ่อ)มันก็ผ่านไป

ตอนนี้พี่สาวจะให้พ่อมาโรงพยาบาล ทำอะไรซักอย่างอยู่ประมาณ 1 สัปดาห์ ไม่ยอมมา บอกว่าเป็นห่วงงาน แต่ตอนงานศพนั่นก็ 1 สัปดาห์เหมือนกัน อันนั้น ไม่ยอม จะต้องมาให้ได้

เราก็สรุปกันว่า ความสำคัญของคนเรามันไม่เหมือนกัน พ่อมองว่าการมางานศพ เป็นสิ่งสำคัญ ที่จะยอมขาดงานมานั่งทรมาน แต่ไม่มองว่าการมาโรงพยาบาลให้หายขาด เป็นเรื่องสำคัญ และไม่มีใครบ่นอะไรเลย บ่นไปก็เท่านั้น เพราะพ่อจะปรี๊ด จะด่ากราด และอาจจะทำให้หัวใจที่มีปัญหาเป็นปัญหามากขึ้น

เรามองหน้ากัน (หลายคู่)

1. กับเพื่อนสนิท "เธอ ถ้าแก่ไปฉันทำตัวงี่เง่าขนาดนี้ เธอเตือนฉันด้วยนะ" คือไม่อยากบอกว่า ตอนนี้ตอนแกทำตัวงี่เง่า ฉันกล้าเตือนแกเหรอ
2. กับพี่สาว "แก แก่ไปเตือน ๆ กันด้วยนะเว้ย อย่าเป็นภาระให้ลูกหลาน" (ถามหน่อยฉันกล้าเรอะ)
3. กับสามี มองหน้ากัน ถอนหายใจ โอเค เราแย่แน่ เพราะยิ่งแก่เรายิ่งไม่กล้าเตือนกัน หึ ๆ 






 

Create Date : 28 กันยายน 2558
7 comments
Last Update : 28 กันยายน 2558 16:37:11 น.
Counter : 1671 Pageviews.

 
 
 
 
โห พี่จู้ เพิ่งเข้ามาอ่านเนี่ยค่ะ ตามมาจากบล็อกของตัวเอง พี่ก็หนักหนาสาหัสเหมือนกันนะเนี่ย time frame เดียวกันเลย แต่พี่ต้องเดินทางเยอะกว่า เพราะข้างจังหวัดข้ามภาคกันเลย และค่ารักษาพยาบาลพ่อเยอะกว่า แต่ก็นะ บ้านพี่ก็พอมีฐานะ แถมมีพี่น้องเยอะกว่าด้วยอ่ะ

ของหนูนะทำงานยุดยา ช่วงนั้นไปกลับสถาบันประสาทเกือบทุกวัน ขับรถกันอานเลย เช้าตื่นมาตีห้สทำงานบ้าน (จะบอกพี่จู้ว่าให้ตื่นเช้ามาทำงานบ้านดีกว่าทำตอนกลางคืนนะ มันเข้ากับนาฬิกาชีวิตเรามากกว่า) ตีห้าครึ่งปลุกปูนเพื่อส่งขึ้นรถตู้ไปโรงเรียน 6 โมงเช้า แล้วอาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน กลับจากงานไป รพ. กลับถึงบ้านสองสามทุ่ม รับปูนปันจากสระว่ายน้ำกลับบ้าน (หลังเลิกเรียนปูนมาซ้อมว่ายน้ำที่สระ) กว่าจะทำธุระส่วนตัว กว่าสองหน่อจะนอน ก็ปาไปสี่ห้าทุ่ม (เปิ้ลต้องนอนพร้อมคนที่นอนดึกสุดและตื่นก่อนคนที่ตื่นเช้าสุดอ่ะพี่) เหนื่อยชะมัดยาด งานก็ลาจนจะหมดวันลาแล้ว โชคดีที่หัวหน้าเข้าใจ

ครั้งแรกป๋าเข้าห้อง ICU พญาไทสอง หมดไปสองแสน วันละแสน ห้องธรรมดาอีก 3 วัน ห้าหมื่น สรุปที่พญาไท หมดไปสองแสนห้า หมอถาม ใครจ่ายเนี่ย เราก็บอก หนูจ่ายเองค่ะ หมอมองหน้าแล้วเขียนใบส่งตัวให้ไปที่ รพ ประสาท เพื่อตัดค่าใช้จ่าย เพราะป๋าชักทางสมอง โห้ย กว่าจะหาห้องได้ ตื่นเต้นมาก สุดท้ายก็กลายมาเป็นขาประจำของโรงบาลประสาท นอนรอบนั้นหมดไปอีก สองแสนห้า คือยากันชักแพงมาก และมันเบิกบัตรทองไม่ได้ รวมๆแล้วห้าแสน อย่างที่บอก ดีนะเงินเดือนขึ้นและขายหุ้นได้ ไม่งั้นตาย

ตอนนี้ก็หนักอีก น้องไม่ได้ทำงาน ดูแลพ่อเต็มเวลา ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เงินเดือนจะไม่พอแระ

ปวดหัวอีกอย่างคือ ทุกคนในครอบครัวเอาเราเป็นศูนย์กลาง หมายความว่าไม่พอใจใครก็เอามาบ่นกับเรา เช่นน้องไม่พอใจแม่ แม่ไม่พอใจน้องสามีไม่พอใจน้อง น้องไม่พอใจลูกจ้าง นั่นนี่นู่น บ่องตรงเครียดมาก เพราะเราต้องคอยรับอารมณ์พวกเขา ไม่เข้าใจว่าแก้ปัญหากันไม่เป็นหรือไง ชอบมาบ่นๆๆ บางที เราเอาใจทุกคนไม่ได้ เขาก็พาลโกรธเราไปอีก ปัญหาคือแม่กับน้องเนี่ยแหละ สงสัยดวงชงกัน อยู่กันดีๆไม่ได้ น้องก็บอก เบื่อแม่ จะไม่ดูพ่อแล้วนะ จะไปทำงาน ให้เราหาคนมาดูพ่อเอง (พ่อเดินไม่ได้แล้ว อยู่แต่บนเตียง) บางทีไม่ตามใจแม่ แม่ก็บอก แม่จะกลับบ้านนอก ให้เราหาคนมาเลี้ยงน้องปันเอง บางทีอยากจะหายตัวไปเริ่มชีวิตใหม่ เอาไปแต่ลูกสองคนนะ

สามีไม่ได้ช่วยอะไรเลย ช่วงแรกๆทำตัวเป็นปัญหาด้วยซ้ำ อยากให้กลับมาดูลูก งอแง แต่เราก็ต้องดูพ่อไง ช่วงนั้นพ่อหนักอยู่ น้องก็เอะอะอะไร โทรหาๆๆ อาการไม่มีอะไรก็กังวลเกิน คิดเยอะเกิน เรื่องเยอะ จนเราก็รำคาญ แต่พูดอะไรไม่ได้ ไหนจะสามี ไหนจะน้อง ไหนจะแม่ ไหนจะพ่อ โฮ้ย

ปัญหาเยอะแยะตาแป๊ะขายหมู
 
 

โดย: เปิ้ล IP: 203.209.39.91 วันที่: 9 ตุลาคม 2558 เวลา:17:15:52 น.  

 
 
 
คิดถึงนะคะพี่
 
 

โดย: เปิ้ล IP: 203.209.39.91 วันที่: 9 ตุลาคม 2558 เวลา:17:17:54 น.  

 
 
 
ส่งกำลังใจให้นะคะ

สมัยเด็กๆ เราดื้อ ตอนนี้ถึงตาท่าดื้อบ้านค่ะ ช่วงเอาคืน 5555 คุณแม่มี้เก๋ก็เป็นค่ะให้ไปหาหมอไม่ไป ชอบไปวันที่เราไม่ว่างค่ะ วันที่ชวนไม่ยอมไป T_T สู้ๆ นะคะ ขอให้ผ่านเรื่องราวยุ่งๆ คุณพ่อแข็งแรงไวๆ
 
 

โดย: มี้เก๋+ป๊าโอ๋=ซีทะเล (kae+aoe ) วันที่: 14 ตุลาคม 2558 เวลา:11:34:21 น.  

 
 
 
เอ เรื่องนักศึกษา พี่ก็ช่างมันไม่ได้หรอคะ ทำกันขนาดนี้ ปล่อยมัน ความรับผิดชอบของมัน จะจบก็จบ จะไม่จบก็ไม่น่าจะต้องกังวลสำหรับพี่ ก็ตัวเองไม่รับผิดชอบเอง ส่งงานช้า จะมาคาดหวังให้อาจารย์ทำตามที่ตัวเองต้องการได้ไง ไม่อยากคิดว่าถ้าจบไปทำงาน องค์กรจะต้องกลุ้มใจขนาดไหน

ส่วนเรื่องหลาน เหมือนเขาไม่ค่อยโตและติสๆหน่อยโนะ ต้องเหนื่อยเราสอนมารยาทอีก แต่ก็ต้องพยายามพูดเยอะๆ เหมือนเลี้ยงลูกตัวเองเลยค่ะ ไม่มีลูกก็เหมือนมี มีทีก็โตเป็นวัยรุ่นเลย 55

พักนี้เปิ้ลทัวร์โรงพยาบาลรัฐเป็นว่าเล่น อยู่กันเป็นวันๆเลย แต่ป๋าก็ดีขึ้น พอจะพูดอะไรได้มากขึ้น เบื่อที่สุดคือต้องรองรับอารมณ์น้อง พออะไรไม่ได้ดั่งใจมันก็ขึ้นเสียงใส่เรา ด่าๆๆ เราก็ต้องอดทน เพราะมันคอยดูแลป๋า ถ้าไม่มีมันเราก็ไปทำอะไรไม่ได้



 
 

โดย: Ple IP: 203.209.39.91 วันที่: 14 ตุลาคม 2558 เวลา:13:24:13 น.  

 
 
 
ครอบครัวพี่ดูมี margin เยอะ ทางเลือกเยอะดีค่ะ คือขนาดพี่สาวไม่ทำงาน 12 ปีก็ยังสามารถกลับไปทำงานได้อีก (แกขวนขวายด้วยแหละ อยู่ว่างๆๅก็เรียนต่อ) นี่เปิ้ลก็กังวลน้องเหมือนกัน ว่าถ้ามันไม่ทำงานนานๆ มันจะกลับไปทำงานได่้ไหม แต่สมัยนี้ก็ยังมีงานขายของทางเน็ตที่พอจะทำให้มีรายได้ก๊อกๆแก๊กๆได้

ปัญหาของเปิ้ลตอนนี้เป็นเรื่องคนซะส่วนใหญ่ คือเปิ้ลมาทำงาน ต้องพึ่งคนอื่นทำอะไรให้ มันก็ไม่พอใจไปซะทุกอย่าง บางทีหงุดหงิดมา แต่ต้องอดทน แต่อย่างน้อย ชีวิตก็ run ไปได้เรื่อยๆ แก้ปัญหากันไปเป็นเปลาะ พอลูกโตหวังว่าจะดีขึ้นค่ะ (หรือแย่ลง เพราะรายจ่ายเพิ่มขึ้นหว่า 55)

ตอนนี้มีเด็กมาทำงานบ้านละ เดือนละ 9000 ทำสองบ้าน สามีบอกจะช่ววยออก ไม่รู้จะช่วยออกจริงไหม
 
 

โดย: เปิ้ล IP: 203.209.39.91 วันที่: 21 ตุลาคม 2558 เวลา:10:18:40 น.  

 
 
 
ขอบคุณที่แวะไปทักทายงานเขียนที่บล็อกค่ะ
 
 

โดย: sawkitty วันที่: 24 ตุลาคม 2559 เวลา:19:38:26 น.  

 
 
 
พี่จู้ คิดถึงเสมอนะคะ มีเฟสยังคะ
 
 

โดย: เปิ้ล IP: 101.108.46.250 วันที่: 18 พฤษภาคม 2561 เวลา:17:39:58 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

พี่หมูน้อย
 
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




ครูไหวปากร้ายใจดี ใครๆก็รู้
[Add พี่หมูน้อย's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com