ซีพีเอฟทั่วโลก...เดินหน้าวิสัยทัศน์ “ใช้ยาต้านจุลชีพในสัตว์อย่างรับผิดชอบ”




















บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ประกาศนโยบายชัดเจน เดินหน้าวิสัยทัศน์ ด้านการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างมีความรับผิดชอบ มีผลบังคับใช้ในทุกกิจการของซีพีเอฟทั่วโลก ครอบคลุมทั้งสัตว์บกและสัตว์น้ำ ตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านการผลิตอาหารปลอดภัยของโลก  

นายอดิเรก ศรีประทักษ์ ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ลงนามประกาศนโยบาย “วิสัยทัศน์ระดับโลกด้านการใช้ยาต้านจุลชีพในสัตว์” เพื่อให้ทุกสาขาของซีพีเอฟทั้งในประเทศไทยและทุกๆประเทศทั่วโลกนำไปปฏิบัติ อันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตอาหารปลอดภัยที่บริษัทดำเนินการอยู่ ภายใต้วิสัยทัศน์ของบริษัทที่มุ่งสู่ “ครัวของโลก” 

“เรื่องของการใช้ยาต้านจุลชีพในสัตว์เป็นสิ่งที่ทั่วโลกให้ความสนใจ เนื่องจากมีส่วนสำคัญต่อความปลอดภัยในอาหาร ที่ผ่านมาซีพีเอฟตระหนักในเรื่องนี้ และดำเนินการตามมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดมาโดยตลอด รวมถึงมีขั้นตอนในการตรวจสอบย้อนกลับ แต่ก็ไม่เคยหยุดนิ่งที่จะพัฒนาระบบความปลอดภัยทางอาหารให้ทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของกระแสโลก โดยวิสัยทัศน์ระดับโลกด้านการใช้ยาต้านจุลชีพนี้ จะเริ่มใช้ตั้งแต่วันนี้และจะดำเนินการได้ทั่วโลกภายในปี 2563” นายอดิเรกกล่าว 



ทั้งนี้ วิสัยทัศน์ระดับโลกของซีพีเอฟด้านการใช้ยาต้านจุลชีพในสัตว์คือการผลิตอาหารปลอดภัยและมีคุณภาพอย่างยั่งยืน โดยจะใช้ยาต้านจุลชีพอย่างมีความรับผิดชอบ ภายใต้การพิจารณาทุกปัจจัยอย่างรอบคอบ เช่น ต้องไม่เกิดการดื้อยาหรือการตกค้างของยา ความปลอดภัยของอาหาร หลักการด้านสวัสดิภาพสัตว์ การพัฒนาอย่างยั่งยืนและความพึงพอใจของผู้บริโภค ขณะที่ซีพีเอฟจะมุ่งเน้นการป้องกันโรคมากกว่าให้เกิดโรคแล้วจึงรักษา ถือเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ยาอย่างสมเหตุผลและรับผิดชอบ 

โดยซีพีเอฟได้จัดลำดับความสำคัญของนโยบายด้านการใช้ยาต้านจุลชีพในสัตว์ อาทิ 1.)ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดของสัตวแพทย์และใช้เพื่อการรักษาเท่าที่จำเป็นเท่านั้น 2.) หลีกเลี่ยงการใช้ยาต้านจุลชีพประเภทที่ใช้ทั้งในคนและสัตว์ (share-class antimicrobials) และใช้เมื่อจำเป็นอย่างระมัดระวัง โดยจะเลือกใช้ยาสำหรับสัตว์เป็นลำดับแรก 3.)ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเพื่อหาแนวทางใหม่ที่ดีกว่าในการดูแลสัตว์ตามหลักการสวัสดิภาพสัตว์ (animal welfare) อันจะเป็นการลดความจำเป็นในการใช้ยาต้านจุลชีพ เป็นต้น โดยบริษัทจะทำงานตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหารโปรตีนทั่วโลก และร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการปกป้องสุขภาพของคน สัตว์ และสังคมโลก อย่างเหมาะสม ตามหลักการ ‘’สุขภาพหนึ่งเดียว” (One health) 



ขณะเดียวกันซีพีเอฟจะเข้าร่วมแสดงนิทรรศการด้านการใช้ยาต้านจุลชีพในสัตว์ ภายในงาน Anti-Biotic awareness week  ณ สำนักงาน FAO ระหว่างวันที่ 13—17 พฤศจิกายน 2560  ตามคำเชิญขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ด้วย 

อนึ่ง ซีพีเอฟ ได้เข้าร่วมงานสัมมนา One Health Summit จัดโดยองค์การสหประชาชาติ  ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี เมื่อปี 2559 ว่าด้วยเรื่องสุขภาพหนึ่งเดียว ครอบคลุมการผลิตอาหารปลอดภัยและความร่วมมือในการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาวทั้งคนและสัตว์ โดยซีพีเอฟได้ร่วมลงนามข้อตกลง One Health Summit Priorities เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสม เพื่อแสดงจุดยืนถึงการให้ความสำคัญต่อการผลิตอาหารปลอดภัยมาแล้ว การประกาศนโยบาย “วิสัยทัศน์ระดับโลกด้านการใช้ยาต้านจุลชีพในสัตว์” ในครั้งนี้ จึงแสดงถึงความมุ่งมั่นจริงจัง ให้ประชาคมโลกได้รับทราบเจตนารมณ์ของซีพีเอฟ บริษัทคนไทยที่ใส่ใจในความปลอดภัยด้านอาหารสูงสุดเพื่อผู้บริโภคทั่วโลกอย่างแท้จริง






Create Date : 22 ตุลาคม 2560
Last Update : 22 ตุลาคม 2560 17:51:25 น.
Counter : 257 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
เที่ยวกรุงเทพไม่ไกล..ไปฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค







ด้วยที่เป็นจุดกำเนิดของอาชีพการเลี้ยงโคนมของประเทศไทยเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ของวงการโคนมและมีเรื่อง ๆ มากมาย วันนี้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย หรืออ.ส.ค. ผู้ผลิตนมไทย-เดนมาร์ค  สัญลักษณ์วัวแดง กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งด้วยการเปิดตัวฟาร์มโคนมประวัติศาสตร์ให้เป็นที่รู้จักสู่สาธารณชนภายใต้โครงการ “เปิดฟาร์มท่องเที่ยวฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค"


ย้อนไปเมื่อปีพ.ศ.2503 ในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เสด็จประพาสทวีปยุโรปในการเสด็จทรงประทับแรม ณ ประเทศเดนมาร์ค ทรงให้ความสนพระทัยกิจการเลี้ยงโคนม หลังเสด็จนิวัติประเทศไทย ในปีต่อมารัฐบาลเดนมาร์กและสมาคมเกษตรกรเดนมาร์ค ได้ร่วมน้อมเกล้าถวายโครงการเลี้ยงโคนมในประเทศไทยให้เป็นของขวัญแด่ทั้งสองพระองค์ และมีการตกลงทำสัญญาระหว่างรัฐบาลไทยและคนโดยการจัดตั้งฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนม”ไทย-เดนมาร์ค”ที่อ.มวกเหล็ก จว.สระบุรี

เมื่อปี 2505 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระเจ้าเฟรดเดอริคที่ 9 แห่ง ประเทศเดนมาร์ก ได้ทรงประกอบพิธีเปิดฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย-เดนมาร์ก อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2505 (ค.ศ.1962) ต่อมาเรียกว่าอาคาร 1962 ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญอย่างมาก ในปัจจุบันอาคาร 1962 นี้ ยังคงใช้งานอยู่ในการสาธิตรีดนมให้กับผู้เยี่ยมชมฟาร์ม ถือเป็นวันที่มีความสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ของการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย จากฟาร์มโคนมต้นแบบและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนม ได้กำเนิดเป็นระบบการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมครบวงจรในนามองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย( อ.ส.ค.) สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ผลิตและผลิตภัณฑ์นมตราไทย-เดนมาร์ค สัญลักษณ์ วัวแดง ซึ่งมีที่มาจากโคนมพันธ์ Red Danish จากประเทศเดนมาร์ค


ต่อมาในปีพ.ศ.2514 รัฐบาลไทยได้รับโอนกิจการฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย-เดนมาร์ค จัดตั้งเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้ชื่อว่า “องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย "(อ.ส.ค.) ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค  เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรน้องใหม่ของจังหวัดสระบุรี  ที่ผู้มาเยือนจะได้สัมผัสกับบรรยากาศเมืองคาวบอย  ท่านจะมีโอกาสได้รับรู้เรื่องราวว่ากว่าจะมาเป็นฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์คนั้นต้องผ่านอะไรมาบ้าง  รวมถึงได้ทราบวิธีการเลี้ยงดูโคนมอย่างครบวงจร 


ความได้เปรียบในด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติมีทุ่งหญ้าเขียวขจีรายล้อม  ลำธารน้ำ อากาศจะเย็นตลอด 10 เดือนการพัฒนาองค์กรของอ.ส.ค.นอกจากการตลาด-ผลิตภัณฑ์แล้วยังได้เปิดท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่จะได้สัมผัสกับประสบการณ์จริง สัมผัสธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ความสนุกที่ประทับใจตามโปรแกรมที่มีให้เลือกตามความสะดวกของแต่ละคน ทั้งแบบท่องเที่ยวหนึ่งวัน  สองวันกับค้างหนึ่งคืน หรือแบบจุใจสามวันค้างสองคืนก็มี  แต่ละโปรแกรมล้วนให้สาระความรู้ ความสนุกสนานควบคู่ พร้อมจัดรถพ่วงรองรับนักท่องเที่ยวสำหรับพาชมบรรยากาศทุ่งหญ้าที่มีเหล่าฝูงโคยืนแทะเล็มหญ้าด้วยความเพลิดเพลิน  ก่อนที่จะพาท่านไปชมการสาธิตรีดนมโค ขั้นตอนนี้เขาเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ทดลองรีดน้ำนมจากเต้าแม่โคจริง ๆ  เพื่อนำไปป้อนลูกโคด้วยมือท่านเอง จากนั้นท่านจะได้เข้าโรงงานชมกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์นมไทย ท่านที่ชอบของที่ระลึกก็มีให้เลือกซื้อมากมาย


"เป็นการเข้าชมฟาร์มแบบครบวงจร ทั้งชมสวนสัตว์ ทุ่งหญ้า รีดนมจากวัวและนำนมที่เรารีดได้ไปปอนให้กับลูกโคพร้อมชมการโชว์บ่วงบาศก์ ฝึกจับบังคับโค โดยใช้เชือกเส้นเดียว  ผู้เขียนลองแล้วค่ะ แบบว่าลองควงเชือกค่ะ ไม่ได้คล้องโค เอาท่าให่เท่เข้าว่า  :)) นอกจากนั้นจะมีกิจกรรมการทำอาหารจากนมสด  walk rally หรือกิจกรรมการสำรวจธรรมชาติ จักรยานเสือภูเขา ขับขี่รถเอทีวีชมธรรมชาติ หรือในสนาม  การเรียนรู้การอยู่พักค้างแรม  ตลอดจนการรับประทานอาหารในสไตส์คาวบอย  กิจกรรมดูดาวและคาวบอยไนท์"






ที่สำคัญทุก  ๆ ต้นปีอ.ส.ค.แห่งนี้จะมีการจัดงานวันโคนมแห่งชาติมีกิจกรรมน่าสนใจมากมายทั้งการออกร้านขายอุปกรณ์การเกษตร อาหาร เสื้อผ้าและการแสดงบันเทิงต่าง  ๆ ที่น่าสนใจและทุกครั้งที่ผู้เขียนไปนั่นคือโซนคาวบอยที่มีการออกร้านขายสินค้าคาวบอย การแสดงดนตรีสไตส์คันทรี่ นั่งรับประทานอาหารไปฟังดนตรีไปสุด ชิล ! 

ในส่วนของโซนสวนสัตว์ค่ะ

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมนันทนาการที่น่าสนใจคือการสำรวจธรรมชาติ(เดินป่า) ที่ยังพบต้นไม้ หิน ฟอสซิลโดยจะมีการบรรยายสภาพภูมิประเทศและลักษณะทางธรณีวิทยา  รวมทั้งกิจกรรมนักสืบสายน้ำ เนื่องจากในบริเวณฟาร์มโคนมไทยเดนมาร์คมีจุที่เรียกว่าน้ำผุด(ต้นน้ำ) หรือการดูนก หลายกิจกรรมเพิ่มขึ้นมาใหม่หลังการเปิดตัวเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแต่ขอหยิบยกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจนั่นคือ การดูดาว ณ บริเวณลานจอดเฮลิคอปเตอร์ซึ่งเราจะได้รับฟังการบรรยายเรื่องดวงดาว การเรียนรู้กล้องดูดาว โดยการประสานงานกับท้องฟ้าจำลองเพื่อให้ความรู้ 

กิจกรรมดูดาว

ภายในฟาร์มโคนมไทย-เดน-มาร์คยังมีค่ายเรียนรู้เกษตรธรรมชาติ ที่เป็นแหล่งรวมพืชสมุนไพรท้องถิ่นไทยตลอดจนการเรียนรู้เรื่องปุ๋ยอินทรีย์น้ำนม ที่มาจากการย่อยสลายน้ำนมดิบคุณภาพต่ำโดยอาศัยกิจกรรมของจุลินทรีย์ในสภาพไม่มีอากาศและมีอากาศ ผลิตภัณฑ์ที่ได้ประกอบไปด้วยกรดอินทรีย์ วิตามิน แร่ธาตุต่าง ๆ โดยมีสารพด.6 เป็นเชื่อจุลินทรีย์ ที่มีประสิทธิภาพ ในการย่อยสลาย องค์ประกอบของโปรตีนไขมันในน้ำนมดิบคุณภาพต่ำ ปุ๋ยอินทรีย์ทำจากน้ำนมโคนี้อุดมไปด้วยสารจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตต่อการก่อให้เกิดดอก ออกผล ใช้ผสมน้ำฉีดพ่นใบราด โคนต้นพืช ซึ่งจะต้องนำไปผสมน้ำก่อน  

ใบบัวบก

ไพลขาว

ใบกระดาน เป็นไม้ประดับค่ะ

โสมขาวค่ะ ต้นนี้ใช้ยอดผัดกับน่ำมันหอยอร่อยค่ะ

ใบคว่ำตายหงายเป็น

ปุ๋๋ยอินทรีพย์จากนมสด

สำหรับผู้สนใจไปท่องเที่ยวฟาร์มโคนมไทยประวัติศาสตร์แห่งแรกสามารถติดต่อได้ที่ สำนักท่องเที่ยวเชงเกษตร องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย 160 ม.10 ถ.มิตรภาพ จว.สระบุรี






Create Date : 12 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 12 กุมภาพันธ์ 2560 20:58:34 น.
Counter : 608 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
"เฮ"เกาะสวรรค์ อันดามันภูเก็ต



ได้มีโอกาสกลับไปเที่ยวภูเก็ตอีกครั้งแต่ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกกับการท่องเที่ยวเกาะแห่งหนึ่งที่ยังไม่คุ้นชื่อนักนั่นก็คือ "เกาะเฮ" สำหรับ เกาะเฮหรือคอรัลไอแลนด์ เป็นเกาะเล็ก ๆ เกาะหนึ่งตั้งอยู่ทางใต้สุดของจังหวัดภูเก็ต ห่างจากชายฝั่งภูเก็ตประมาณประมาณ 10 ก.ม. เป็นอีกหนึ่งเกาะยอดนิยมของจังหวัดภูเก็ต ที่เดินทางท่องเที่ยวได้โดยง่าย โดยเรือสปีดโบ๊ท 10-15 นาที  เรือหางยาวประมาณ 45 นาที  เป็นเกาะที่เดินทางค่อนข้างสะดวกค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนัก เกาะเฮมีหาดทรายขาวละเอียด ปะการังน้ำตื้นที่ยังอุดมสมบูรณ์ น้ำทะเลใส มองเห็นฝูงปลาหลากสีสันเหมาะกับผู้ต้องการความเป็นส่วนตัว  

เรามาทำความรู้จักไกด์ที่จะบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของ"เกาะเฮ"กันดีกว่าค่ะนั่น ไกด์อดัม"คุณฤทธิชัย ชำนาญ" หรือซึ่งไกด์อดัมบอกว่า  เดิม"เกาะเฮ"หรือ"เกาะฮิ"กลุ่มที่เข้ามาแรกเริ่มเป็นชาวมาเลย์ที่ย้ายถิ่นเข้ากระจายไปตามเกาะลันตา  เกาะพีพีดอน แต่เมื่อเกิดโรคระบาดก็ย้ายไปอยู่ราไวย์  มอร์แกนและฝั่งเกาะสุรินทร์ต่อมาหลังสัมปทานเหมืองแร่ได้หมดลงก็ได้เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวอย่างเต็มพร้อมกับการปิดโรงงานแทนทาลั่ม ซึ่งนักท่องเที่ยวกลุ่มแรกคือกลุ่มเร้กเก้เมื่อ 20-30 ปีก่อนหน้านี้  จากนั้นนักท่องเที่ยวจากโซนยุโรปก็เริ่มเข้ามาซึ่งกลุ่มนี้จะเป็นพวกที่ชอบธรรมชาติล้วน ๆ ไม่ต้องมีอะไรที่อำนวยความสะดวกมากซึ่งจะมาแบแบกเป้และขณะนั้นมีเพียงเรือหางยาวที่ขึ้นบริเวณหาดราไวย์ซึ่งนักท่องเที่ยวจะไปที่เกาะราชาด้วยและเริ่มมีนักท่องเที่ยวจากประเทศญุี่ปุ่นเข้ามาโดยจะเน้นการเล่นเจ็ทสกีมากที่สุด ตลอดจนให้ความสนใจเรื่องการดำน้ำมากขึ้นตามลำดับ รวมทั้งบานาน่าโบ้ท  ขณะเดียวกันกลุ่มนักท่องเที่ยวจากใต้หวันก็ให้ความสนใจเข้ามามากเช่นกันแต่หลังจากมีปัญหาเศรษฐกิจกลุ่มที่ให้ความสนใจและเริ่มเข้ามานั่นก็คือจีนแดง เกาหลี  สแกนดิเนเวีย รัสเซีย เป็นต้น

"ไกด์อดัม"ได้บอกถึงเสน่ห์ของเกาะเฮที่อยากให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเนื่องจาก เป็นเกาะที่อยู่ไม่ไกลจากชายฝั่ง จว.ภูก็ตเพราะเดินทางด้วยเรือเพียง 15 นาทีเท่านั้น อีกทั้งมีน้ำทะเล หากทรายสพอาดขาวสวยงามพรั่งพร้อมไปด้วยสิ่งอำนายความสะดวกไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ห้องน้ำ เหมาะกับการพักผ่อนสามารถรองรับนักท่องเที่ยวเป็นกลุ่มได้ มีกิจกรรมที่ทางน้ำต่าง ๆ ที่น่าสนใจทั้ง เล่นเจ็ตสกี บานาน่า โบ๊ท เรือลากร่ม หรือดำน้ำชมปลา ชมปะการัง พาราเซล ซีวอคเกอร์  อีกทั้งมีพนักงานดูแลหน้าหาดให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นการดูแลลูกค้านักท่องเที่ยวและการบริการเครื่องเล่นต่าง ๆ โดยจะความปลอดภัยเป็นอันดับแรกเนื่องจากจะแบ่งโซนการเล่นน้ำ และห้ามเล่น ตลอดจนการแบ่งโซนตลาดจีนและยุโรป และรับรองคุณภาพ ความสะอาด อนาคตเชื่อว่าจะมีลูกค้าเพิ่มขึ้นเนื่องจากขณะนี้คนไทยก็เริ่มเข้ามามากและจะเน้นเพิ่มฐานลูกค้าคนไทยเพิ่มขึ้นด้วย

"ยินดีให้ทุกคนเข้ามาสู่อ้อมแขน อ้อมกอดของนิกรมารีน เนื่องจากเรามีโปรแกรม ท่องเที่ยวที่น่าสนใจแบบ one day trip และให้มาเล่นน้ำทะเลที่สวยใสร่วมกัน" ไกด์อดัมเชิญชวนนะคะ

"รัศมี รักษาเดช"ประชาสัมพันธ์ บริษัทนิกรมารีน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทประกอบการเรือนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ บอกว่า การจัดทริปท่องเที่ยวต้องการดึงคนไทยมาเที่ยวเกาะเฮมาก ๆ เพราะเจ้าของบริษัทคือคนไทยแต่ที่ผ่านมา 90 เปอร์ของนกท่องเที่ยวเป็นคนต่างชาติซึ่งมีหลากหลายสัญชาติแต่ก็เริ่มมีคนไทยเริ่มเข้ามา เนื่องจากได้ทำการประชาสัมพันธ์มากขึ้น   

"การท่องเที่ยวในเกาะเฮส่วนมากเป็นแบบมาเช้ากลับเย็นหรือone day trip"เนื่องจากที่เกาะมีโรงแรมแห่งเดียวคือ"คอรัลไอแลนด์ รีสอร์ท" เกาะเฮเริ่มเป็นที่รู้จักมากชึ้นเมื่อประมาณ 3 ปีที่ผ่านมาและอยากดึงคนไทยให้มาเที่ยวให้มากที่สุด เกาะเฮในช่วงแรก ๆ คนไทยยังไม่มีเข้ามาแต่คนต่างชาติรู้จักเกาะเฮมากกว่าแม้กระทั่งคนภูเก็ตเองก็ยังไม่รู้จักเกาะเฮเท่านักท่องเที่ยวต่างชาติ"

ส่วนการเดินทางมาเกาะเฮจากสนามบินก็สามารถเช่าแท๊กซี่หรือเช่ารถมาตามเส้นทางถึงราไวย์มายังท่าเรือนิกรมารีนที่อยู่อ่าวฉลองเพียง 40 นาทีแต่หากนักท่องเที่ยวพักอาศัยในสี่จุดคือกะรน กะตะ อ.เมืองภูเก้ต ป่าตอง ทางบริษัทจะมีบริการรับส่งฟรี การเที่ยวเกาะเฮทางบริษัทจะจัดโปรแกรมแบบแพคเกจซึ่งรวมทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอาหารรวมทั้งเครื่องเล่นต่าง ๆ ทั้ง Parasailing,Banana Boat, Sea Walking, Scuba Diving  แต่ละแพคเกจอยู่ที่เราเลือกตามเอกสารที่ทางบริษัทจัดไว้สำหรับคนไทยจะได้รับโปรโมชั่นในราคาพิเศษซึ่งหากไม่ต้องการเล่นเครื่องเล่นก็จะนำเสนอในราคาพิเศษ"  


จุดเด่นของเกาะเฮคืออากาศที่เย็นสบายมีลมพัดและน้ำใสตลอดทั้งปี และเป็นเกาะที่เปิดตลอดไม่มีการปิดแม่มีพายุแต่ก็น้อยไม่กระทบกับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเนื่องจากจะคำนึงถึงความปลอดภัยอันดับแรกโดยไม่ต้องกังวลเรื่องของสภาวะอากาศเพระาเราจะรู้ล่วงหน้าก่อนออกเรือก อีกทั้งทางบริษัทได้จัดบริการโรงพยาบาลชั้นนำของภูเก็ตและสะดวกสบาย ซึ่งคนใช้บริการนิกรมารีนเนื่องจากการบริการ  อาหาร และพัฒนามากขึ้นอย่างเต็มที่ อีกทั้งการเดินทางมาง่ายมาก เชื่อว่าอนาคตคนไทยจะเข้ามามากเนื่องจากเกาะเฮเป็นเกาะแห่งความสนุก และยังบริสุทธิ์อยู่

อาหารอร่อย  ๆ จากนิกรมารีนค่ะ 

กลับไปเที่ยวภูเก็ตครั้งนี้ไม่พลาดกับอาหารทะเลสด ๆ ที่เราเลือกซื้อและให้ร้านอาหารบริเวณม่าเทียบเรือหาดราไวย์ เทศบางตำบลราไวย์ อ.เมือง จว.ภูเก็ต ปรุงตามความใจชอบค่ะ ราคาหากเป็นคนไทยจะได้ส่วนลดตามสมควรค่ะ  พ่อค้าแม่ค้า เป็นกันเองพูดจาอัธยาศัยเป็นมิตรค่ะ

ไม่ลืมแวะเที่ยวไร่สับปะรดผลไม้ขึ้นชื่อภูเก็ต

อันนี้ก็ไม่พลาดค่ะแหลมพรหมเทพ

รอจนพระอาทิตย์ตกดินค่ะ 




Create Date : 12 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 12 กุมภาพันธ์ 2560 13:57:30 น.
Counter : 1131 Pageviews.
2 comment
(โหวต blog นี้) 
เทศกาลสตรอเบอรี่-ของดีสะเมิง


เริ่มขึ้นแล้วสำหรับเทศกาลสตรอเบอรี่และของดีอำเภอสะเมิง ครั้งที่ 16 ประจำปี 2560 ระหว่างวันที่ 10 -14 กุมภาพันธ์ 2560 ณ บริเวณสนามที่ว่าการอำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่"โดยรายละเอียดงานติดตามได้ตามนี้เลยค่ะ


กำหนดการจัดงานเทศกาลสตรอเบอรี่ และของดีอำเภอสะเมิง ครั้งที่ 16 ประจำปี 2560

ระหว่างวันที่ 10 -14 กุมภาพันธ์ 2560

ณ บริเวณสนามที่ว่าการอำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่

...............................................

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 (กลางวัน)

การจำหน่ายสตรอเบอรี่และพืชผลทางการเกษตร ,สินค้า OTOP สะเมิง

ชมการประกวดสตรอเบอรี่ และพืชผลทางการเกษตร

ชมนิทรรศการจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

ชมพืชผลทางการเกษตรโครงการหลวง และโครงการตามแนวพระราชดำริ

แอ่วกาดมั่วคัวฮอม

(กลางคืน)

ชมการประกวดหนูน้อยสตรอเบอรี่

ชมการแสดงมหรสพ เช่น มวย รำวง สวนสนุก และอื่น ๆ



วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2560 (กลางวัน)

เวลา  09.00 น.ขบวนแห่รถบุปผาชาติสตรอเบอรี่ฯ เคลื่อนเข้าสู่บริเวณงาน

เวลา  09.45 น.ประธานในพิธีและผู้มีเกียรติพร้อมกัน ณ บริเวณเวทีกลาง หน้าที่ว่าการอำเภอ สะเมิง

                                ชมขบวนแห่รถบุปผาชาติสตรอเบอรี่ ของหน่วยงาน ต่าง ๆ

ชมการแสดงของโรงเรียนสะเมิงพิทยาคม 1 ชุด

                                ชมการประกวดเดินแบบ ชุดสบายสไตส์สตรอเบอรี่

เวลา  10.39 น. นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่กล่าวต้อนรับประธานในพิธีและผู้มาร่วมงาน

                                นายอำเภอสะเมิงกล่าวรายงานวัตถุประสงค์ในการจัดงานต่อประธานในพิธี

                                พิธีเปิดงานโดยผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่

ผู้ว่าราราชการจังหวัดเชียงใหม่ประธานในพิธีนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ และแขกผู้มีเกียรติ เยี่ยมชมบริเวณงานประกอบด้วยร้านจำหน่ายสตรอเบอรี่ และผลผลิตทางการเกษตร การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP กาดมั่วคัวฮอม การประกวดสตรอเบอรี่ และผลผลิตทางการเกษตร การแสดงนิทรรศการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ชมพืชผลทางการเกษตรโครงการหลวง และโครงการตามแนวพระราชดำริ การออกร้านของภาคเอกชน และแสดงกิจกรรมต่าง ๆ

          เวลา 14.00 น.       ชมการแข่งขันส้มตำสตรอเบอรี่

(กลางคืน)

    ชมการประกวดร้องเพลงลูกทุ่งแดนเซอร์

   ชมการแสดงมหรสพ เช่น มวย รำวง สวนสนุก และอื่น ๆ



วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2560 (กลางวัน)

การจำหน่ายสตรอเบอรี่และพืชผลทางการเกษตร ,สินค้า OTOP สะเมิง

ชมการประกวดสตรอเบอรี่ และพืชผลทางการเกษตร

ชมนิทรรศการจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

ชมพืชผลทางการเกษตรโครงการหลวง และโครงการตามแนวพระราชดำริ

แอ่วกาดมั่วคัวฮอม

          (กลางคืน)

           ชมการประกวดธิดาชนเผ่า

ชมการแสดงมหรสพ เช่น มวย รำวง สวนสนุก และอื่น ๆ



                                       วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2560 (กลางวัน)

         การจำหน่ายสตรอเบอรี่และพืชผลทางการเกษตร ,สินค้า OTOP สะเมิง

         ชมนิทรรศการจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

         ชมพืชผลทางการเกษตรโครงการหลวง และโครงการตามแนวพระราชดำริ

         แอ่วกาดมั่วคัวฮอม

               (กลางคืน)

         ชมการประกวดกิจกรรม to be number one

         ชมการแสดงมหรสพ เช่น มวย รำวง สวนสนุก และอื่น ๆ




วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560 (กลางวัน)

การจำหน่ายสตรอเบอรี่และพืชผลทางการเกษตร ,สินค้า OTOP สะเมิง

        ชมนิทรรศการจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

        ชมพืชผลทางการเกษตรโครงการหลวง และโครงการตามแนวพระราชดำริ

         แอ่วกาดมั่วคัวฮอม

(กลางคืน)

        ชมการประกวดธิดาสตรอเบอรี่สะเมิง

        ชมการแสดงมหรสพ เช่น มวย รำวง สวนสนุก และอื่น ๆ 














Create Date : 11 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 12 กุมภาพันธ์ 2560 10:29:24 น.
Counter : 424 Pageviews.
2 comment
(โหวต blog นี้) 
โครงการหลวง"แม่ปูนหลวง"แม้ห่างไกลแต่ทำไมเสด็จถึง




โครงการหลวงมีมากมายหลายแห่งแต่แห่งที่หนึ่งซึ่งอยู่ห่างไกลและอาจไม่คุ้นชินชื่อกันนักเราจะพาไปดูว่าอยู่ที่มีที่มาที่ไปอย่างด้วยการบอกล่าวเล่ารื่องจากคุณ"อภิชาติ จักรคำปัน"หน.ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ปูนหลวง ต.เวียง อ.เวียงป่าเป้า จว.เชียงราย บอกว่าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ปูนหลวงว่า เมื่อปี 2521 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช ได้เสด็จเยี่ยมราษฎรบ้านแม่ปูนหลวงทรงได้ทอดพระเนตรในวิถีชาวเขาเผ่ามูเซอแดง ซึ่งมีฐานะยากจนชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพเก็บใบเมี่ยง หรือ ชาป่า ส่งจำหน่าย และการปลูกฝิ่น พระองค์ได้ทรงเสด็จพระราชดำเนิน ไปตามไหล่เขาซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ไร้ฝิ่นของราษฎรชาวเขา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช จึงได้รับสั่งกับผู้อาวุโสของหมู่บ้าน และราษฎรชาวเขาที่ตามเสด็จความว่า “อยู่ที่ไหน ให้อยู่ดีดี ให้เลิกปลูกฝิ่น เลิกทำลายป่า แล้วเราจะหาพืชผัก ไม้ผล มาให้ปลูก หาไก่พันธุ์ดีมาให้เลี้ยงเพื่อสร้างรายได้แทนการปลูกฝิ่น”ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้มีการเคลื่อนย้ายหรือทำไร่เลื่อนลอย

จากนั้นได้มีศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ปูนหลวง ก่อตั้งขึ้น ณ บ้านแม่ปูนหลวง หมู่ 8 ต.เวียง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย โดยสถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ (มหาวิทยาลัยแม่โจ้ในปัจจุบัน)เข้าดำเนินงาน พัฒนาพื้นที่เดิมที่ชาวเขาปลูกฝิ่น ประมาณ 1,000 ไร่ ให้พัฒนาเปลี่ยนเป็นสวนไม้ผลเมืองหนาวพร้อมกับส่งเสริมอาชีพให้ชาวเขาปลูกไม้ผลเหมืองหนาว เช่น ท้อพื้นเมือง ท้อพันธุ์ แอปเปิล สาลี่ แอปพริคอท ลิ้นจี่ พลับ บ๊วย อาโวกาโด โลควอท ตลอดจนการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสัตว์ เช่น สุกร ไก่ โค กระบือ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในหมู่นอกจากนี้ยังได้พัฒนาส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะปลูกพืชภายใต้ระบบมาตรฐานอาหารปลอดภัย  มาตรฐานระบบเกษตรดีที่เหมาะสม(GAP)   มีการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวโรงงานคัดบรรจุภายใต้มาตรฐาน GMP/HACCP  เพื่อให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ก็ดีขึ้น และมีรายได้มาก

"การปลูกพืชที่นี่จะเป็นไม้เมืองหนาวสินค้าของเราจะไม่มีตลอด และส่งลูกค้าคือเอ็มเค โลตัส แมคโคร ร้านอาหาร ร้านค้าในโครงการหลวงและมีมาตรฐานจีเอพีของแปลงปลูกเกษตรต้องผ่านระบบนี้ เกษตรกรเลิกปลูกฝิ่นมาทำของถูกกฏหมายปัญหาหลักของที่นี่คือเกษตรรที่มีอายุมากขึ้นแต่เกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีอายุน้อยได้ออกไปสู่วิถีชีวิตแบบใหม่จึงได้มีแนวคิดการทำเยาวชนโครงการหลวงด้วยการอบรมให้ความรู้กับคนรุ่นใหม่ ให้เข้าใจในการเกษตรว่ามีรายได้ที่ดี ผักได้เงินดีมากเพราะเป็นพืชอายุสั้น เรามีฝ่ายตลาดที่ติดต่อกับลูกค้าอยู่แล้ว"

ชาวบ้านที่นี่ได้ให้ความร่วมมือและรวมกลุ่มให้มีความยั่งยืนเข้มแข็งด้วยการตั้งสหกรณ์การเกษตรขึ้นเมื่อ 7 ปีที่ผ่านมาทำให้ได้ความรู้  ปัจจัยการผลิต เกษตรกรมีความเข้มแข็งในระดับหนึ่ง และเข้าใจในระบบสหกรณ์มากขึ้นตลอดจนการออมเงิน

อีกหนึ่งเสียงที่เป็นเกษตรกรได้ถ่ายทอดประสบการณ์จริงจากตัวเองถึงการเป็นเกษตรกรในพื้นที่สูงโครงการหลวงห้วยแม่ปูน"สิทธิพล แสงทวีเจริญผล" 450 ม.8 ต.เวียง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย รองประธานสหกรณ์โครงการหลวงแม่ปูนหลวง บอกว่า เกษตรกรที่นี่ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษได้ปลูกฝิ่นและได้เปลี่ยนมาทำการเเกษตรเช่น ขิง เผือก ถั่งแดงหลวง พืช ผลไม้เมืองหนาว นำผลิตผลส่งโครงการหลวง โดยปัจจัยการผลิตต่าง  ๆ ได้ดำเนินการผ่านระบบสหกรณ์ที่ทำให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายมากขึ้นกว่าไม่ได้อยู่ในระบบสหกรณ์ ตลอดจนลดต้นทุนการผลิตมีแหล่งเงินทุนหมุนเวียน สำหรับรายได้เฉลี่ยจากการทำการเกษตรในแต่ละปีจะอยู่ที่ประมาณ 3 แสนบาทต่อหนึ่งปี หากปีใดที่ฝนตกดีก็จะทำให้ปริมาณผลผลิตดีตามไปด้วย  ทั้งนี้การเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์จะมีเจ้าหน้าที่อบรมความรู้ต่าง  ๆ ให้และการรวมกลุ่มของสหกรณ์ในการขายผลิตที่ไม่ต้องไปหาตลาดเองเพราะมีคนรับซื้อแน่นอน สำหรับตนเดิมทำงานเกี่ยวกับเทคนิคเครื่องยนต์แต่มีความต้องการกลับมาอยู่บ้านจึงได้เริ่มทำการเกษร ด้วยการปลูกบล็อคโครี่ 1 ไร่แต่ก็มีปัญหาเรื่องแล้งน้ำไม่เพียงพอ

สำหรับศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ปูนหลวง มีพื้นที่ส่งเสริม 5 หมู่บ้าน ( 12 หย่อมบ้าน) มีประชากรจำนวน 931 ครัวเรือน จำนวน 3,953 คน เป็นชนเผ่าลีซู มูเซอ จีนฮ่อ และอ่าข่าลักษณะทั่วไปของพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ปูนหลวง  ภูมิประเทศ ลักษณะพื้นที่โดยทั่วไป เป็นภูเขาสูงชันสลับซับซ้อน พื้นที่เป็นหุบเขาเล็กๆ และแม่น้ำที่สำคัญ คือ ห้วยแม่ปูน ห้วยแม่โปง ห้วยสามกุลา ห้วยทรายขาว และห้วยขุนแจ๋ พื้นที่เพาะปลูกมีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 800 – 1,400 เมตร การใช้ประโยชน์ที่ดิน ประกอบด้วย พื้นที่ป่าอนุรักษ์ พื้นที่รับผิดชอบ 17,108.92 ไร่ ดินเป็นดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี ดินมีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างดี มีปริมาณอินทรีย์วัตถุปานกลาง ดินมีค่า pH 4.5-6   อยู่ในเขตอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิเฉลี่ย 26.5 องศาเซลเซียส อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด 39 องศาเซลเซียส อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุด 4 องศาเซลเซียส มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยตลอดปี 1,511.2 มิลลิเมตร การเดินทาง การเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ถึงศูนย์พัฒนาโครงการแม่ปูนหลวง มีระยะทาง 98 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ 2 ชั่วโมง





Create Date : 11 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 12 กุมภาพันธ์ 2560 10:29:58 น.
Counter : 322 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  

BlogGang Popular Award#13



สมาชิกหมายเลข 3402302
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]