All Blog
ลดเผา ! ขายเศษวัสดุการเกษตรรับเงินกว่าล้านบาท
กรมส่งเสริมการเกษตร เผยผลโครงการรวมพลังสร้างมูลค่าจากไร่นาสู่สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เพื่อลดการเผาในพื้นที่การเกษตร เกษตรกรขายเศษวัสดุการเกษตรกว่า 4 พันตัน รับเงินกว่า 1.6 ล้านบาท


 



 
เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 พุทธศักราช 2562 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดทำโครงการรวมพลังสร้างมูลค่าจากไร่นาสู่สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อเฉลิมพระเกียรติฯ

โดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุการเกษตร เพื่อลดต้นทุน และเพิ่มมูลค่าจากเศษวัสดุการเกษตรตลอดจนช่วยลดปัญหาวิกฤตหมอกควัน และสถานการณ์เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กในหลายพื้นที่ของประเทศ



 



 
นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการดำเนินโครงการรวมพลังสร้างมูลค่าจากไร่นาสู่สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตั้งแต่เดือนเมษายน 2562 – พฤษภาคม 2563

โดยรณรงค์ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดำเนินงานจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์ในพื้นที่และชุมชน ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ได้แก่ การอบรมถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกร การจัดทำฐานเรียนรู้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อปรับปรุงคุณภาพดิน การจัดการเศษวัสดุการเกษตร



 



 
การเชื่อมโยงตลาดในการจัดซื้อเศษวัสดุการเกษตร ส่งผลให้เกษตรกรในโครงการสามารถจำหน่ายเศษวัสดุการเกษตร เช่น แกลบ ชานอ้อย เศษใบไม้ กากปาล์ม ซังข้าวโพด และปุ๋ยที่ชุมชนร่วมกันผลิต รวมทั้งสิ้น 4,406 ตัน เป็นเงิน 1,671,860 บาท

นอกจากนี้ ยังมีปุ๋ยอินทรีย์อีก 219,421 ตัน จากกิจกรรมฐานเรียนรู้ปุ๋ยอินทรีย์ ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 แห่ง และ ศดปช. 882 แห่ง รวม 1,764 แห่ง ซึ่งสามารถนำไปใช้ในกิจกรรมการเกษตรต่อไปได้



 



 
ตลอดจนเกษตรกรอีกส่วนหนึ่งที่ร่วมกำหนดกิจกรรมทางเลือกในการนำเศษวัสดุการเกษตรมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่จุดต่าง ๆ ของชุมชน เช่น ทำกองปุ๋ยหมัก 4,087 จุด ผลิตอาหารสัตว์ ได้แก่ อาหารสัตว์น้ำ ฟางอัดก้อน 1,655 จุด วัสดุสำหรับทำการเกษตรอื่น ๆ ได้แก่ วัสดุเพาะเห็ดหรือปลูกพืช 360 จุด

วัสดุสำหรับแปรรูป หัตถกรรม และอุตสาหกรรม ได้แก่ ทำกระดาษจากซังข้าวโพดหรือฟางข้าว ทำไม้กวาดทางมะพร้าว 41 จุด ใช้เป็นพลังงานทางเลือก ได้แก่ ผลิตถ่านอัดแท่ง หรือนำแกลบเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล 54 จุด และเมนูทางเลือกอื่น ๆ ได้แก่ ผลิตจุลินทรีย์จากหน่อกล้วย ทำหัวปุ๋ยเบญจคุณแบบก้อน หรือทำปุ๋ยน้ำหมัก 54 จุด ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดนี้สามารถลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตรให้แก่เกษตรกรได้อย่างยั่งยืน



 



 
รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการดำเนินโครงการนี้ทำให้เกษตรกรเปลี่ยนทัศนคติและปรับพฤติกรรมโดยลดการเผา ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม รักษาสภาพโครงสร้างดิน และเห็นประโยชน์ของเศษวัสดุการเกษตรมากขึ้น

เกิดความสามัคคีนำความรู้ไปปรับใช้และต่อยอดสู่แผนพัฒนาการเกษตรระดับตำบล ชุมชนดำเนินกิจกรรมต่อเนื่อง ได้แก่ ทำปุ๋ยหมัก ไถกลบตอซัง ลดการเผา นำเศษวัสดุการเกษตรมาก่อให้เกิดประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ ตลอดจนจำหน่ายเศษวัสดุการเกษตรแก่ผู้รับซื้อ 






 



Create Date : 31 กรกฎาคม 2563
Last Update : 31 กรกฎาคม 2563 16:44:31 น.
Counter : 53 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
ส.ธนาคารฯ-ธ.ก.ส.ร่วมถกร่างพ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟู
นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ประธานกรรมการบริหารกองทุนกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร นายยศวัจน์ ชัยวัฒนสิริกุล รองประธานกรรมการบริหารฯ คนที่ 1 นายสำเริง ปานชาติ รองประธานกรรมการบริหารฯ คนที่ 2 นายสไกร พิมพ์บึง รองเลขาธิการ รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร กฟก. เข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. กฟก. ครั้งที่ 4 ณ ห้องประชุม 310 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา (เกียกกาย) 


 


 
สำหรับการประชุมในครั้งนี้ กรรมาธิการฯ ได้เชิญเลขาธิการ กฟก.ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสาระสำคัญ เหตุผลและความจำเป็น และความเห็นต่อการดำเนินการตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 (เพิ่มเติม) ซึ่ง กฟก. ได้ชี้แจงและตอบข้อซักถามเกี่ยวกับประเด็นการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเพิ่มเติมต่อจากเมื่อวานนี้ (29 ก.ค.63)



 



 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการประชุมนัดที่แล้ว ได้มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความเห็นพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว อาทิ สมาคมธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) กรมบัญชีกลาง เป็นต้น ซึ่ง กฟก. ได้ชี้แจงและตอบข้อซักถามเกี่ยวกับประเด็นการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ทั้ง 3 มาตรา 






 

 



Create Date : 30 กรกฎาคม 2563
Last Update : 30 กรกฎาคม 2563 17:32:58 น.
Counter : 36 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
ผลศึกษาโซ่อุปทาน‘ผักสลัดอินทรีย์’สร้างรายได้ เพิ่มมูลค่าการผลิต
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าเกษตรอินทรีย์เป็นแนวทางการผลิตที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยอาหารของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค รวมทั้งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ปัจจุบันผู้บริโภคได้ใส่ใจเรื่องสุขภาพและให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ทำให้สินค้าเกษตรอินทรีย์ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2564 เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเพิ่มพื้นที่และจำนวนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ เพิ่มสัดส่วนตลาดเกษตรอินทรีย์ภายในประเทศ รวมทั้งยกระดับกลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีพื้นบ้าน นำไปสู่การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศ



 



 
สศก. ได้ศึกษาโซ่อุปทานผักสลัดอินทรีย์ ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และนครราชสีมา ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีการปลูก ผักสลัดอินทรีย์ ที่ได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand มากที่สุดในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสร้างมูลค่าเพิ่มในการผลิตผักสลัดอินทรีย์ให้กับเกษตรกร

รวบรวมข้อมูลจากผู้ที่เกี่ยวข้องในโซ่อุปทานต้นน้ำ ได้แก่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด เจ้าหน้าที่ฝ่ายวางแผนการผลิต เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการผลิต และเกษตรกร เกี่ยวกับการวางแผนการผลิต การจัดหาปัจจัยการผลิต และการผลิต กลางน้ำ

เป็นการจัดการผลผลิต ผู้ที่เกี่ยวข้องในโซ่อุปทานกลางน้ำ ได้แก่ เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการตรวจสอบสารตกค้าง โรงคัด บรรจุ ตกแต่ง และผู้รวบรวม และปลายน้ำ เป็นการกระจายผลผลิต ผู้ที่เกี่ยวข้องในโซ่อุปทานปลายน้ำ ได้แก่ ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า บริษัท และผู้บริโภค  

หากพิจารณาถึงต้นทุนและผลตอบแทนการผลิต วิถีการตลาด ส่วนเหลื่อมการตลาด พบว่า เกษตรกรที่ปลูกผักสลัดอินทรีย์ อาทิ ผักกาดหอม ผักกาดแก้ว สลัดคอส กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค ใน 1 รอบการผลิต ซึ่งมีระยะเวลาตั้งแต่เพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 50 วันเท่านั้น ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 9,501 บาท/ไร่ ให้ผลผลิตเฉลี่ย 842 กิโลกรัม/ไร่



 



 
ราคาที่เกษตรกรขายได้ 52.41 บาท/กิโลกรัม ผลตอบแทน 44,112 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 34,611 บาท/ไร่ ส่วนวิถีตลาดผักสลัดอินทรีย์ในจังหวัดเชียงใหม่ เกษตรกรจะส่งผลผลิตขายให้ศูนย์/สถานีโครงการหลวง

ได้แก่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแกน้อย อำเภอเชียงดาว สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ อำเภอจอมทอง สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง อำเภอฝาง เพื่อส่งต่อไปยังศูนย์รวบรวมผลผลิตมูลนิธิโครงการหลวงแม่เหี๊ยะในการกระจายสินค้า ส่วนในจังหวัดนครราชสีมา ผลผลิตส่วนใหญ่ส่งขายให้กับสหกรณ์ และวิสาหกิจชุมชนในอำเภอวังน้ำเขียว ได้แก่ สหกรณ์กสิกรรมไร้สารพิษในเขตปฏิรูปที่ดินอำเภอวังน้ำเขียว จํากัด วิสาหกิจชุมชนผักอินทรีย์แปลงใหญ่นิคมเศรษฐกิจพอเพียง อำเภอวังน้ำเขียว และอีกส่วนหนึ่งขายหน้าแปลง



 



 
สำหรับส่วนเหลื่อมการตลาด หรือความแตกต่างระหว่างราคาที่ผู้บริโภคจ่ายหรือราคาขายปลีก กับราคาที่ผู้ผลิตหรือเกษตรกรได้รับ กรณีศูนย์/สถานีโครงการหลวง สหกรณ์ฯ วิสาหกิจชุมชนฯ ขายให้กับผู้รวบรวม มีส่วนเหลื่อม 25 บาท/กิโลกรัม และผู้รวบรวมขายให้กับร้านค้าห้างสรรพสินค้า บริษัทในจังหวัด และกรุงเทพมหานคร มีส่วนเหลื่อม 20 บาท/กิโลกรัม  

ส่วนร้านค้าห้างสรรพสินค้า บริษัทในจังหวัด และกรุงเทพฯ ขายให้กับผู้บริโภค มีส่วนเหลื่อม 53 บาท/กิโลกรัม เนื่องจากผักสลัดเน่าเสียและเสียหายง่าย ทำให้ส่วนเหลื่อมค่อนข้างสูง



 



 
ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าการผลิตผักสลัดอินทรีย์มีการบริหารจัดการที่ดี มีตลาดที่แน่นอน ให้ผลตอบแทนสูง และสามารถเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรเป็นอย่างดี ดังนั้น ผักสลัดอินทรีย์จึงเป็นพืชอีกชนิดหนึ่ง ที่ภาครัฐควรส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกมากขึ้น

ตลอดจนสนับสนุนปัจจัยการผลิต ด้านเงินทุนเพื่อใช้พัฒนาเทคโนโลยีในการปรับปรุงขบวนการผลิต เช่น โรงเรือน ห้องเย็น และห้องตรวจสอบสารพิษตกค้าง และควรส่งเสริมให้มีการจัดตั้งศูนย์เมล็ดพันธุ์ผักอินทรีย์ เพื่อลดต้นทุนเมล็ดพันธ์การผลิตให้กับเกษตรกร สำหรับผู้ที่สนใจผลการศึกษา สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนวิจัยเศรษฐกิจเทคโนโลยีและปัจจัยทางการเกษตร  สำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โทร 02 579 8615    



 
     



Create Date : 24 กรกฎาคม 2563
Last Update : 24 กรกฎาคม 2563 16:51:10 น.
Counter : 19 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
แม็คโคร ผุดโครงการ “ลำไย ปันสุข...คืนสุข สู่สังคม”
สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ชวนลูกค้าคืนกำไรสู่สังคม ผุดโครงการ “ลำไย ปันสุข...คืนสุข สู่สังคม” ทุกการซื้อ 1 กก. บริจาค 1 บาท เปลี่ยนเป็นสิ่งของอุปกรณ์วัสดุการแพทย์จำเป็น กลับคืน ป้ออุ๊ย-แม่อุ๊ยยกระดับคุณภาพชีวิตสังคมสูงวัย ในพื้นที่แหล่งผลิตลำไยของประเทศ (เชียงใหม่ ลำพูน) เชื่อมโยงธุรกิจสู่ชุมชนเข้มแข็ง


 



 
นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ทุกปีแม็คโครรับซื้อผลผลิตลำไย ผลไม้ประจำท้องถิ่นที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรรายย่อยและกลุ่มสหกรณ์ในภาคเหนือโดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน เป็นจำนวนมาก  โดยสิ่งที่เราพบคือ ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ทุกสวนจะมีแรงงานสูงวัยมาช่วยกัน นั่งคัดแยก มัดพวงลำไย เป็นวิถีชีวิตชุมชนดั้งเดิมแม็คโครจึงได้จัดตั้งโครงการ ‘ลำไย ปันสุข...คืนสุข สู่สังคม’ ขึ้น โดยทุกการซื้อลำไย 1 กิโลกรัมในแม็คโครทุกสาขาทั่วประเทศ จะบริจาค 1 บาท นำไปซื้อสิ่งของจำเป็นอุปกรณ์การแพทย์ ให้กลุ่มผู้สูงวัยในจังหวัดลำพูน เชียงใหม่ นำรายได้จากชุมชน กลับคืนสู่ชุมชน ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม - 8 กันยายนนี้”


 



 
“นอกเหนือจากการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้เกิดความเข้มแข็งแล้ว  แม็คโครยังส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในชุมชน  ซึ่งโครงการ ลำไย ปันสุข...คืนสุข สู่สังคม  จะนำเงินรายได้จากการขายลำไยทุก 1 กิโลกรัมบริจาค 1 บาทไปมอบให้กับ 3 องค์กรที่ดูแลผู้สูงวัยในพื้นที่ ประกอบด้วย กลุ่มผู้สูงอายุบ้านล้อง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน, สถานสงเคราะห์คนชราวัยทองนิเวศน์ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่, กองทุนผู้ยากไร้ ต.แม่สูน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่”


 



 
นางสุมิตรา ไชยเวียง ผู้จัดการสหกรณ์ส่งเสริมเกษตรกรป่าซาง จำกัด กล่าวว่า “วิถีชีวิตของชาวสวนลำไย จะผูกพันกับผู้สูงอายุในพื้นที่ ซึ่งจะมารวมตัวกันในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว เพื่อคัดแยก มัดพวง หากคิดสัดส่วนแล้วก็ประมาณ 50 เปอร์เซนต์ และมีอายุมากที่สุด 70 กว่าปี  กลุ่มแรงงานสูงวัยจึงมีความสำคัญและผูกพันกับชาวสวนลำไย  เมื่อแม็คโครมีโครงการนี้ คิดว่าดีมากเพราะจะช่วยให้ผู้สูงอายุในพื้นที่ ได้รับการดูแลในระดับหนึ่งเลยทีเดียว”

ปัจจุบันแม็คโครเป็นแหล่งจำหน่ายลำไย  โดยรับซื้อผลผลิตจาก สหกรณ์การเกษตร  กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ ในหลายพื้นที่ อาทิ  สหกรณ์ส่งเสริมเกษตรกรป่าซาง จังหวัดลำพูน, สหกรณ์การเกษตรประตูป่า จังหวัดลำพูน, สหกรณ์การเกษตรจอมทอง  จังหวัดเชียงใหม่




 

 



Create Date : 24 กรกฎาคม 2563
Last Update : 24 กรกฎาคม 2563 15:08:52 น.
Counter : 50 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
กษ.เตรียมลุยโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่
นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กล่าวว่า ขอขอบคุณ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ที่มีมติเห็นชอบโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ งบประมาณ 9,805.707 ล้านบาท เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา

โครงการดังกล่าวได้ยกร่างและนำเสนอโดยคณะทำงานเกษตรทฤษฎีใหม่ของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืน ภายใต้คณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน)เป็นประธาน 



 



 
โครงการนี้ เป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ภายหลังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โรคโควิด 19) กรอบวงเงินรวมทั้งสิ้น 400,000 ล้านบาท ภายใต้แผนงาน “การสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานราก” ใน พรบ.เงินกู้ และถือเป็นโครงการที่ได้รับการอนุมัติในชุดแรก

มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่เพื่อการพึ่งตนเองลงไปถึงระดับหมู่บ้าน ซึ่งถือเป็นทางรอดและต้นแบบของเกษตรรายย่อย เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันต่อวิกฤติต่าง ๆ และสร้างความมั่นคงทางอาหารในที่สุด โดยใช้หลักของเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เกี่ยวกับการบริหารจัดการที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยและมีชีวิตอย่างยั่งยืน



 



 
มีการแบ่งพื้นที่เป็นส่วน ๆ ได้แก่ พื้นที่น้ำ พื้นที่ดินเพื่อเป็นที่นาปลูกข้าว พื้นที่ดินสำหรับปลูกไม้ผลไม้ยืนต้น พืชไร่นานาพันธุ์ และที่สำหรับอยู่อาศัยและเลี้ยงสัตว์ ในอัตราส่วน 30:30:30:10 เป็นหลักการในการบริหารจัดการที่ดินและน้ำ เพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ จะดำเนินการโดยแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการฯกำหนดคุณสมบัติเกษตรกร จัดทำคู่มือการดำเนินการเกษตรทฤษฎีใหม่ รับสมัครและคัดเลือกเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการ ต้องมีพื้นที่เกษตรตั้งแต่ 3 ไร่ และพร้อมอุทิศตนเป็นต้นแบบศูนย์เรียนรู้ชุมชน



 



 
พื้นที่จะถูกนำมาออกแบบแปลงตามหลักทฤษฎีใหม่และสอดคล้องกับภูมิสังคม จะได้รับสระเก็บน้ำความจุรวม 4,000 ลูกบาศก์เมตร การส่งเสริมและปัจจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจากกรมประมง การปรับสภาพและบำรุงดินจากกรมพัฒนาที่ดิน การส่งเสริมด้านพืชและไม้ผลจากกรมส่งเสริมการเกษตร

การส่งเสริมปัจจัยด้านปศุสัตว์และพืชเลี้ยงสัตว์จากกรมปศุสัตว์ และที่สำคัญเกษตรกรจะได้รับการอบรมบ่มเพาะให้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ และพร้อมที่จะเป็นวิทยากรถ่ายทอดในหมู่บ้านของตนต่อไป



 



 
ทั้งนี้ วางเป้าหมายดำเนินการในกลุ่มเกษตรกร 4,009 ตำบล (เฉลี่ยตำบลละ 16 ราย) รวมทั้งสิ้น 64,144 ราย รวมทั้งมีการจ้างงาน ตำบลละ 8 คน รวม 32,072 ราย รายได้เดือนละ 9000 บาท/ราย เป็นระยะเวลา 12 เดือน ดังนั้น แต่ละตำบล จะมีทีมตำบลรวม 24 คน เป็นทีมงานที่จะร่วมกันทำงานตลอดเวลา 12 เดือน เพื่อจุดประกาย ขยายผลเกษตรทฤษฎีใหม่ในตำบลของตนต่อไป

“ความสำเร็จของโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ คาดว่าในอนาคตจะมีพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน เพิ่มขึ้นรวม 192,432 ไร่ พื้นที่เก็บกับน้ำจุได้ รวม256 ล้าน ลูกบาศก์เมตร และพื้นที่ปลูกป่าเพิ่มขึ้น 19,253 ไร่ รวมทั้งเกษตรกรได้รับการพัฒนาให้มีความมั่นคงในอาชีพอย่างยั่งยืน 64,144 ราย เกิดการจ้างงาน 32,072 คน ตลอดจนมีแปลงต้นแบบเพื่อการเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ รวม 64,144 แปลง ทั่วประเทศอีกด้วย” นายอลงกรณ์ กล่าว






 




 



Create Date : 23 กรกฎาคม 2563
Last Update : 23 กรกฎาคม 2563 18:56:26 น.
Counter : 57 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  

สมาชิกหมายเลข 3402302
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



contact >> parwnation@gmail.com
hello welcome
contact =>>parwnation@gmail.com
New Comments