All Blog
ม็อบโคนมนัดชุมนุมหน้าทำเนียบพรุ่งนี้จี้รัฐแก้วิกฤต


สระบุรี 13 ก.ค. ชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด เตรียมชุมนุมใหญ่หน้าทำเนียบรัฐบาลในวันพรุ่งนี้ (14 ก.ค.) คาดมีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจากทั่วประเทศเข้าร่วมประมาณ 1,500 คน เพื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาวิกฤตอุตสาหกรรมโคนม พร้อมเสนอ 4 ข้อเรียกร้อง หลังเกษตรกรประสบปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด สหกรณ์ขาดสภาพคล่อง และอ.ส.ค. ยังค้างชำระค่าน้ำนมดิบ


นายณัฐวุฒิ ประทีปะวณิช รองประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นผลสืบเนื่องจากการเปิดเสรีการค้านมและผลิตภัณฑ์นมภายใต้ข้อตกลงองค์การการค้าโลก (WTO) และความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-ออสเตรเลีย และไทย-นิวซีแลนด์ ซึ่งเปิดให้นำเข้านมผงขาดมันเนยโดยปลอดภาษี ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายแห่งลดการรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรไทย




 





 
โดยปัจจุบันน้ำนมดิบของเกษตรกรจำนวนมากไม่มีตลาดรองรับ บางส่วนต้องจำหน่ายในราคาต่ำกว่าต้นทุน ขณะที่บางแห่งต้องนำไปผลิตเป็นนมกล่องยูเอชที แปรรูปเป็นปุ๋ยนมโค หรือถึงขั้นต้องเททิ้ง เนื่องจากไม่มีผู้รับซื้อ ส่งผลให้สหกรณ์โคนมหลายแห่งประสบปัญหาสภาพคล่อง ไม่สามารถชำระค่าน้ำนมดิบให้สมาชิก รวมถึงค่าอาหารสัตว์ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เงินเดือนพนักงาน และภาระหนี้สินกับสถาบันการเงิน


สำหรับข้อเรียกร้องที่จะยื่นต่อนายกรัฐมนตรี มี 4 ข้อ ได้แก่ 1. ชะลอการพิจารณานำเข้านมผงขาดมันเนย ประจำปี 2569 งวดที่ 2 ภายใต้ข้อตกลง WTO และ FTA ไทย-ออสเตรเลีย และไทย-นิวซีแลนด์ จนกว่าน้ำนมดิบของเกษตรกรไทยภายใต้บันทึกข้อตกลงการรับซื้อน้ำนมดิบ (MOU) ปี 2568/69 ปริมาณ 211 ตันต่อวัน จะสามารถจำหน่ายได้ทั้งหมด พร้อมเร่งดำเนินการซื้อขายน้ำนมดิบตาม MOU ปี 2569/70 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้ และรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรได้ทั้งหมดในราคารับซื้อเดียวกัน




 





2. ขยายโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ในปีการศึกษา 2570 ให้ครอบคลุมนักเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 พร้อมเพิ่มวันดื่มนมจาก 260 วัน เป็น 365 วัน เพื่อเพิ่มการบริโภคนมภายในประเทศและช่วยดูดซับผลผลิตน้ำนมดิบของเกษตรกร


3. เร่งแก้ไขปัญหาผู้ประกอบการค้างชำระค่าน้ำนมดิบแก่เกษตรกร โดยเฉพาะองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) และผู้ประกอบการเอกชนที่ยังค้างชำระเงิน เพื่อบรรเทาปัญหาสภาพคล่องของเกษตรกรและสหกรณ์โคนม





 




 
4. ปรับปรุงการแสดงฉลากผลิตภัณฑ์นม ให้แยกข้อมูลอย่างชัดเจนระหว่าง "นมโคสด (Fresh Milk)" ซึ่งผลิตจากน้ำนมดิบทั้งหมด กับ “นมโค” ซึ่งอาจมีการนำนมผงจากต่างประเทศมาละลายน้ำคืนรูปผสม เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โปร่งใส และสามารถตัดสินใจเลือกซื้อได้อย่างเหมาะสม


นอกจากนี้ กลุ่มผู้เลี้ยงโคนมยังกังวลต่อการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา หลังสหรัฐฯ ขอให้ไทยเปิดตลาดนำเข้านมผงเพิ่มขึ้น โดยเห็นว่าหากไทยยอมเปิดตลาดเพิ่มเติม จะยิ่งเพิ่มปริมาณนมผงนำเข้าที่แข่งขันกับน้ำนมดิบภายในประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการหันไปใช้นมผงนำเข้าแทนน้ำนมดิบจากเกษตรกรไทยมากขึ้น ซ้ำเติมปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด กดดันราคาน้ำนมดิบ และอาจทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจำนวนมากต้องเลิกอาชีพ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของอุตสาหกรรมโคนมไทยในระยะยาว





 





ทั้งนี้กลุ่มผู้ชุมนุมมุ่งหวังให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับหนังสือด้วยตนเอง พร้อมเชิญผู้แทนจาก 3 กระทรวงได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงสาธารณสุข เข้าร่วมรับหนังสือและหารือแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน เนื่องจากแต่ละหน่วยงานมีบทบาทสำคัญแตกต่างกัน


โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับผิดชอบการพัฒนาอาชีพและระบบการผลิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม กระทรวงพาณิชย์ดูแลด้านการตลาดและการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ส่วนกระทรวงสาธารณสุขกำกับดูแลการแสดงฉลากและมาตรฐานผลิตภัณฑ์นม ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้เลี้ยงโคนม


นายณัฐวุฒิบอกอีกว่าการชุมนุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนที่สถานการณ์จะรุนแรงจนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจำนวนมากไม่สามารถประกอบอาชีพต่อไปได้ พร้อมยืนยันว่าการชุมนุมจะเป็นไปอย่างสงบและอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย



 




 



Create Date : 13 กรกฎาคม 2569
Last Update : 13 กรกฎาคม 2569 16:34:25 น.
Counter : 840 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
Share to Facebook
แนะ 3 วิธีรักษาผลผลิต-ลดเสี่ยงภัยแล้ง


เอลนีโญ–ฝนทิ้งช่วง ! เกษตร แนะยึด 3 หลัก“คลุมดิน จัดการน้ำ ใช้ปุ๋ยเหมาะสม” รักษาผลผลิต ลดความเสี่ยงภัยแล้ง

จากการคาดการณ์สถานการณ์ ENSO ที่อาจส่งผลให้เกิดภาวะเอลนีโญและฝนทิ้งช่วงในฤดูฝนปี 2569 กรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ปริมาณฝนรวมของประเทศไทยในเดือนมิถุนายน 2569 มีแนวโน้มต่ำกว่าค่าปกติประมาณ ร้อยละ 20 ซึ่งอาจกระทบต่อการเพาะปลูกและผลผลิตทางการเกษตรในหลายพื้นที่

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำให้เกษตรกรเตรียมรับมือด้วยการยึดหลัก 3 หลัก ได้แก่ “คลุมดิน จัดการน้ำ และใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสม” เพื่อรักษาความชื้นในดิน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและธาตุอาหาร ช่วยลดต้นทุนการผลิต และลดผลกระทบจากภาวะฝนทิ้งช่วงได้อย่างยั่งยืน




 




 
สำหรับการจัดการดิน ควรเพิ่มอินทรียวัตถุด้วยปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยพืชสด เช่น ปอเทืองและถั่วพร้าในช่วงที่ดินมีความชื้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำของดิน ควบคู่กับการคลุมดินและหลีกเลี่ยงการไถพรวนลึกเพื่อลดการสูญเสียความชื้น

ด้านการจัดการน้ำ ควรใช้น้ำอย่างคุ้มค่า โดยเลือกใช้ระบบน้ำหยดหรือการให้น้ำเฉพาะจุด รวมถึงเก็บกักน้ำใน แปลงด้วยสระน้ำ ร่องน้ำ หรือการยกร่องแปลงปลูก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในช่วงฝนทิ้งช่วง




 




 
ส่วนการใช้ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ยในช่วงที่ดินมีความชื้นเพียงพอ แบ่งใส่ปุ๋ยเป็นระยะเพื่อลดการสูญเสียธาตุอาหาร โดยเฉพาะไนโตรเจน ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี และใส่ปุ๋ยใกล้บริเวณรากพืชเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูดใช้ธาตุอาหาร

สำหรับพืชเศรษฐกิจสำคัญ มีแนวทางดูแล ดังนี้

- ข้าว รักษาระดับน้ำในนา 5–10 เซนติเมตร โดยเฉพาะในช่วง 80 วันแรกหลังปักดำ และใส่ปุ๋ยหลังให้น้ำ

- อ้อย คลุมโคนต้นด้วยใบอ้อยเพื่อลดการสูญเสียความชื้นและลดวัชพืช พร้อมใส่ปุ๋ยควบคู่การให้น้ำ




 




 
- มันสำปะหลัง ปลูกช่วงต้นฤดูฝน เน้นปุ๋ยโพแทสเซียมเพื่อสะสมแป้งในหัว และคลุมดินเพื่อลดการสูญเสียน้ำ

- พืชผัก ใช้ระบบน้ำหยดหรือมินิสปริงเกลอร์ คลุมดินด้วยวัสดุอินทรีย์หรือพลาสติกคลุมดิน และแบ่งใส่ปุ๋ยตามความเหมาะสม




 





 
- ไม้ผล ให้น้ำอย่างเพียงพอในช่วงออกดอก–ติดผล ตัดแต่งกิ่งเพื่อลดการคายน้ำ คลุมโคนต้น และใส่ปุ๋ยตามระยะการเจริญเติบโต โดยระยะบำรุงต้นเน้นไนโตรเจน และระยะออกดอก–ติดผลเน้นฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม

กรมส่งเสริมการเกษตรขอให้เกษตรกรติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับ แผนการผลิตให้สอดคล้องกับสภาพอากาศ เพื่อรักษาผลผลิตและสร้างความมั่นคงทางรายได้ในช่วงที่สภาพภูมิอากาศมีความผันผวนสูง


 



Create Date : 11 มิถุนายน 2569
Last Update : 11 มิถุนายน 2569 15:58:45 น.
Counter : 236 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
Share to Facebook
แนะวิธีป้องกันศัตรูข้าวระบาดตอนฝนทิ้งช่วง
 
เกษตรฯเตือนฝนทิ้งช่วงในฤดูฝน ระวัง 4 ศัตรูข้าวระบาด แนะยึด 4 วิธีป้องกัน ลดความเสียหายผลผลิต


จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งระบุว่าในช่วงเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม 2569 ประเทศไทย อาจเผชิญภาวะ “ฝนทิ้งช่วง” ในฤดูฝน กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอเตือนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเตรียมความพร้อมรับมือ ทั้งปัญหาการขาดแคลนน้ำและการระบาดของศัตรูพืชที่มักเกิดขึ้นในช่วงสภาพอากาศแปรปรวน ซึ่งอาจส่งผลกระทบ ต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตข้าว





 






 
นายวีรศักดิ์ บุญเชิญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า สำหรับศัตรูข้าวที่ต้องเฝ้าระวังในช่วงนี้ มี 4 ชนิด ได้แก่ เพลี้ยไฟข้าว เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล หนอนกอข้าว และด้วงดำ ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายต่อข้าวได้ ตั้งแต่ระยะต้นกล้าจนถึงระยะออกรวง

กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้เกษตรกรป้องกันและลดความเสี่ยงการระบาด โดยยึดหลักสำคัญ 4 ประการ ได้แก่

1. หลีกเลี่ยงการหว่านข้าวแห้ง โดยควรใช้วิธีปักดำเพื่อลดความเสียหายจากด้วงดำ หากมีน้ำเพียงพอให้ปล่อยน้ำท่วมนาสูงประมาณ 8 เซนติเมตร นาน 5 วัน หรือใช้หลอดไฟแบล็กไลท์ล่อด้วงดำตัวเต็มวัยมาทำลาย

2. เลือกใช้พันธุ์ข้าวต้านทานศัตรูพืช เช่น กข107 (พิษณุโลก 72) ข้าวเหนียวหอมนาคา และ กข31 (ปทุมธานี 80) พร้อมหลีกเลี่ยงการปลูกพันธุ์เดิมซ้ำเกิน 4 ฤดูปลูก

3. จัดการดินและปลูกพืชหมุนเวียน โดยไถกลบและตากดินหลังเก็บเกี่ยว เพื่อลดแหล่งสะสมของหนอนและดักแด้ ใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน หลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป และปลูกพืชตระกูลถั่วหลังนาเพื่อตัดวงจรชีวิตศัตรูข้าว






 






 
 






 
4. หมั่นสำรวจแปลงอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อสังเกตอาการผิดปกติและตรวจสอบการเข้าทำลายของศัตรูข้าว  โดย

- เพลี้ยไฟข้าว ทำให้ปลายใบเหี่ยว ขอบใบม้วนเข้าหากลางใบ

- เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ทำให้ใบเหลืองแห้งคล้ายถูกน้ำร้อนลวก และแห้งตายเป็นหย่อม

- หนอนกอข้าว ทำให้ยอดเหี่ยว เกิดอาการข้าวหัวหงอก และเมล็ดลีบขาว

- ด้วงดำ ทำให้ต้นข้าวเหลือง เหี่ยว และแห้งตาย





 






 
นายวีรศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากพบการระบาดในระดับไม่รุนแรง หรือมีการเข้าทำลายน้อยกว่าร้อยละ 20 ของพื้นที่ สามารถใช้วิธีเขตกรรมและชีวภัณฑ์ในการควบคุม เช่น การใช้กับดักแสงไฟ การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง หรือการใช้เชื้อราบิวเวอเรียและเมตาไรเซียม อัตรา 250 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

อย่างไรก็ตาม หากพบการระบาดในระดับรุนแรง ควรใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชตามคำแนะนำบนฉลาก อย่างเคร่งครัด โดยสามารถใช้สารไทอะโคลพริดในการกำจัดเพลี้ยไฟข้าว และใช้สารโพรมิโทซินหรือซัลฟอกซาฟลอร์ในการควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพื่อป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจของเกษตรกร


 



 



Create Date : 10 มิถุนายน 2569
Last Update : 10 มิถุนายน 2569 13:43:40 น.
Counter : 116 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
Share to Facebook
ปักหมุด ILDEX - Horti & Agri 2026 เชื่อมธุรกิจเกษตร–ปศุสัตว์ทั่วอาเซียน


กรุงเทพฯ – 12 มีนาคม 2569 – บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จัดงานเปิดตัว ILDEX (อิลเด็กซ์) และ Horti & Agri (ฮอร์ติ แอนด์ อะกริ) Exhibition Series 2026 อย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ


โดยมีพันธมิตรทางธุรกิจ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม และสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน เพื่อประกาศทิศทางการขยายแพลตฟอร์มธุรกิจด้านปศุสัตว์และการเกษตรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายในงาน คุณเควิน เจ้า และ คุณศุภณัฐ ตรีรัตน์พิจารณ์ ผู้จัดการโครงการอาวุโส บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด





 






 
พร้อมด้วย คุณทักษอร วาทีสาธกกิจ ผู้จัดการโครงการ บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ได้นำเสนอภาพรวมการจัดงาน พร้อมชี้ให้เห็นถึง การบูรณาการห่วงโซ่คุณค่าระหว่างอุตสาหกรรมปศุสัตว์และการเกษตร รวมถึง โอกาสทางธุรกิจในตลาดสำคัญอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย 
 

ภายในงาน ทีมผู้จัดได้เผยภาพรวมของ ILDEX Exhibition Series ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าด้านปศุสัตว์ระดับนานาชาติที่จัดขึ้นในหลายประเทศสำคัญของอาเซียน พร้อมนำเสนอแนวโน้มตลาดและโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมปศุสัตว์




 




 

โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรมร่วมแบ่งปันมุมมอง ได้แก่ คุณ Kim Gee-Myung จาก Korea Animal Health Products Association (KAHPA) ที่กล่าวถึงศักยภาพการเติบโตของตลาดปศุสัตว์ในประเทศเวียดนาม และ คุณ Nathan Feeney จาก AG Growth International ที่ชี้ให้เห็นถึงโอกาสการลงทุนในตลาดอินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตลาดปศุสัตว์ที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค 



นอกจากนี้ ภายในงานยังได้เปิดตัว Horti & Agri Exhibition Series 2026 ซึ่งมุ่งเน้นการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรมตั้งแต่ปศุสัตว์ อาหารสัตว์ ไปจนถึงพืชสวนและเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ โดย คุณเอกนฤน สว่างภักดิ์ดี ผู้จัดการขายและผู้พัฒนาธุรกิจ บริษัท TrolMaster Agri Instruments Co., Ltd. ได้ร่วมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับโอกาสทางธุรกิจด้านเทคโนโลยีการเกษตรในตลาด อินโดนีเซียและเวียดนาม ซึ่งกำลังมีความต้องการเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 





 





 
Horti & Agri Series ขยายเวทีสู่ภูมิภาค 

ในปี 2569 Horti & Agri Series เตรียมขยายบทบาทในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย ประเทศเวียดนามจะเปิดตัวงานแสดงสินค้าในรูปแบบเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก หลังจากก่อนหน้านี้จัดในรูปแบบการประชุม โดยคาดว่าจะมีผู้แสดงสินค้านานาชาติ 40 รายจาก 4 ประเทศ และผู้เข้าชมงานมากกว่า 12,000 คน เมื่อจัดร่วมกับงาน ILDEX Vietnam 
 
ภายในงานยังมีการจัด พาวิลเลียนนานาชาติจากเกาหลี ไต้หวัน และเวียดนาม พร้อมการสนับสนุนจากองค์กรชั้นนำ ได้แก่ VFARDA, VFAEA และ VOAA โดยการประชุมภายในงานจะเน้นประเด็นสำคัญด้าน เกษตรสีเขียว ระบบอาหารที่ยั่งยืน และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน 





 
 




 
ILDEX เสริมความแข็งแกร่งเครือข่ายปศุสัตว์อาเซียน 


สำหรับ ILDEX Philippines จะจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 โดยจัดร่วมกับ Philippine Poultry Show ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ในประเทศฟิลิปปินส์ โดยมีบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเข้าร่วม อาทิ ADM, Alltech, Cargill, CPF Philippines, DSM Firmenich, Kemin, Pilmico และ New Hope 

 
ขณะที่ ILDEX Indonesia จะปรับรูปแบบเป็น งานประจำทุกปี พร้อมเปิดตัวโซนใหม่ Dairy & Cattle Pavilion และขยายพื้นที่ Meat Pro Pavilion และ Aquatic Pavilion โดยคาดว่าจะมีผู้แสดงสินค้ามากกว่า 200 รายจาก 30 ประเทศ และผู้เข้าชมงานกว่า 12,000 คน ภายใต้การสนับสนุนจาก กระทรวงเกษตรแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย (MOA) และ Federation of the Indonesian Poultry Society (FMPI) พร้อมการจัด การประชุมนานาชาติ Newcastle Disease Centennial โดย IPVA ภายใต้ World Veterinary Poultry Association (WVPA) 
 
ในส่วนของ ILDEX Vietnam 2026 จะจัดขึ้นเป็น ครั้งที่ 10 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของงาน โดยคาดว่าจะมี แบรนด์ชั้นนำกว่า 250 แบรนด์จากมากกว่า 30 ประเทศ และผู้เข้าชมงานกว่า 10,000 คน บริษัทเกษตรอุตสาหกรรมรายใหญ่


ทั้งนี้เช่น CP Vietnam, Dabaco Group และ De Heus Vietnam จะเข้าร่วมงาน พร้อมองค์กรสมาคมด้านปศุสัตว์ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนำเสนอเทคโนโลยีล่าสุดของอุตสาหกรรม ขณะนี้ ILDEX Vietnam เปิดให้ลงทะเบียนล่วงหน้าแล้ว โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–22 พฤษภาคม 2569 ณ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม 




 




 
 
ILDEX Exhibitions 

Social media:  
www.facebook.com/ILDEXEXHIBITIONS / //www.linkedin.com/showcase/ildex-exhibitions  
Website: //www.ildex-vietnam.com / //www.ildex-indonesia.com / https://ildex-philippines.com  
 
Horti & Agri Series 

Social media: //www.facebook.com/HortiAgriAsia / //www.linkedin.com/showcase/hortiagriasia  
Website: https://hortiandagriasia.com  

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสื่อมวลชน อีเมล์ communications@vnuasiapacific.com โทร.02111 6611




 





 



Create Date : 13 มีนาคม 2569
Last Update : 13 มีนาคม 2569 10:05:07 น.
Counter : 553 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
Share to Facebook
อวดโฉมกล้วยไม้ดินใบหมาก 2 พันธุ์ใหม่ ออกดอกไว-จำหน่ายได้เร็ว

กรมวิชาการเกษตร อวดโฉมกล้วยไม้ดินใบหมาก 2 พันธุ์ใหม่ 2 สี 2 ขนาด ออกดอกไว จำหน่ายได้เร็วกว่าพันธุ์การค้า

     
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กล้วยไม้ สกุลสปาโทกลอสทิส หรือ เอื้องใบหมาก เป็นกล้วยไม้ดินที่นิยมปลูกเลี้ยงกันทั่วไป มีหลายสายพันธุ์และสีสันหลากหลาย สามารถปลูกได้ดีเกือบทุกสภาพแวดล้อม ในประเทศไทยนิยมปลูกเป็นไม้กระถางและไม้ประดับสวน เนื่องจากปลูกเลี้ยงดูแลรักษาค่อนข้างง่าย ดอกมีความสวยงามสะดุดตา และอายุใช้งานยาวนาน


ปัจจุบันกล้วยไม้สปาโทกลอสทิสมีแนวโน้มพัฒนาเพื่อการส่งออกได้ทั้งในรูปของหัวพันธุ์และไม้กระถาง ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร จึงพัฒนาสายพันธุ์ใหม่เพื่อใช้ประโยชน์เป็นไม้กระถางขนาดเล็กและขนาดกลาง





 





 
รวมทั้งมีรูปทรง ขนาดและสีของดอกตรงตามความต้องการของตลาดโดยดำเนินการตามขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์จนได้กล้วยไม้กล้วยไม้สปาโทกลอสทิสสายพันธุ์ใหม่จำนวน 2 พันธุ์ ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการวิจัยปรับปรุงพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตรเป็นพันธุ์แนะนำเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 โดยใช้ชื่อกล้วยไม้ 2 พันธุ์ใหม่นี้ว่า กล้วยไม้ดินใบหมากพันธุ์ กวก. เชียงราย 1 และ กล้วยไม้ดินใบหมากพันธุ์ กวก. เชียงราย 2

     
กล้วยไม้ดินใบหมากพันธุ์ กวก. เชียงราย 1 เป็นสายพันธุ์ที่คัดเลือกจากลูกผสมระหว่างแม่พันธุ์ Spa-48-03 กับพ่อพันธุ์ Spa-48-01 ปลูกเปรียบเทียบพันธุ์กับพันธุ์การค้า ได้แก่ พราวชมพู และม่วงทองผาภูมิ ร่วมกับการทดสอบความพึงพอใจของผู้บริโภค





 





 
พบว่า ผู้บริโภคให้ความพึงพอใจกล้วยไม้ดินใบหมากพันธุ์ กวก. เชียงราย 1 เป็นลำดับที่ 1 เนื่องจากกล้วยไม้ดินใบหมากพันธุ์ กวก. เชียงราย 1 มีลักษณะเด่นต้นกะทัดรัด การจัดเรียงตัวของใบรูปร่างสวยงามเป็นระเบียบ แตกกอดี ออกดอกเร็ว ดอกเป็นกระจุกอยู่ที่ปลายช่อ กลีบดอกสีม่วงเข้ม ก้านช่อดอกตั้งตรงและแข็งแรง และมีจำนวนดอกมากกว่าพันธุ์พราวชมพูและม่วงทองผาภูมิ


โดยกล้วยไม้ดินใบหมากพันธุ์ กวก. เชียงราย 1 มีอายุดอกแรกบาน 93 วัน ออกดอกเร็วกว่าพันธุ์พราวชมพูซึ่งมีอายุดอกแรกบาน 143 วัน และพันธุ์ม่วงทองผาภูมิซึ่งมีอายุดอกแรกบาน 166 วัน รวมทั้งกล้วยไม้ดินใบหมากพันธุ์ กวก. เชียงราย 1 ยังมีจำนวนดอกต่อช่อ 44.00 ดอก จำนวนช่อดอกต่อกระถาง 4.50 ช่อ มีความยาวช่อดอก 22.03 เซนติเมตร ช่อดอกสั้นจึงเหมาะสำหรับผลิตไม้กระถางขนาดเล็ก





 





 
สำหรับกล้วยไม้ดินใบหมากพันธุ์ กวก. เชียงราย 2 เป็นสายพันธุ์ที่คัดเลือกจากลูกผสมระหว่างแม่พันธุ์ Spa-48-07 กับพ่อพันธุ์ S. kimbaliana ปลูกเปรียบเทียบกับพันธุ์การค้า ได้แก่ พราวชมพู และพันธุ์ม่วงทองผาภูมิ ร่วมกับการทดสอบความพึงพอใจของผู้บริโภค พบว่า กล้วยไม้ดินใบหมากพันธุ์ กวก. เชียงราย 2  แตกกอดี  ออกดอกเร็ว ดอกเป็นกระจุกอยู่ที่ปลายช่อ


กลีบดอกสีส้มออกชมพู ช่อดอกอยู่เหนือทรงพุ่ม ก้านช่อดอกตั้งตรงและแข็งแรง ใบเรียงตัวสวยงาม จำนวนดอกมากกว่าพันธุ์พราวชมพูและพันธุ์ม่วงทองผาภูมิโดยมีอายุดอกแรกบาน 102 วัน จำนวนดอกต่อช่อ 39.90 ดอกจำนวนช่อดอกต่อกระถาง 4.19 ช่อ  มีความยาวช่อดอก 36.45 เซนติเมตร จึงเหมาะสำหรับผลิตไม้กระถางขนาดกลาง





 





 
จากลักษณะเด่นของกล้วยไม้ดินใบหมากพันธุ์ กวก. เชียงราย 1 และ กล้วยไม้ดินใบหมากพันธุ์ กวก. เชียงราย 2 ซึ่งออกดอกเร็วกว่าพันธุ์การค้าจึงช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาและยังทำให้สามารถจำหน่ายได้เร็ว


ปัจจุบัน ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย ได้เตรียมความพร้อมของพันธุ์เพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกรโดยทำการขยายต้นพันธุ์ลงในกระถางขนาด 4 นิ้ว จำนวน 1,000 กระถาง หรือประมาณ 5,000 - 6,000 หัว เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจกล้วยไม้พันธุ์ใหม่ทั้ง 2 พันธุ์ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย โทรศัพท์ 053-170101 , 053-170102



 


 



 



Create Date : 31 ตุลาคม 2568
Last Update : 31 ตุลาคม 2568 15:13:39 น.
Counter : 379 Pageviews.

0 comment
Share to Facebook
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  

สมาชิกหมายเลข 3402302
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



contact >> parwnation@gmail.com
hello welcome
contact =>>parwnation@gmail.com
New Comments