All Blog
"วิสาหกิจชุมชน"ยกระดับศักยภาพรับท่องเที่ยวเชิงเกษตรหลังโควิด
"กระทรวงเกษตร"หนุนวิสาหกิจชุมชนยกระดับพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เตรียมพร้อมมาตรฐานความปลอดภัยรองรับนักท่องเที่ยว หลัง โควิดคลี่คลาย

นายขจร เราประเสริฐ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากที่ทางกระทรวงเกษตร มีนโยบายส่งเสริมและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยววิถีเกษตร หรือแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ล่าสุดกรมส่งเสริมได้วางแนวทางการเพิ่มศักยภาพแก่เกษตรกรให้มีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยว และยกระดับการท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐาน 

ในฐานะที่กรมส่งเสริมการเกษตรที่รับผิดชอบงานท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้เป็น Smart officers รวมถึงการทำบทบาทหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาเกษตรกรในการพัฒนาพื้นที่เกษตรของตนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ได้มาตรฐานมีความปลอดภัย






 






 
กรมส่งเสริมการการเกษตร จึงจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพิ่มศักยภาพการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยววิถีเกษตรแหล่งท่องเที่ยววิถีเกษตร ให้กับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบงานท่องเที่ยวเชิงเกษตร ระดับเขต จังหวัด ศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์ขยายพันธุ์พืช และเจ้าหน้าที่ส่วนกลาง

ประกอบด้วย หลักสูตรการยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัย และเทคนิคการจัดทำเส้นทางเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Route trip) โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และกรมการท่องเที่ยว มาให้ความรู้และเทคนิคต่างๆ เพื่อเป็นการเพิ่มพูนความรู้ และทักษะในการดำเนินงานขับเคลื่อนกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร และใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรต่อไป  

สำหรับแหล่งท่องเที่ยววิถีเกษตรที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยว การพัฒนากิจกรรมด้านการท่องเที่ยว การเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวในพื้นที่ และการสร้างเครือข่ายกับชุมชน






 






 
ตลอดจนได้รับการส่งเสริมด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง โดยการดำเนินงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยววิถีเกษตร จะมุ่งเน้นไปที่การบูรณาการกับหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง การมีส่วนร่วมของวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกร และเครือข่าย การใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม การสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรและการบริการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน

รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัยและถูกสุขอนามัย ซึ่งจะเป็นจุดขายสำคัญในยุคการท่องเที่ยววิถีใหม่ (New Normal) ที่จะสามารถจูงใจนักท่องเที่ยวคนไทยให้เดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศเพิ่มมากขึ้นซึ่งจะช่วยพลิกฟื้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ สอดคล้องตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม

อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ประกอบการและชุมชน ได้รับการยกระดับคุณภาพการให้บริการภาคท่องเที่ยวที่ดีขึ้น เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว ส่งผลให้มีรายได้กระจายสู่เศรษฐกิจฐานรากได้เพิ่มมากขึ้นด้วย




 



 



Create Date : 24 มิถุนายน 2564
Last Update : 24 มิถุนายน 2564 15:03:03 น.
Counter : 338 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
"ปฏิทิน"เที่ยวทั้งปี 22 ศูนย์วิจัยเกษตรทั่วไทย
นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าได้มีนโยบายให้กรมวิชาการเกษตร เปิดศูนย์วิจัยเกษตรทั่วประเทศเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมและมีความรู้ความเข้าใจงานด้านเกษตรและพันธุ์พืช รวมถึงเรียนรู้ในการพัฒนาวิจัยงานเกษตรของไทยเพื่อนำไปสู่เป้าหมายครัวของโลก   
 
โดยให้ทำปฏิทินท่องเที่ยวทั้งปี แต่ละพื้นที่เพื่อให้ประชาชนคนไทยที่จากสถานการณ์โควิดไปต่างประเทศไม่ได้ หรืออยากออกไปท่องเที่ยวคลายเครียดจากสถานการณ์ ได้ออกมาทดลองเที่ยวชมในพื้นที่ดังกล่าวเป็นอีกทางเลือกของประชาชน ซึ่งเบื้องต้นพบว่ามีถึง  22 ศูนย์วิจัยที่น่าเที่ยวชม
 
 
 
 
 
 
 
 
ทั้งนี้ให้กรมวิชาการเกษตรทำปฏิทินท่องเที่ยวประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบว่าที่สถานีไหน จังหวัดไหน เหมาะสมท่องเที่ยวในเดือนใด  มีอะไรดีที่ต้องมาชม มาศึกษา หรือมาดูบรรยากาศ  ทั้งอากาศหนาว  หรือดูทะเลหมอกหรือมารอชิมผลไม้เมืองหนาว  ผลไม้ขึ้นชื่อในพื้นที่ที่อื่นไม่มี เพื่อเป็นการกระจายการท่องเที่ยวทั้งปีและกระจายรายได้ให้กับประชาชนในท้องถิ่นในภาวะที่โควิดทำประชาชนขาดรายได้  
 
นอกจากนั้นแต่ละจุดก็ต้องให้ความรู้งานด้านเกษตรด้วย หรือการเปิดให้มีกิจกรรมปลูกต้นไม้ ปลูกผักสวนครัวแบบง่ายเหมาะกับครัวเรือนเพื่อจะได้นำกลับไปลองปลูกที่บ้านตนเองเป็นต้น อย่างไรก็ตามหากจุดไหนที่เปราะบางด้านการวิจัยก็จะสงวนไว้ไม่ให้เข้าตามกฎหมายของกรมวิชาการเกษตร
 
 
 

 
 
 
 
นางสาวศิริพร วรกุลดำรงชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจด้านการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์พืชจึงมีศูนย์วิจัยสำหรับดำเนินการงานวิจัย ทดลอง พัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืชที่ตั้งอยู่ในแหล่งธรรมชาติ กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ 
 
ภายในศูนย์วิจัยดังกล่าวมีแปลงการผลิตพืช ขยายพันธุ์พืช แปลงต้นแบบทฤษฎีใหม่รวมถึงแปลงรวบรวมและอนุรักษ์ความหลากหลายทางพันธุกรรมพืชจำนวนมาก จึงเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ให้ความรู้ด้านการเกษตรอย่างครบวงจรแก่เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป  ปัจจุบันมี  22 แห่ง
 
 
 
     
 
 
 
 
ทั้งนี้ตั้งแต่มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ศูนย์เกษตรหลวงที่สูงขุนวางและแม่จอนหลวง จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่ปี 2547-63  มีนักท่องเที่ยวเข้าชมรวม 494,156 ราย โดยในปี 59-63 พบว่ามีนักท่องเที่ยวไปขุนวางเพิ่มเป็นปีละ 2.9 แสนคน เพื่อมาชมดอกนางพญาเสือโคร่งบานในช่วงเดือนมกราคมของทุกปี   โดยในปี 2564  คาดว่าดอกนางพญาเสือโคร่งจะบานระหว่างวันที่  10-11  ม.ค.  ซึ่งตรงกับเทศกาลชิมกาแฟขุนวาง

อย่างไรก็ตามหากเปิดปฏิทินเฉพาะในพื้นที่ศูนย์วิจัยเกษตรหลวง  เริ่มตั้งแต่เดือน ม.ค. เป็นจุดชมดอกนางพญาเสือโคร่งที่จะบานสะพรั่งสีชมพูทั้งดอย   ก.พ. ช่วง  สตรอว์เบอร์รีออกผล  มี.ค. ช่วงบ๊วย และกาแฟออกดอก เดินชมดอกไม้สูดกลิ่นดอกกาแฟ เม.ย. -พ.ย. หลบร้อนมาตากความเย็นที่ขุนวางอุณภูมิเฉลี่ย 18 องศาเซลเซียส   ช่วงมะคาเดเมียออกผล แปรรูปอบกรอบหอมอร่อย ธ.ค. อากาศหนาวจัด ดอกไม้บานสะพรั่ง กาแฟเก็บผลผลิต ชิมกาแฟขุนวาง เป็นต้น
 
 
 
 
 



Create Date : 30 ธันวาคม 2563
Last Update : 30 ธันวาคม 2563 19:53:30 น.
Counter : 233 Pageviews.

0 comment
เตรียมทำเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตร กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ
นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะทำงานความร่วมมือการท่องเที่ยวเชิงเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 2/2563 ว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีแนวทางส่งเสริมเศรษฐกิจด้านการเกษตร

โดยเชิญชวนประชาชนคนไทยเที่ยวเมืองไทย ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อสนับสนุนมาตรการของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศไทย โดยเน้นการส่งเสริมท่องเที่ยวชุมชน สนับสนุนสินค้าเกษตรและการจัดการทรัพยากรทางการเกษตรในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้แก่เกษตรกรและชุมชน

รวมทั้งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้ได้มาตรฐานและมีความยั่งยืน ซึ่งจะบูรณาการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงเกษตรระหว่างภาครัฐ เอกชน และท้องถิ่น จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานความร่วมมือการท่องเที่ยวเชิงเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงวันที่ 3 กันยายน 2563 ขึ้น
 
 
 
 
เส้นคั่นรูปดอกไม้ Kapook_26563เส้นคั่นรูปดอกไม้ Kapook_26563
 
 
 
 
 
โดยมี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน เพื่อกำหนดแนวทางการขับเคลื่อน ยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัย เพื่อส่งเสริมให้สามารถแข่งขันในธุรกิจท่องเที่ยวได้ ตลอดจนจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการพัฒนางานท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบบูรณาการ
 
ที่ประชุมมีการหารือร่วมกันกับหน่วยนงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดเส้นทางแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรของหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีความโดดเด่น อาทิ 1) กรมส่งเสริมการเกษตร มีข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีศักยภาพ มีความโดดเด่น มีภูมิทัศน์ที่สวยงาม 247 แห่ง

แบ่งเป็นของเกษตรกร 226 แห่ง ศูนย์ปฏิบัติการฯ สังกัดกรมฯ 21 ศูนย์ 2) กรมวิชาการเกษตร มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรเป็นส่วนราชการ 21 แห่ง มีความโดดเด่นในแบบของตัวเอง มีข้อมูลองค์ความรู้วิชาการเกษตรด้านต่างๆ ที่หลากหลาย 3) กรมประมง มีแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่นของกรมประมง คือ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี และโครงการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เต่ากระอานและเต่าน้ำจืดใกล้สูญพันธุ์ จังหวัดสตูล




 




 
4) กรมหม่อนไหม มีศูนย์เรียนรู้ภูมิปัญญาด้านหม่อนไหม 21 แห่ง ได้แก่ การทำผ้าบาติกไหม ผ้าพันคอ หมอนรองคอ และมีกลุ่มหัตถศิลป์ซึ่งทำผลิตภัณฑ์โปรตีนไหม สบู่ ยาสระผม และ 5) กรมปศุสัตว์ มีศูนย์เรียนรู้ด้านปศุสัตว์ เป็นต้น พร้อมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาเส้นทางและกำหนดกลุ่มเป้าหมาย

ตลอดจนประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ การทำปฏิทินท่องเที่ยวเชิงเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสร้างการรับรู้และเป็นข้อมูลทางเลือกแก่นักท่องเที่ยว ต่อไป

สำหรับหลักเกณฑ์การคัดเลือกแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรได้กำหนดหลักเกณฑ์ ดังนี้ ดำเนินการในรูปวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกร ชุมชน มีศักยภาพในการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว มีกิจกรรมการเกษตรที่โดดเด่น หรือมีนวัตกรรมด้านการเกษตรเป็นจุดเด่นสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ คมนาคมสะดวก ใกล้แหล่งท่องเที่ยวหลักหรือท่องเที่ยวธรรมชาติ ชุมชนและนักท่องเที่ยวร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 
 
 
 
 
เส้นคั่นรูปดอกไม้ Kapook_26563เส้นคั่นรูปดอกไม้ Kapook_26563
 
 
 
 
พร้อมกันนี้ได้มีแนวทางการดำเนินงานด้านท่องเที่ยวภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) โดยมีมาตรการด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด เช่น จุดคัดกรอง จุดตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย การเว้นระยะหาง กำหนดจำนวนนักท่องเที่ยวให้เหมาะสม เป็นต้น

สำหรับเส้นทางท่องเที่ยวในเบื้องต้น อาทิ 1) กรุงเทพฯ - มวกเหล็ก - สระบุรี ได้แก่ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย, ฟาร์มสายทอง สาธิตการแปรรูปหม่อน, สวนผักครูสรรเสริญ แหล่งผลิตผักผลอดสารพิษ 2) กรุงเทพ – วังน้ำเขียว - นครราชสีมา ได้แก่ วังน้ำเขียวฟาร์ม ท่องเที่ยวและศึกษาดูงานโรงเพาะเห็ดที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน, รักจัง ฟาร์มเมล่อนวังน้ำเขียว เรียนรู้วิธีการปลูกเมล่อนปลอดสารพิษ, สวนสับปะรดสีบ้านพระอังคาร ชมแหล่งเพาะพันธุ์ต้นสับปะรดสีมากกว่า 200 สายพันธุ์

3) กรุงเทพ - เพชรบุรี - ประจวบคีรีขันธ์ ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนแพปลาชุมชน, วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านทุ่งสะท้อน, มาลัยฟาร์ม ศูนย์การเรียนรู้ด้านปศุสัตว์ 4) เชียงใหม่ ได้แก่ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ (พืชสวนโลก), ศูนย์ผึ้งเชียงใหม่, I Love Flower Farm 




 



Create Date : 30 ธันวาคม 2563
Last Update : 30 ธันวาคม 2563 17:03:38 น.
Counter : 232 Pageviews.

0 comment
"กรมวิชาการเกษตร"เชิญชวนเที่ยวเชิงเกษตรช่วงปีใหม่
นางสาวศิริพร  วรกุลดำรงชัย  ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพืชสวน  กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า จากการที่กรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจด้านการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์พืชจึงมีศูนย์วิจัยสำหรับดำเนินการการวิจัย ทดลอง พัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืช ที่ตั้งอยู่ในแหล่งธรรมชาติกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ

ตลออดจนภายในศูนย์วิจัยดังกล่าวมีแปลงการผลิตพืช   ขยายพันธุ์พืช  แปลงต้นแบบทฤษฎีใหม่  รวมถึงแปลงรวบรวมและอนุรักษ์ความหลากหลายทางพันธุกรรมพืชจำนวนมาก  จึงเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ให้ความรู้ด้านการเกษตรอย่างครบวงจรแก่เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป

กรมวิชาการเกษตร จึงเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตร ภายใต้การสนับสนุนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  โดยปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรมีศูนย์วิจัยที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตรจำนวน  22 แห่ง  

"ภาคเหนือ 10  แห่ง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4  แห่ง  ภาคใต้ 5  แห่ง  ภาคตะวันออก  2  แห่ง  และภาคกลาง 1  แห่ง ซึ่งทั้ง 22 แห่งจะมีความโดดเด่นที่แตกต่างกันทำให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวที่แวะเข้าไปเยี่ยมชมต่างกัน"




 
 



 
สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตรของกรมวิชาการเกษตรที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากที่สุด คือ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่  จังหวัดเชียงใหม่ โดยที่ศูนย์วิจัยแห่งนี้จะมีผลงานวิจัยปรับปรุงพันธุ์ไม้ผล  และไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาว  กาแฟและชาพันธุ์ดี ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตร

รวมทั้งยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลงานวิจัยเพื่อเป็นต้นแบบให้ผู้สนใจนำไปต่อยอดเป็นธุรกิจให้ได้ชม ชิม และจำหน่ายตลอดปี ได้แก่ น้ำมันมะคาเดเมีย  มะคาเดเมียอบเกลือ คุกกี้กาแฟสด คุกกี้ชามัทฉะ  สบู่สครับกาแฟ    น้ำตาลหญ้าหวาน  น้ำพริกมะแขว่น  น้ำมันเหลืองมะแขว่น มันกัลยารสหมาล่า โดยเฉพาะถ้ามาท่องเที่ยวในช่วงปลายเดือนธันวาคม – มกราคม ซึ่งสภาพอากาศเริ่มหนาวเย็นจะได้เห็นดอกนางพญาเสือโคร่งบานสะพรั่งเต็มทั่วดอย
 
ขอเชิญชวนประชาชนทั่วไปที่สนใจการท่องเที่ยวในลักษณะที่ได้สัมผัสกับธรรมชาติและได้ความรู้ทางด้านการเกษตร การผลิตพืชแบบครบวงจร ตั้งแต่การปลูก ดูแลรักษา จนถึงการเก็บเกี่ยวและการแปรรูป  เข้ามาเที่ยวชมเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตรของกรมวิชาการเกษตรได้ทุกแห่ง ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรในพื้นที่รอบศูนย์วิจัยมีรายได้จากการจ้างงานและการขายผลผลิตทางการเกษตร

เป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ และกระจายรายได้ไปสู่เกษตรกรและชุมชนให้มีรายได้เพิ่มขึ้น  สร้างรายได้ให้หมุนเวียนอยู่ภายในประเทศไทย   ที่สำคัญทุกสถานที่ท่องเที่ยวของกรมวิชาการเกษตร  มีมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 โดยตรวจคัดกรองนักท่องเที่ยว พร้อมอุปกรณ์ทำความสะอาดบริการตามจุดท่องเที่ยวที่สำคัญๆ ภายในศูนย์ด้วย



 



 



Create Date : 23 ธันวาคม 2563
Last Update : 23 ธันวาคม 2563 20:25:40 น.
Counter : 202 Pageviews.

0 comment
เลือก 4 ชุมชนประมงนำร่อง Fisherman’s Village Resort
กรมประมง คัดเลือก 4 ชุมชนประมงชายฝั่งอ่าวไทย - อันดามัน : ชุมชนประมงพื้นบ้านอ่าวปากพนัง  จังหวัดนครศรีธรรมราช ชุมชนประมงต้นแบบบ้านไหนหนัง จังหวัดกระบี่  ชุมชนบ้านโคกไคร และ ชุมชนบ้านบางพัฒน์ จังหวัดพังงา  นำร่องเข้าโครงการ Fisherman’s Village Resort โชว์ของดีของวิถีประมงท้องถิ่น ดึงเสน่ห์ความเป็นชุมชนประมง ทั้งวัฒนธรรมความเป็นอยู่ การทำอาชีพประมงพื้นบ้าน อาหารทะเลกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

นายบัญชา  สุขแก้ว  รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า คณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย โดยนายอลงกรณ์  พลบุตร  ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานได้มีดำริให้กรมประมงส่งเสริมกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านให้มีอาชีพและรายได้เพิ่มขึ้น ในรูปแบบของการนำผลผลิตสัตว์น้ำที่จับมาได้มาสู่ผู้บริโภคโดยตรง โดยเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวพักผ่อนในแหล่งชุมชนประมงพื้นบ้าน

กรมประมงได้ทำโครงการ Fisherman ‘s Village Resort ขึ้น เพื่อดึงเอาศักยภาพของชุมชนประมงพื้นบ้านใน 22 จังหวัดชายทะเล และชุมชนประมงในแหล่งน้ำจืด ซึ่งมีทรัพยากรธรรมชาติอยู่ใกล้ตัว ทั้งอาหารทะเลที่สดใหม่ แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์  วิถีการทำประมง รวมไปถึงวัฒนธรรมประเพณีพื้นถิ่น




 



 

ล้วนแล้วแต่เป็นเสน่ห์ที่ผู้บริโภคหรือนักท่องเที่ยวอยากสัมผัสทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้ซื้อหาและรับประทานอาหารทะเลสดๆ ราคาถูกไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง อีกทั้งยังช่วยให้ชาวประมงพื้นบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นนอกจากรายได้จากการทำประมงเพียงอย่างเดียวด้วย โดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวประมงในชุมชน บนฐานทรัพยากรที่ชุมชนมีอยู่ ซึ่งถือเป็นการสร้างเศรษฐกิจระดับฐานราก สร้างธุรกิจชุมชน จากการจำหน่ายอาหารทะเลให้แก่นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกันโครงการดังกล่าวจะช่วยทำให้เกิดการจ้างงานสร้างอาชีพในชุมชนเกิดการกระจายรายได้ อีกทั้งยังจะสร้างให้เป็นศูนย์เรียนรู้โมเดลเกษตรท่องเที่ยว (Agricultural Tour) แก่ชุมชนประมงแห่งอื่นๆ ต่อไป และอาจมีส่วนช่วยให้คนรุ่นใหม่ในชุมชนมีงาน ทำในถิ่นฐานของตน ไม่ต้องละทิ้งบ้านเกิด

โครงการฯ ดังกล่าว ได้วางกรอบแนวทางการดำเนินงานไว้ว่าจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนด้วยโดยขณะนี้ กรมประมงได้คัดเลือกหมู่บ้านชุมชนชาวประมงชายฝั่งทั้งฝั่งทะเลอ่าวไทย และ ฝั่งทะเลอันดามัน รวมจำนวน 4 แห่ง นำร่องเข้าร่วมโครงการ Fisherman’s Village Resort แล้ว ประกอบด้วย




 




 
ชุมชนประมงชายฝั่งทะเลอ่าวไทย จากจังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 1 แห่ง คือ ชุมชนประมงพื้นบ้านอ่าวปากพนัง ซึ่งประกอบด้วย บริเวณบ้านปากพูน บ้านท่าซัก (ปากพญา) อำเภอเมือง  และ  บ้านแหลมตะลุมพุก อำเภอปากพนัง ซึ่งชุมชนทั้งหมดนี้ ตั้งอยู่บริเวณอ่าวปากพนัง จึงมีจุดเด่นในวิถีการทำประมงแบบยั่งยืน ชาวประมงในชุมชนอนุรักษ์และดูแลพื้นที่ประมงหน้าบ้าน มีแพลอยน้ำเฝ้าระวังการทำประมงผิดกฎหมาย ทำให้บริเวณดังกล่าวมีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์

ยังมีแหล่งอนุรักษ์หอยแครง ธนาคารปูม้า  ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชม มีกิจกรรมมากมายให้ได้สัมผัส เช่น การหาหอยจุ๊บ เดินชมอุโมงค์อเมซอนในป่าชายเลน  (Walk Way) และฝูงหิ่งห้อยที่ส่องแสงสว่างไปทั่วคุ้งน้ำ

นอกจากนี้ ที่บ้านแหลมตะลุมพุก ยังมี Story เรื่องราวของแหลมตะลุมพุกที่โดนพายุแฮเรียตพัดขึ้นฝั่งจนสร้างความเสียหายประชาชนล้มตายจำนวนมากในเวลาไม่กี่ และมีจุด check in แหลมตะลุมพุก ที่สามารถไปปักธงชาติที่ปลายแหลม เป็นไฮไลท์ของชุมชนแห่งนี้อีกด้วย




 




 
นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำได้ภายใน 1 วัน หรือ จะพักค้างแรมก็มีโฮมสเตย์บริการ และหากอยากซื้อของฝากก็มีผลิตภัณฑ์จากกลุ่มแม่บ้านแปรรูป และอาหารทะเลสดๆ จำหน่ายอีกด้วย  

นอกจากนั้นยังมีชุมชนประมงชายฝั่งทะเลอันดามัน จากจังหวัดกระบี่ และ พังงา จำนวน 3 แห่ง ดังนี้  คือชุมชนประมงต้นแบบบ้านไหนหนัง  หมู่ที่ 3 ตำบลเขาคราม อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน มีสัตว์น้ำและธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้ชาวประมงต่างรักและหวงแหนทรัพยากรในพื้นถิ่น

ประกอบกับกรมประมงได้เข้าไปส่งเสริมในเรื่องของการบริหารจัดการทรัพยากร ทั้งในเรื่องของการใช้เครื่องมือที่ถูกกฎหมาย มีการรณรงค์ให้มีการยกเลิกใช้เครื่องประมงที่มีประสิทธิภาพ คนในชุมชนจึงได้ร่วมใจกันหยุดทำการประมงด้วยเครื่องมือทำลายล้างสูง

นอกจากนี้ ยังมีการฟื้นฟูทรัพยากรประมง เช่น การทำประมงด้วยเครื่องมือประมงพื้นบ้าน เช่น การทอดแห การใช้เบ็ดตกปลา การจัดทำเขตอนุรักษ์และฟื้นฟูหอยชักตีน  หอยจุ๊บแจง หอยแครง ปูทะเล การจัดตั้งธนาคารปูม้าไข่ ธนาคารบ้านปลา และปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อเพิ่มผลผลิตในแหล่งน้ำ ฯลฯ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นวิถีการทำประมง ที่น่าเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัส




 





 
นอกจากนี้ ที่ชุมชนบ้านไหนหนัง ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่น หุบผาปีศาจ  ภาพเขียนโบราณ หน้าต่างมนุษย์โบราณ ณ เขากาโรส แหล่งแปรรูปผลิตภัณฑ์ประมง แหล่งวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงผึ้ง  ไร่นาสวนผสม ฯลฯ ที่น่าสนใจอีกด้วย
 
ชุมชนบ้านโคกไคร หมู่ที่ 1 ตำบลมะรุ่ย อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา ซึ่งวิถีชีวิตของชุมชนชาวประมง บ้านโคกไคร จะมีการทำประมงเพื่อยังชีพ มีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ประมง และการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำในอ่าวพังงาด้วย โดยชาวประมงบ้านโคกไคร มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งเกษตรกรชั้นนำศูนย์กลางการแปรรูปสัตว์น้ำและแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

มีการจัดตั้งกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรนำภูมิปัญญาและของดีในท้องถิ่นมาแปรรูปสร้างรายได้ให้กับชุมชน มีผลิตภัณฑ์เด่น คือ "กุ้งย่าง" ซึ่งถือเป็นสินค้าโอทอปของจังหวัดพังงา มีวิถีประมงเชิงอนุรักษ์ ด้วยการทำธนาคารปูม้า และ ธนาคารหอยนางรม ซึ่งพื้นที่บ้านโคกไคร เป็นแหล่งเลี้ยงหอยนางรมที่สำคัญของประเทศไทย  และมีวิถีธรรมชาติ "ปูมดแดง" บริเวณบนหาดตั้งเลน สปาโคลน คลองมะซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกด้วย




 
 



 
ชุมชนบ้านบางพัฒน์ หมู่ที่ 8 ตำบลบางเตย อำเภอเมือง จังหวัดพังงา เป็นชุมชนบนเกาะในอ่าวพังงา ซึ่งมีสภาพพื้นที่เป็นป่าชายเลนที่สมบูรณ์ มีร้านและแหล่งอาหารทะเลสด วิถีการทำประมงที่เก่าแก่ กิจกรรมทางการประมง เช่น ปล่อยปู (ธนาคารปู) การตกปลา  เดินหาหอย  ปลูกป่าชายเลน ฯลฯ และมีโฮมสเตย์สำหรับบริการให้แก่นักท่องเที่ยวที่นิยมชมชอบท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์อีกด้วย

กรมประมงเข้าไปส่งเสริมและสนับสนุนงบประมาณในการบริหารจัดการชุมชนประมงที่เข้าร่วมโครงการ Fisherman’s Village Resort เพื่อให้ชุมชนได้สามารถนำไปพัฒนาชุมชนให้มีระบบและมีการจัดการชุมชนที่เข้มแข็ง เพื่อให้เกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนประมงที่มีศักยภาพที่สมบูรณ์และกลายเป็นแหล่งสร้างอาชีพและรายได้ พัฒนาคุณภาพชีวิตให้คนในชุมชนได้อย่างยั่งยืน

โดยตั้งเป้าว่าภายในปี 2564 จะดึงศักยภาพของชุมชนประมงท้องถิ่นที่มีอยู่และนำมาพัฒนาให้สามารถเข้าร่วมโครงการฯ ได้ในทั้ง 22 จังหวัดชายทะเล และจะขยายไปยังชุมชนประมงน้ำจืดอีก 4 แห่ง ด้วยในอนาคต  



 
 



Create Date : 25 พฤศจิกายน 2563
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2563 16:16:25 น.
Counter : 209 Pageviews.

0 comment
1  2  3  

BlogGang Popular Award#17



สมาชิกหมายเลข 3402302
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



contact >> parwnation@gmail.com
hello welcome
contact =>>parwnation@gmail.com
New Comments