All Blog
ขนุนแชมป์ผลไม้เติบโตไวยอดส่งออกพุ่งทะลุ 7 หมื่นตัน
กรมวิชาการเกษตร เดินหน้าจัดคิวส่งรายชื่อสวน GAP พร้อมโรงคัดบรรจุ GMP การันตีคุณภาพ 4 ผลไม้ไทย กล้วย มะพร้าว สับปะรด และขนุน ประกาศเพิ่มในเว็บไซต์จีน จับตาขนุนไทยม้ามืดโตไวในแดนมังกร   ส่องยอดส่งออกขนุนปี 62 สูงถึง 75,556 ตัน  พุ่งแซงปี 61 กว่า 5 หมื่นตัน

นางสาวเสริมสุข  สลักเพ็ชร์  อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  เปิดเผยว่า  จากการประชุมคณะกรรมการร่วมทางเทคนิคสุขภาพและสุขอนามัยพืชไทย-จีนครั้งที่ 6 ในเดือนธันวาคม 2561 ทั้งไทยและจีนได้เห็นชอบร่วมกันให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลทะเบียนสวนและโรงคัดบรรจุผลไม้ จำนวน 5 ชนิดตามพิธีสารที่ลงนามในปี 2547  



 



 
โดยผลไม้ไทยที่มีรายชื่ออยู่ในพิธีสารดังกล่าวและได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลทะเบียนสวนและโรงคัดบรรจุกันไปแล้วในปี 2562  คือ ทุเรียน  ลำไย  ลิ้นจี่  มังคุด และมะม่วง  ส่วนผลไม้จากจีน คือ แอปเปิ้ล แพร์ พืชตระกูลส้ม  องุ่น  และพุทรา โดยการนำเข้าและส่งออกผลไม้ชนิดที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันแล้วกำหนดให้ผลไม้ต้องมาจากสวนและโรงคัดบรรจุที่ได้รับการขึ้นทะเบียนทั้งจากกรมวิชาการเกษตร และ สำนักงานศุลกากรของจีน (GACC) แล้วเท่านั้น

สำหรับความคืบหน้าล่าสุด กรมวิชาการเกษตรได้จัดส่งข้อมูลสวนและโรงคัดบรรจุผลไม้ไทยให้จีนพิจารณาขึ้นทะเบียนและประกาศในเว็บไซต์ของ GACC เพิ่มอีก 4 ชนิด คือ กล้วย มะพร้าว สับปะรด และขนุน  โดยแยกเป็นกล้วยจำนวน 3,493 แปลง  มะพร้าวจำนวน  2,203 แปลง  ขนุน 1,148 แปลง  และสับปะรด  3,101 แปลง  



 



 
ส่วนโรงคัดบรรจุของไทยที่ผ่านการขึ้นทะเบียนและได้รับการประกาศรายชื่อในเว็บไซต์ของ GACC แล้วรวมจำนวนทั้งสิ้น 1,520 โรงงาน  โดยผลไม้ทั้ง 4 ชนิดที่เพิ่มใหม่นี้เริ่มมีผลบังคับใช้ตามเงื่อนไขการนำเข้าและส่งออกของทั้ง 2 ประเทศเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา

ตลาดจีนถือเป็นตลาดส่งออกผลไม้สดรายใหญ่ของไทย  โดยในปี 2561-2562 ผลไม้ไทย 5 อันดับแรกที่มีปริมาณการส่งออกไปจีนสูงสุด คือ ทุเรียน  มังคุด ลำไย  มะพร้าวอ่อน และ ขนุน   โดยปริมาณการส่งออกผลไม้ทั้ง 5 ชนิดดังกล่าวไปจีนในปี 2562 สูงกว่า ปี 2561 มาก  

โดยเฉพาะขนุนเติบโตเร็วแบบก้าวกระโดดจากปริมาณการส่งออกในปี 2561 จำนวน 21,688 ตัน  ในปี 2562 เพิ่มปริมาณการส่งออกสูงขึ้นถึง 75,556 ตัน  หรือเพิ่มสูงขึ้นกว่า 248 % โดยมีผู้ส่งออกไทยจำนวน 25  บริษัทส่งออกขนุนพันธุ์ทองประเสริฐ และพันธุ์ทวาย 8 เดือนไปยังประเทศจีน  



 



 
ขนุนจึงเป็นผลไม้ไทยยอดนิยมอีกชนิดหนึ่งที่น่าจับตามองการขยายตลาดในตลาดจีน   เนื่องจากที่ผ่านมาปริมาณการส่งออกเติบโตเร็วมาก  โดยปัจจุบันจีนนำเข้าขนุนจากประเทศเวียดนามและไทย   เมื่อมองในภาพรวมปี 2563 นี้ไทยได้ส่งออกผลไม้ไปจีนแล้วรวมปริมาณทั้งหมด 822,205 ตัน  มูลค่ารวม 60,076 ล้านบาท 

ไทยได้รับอนุญาตให้ส่งออกผลไม้ไปจีนจำนวน 22 ชนิด ซึ่งถือว่ามากที่สุดในบรรดาประเทศคู่ค้าของจีนภายใต้เงื่อนไขผลไม้ที่จะส่งออกต้องมาจากแปลงที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GAP และโรงคัดบรรจุที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GMP พร้อมทั้งต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลการขึ้นทะเบียนสวนและโรงคัดบรรจุกับจีน  



 



 
โดยผลไม้ที่จะส่งออกไปจีนได้สวนและโรงคัดบรรจุต้องผ่านการพิจารณาขึ้นทะเบียนและประกาศในเว็บไซต์ของ GACC แล้วเท่านั้น   ซึ่งปัจจุบันผลไม้ไทยที่ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและประกาศในเว็บไซต์ของ GACC แล้วมีจำนวน 10 ชนิด คือ ลำไย  ทุเรียน มะม่วง  ลิ้นจี่  มังคุด  ชมพู่   กล้วย  มะพร้าว  สับปะรด  และขนุน  

ดังนั้นหากสวนและโรงคัดบรรจุผลไม้ใดที่ยังไม่ได้รับการรับรองให้เข้าสู่ระบบดังกล่าว  ขอให้ยื่นเรื่องขอรับการตรวจรับรองได้ที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร  ซึ่งเป็นหน่วยงานในส่วนภูมิภาคทั้ง 8 เขตของกรมวิชาการเกษตร







 

 



Create Date : 04 สิงหาคม 2563
Last Update : 4 สิงหาคม 2563 16:08:49 น.
Counter : 30 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
คนไทยชอบทานไข่ไก่เคจฟรีมากขึ้น
คนไทยชอบทานไข่ไก่เคจฟรีมากขึ้น กรมปศุสัตว์-ซีพีเอฟ ร่วมแบ่งปันองค์ความรู้ ยกระดับมาตรฐานผลิตสินค้าปศุสัตว์ตามหลักสวัสดิภาพสัตว์

ซีพีเอฟขยายช่องทางให้ผู้บริโภคคนไทยเข้าถึงไข่ไก่เคจฟรี CP Selection Cage Free Egg ไข่ไก่จากแม่ไก่อารมณ์ดีมากขึ้น ทั้งที่ ร้านซีพี เฟรชมาร์ท 7-Eleven ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ริมปิง จ.เชียงใหม่ และเป็นผลิตภัณฑ์ไข่ไก่เคจฟรีที่ได้วางจำหน่ายของห้างดองกิ ดองกิ ในเร็วๆ นี้จะมีวางจำหน่ายใน The Mall ฟู้ดส์แลนด์ วิลล่ามาร์เก็ต แม็กซ์แวลู โกลเด้นเพลส อีกด้วย นอกจากนี้ ได้รับการตอบรับที่ดีมากของผู้บริโภคชาวไทยมากขึ้น นอกจากจะเป็นที่ต้องการของธุรกิจอาหารทั้งโรงแรมและร้านอาหารชั้นนำหลายแห่งในประเทศไทย  ร้านชาบูชาบู โมโม พาราไดซ์  ร้าน TO TO Sama ตลอดจน ร้านเจ๊ไฝ สตรีทฟู้ดชื่อดัง   



 



 
จากแนวโน้มความต้องการสินค้าปศุสัตว์ที่คำนึงถึงหลักสวัสดิภาพสัตว์มากขึ้น กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการเลี้ยงและกระบวนการผลิตไข่ไก่เพื่อสุขภาพ แบบไม่ใช้กรง หรือ เคจฟรี นำไปสู่การยกระดับศักยภาพการเลี้ยงไก่ไข่ตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ ตอบสนองความต้องการในการบริโภคอาหารคุณภาพ ปลอดภัย เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค  

นายสมคิด วรรณลุกขี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ กล่าวว่า เพื่อพัฒนามาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ไทยที่คำนึงหลักสวัสดิภาพสัตว์ตามหลักสากล กรมปศุสัตว์ ได้เข้าเยี่ยมชมฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่วังสมบูรณ์ จ.สระบุรี เพื่อศึกษาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเทคโนโลยีการเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อยอิสระในโรงเรือนระบบปิด ของซีพีเอฟ นำไปปรับเป็นข้อกำหนดมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่แบบไม่ใช้กรงตามหลักสวัสดิภาพสัตว์สากล เพื่อนำไปถ่ายทอดให้เกษตรกรที่สนใจนำไปใช้ เพื่อพัฒนาเพิ่มมูลค่าสินค้าปศุสัตว์ต่อไป



 



 
“การเยี่ยมชมฟาร์มไก่ไข่เคจฟรีของกรมปศุสัตว์ครั้งนี้ เป็นความร่วมมือของรัฐ-เอกชนช่วยกันพัฒนาแนวทางการผลิตไข่ไก่เคจฟรีที่เหมาะสมให้กับเกษตรกรไทย เป็นการเพิ่มศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตรที่สอดคล้องตามความต้องการของตลาดโลกในอนาคต และช่วยยกระดับมาตรฐานอาหารปลอดภัยให้กับผู้บริโภคคนไทย” นายสมคิดกล่าว

ซีพีเอฟ ได้พัฒนา ฟาร์มวังสมบูรณ์ ขึ้นตั้งแต่ปี 2561  ให้เป็นฟาร์มต้นแบบเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อยอิสระในโรงเรือนระบบปิด หรือ แบบไม่ใช้กรง ยึดตามมาตรฐานของสหภาพยุโรป แม่ไก่ไข่สามารถดำรงชีวิตแบบอิสระบนพื้นที่ 1 ตารางเมตรต่อแม่ไก่ 7 ตัว ซึ่งน้อยกว่ามาตรฐานทั่วไปที่กำหนดไว้ที่แม่ไก่ 9 ตัวต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร จัดสภาพแวดล้อมให้ถูกต้องตามหลักสวัสดิภาพสัตว์

ส่งเสริมให้แม่ไก่ไข่ได้แสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติอย่างเต็มที่ในโรงเรือนระบบปิดขนาดใหญ่ที่มีการควบคุมอุณหภูมิและการระบายอากาศอย่างเหมาะสมตลอดเวลา มีคอนสำหรับเกาะพักผ่อน มีวัสดุปูรองพื้นเพื่อใช้สำหรับคุ้ยเขี่ยและไซร้ขนทำความสะอาดตัวเอง มีจุดสำหรับวางไข่ และแม่ไก่มีอิสระในการปฏิสัมพันธ์กันเอง ส่งผลให้แม่ไก่ไข่มีสุขภาพดีและมีอารมณ์ดี  มีความสุขสบาย แข็งแรง ที่สำคัญไม่ใช้ยาปฏิชีวนะตลอดการเลี้ยง 



 



 
 


 
ยังควบคุมการผลิตด้วยคอมพิวเตอร์ ใช้สายพานลำเลียงไข่จากจุดวางไข่ของแม่ไก่ไปยังห้องเก็บไข่โดยอัตโนมัติ มีระบบความปลอดภัยทางชีวภาพตามแนวทาง Biosecurity Hi-tech Farming  ขณะเดียวกัน การเลือกใช้แม่ไก่ไข่สายพันธุ์พิเศษ F100ของ CPF รวมถึงพัฒนาสูตรอาหารผลิตจากธัญพืช 100% 

ฟาร์มวังสมบูรณ์ ส่งเสริมให้แม่ไก่ไข่ได้แสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติอย่างเต็มที่ในโรงเรือนระบบปิดขนาดใหญ่ที่มีการควบคุมอุณหภูมิและการระบายอากาศอย่างเหมาะสมตลอดเวลา มีคอนสำหรับเกาะพักผ่อน มีวัสดุปูรองพื้นเพื่อใช้สำหรับคุ้ยเขี่ยและไซร้ขนทำความสะอาดตัวเอง มีจุดสำหรับวางไข่ และแม่ไก่มีอิสระในการปฏิสัมพันธ์กันเอง ส่งผลให้แม่ไก่ไข่มีสุขภาพดีและมีอารมณ์ดี  มีความสุขสบาย แข็งแรง ที่สำคัญไม่ใช้ยาปฏิชีวนะตลอดการเลี้ยง 

ซีพีเอฟ ได้พัฒนา ฟาร์มวังสมบูรณ์ ขึ้นตั้งแต่ปี 2561  ให้เป็นฟาร์มต้นแบบเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อยอิสระในโรงเรือนระบบปิด หรือ แบบไม่ใช้กรง ยึดตามมาตรฐานของสหภาพยุโรป แม่ไก่ไข่สามารถดำรงชีวิตแบบอิสระบนพื้นที่ 1 ตารางเมตรต่อแม่ไก่ 7 ตัว ซึ่งน้อยกว่ามาตรฐานทั่วไปที่กำหนดไว้ที่แม่ไก่ 9 ตัวต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร จัดสภาพแวดล้อมให้ถูกต้องตามหลักสวัสดิภาพสัตว์


 



 
ช่วยให้ไก่ที่มีสุขภาพพื้นฐานดี สามารถเติบโตตามศักยภาพของพันธุกรรมธรรมชาติ ส่งผลให้ไข่ไก่เคจฟรีมีความสดกว่าไข่ไก่ทั่วไป ไม่มีกลิ่นคาว ไข่แดงมีสีส้มสด นูนสวย เป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพและมีคุณค่าทางโภชนาการเพื่อสุขภาพของผู้บริโภค ตอกย้ำความใส่ใจถึงที่มาของผลิตภัณฑ์ที่รับผิดชอบต่อสัตว์ เป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม 
 
ซีพีเอฟ ยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการเลี้ยงสัตว์และการผลิตอาหารด้วยความรับผิดชอบ   (Responsible Farming and Food Production)  มีการพัฒนาและยกระดับการเลี้ยงสัตว์ตามแนวปฏิบัติสวัสดิภาพสัตว์สากลภายใต้ “หลักอิสระ 5 ประการ” หรือ Five Freedoms อย่างต่อเนื่องทั้งในฟาร์มไก่เนื้อ หมู กุ้ง และไก่ไข่ เพื่อยกระดับมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ และความปลอดภัยด้านอาหารในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของไทยสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
 



 


 
 



Create Date : 04 สิงหาคม 2563
Last Update : 4 สิงหาคม 2563 15:02:30 น.
Counter : 25 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
ชวนซื้อหมูถูกทั่วไทย
น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ร่วมกับสนับสนุน มาตรการดูแลค่าครองชีพแก่ประชาชาชน ของกระทรวงพาณิชย์ ด้วยการตรึงราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มไม่ให้เกิน 80 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้เนื้อหมูที่ออกจากโรงชำแหละไม่เกิน 94-95 บาท


 



 
ราคาหมูขายปลีกหน้าเขียงที่ผู้บริโภคจับจ่ายไม่เกิน 150-160 บาทต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรยังนำร่องจำหน่ายหมูในกิจกรรม “เนื้อหมู..สู้โควิด” นำร่องที่จังหวัดชลบุรี และขยายความสำเร็จไปยังพื้นที่ภาคใต้ที่จังหวัดพัทลุง ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากพี่น้องประชาชนที่มาซื้อหาเนื้อหมูปลอดภัยจากฟาร์มส่งตรงถึงมือผู้บริโภคอย่างคับคั่ง

ขณะเดียวกัน ห้างโมเดิร์นเทรด หรือธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ และตลาดสดต่างๆ ยังได้ร่วมโครงการ “พาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน” จำหน่ายหมูสดลดแรงราคาพิเศษกิโลกรัมละ 130 บาท อย่างต่อเนื่อง



 



 
ขณะนี้มีหมูราคาถูกให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อหลากหลายช่องทาง ทั้งตลาดสดที่ติดป้ายสัญลักษณ์พาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน และห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ทั้งแม็คโคร, เทสโก้ โลตัส, บิ๊กซี, เดอะมอลล์, วิลล่ามาร์เก็ต, ฟู้ดแลนด์, ท็อปส์, แม๊กซ์ แวลู รวมถึงห้างซุปเปอร์ชีป ในพื้นที่ภาคใต้หลายจังหวัด

ตลอดจนกิจกรรม “เนื้อหมู..สู้โควิด” ที่คนเลี้ยงหมูทั่วประเทศจะร่วมกันจัดพร้อมกันทั่วไทย ในวันที่ 7 สิงหาคม ที่จะถึงนี้ ซึ่งเชื่อว่าทั้งกิจกรรมขายหมูช่วยค่าครองชีพ และการที่กลุ่มผู้เลี้ยงร่วมมือกับภาครัฐ ตรึงราคาหมูเป็นไม่เกิน 80 บาท จะส่งผลให้ราคาหมูหน้าเขียงจำหน่ายในราคาไม่เกิน 150-160 บาท ทำให้สถานการณ์ราคาหมูกลับมาปกติ และช่วยลดความเดือดร้อนให้กับผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี


 



 




 



Create Date : 03 สิงหาคม 2563
Last Update : 3 สิงหาคม 2563 19:30:12 น.
Counter : 41 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
สศก.MOU ม.หอการค้าไทยพัฒนาฐานข้อมูล Big Data
สศก.จับมือ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ลงนาม MOU บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ พัฒนาขีดความสามารถ ด้านข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร และฐานข้อมูล Big Data  เสริมแกร่งนักวิชาการในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองผลกระทบเศรษฐกิจการเกษตรในช่วงวิกฤตโควิด- 19 สู่โอกาสที่ท้าทาย  เพื่อขับเคลื่อนภาคเกษตรไทยสู่ความสำเร็จยุค New Normal 

นายระพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์  เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงความร่วมมือกันระหว่าง สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยได้มีพิธีลงนาม MOU บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการร่วมกันในวันนี้ว่า จากที่ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์



 



 
ได้เน้นนโยบายขับเคลื่อนการปฏิรูปการบริหารและการบริการด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ที่รัฐบาลให้ทุกกระทรวงเร่งจัดทำฐานข้อมูล Big Data เพื่อให้บริการกับทุกภาคส่วน  และได้มอบหมาย สศก.  เป็นผู้ดำเนินการหลักในการจัดทำ Big Data ของกระทรวงเกษตรฯ

สศก. ได้มีการบูรณาการร่วมกับ 10 กระทรวง และ MOU เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อ 25 ธันวาคม 2562  พร้อมกับดำเนินการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (National Agricultural Big Data Center) หรือ NABC และเปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 



 



 
ศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลมาอย่างต่อเนื่อง บูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งสถาบันการศึกษา ที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนการจัดทำ Big Data ด้านการเกษตรให้เกิดผลเป็นรูปธรรม การลงนาม MOU บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการของ สศก. และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยในวันนี้

นับเป็นอีกก้าวสำคัญ ที่จะร่วมกันพัฒนาขีดความสามารถด้านวิชาการ ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร  ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และร่วมกันเสริมสร้างความเข้มแข็งและประสิทธิภาพเจ้าหน้าที่และนักวิชาการของทั้ง 2 หน่วยงาน  สร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการร่วมกัน



 



 
ภายในงาน นอกจากการลงนาม MOU ร่วมกันแล้ว สศก. และ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังได้มีเวทีเสวนาร่วมกัน ในประเด็น “เศรษฐกิจการเกษตรวิถีใหม่บนโอกาสที่ท้าทาย” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง โดยเลขาธิการ สศก. และอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  

โดยเฉพาะมุมมองของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 ที่กระทบเศรษฐกิจ และโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งในส่วนของภาคเศรษฐกิจการเกษตร แน่นอนว่าย่อมต้องเกิดผลกระทบ ต่อระบบห่วงโซ่การผลิตอย่างฉับพลัน การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทำให้เทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทมากขึ้นในธุรกิจและชีวิตประจำวันในวิถีชีวิตใหม่ หรือ New Normal 



 



 
สศก. เรามีความพร้อมทั้งด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี และบุคลากรที่จะร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เพื่อสร้างสรรค์ผลงานและพัฒนางานด้านวิชาการทั้งงานวิจัย นวัตกรรมด้านเกษตร การพยากรณ์ที่ครอบคลุมทุกมิติ และวันนี้ ยังเป็นโอกาสสำคัญ  ที่ได้แลกเปลี่ยนมุมมองเสวนาในด้านต่างๆ ต่อวิกฤตสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้น

อาทิ มุมมองด้านพฤติกรรมการบริโภคที่หันมาสู่ ตลาด online  การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร การพัฒนาโลจิสติกส์ การส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรแม่นยำสูงให้เกษตรกร      และสถาบันเกษตรกรสามารถเข้าถึงระบบเทคโนโลยีดิจิทัลด้วยต้นทุนต่ำที่สุด รวมไปถึงการส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) และแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ตลอดจนความมั่นคงอาหารและเศรษฐกิจในชุนชนท้องถิ่น



 
 


 
สศก. ได้พัฒนาและจัดทำปฏิทินผลผลิตสินค้าเกษตรรายเดือนระดับจังหวัดเพื่อวางแผนเรื่องความมั่นคงอาหาร และช่วงที่ผ่านมา ได้เปิดตัวโครงการแรงงานคืนถิ่น พลิกฟื้นผืนดินด้วยเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อช่วยเหลือกลุ่มแรงงานที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งทั้งหมดนี้ หากเรามองเห็นถึงโอกาสในช่วงวิกฤตที่เกิดขึ้น ก็จะเป็นอีกก้าวแห่งการพัฒนาขับเคลื่อนภาคเกษตรไทยสู่ความสำเร็จไปอีกขั้นในยุคที่ท้าทายในปัจจุบัน

ผศ.ดร.ธนวรรธน์  พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวเสริมว่า “ทางมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเรายินดีอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับทาง สศก. โดยเฉพาะทักษะด้านวิชาการ การพัฒนาและประยุกต์ใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อการวิเคราะห์ วิจัย และการพยากรณ์ทางเศรษฐกิจการเกษตรให้แก่นักวิชาการของ สศก. ตลอดจนการสำรวจโพลและเผยแพร่ข่าวสารสู่สาธารณชน และยินดีที่จะร่วมสนับสนุนนักวิชาการในการประชุม สัมมนา อบรมทางวิชาการที่จัดขึ้น  เพื่อร่วมกันเพิ่มพูนศักยภาพของบุคลากรไปด้วยกัน



 



การจับมือกันระหว่าง สศก. และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นอีกก้าวของความสำเร็จในการบูรณาการจากทุกภาคส่วน ซึ่งที่ผ่านมา สศก. ได้มีการประสานความร่วมมือกับหลายหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การแลกเปลี่ยนข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร สู่การพัฒนาฐานข้อมูล          ขนาดใหญ่ Big data ในทันต่อยุคสมัย  

หลังจากนี้ สศก. พร้อมที่จะประสานความร่วมมือกับทุกฝ่ายเพื่อขับเคลื่อนภาคเกษตรไทย  ตามนโยบาย เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลการเกษตร ในฐานะหน่วยงานจัดทำ Big Data ของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ สู่การวางแผนและกำหนดทิศทางการพัฒนาการเกษตรของไทยต่อไป





 



Create Date : 03 สิงหาคม 2563
Last Update : 3 สิงหาคม 2563 19:01:43 น.
Counter : 44 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
ศูนย์วิจัย ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรเดือนสิงหาคม
ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรเดือนสิงหาคม 2563 ข้าวเปลือกหอมมะลิ ปาล์มน้ำมัน สุกร และกุ้งขาวแวนนาไม มีแนวโน้มราคาเพิ่มขึ้น ด้านข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกเหนียว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ น้ำตาลทรายดิบ ยางพาราแผ่นดิบ และมันสำปะหลัง มีแนวโน้มราคาปรับตัวลดลง

นายสมเกียรติ กิมาวหา รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรในเดือนสิงหาคม 2563 โดยสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มราคาปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาอยู่ที่ 14,747 - 14,898 บาท/ตัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 0.42 - 1.44



 



 
เนื่องจากสต็อกของผู้ประกอบการลดลงและได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการผ่อนคลายระยะที่ 5 ของกลุ่มร้านอาหาร ปาล์มน้ำมัน ราคาอยู่ที่ 2.98 - 3.08 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 0.34 - 3.70 เนื่องจากมาตรการระบายสต็อกน้ำมันปาล์มดิบและมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว จะส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้น

ขณะที่ปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดมีแนวโน้มลดลงจากเดือนก่อน ทำให้โรงสกัดมีการแข่งขันกันรับซื้อเพิ่มขึ้น ประกอบกับพื้นที่ภาคใต้มีฝนตกต่อเนื่องเอื้ออำนวยให้คุณภาพของปาล์มน้ำมันดีขึ้น

สุกร ราคาอยู่ที่ 72.74 – 73.18 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 1.08 – 1.69 เนื่องจากปัญหาการระบาดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรระลอก 2 ของจีนและเวียดนาม ทำให้เกิดการขาดแคลนสุกร จึงมีการสั่งซื้อเนื้อสุกรจากไทยเพิ่มขึ้น ทำให้ปริมาณส่งออกเพิ่มจากวันละ 5,000 - 6,000 ตัว เป็น 10,000 ตัว



 



 
กุ้งขาวแวนนาไม ขนาด 70 ตัว/กก. ราคาอยู่ที่ 147.25 - 148.00 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 0.17 – 0.68 เนื่องจากภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ส่งผลให้ความต้องการกุ้งของตลาดภายในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ขณะที่ปริมาณผลผลิตมีแนวโน้มลดลงในช่วงระหว่างการเพาะเลี้ยง ประกอบกับจีนงดนำเข้ากุ้งจากเอกวาดอร์ ทำให้กุ้งไทยมีโอกาสส่งออกได้เพิ่มขึ้น

ด้านสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ราคาอยู่ที่ 8,711 - 8,857 บาท/ตัน ลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 0.27 - 1.91 เนื่องจากผลผลิตข้าวนาปรังรอบ 2 เริ่มออกสู่ตลาด และค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นกว่าประเทศคู่แข่ง



 



 
ทำให้ความสามารถการแข่งขันด้านราคาลดลงข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ราคาอยู่ที่ 15,799 - 15,853 บาท/ตัน ลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 0.26 - 0.60 เนื่องจากมีการนำเข้าผลผลิตข้าวเหนียวจากประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีราคาถูกกว่าเข้ามาภายในประเทศมากขึ้น

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้นไม่เกิน 14.5% ราคาอยู่ที่ 8.01 - 8.04 บาท/กก. ลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 1.00 - 1.50 เนื่องจากปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 1 (เดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน) ขณะที่ความต้องการใช้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแต่ยังน้อยกว่าผลผลิตที่ออกสู่ตลาด

น้ำตาลทรายดิบตลาดนิวยอร์ก ราคาอยู่ที่ 11.50 - 11.61 เซนต์/ปอนด์ (8.04 - 8.12 บาท/กก.) ลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 1.00 - 2.00 เนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่ลดลง เป็นปัจจัยกดดันราคาเอทานอล จึงกระตุ้นให้โรงงานน้ำตาลของบราซิลเพิ่มสัดส่วนนำอ้อยไปผลิตเป็นน้ำตาลแทนการผลิตเอทานอล



 



 
ทำให้มีการส่งออกน้ำตาลมากขึ้น ประกอบกับความเป็นไปได้ที่อินเดียจะระบายสต็อกน้ำตาลที่มีอยู่ประมาณ 14 ล้านตัน เป็นแรงกดดันให้ราคาน้ำตาลมีแนวโน้มลดลง ยางพาราแผ่นดิบชั้น 3 ราคาอยู่ที่ 37.00 – 37.50 บาท/กก. ลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 0.74 – 2.06

เนื่องจากเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าและราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้การส่งออกยางพาราแผ่นดิบของไทยลดลง อย่างไรก็ตาม ราคายางมีโอกาสปรับตัวขึ้นจากสนับสนุนมาตรการภาครัฐ และความต้องการใช้ยางพาราภายในประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และมันสำปะหลัง ราคาอยู่ที่ 1.57 - 1.62 บาท/กก. ลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 0.61 – 3.68

เนื่องจากเป็นช่วงปลายฤดูกาลผลิต โรงงานรับซื้อส่วนใหญ่ปิดทำการ ประกอบกับเป็นช่วงฝนตกชุกในหลายพื้นที่ปลูกสำคัญ ทำให้ผลผลิตมันสำปะหลังมีเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ ส่งผลให้ราคาขายลดลง





 
 



Create Date : 02 สิงหาคม 2563
Last Update : 2 สิงหาคม 2563 17:52:19 น.
Counter : 54 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  

สมาชิกหมายเลข 3402302
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



contact >> parwnation@gmail.com
hello welcome
contact =>>parwnation@gmail.com
New Comments