All Blog
เกษตรฯจัดกิจกรรม“วันแม่แห่งชาติ”เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2563 รัฐบาลได้เชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎร โดยกิจกรรมจิตอาสา “วันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2563 รักเอยรักลูก” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 14 สิงหาคม 2563 ตั้งแต่เวลา 10.00 - 18.00 น. ณ ท้องสนามหลวง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมสำคัญในปีนี้


 



 
โดยกำหนดรูปแบบการจัดกิจกรรมออกเป็น 3 แนวทาง ได้แก่ 1. การช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง 2. การจัดนิทรรศการเผยแพร่องค์ความรู้ที่เกี่ยวกับโครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ 3. การจัดอาหารและเครื่องดื่มให้บริหารประชาชน

โดยใบปีนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมจัดนิทรรศการเผยแพร่องค์ความรู้ที่เกี่ยวกับโครงการตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งประชาชนสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดเพื่อประกอบอาชีพได้ ประกอบด้วย นิทรรศการเกี่ยวกับข้าวไทย กล่าวถึงประวัติความสำคัญของข้าวไทย การจัดแสดงข้าวสายพันธุ์ต่าง ๆ ในประเทศไทย




 



 
โครงการฟาร์มตัวอย่างในพระราชดำริ เป็นต้น และนิทรรศการเกี่ยวกับผ้าไหมไทย โครงการสร้างทายาทหม่อนไหม โครงการ “ตรานกยูงพระราชทาน” (เครื่องหมายรับรองผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย) การให้ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงไหม และการสาธิตทอผ้าไหมไทย เป็นต้น

สำหรับกิจกรรมที่น่าสนใจภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับโครงการตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ การสาธิต-การฝึกอาชีพให้กับประชาชนที่เข้าร่วมงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายการให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับปัญหาในการดำรงชีพ ปัญหาครอบครัว ปัญหาสตรี ตลอดจนการบริการจัดหางาน รวมทั้งมีอาหารและเครื่องดื่มให้บริการฟรีตลอดงาน

โดยจัดบริการอาหารและเครื่องดื่มแบ่งเป็น 2 รอบ ได้แก่เวลา 10.00 -12.00 น. และ 15.00 - 18.00 น. ทั้งนี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือและแบ่งปันความสุขให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคมในช่วงสถานการณ์โควิด-19 และสร้างความเข้มแข็งที่จะดำรงชีวิตในแบบชีวิตวิถีใหม่ด้วย


 




 



Create Date : 10 สิงหาคม 2563
Last Update : 10 สิงหาคม 2563 17:42:19 น.
Counter : 29 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
“เนื้อหมู...สู้โควิด” ด้วยความห่วงใยจากเกษตรกร
กิจกรรม “เนื้อหมู...สู้โควิด” ที่คนเลี้ยงหมูทั่วไทยพร้อมใจกันส่งตรงเนื้อหมูสดจากฟาร์มเลี้ยงถึงมือผู้บริโภค โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ที่จะจัดขึ้นพร้อมกันทุกภูมิภาค ครอบคลุม 77 จังหวัด  7 สิงหาคม เป็นอีกหนึ่งความห่วงใยจากใจ “เกษตรกร” เพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้กับผู้บริโภค

ซึ่งเป็นมาตรการต่อเนื่อง ที่เกษตรกรได้ให้ความร่วมมือกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ในการร่วมดูแลค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยการตรึงราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มไม่ให้เกิน 80 บาทต่อกิโลกรัม ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เพื่อให้เนื้อหมูที่ออกจากโรงชำแหละมีราคาไม่เกิน 94-95 บาทต่อกิโลกรัม และปลายทางราคาขายปลีกหน้าเขียงที่ผู้บริโภคจับจ่ายไม่ควรเกิน 150-160 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งถือเป็นราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย



 



 
ความร่วมมือของภาคผู้เลี้ยงนี้ เป็นความตั้งใจของทุกคนเพื่อไม่ให้ผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อนจากภาวะราคาหมูในห้วงเวลาที่ชาวไทยกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤติโควิด-19 ถึงแม้ว่าในช่วงเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรจะต้องพบกับวิกฤติราคาหมูตกต่ำอย่างต่อเนื่อง มาตั้งแต่ปี 2560 ที่แม้ไม่มีคายื่นมือเข้ามาช่วย แต่พวกเขาก็พยายามหาทางแก้ปัญหาด้วยตัวเอง บางคนพอมีรายได้อื่นเสริมช่วยประคับประคองก็ผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากมาได้ แต่บางคนที่รับภาระขาดทุนไม่ได้ต้องม้วนเสื่อจบอาชีพไปก็มาก

ยิ่งมีปัญหา "โรคแอฟริกันสไวน์ฟีเวอร์" หรือ ASF ที่ระบาดอย่างหนักและสร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมหมูหลายประเทศในเอเชีย ทั้งจีน เวียดนาม เมียนมา กัมพูชา ก็ยิ่งสร้างความวิตกกังวลให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยง ทำให้หลายคนตัดสินใจเลิกอาชีพเพื่อหนีความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น จากทั้งสองประเด็นนี้ พบว่ามีเกษตรกรต้องเลิกเลี้ยงหมูไปมากถึง 20% จากเกษตรกรทั้งหมด 200,000 กว่าราย

โชคดีที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคผู้เลี้ยงทั่วประเทศ ต่างตระหนักถึงความสำคัญของการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคนี้ไม่ให้แพร่ระบาดเข้ามาสร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมหมูไทยได้ ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ที่ยังคงสถานะ “ปลอดโรค ASF” ไว้ได้จนถึงปัจจุบัน



 



 
ไม่เพียงเป็นการป้องกันอาชีพของพวกเขาเท่านั้น แต่ยังเป็นการปกป้องคนไทยไม่ให้เผชิญปัญหาราคาปรับเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว จากการขาดแคลนหมูอย่างหนักจากภาวะโรคที่ระบาดอย่างหนัก อย่างในหลายประเทศที่ราคาเนื้อหมูพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ เช่น จีนราคาขึ้นไป 300-350 บาทต่อกิโลกรัม เวียดนาม 250 บาทต่อกิโลกรัม เมียนมาราคา 200 กว่าบาทต่อกิโลกรัม

ในขณะที่ประเทศไทย ราคาหมูยังคงถูกที่สุดในภูมิภาคนี้ ราคาหมูหน้าฟาร์มที่ 79-80 บาทต่อกิโลกรัม ในปัจจุบัน ก็ถือเป็นระดับราคาที่ทำให้เกษตรกรพอมีรายได้ ชดเชยการขาดทุนในช่วงที่ผ่านมา และเหลือไว้ต่อทุนเพื่อเลี้ยงหมูในรุ่นถัดไปเท่านั้น ไม่ได้ทำให้มีกำไรจนลืมตาอ้าปากได้อย่างที่บางคนเข้าใจ เพราะต้นทุนการผลิตปัจจุบันก็พุ่งขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 71 บาทแล้ว และยังต้องมีต้นทุนการเลี้ยงเพิ่มขึ้นถึง 100-200 บาทต่อตัว จากมาตรการป้องกัน ASF แต่ทุกคนก็พร้อมดำเนินการตามมาตรการทั้งหมดที่ภาครัฐแนะนำ

วันนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงแสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาพร้อมที่จะอยู่ข้างประชาชน พร้อมจะช่วยดูแลค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง ขอเพียงความเข้าใจว่าราคาหมูขณะนี้เป็นไปตามกลไกตลาดจากความต้องการที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากกิจการต่างๆเปิดทำการแล้ว ขณะที่คนเลี้ยงหมูมีอาชีพเดียวไม่สามารถเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่นได้ แต่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากมายในการจับจ่ายซื้อหาอาหาร ทั้งหมูถูกในกิจกรรม “เนื้อหมู...สู้โควิด” ที่ชาวหมูจัดขึ้น และยังเลือกทานเนื้อไก่ที่ราคาไม่แพง ไข่ไก่ที่เป็นโปรตีนราคาประหยัด กุ้งที่เกษตรกรยังคงผลิตป้อนตลาดอย่างต่อเนื่อง หรือแม้แต่ปลาและสัตว์น้ำต่างๆที่มีให้เลือกมากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูกาลนี้



 



 
นอกจากนี้ ยังมีโครงการ “พาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน” ขายหมูราคาพิเศษกิโลกรัมละ130 บาท เพื่อให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อในหลายช่องทาง ทั้งตลาดสด และห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ทั้งแม็คโคร, เทสโก้ โลตัส, บิ๊กซี, เดอะมอลล์, วิลล่ามาร์เก็ต, ฟู้ดแลนด์, ท็อปส์, แม๊กซ์ แวลู รวมถึงห้างซุปเปอร์ชีป ในพื้นที่ภาคใต้หลาย เชื่อว่ากิจกรรมต่างๆจะช่วยให้สถานการณ์ราคาหมูกลับมาปกติ และช่วยลดความเดือดร้อนให้กับผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ที่เหลือก็เพียงความเข้าใจที่มีต่อสถานการณ์นี้และปล่อยให้ทุกอย่างเป็นตามกลไกเท่านั้น



 
 
 



Create Date : 08 สิงหาคม 2563
Last Update : 8 สิงหาคม 2563 15:55:39 น.
Counter : 40 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
กยท.มอบสนามเด็กเล่นปูพื้นบล็อกยางพารา
กยท. ส่งมอบสนามเด็กเล่นปูพื้นบล็อกยางพาราแก่ ร.ร.บ้านไสใหญ่ อ.ละงู จ.สตูล หนึ่งในกิจกรรม CSR มุ่งเน้นการใช้นวัตกรรมยางของ กยท. เพื่อประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม หวังเพิ่มมูลค่าให้ยางพารา



 



 

นายประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่าา ตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมา การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้ดำเนินบทบาทภารกิจขององค์กรภายใต้นโยบายที่ต้องการผลักดัน ส่งเสริม สนับสนุน ให้ยางพารา ไม่ใช่แค่หยดน้ำยางสีขาวที่ส่งออกไปยังต่างประเทศเท่านั้น กยท. มุ่งหวังที่จะเห็นยางพารากลายเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัว อยู่ในชีวิตประจำวัน มีความหลากหลายในการนำมาใช้ประโยชน์
 
 
ประกอบกับภาครัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นให้เกิดการใช้ยางภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น กยท. จึงขานรับนโยบายดังกล่าว โดยริเริ่มงานวิจัยการแปรรูปวัตถุดิบยางพาราจนไปสู่นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ยางที่ใช้ได้จริง ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับยางพารา และช่วยให้เกษตรกรชาวสวนยางมีคุณภาพชีวิตที่ดี มั่นคงในระยะยาวต่อไป


 



 
ประธานกรรมการ กยท. กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการดำเนินงานด้านการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (CSR) ของการยางแห่งประเทศไทย จึงนำนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ยางพารามาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและชุมชน อาทิ หุ่นยางพาราเพื่อฝึกช่วยการฟื้นคืนชีพ (CPR)  อุปกรณ์ฝึกสอนการเย็บแผลที่ผลิตจากยางพารา และบล็อคปูพื้นจากยางพารา เป็นต้น


 



 
โดยครั้งนี้ กยท. ได้มอบสนามเด็กเล่นที่ปูพื้นด้วยบล็อกยางพารารูปตัวหนอน ให้แก่โรงเรียนบ้านไสใหญ่ จ.สตูล ซึ่งบล็อกยางพาราปูพื้นรูปตัวหนอน ผลิตโดยสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง จ.สตูล ที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้งานวิจัยและการผลิตจาก กยท. และแน่นอนว่าวัตถุดิบยางพาราที่นำมาแปรรูปนั้น ก็มาจากวัตถุดิบยางที่รับซื้อจากเกษตรกรชาวสวนยางใน จ. สตูล สำหรับพิธีมอบสนามเด็กเล่นครั้งนี้ กยท. รู้สึกประทับใจมากที่เห็นภาพเด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านไสใหญ่ วิ่งเล่นในสนามปูพื้นยางพาราแห่งนี้ และเชื่อว่าผู้ปกครองที่ประกอบอาชีพเกษตรกรชาวสวนยางจะรู้สึกเช่นเดียวกัน

นางสาวนภาวรรณ เลขะวิพัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง การยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า บล็อคปูพื้นรูปตัวหนอนจากยางพาราเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากยางธรรมชาติ ที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามมาตรฐาน โดยแผ่นยางมีความยืดหยุ่นตัวสูงทำให้การสัมผัสกับพื้นผิวของการเดินหรือการวิ่งลดการกระแทกบริเวณข้อเท้าลดความรุนแรงของอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น มีความหนาสม่ำเสมอและมีความแข็งแรงติดตั้งง่ายและสะดวก อายุการใช้งานยาวนาน มีขนาด24x12x1.2(กว้างxยาวxหนา) เซนติเมตร 1 ตารางเมตรใช้บล็อกปูพื้นรูปตัวหนอนจากยางพารา 32 ชิ้น



 



 
โดยสนามเด็กเล่นจากยางพาราของโรงเรียนบ้านไสใหญ่ จังหวัดหวัดสตูล มีขนาดพื้นที่ 150 ตารางเมตร ใช้บล็อกปูพื้นรูปตัวหนอนจากยางพารา จำนวน 4,800 ชิ้น คิดเป็นการใช้ยางธรรมชาติ 1,500 กิโลกรัม ทั้งนี้ กยท. ได้จ้างให้ชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางสตูล จำกัด ซึ่งเป็นสถาบันเกษตรกรที่มีศักยภาพและได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตบล็อกปูพื้นรูปตัวหนอนยางพาราจาก กยท. เป็นผู้ผลิต






 


 



Create Date : 06 สิงหาคม 2563
Last Update : 6 สิงหาคม 2563 19:22:45 น.
Counter : 29 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
"อ.ต.ก."เปิดตลาดน้ำใจส่งตรงสินค้าคุณภาพจากเกษตรกรไทยถึงมือผู้บริโภค
อ.ต.ก.เปิดตลาดน้ำใจกลางกรุง ส่งตรงสินค้าคุณภาพจากเกษตรกรไทยถึงมือผู้บริโภค    
 
นายศุภฤกษ์ เอี่ยมละออ รักษาการแทนในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เปิดเผยว่า ตลาดสด อ.ต.ก. เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างชาติ  ในเรื่องคุณภาพของสินค้าเกษตร สินค้าแปรรูป ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดี จนได้รับการรับรองมาตรฐาน จากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ให้ตลาด อ.ต.ก. เป็น “ตลาดสดน่าซื้อ” ระดับดีมาก และได้รับการจัดอันดับของสำนักข่าว CNN ว่าเป็นตลาดสดดีที่สุดอันดับ 4 ใน 10 ของโลก



 



 
อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าของเกษตรกร สถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน รวมถึงสร้างแหล่งท่องเที่ยวใจกลางกรุงแห่งใหม่ อ.ต.ก. จึงได้เปิดตลาดเพิ่มขึ้นอีกโซนหนึ่งเป็น “ตลาดน้ำ อ.ต.ก.” ซึ่งอยู่ติดกับริมคลองบางซื่อ มีการปรับปรุงภูมิทัศน์ให้ร่มรื่น สะดวกสบาย และมีมุมพักผ่อนริมน้ำ เป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าที่มาจับจ่ายซื้อสินค้าเกษตรคุณภาพจากเกษตรกรโดยตรง  


 



 
สำหรับสินค้าที่ขายในตลาดน้ำ อ.ต.ก. จะเน้นสินค้าที่มาจากเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรโดยตรง คัดสรรสินค้าในรูปแบบวิถีไทยมีเอกลักษณ์โดดเด่น จากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ที่สำคัญมีการจัดกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรส่งเสริมและสนับสนุนสินค้าเกษตร  จำหน่ายผลไม้ตามฤดูกาล สลับหมุนเวียนไป และจำหน่ายสินค้าเกษตรแปรรูป เป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้เกษตรกร ตลอดจนเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคในการซื้อสินค้าจากผู้ผลิตโดยตรง ซึ่งตลาดน้ำแห่งนี้รองรับร้านค้าได้ไม่ต่ำกว่า 30 ร้านค้า มีสินค้าหลากหลายให้เลือกทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค 


 



 
ทั้งนี้ จากการเปิดตลาดน้ำได้ระยะหนึ่งและเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้แสดงความคิดเห็น ซึ่งทาง อ.ต.ก. มีแนวคิดว่าต้องพัฒนาต่อยอดเพื่อยกระดับตลาดน้ำให้ได้รับความนิยมเทียบเท่ากับตลาดสด อ.ต.ก. รวมทั้งรองรับผู้บริโภคในรูปแบบ New Normal หลังวิกฤติ ไวรัสโควิด-19 ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะร่วมมือกับภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญในการบริหารตลาดน้ำเข้ามาร่วมพัฒนาพื้นที่และทำประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภครู้จักตลาดน้ำ อ.ต.ก. แหล่งช้อปปิ้งสินค้าเกษตรคุณภาพมาตรฐานเกรดพรีเมี่ยมแห่งใหม่ใจกลางกรุง 


 



 
“ขอเชิญชวนผู้บริโภคมาจับจ่ายใช้สอยสินค้าเกษตรคุณภาพได้ที่ตลาดน้ำ อ.ต.ก. เปิดบริการทุกวัน ภายใต้มาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเข้มงวด ซึ่งการันตีความปลอดภัยทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ที่สำคัญยังเป็นการสนับสนุนสินค้าไทย ช่วยเกษตรกรไทยให้มีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืน เป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของประเทศและของโลกต่อไป” นายศุภฤกษ์ กล่าว





 



 



Create Date : 05 สิงหาคม 2563
Last Update : 5 สิงหาคม 2563 19:17:56 น.
Counter : 32 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
"คูโบต้า"เดินหน้า“เกษตรปลอดการเผา”
"คูโบต้า"เดินหน้า“เกษตรปลอดการเผา”ชูมหาสารคามต้นแบบนำร่องพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน

สยามคูโบต้า ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จังหวัดมหาสารคาม ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือภายใต้โครงการเกษตรปลอดการเผา (Zero Burn) ในจังหวัดมหาสารคาม มุ่งสร้าง “มหาสารคาม มหานครปลอดการเผา” เพื่อช่วยลดปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5  สร้างรายได้เพิ่มหลังการเก็บเกี่ยวจากการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร ภายใต้องค์ความรู้ KUBOTA (Agri) Solutions เกษตรครบวงจร สานต่อการพัฒนาภาคเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน

นายวีรพงศ์ วิรบุตร์ ผู้จัดการภาคอีสานอาวุโส – แทรกเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า “ประเทศไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์ “ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5” ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการดำเนินชีวิตประจำวัน สยามคูโบต้าในฐานะผู้นำด้านเครื่องจักรกลการเกษตรในภูมิภาคอาเซียน ได้เล็งเห็นความสำคัญในการแก้ปัญหาดังกล่าว จึงดำเนินโครงการเกษตรปลอดการเผา (Zero Burn) ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาภาคเกษตรกรรมได้อย่างยั่งยืน”



 



 
ในปีพ.ศ. 2562 สยามคูโบต้า ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและให้ความรู้แก่เกษตรกรร่วมกันกับพันธมิตรทางธุรกิจทั้งภาครัฐและเอกชน จึงเกิดแนวคิดในการจัดตั้ง “โครงการเกษตรปลอดการเผา (Zero Burn)” โดยร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ส่งเสริมให้เกษตรกรทำเกษตรปลอดการเผา เพื่อลดมลพิษที่บางส่วนมาจากการเผาในที่โล่งจากภาคเกษตรกรรม

ตลอดจนสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้หลังการเก็บเกี่ยว เช่น ฟางข้าว ตอซังข้าว ใบอ้อย และใบข้าวโพด โดยนำนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร (Machinery Solutions) และองค์ความรู้ด้านการเกษตร (Knowledge Solutions) ภายใต้องค์ความรู้ KUBOTA (Agri) Solutions เกษตรครบวงจรมาประยุกต์ใช้เพื่อจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

โครงการเกษตรปลอดการเผา (Zero Burn) มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้พื้นที่ภาคการเกษตรของไทยกว่า 140 ล้านไร่ ให้ปลอดการเผา 100% ภายในปีพ.ศ. 2565 สยามคูโบต้าจึงมุ่งเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการปลอดการเผาผ่านกิจกรรมรณรงค์และสัมมนาโครงการฯ ในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี เชียงใหม่ และมหาสารคาม พร้อมทั้งลงพื้นที่ส่งเสริมการจัดตั้งจังหวัดปลอดการเผา ในพื้นที่เกษตรเป้าหมาย 5 จังหวัด ได้แก่ มหาสารคาม ชัยนาท อุบลราชธานี ศรีสะเกษ และมุกดาหาร  โดยมีจังหวัดมหาสารคามและชัยนาทเป็นจังหวัดต้นแบบที่พร้อมนำร่องแนวคิดการทำเกษตรปลอดการเผาแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ   


ในปีนี้ สยามคูโบต้าจึงเดินหน้าสานต่อโครงการฯ ดังกล่าว โดยการร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือโครงการเกษตรปลอดการเผา (Zero Burn) จังหวัดมหาสารคาม ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จังหวัดมหาสารคาม และผู้แทนจำหน่ายคูโบต้า มหาสารคาม เพื่อผลักดันให้เป็นจังหวัดต้นแบบนำร่องแห่งแรกในการขับเคลื่อนโครงการเกษตรปลอดการเผา (Zero Burn) ให้เป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “มหาสารคาม มหานครปลอดการเผา” โดยได้รับเกียรติจาก ว่าที่ร้อยตรี กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีวันนี้

“สยามคูโบต้าร่วมส่งเสริมองค์ความรู้และวิธีการทำการเกษตรปลอดการเผา  พร้อมหาช่องทางการตลาด เพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในจังหวัดมหาสารคามจากการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยวางแผนสนับสนุนด้านเครื่องจักรกลการเกษตร ด้วยการมอบส่วนลดเครื่องอัดฟางเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่เกษตรเป้าหมาย” นายวีรพงศ์ กล่าว



 



 
นายธัญญวัฒน์ ชาญพินิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ประธานในพิธี เปิดเผยว่า “หน่วยงานภาครัฐและเอกชน จังหวัดมหาสารคาม พร้อมร่วมมือกับสยามคูโบต้า ผลักดันนโยบายงดการเผาในพื้นที่การเกษตรของภาครัฐผ่านโครงการเกษตรปลอดการเผา (Zero Burn)  เพื่อแก้ไขปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 ในจังหวัดมหาสารคาม พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาการเผาทำลายหน้าดิน มุ่งสู่เป้าหมายในการลดการเผาในพื้นที่การเกษตรของจังหวัดมหาสารคามให้เป็น 0% ภายในปี 2565 พร้อมทั้งยังมุ่งสร้างรายได้เกษตรกรในจังหวัด ด้วยการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่างยั่งยืน”

สยามคูโบต้ามุ่งมั่นที่จะผลักดันให้แนวคิดการทำเกษตรปลอดการเผาเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลาย ด้วยการขยายพื้นที่ความร่วมมือโครงการฯ ไปยังทั่วประเทศ เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำความรู้และประสบการณ์ไปปรับใช้และลงมือปฏิบัติจริงกับพื้นที่การเกษตรของตนเอง พร้อมส่งต่อความรู้ไปยังภาคการเกษตรทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมภาคเกษตรกรรมให้เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป







 



Create Date : 05 สิงหาคม 2563
Last Update : 5 สิงหาคม 2563 18:38:17 น.
Counter : 33 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  

สมาชิกหมายเลข 3402302
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



contact >> parwnation@gmail.com
hello welcome
contact =>>parwnation@gmail.com
New Comments