All Blog
ม.ขอนแก่นจับมือKerry Express หนุนประสบการณ์ นศ.ผ่านธุรกิจโลจิสติกส์
ม.ขอนแก่นจับมือKerry Express หนุนประสบการณ์ นศ.ผ่านธุรกิจโลจิสติกส์
 

รองศาสตราจารย์ ดร.เพ็ญศรี เจริญวานิช คณบดีคณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า คณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยขอนแก่นลงนามความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับบริษัทเคอรี่เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย)จำกัด

โดยความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นการส่งเสริมความร่วมมือและช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเชิงบูรณาการในมิติต่างๆทั้งด้านการวิจัยการบริการวิชาการโดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่บริษัทเคอรี่เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด


ซึ่งเป็นบริษัทจัดส่งพัสดุด่วนชั้นนำของประเทศไทยได้ให้เกียรติกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการร่วมเปิดโอกาสแชร์ประสบการณ์การทำธุรกิจโลจิสติกส์ให้นักศึกษาผ่านการฝึกงานและสหกิจศึกษา จะเป็นการเปิดมุมมองและแนวคิดให้นักศึกษาสามารถดึงศักยภาพของตัวเองพร้อมทั้งยังช่วยพัฒนาต่อยอดสู่วิชาชีพในอนาคต

 


 


 

 
สำหรับความร่วมมือที่เกิดขึ้นมหาวิทยาลัยขอนแก่นจะให้การสนับสนุนบริษัทเคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย)จำกัด ในด้านต่างๆ ซึ่งประกอบไปด้วย 1) การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัยให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของบันทึกข้อตกลงครั้งนี้

2) การจัดการฝึกอบรมระยะสั้นพร้อมประกาศนียบัตรที่สอดคล้องกับความต้องการพัฒนางานด้านวิชาการวิจัยการพัฒนาบุคลากรสหกิจศึกษาและวิชาชีพ 3)การพัฒนาหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง

4) ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จัดหาผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อเป็นวิทยากรให้กับบริษัท นอกจากนี้แล้วทางบริษัทเคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด ก็ได้ให้การสนับสนุนมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในด้านการรับบุคลากรเข้าแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านวิชาการ

 


 


 

 
หรือรับการฝึกอบรมด้านการฝึกประสบการณ์วิชาชีพและสหกิจศึกษาให้กับนักศึกษาเพื่อเสริมสร้างคุณภาพมาตรฐานให้กับบัณฑิตด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จัดหาผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อเป็นวิทยากรหรืออาจารย์พิเศษหรือคณะกรรมการที่ปรึกษาวิชาการ

เพื่อให้การจัดการศึกษามีคุณภาพและสอดคล้องกับนโยบายของหลักสูตรอุดมศึกษา และด้านกิจกรรมทางการศึกษาโดยร่วมส่งเสริมการสร้างโอกาสแก่นักศึกษาเพื่อสร้างคุณลักษณะของบัณฑิตที่พึงประสงค์และตรงกับความต้องการของสถานประกอบการและตลาดแรงงาน


รองศาสตราจารย์ นพ.ชาญชัย  พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ปัจจุบันนี้การผลิตบัณฑิตในมหาวิทยาลัยสิ่งที่เราพยายามจะพัฒนาคือการทำอย่างไรให้นักศึกษาได้ประสบการณ์ตรง ทำงานร่วมกับผู้ประกอบการทั้งในรูปของวิสาหกิจที่เป็น experiential learning

 
 

 


 

 
ในระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมาเราได้เห็นการเติบใหญ่ของบริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย)จำกัด จากการบริการขนส่งสินค้าโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพเป็นที่นิยมของประชาชน จึงถือเป็นโอกาสอันดี

และเป็นเกียรติของมหาวิทยาลัยขอนแก่นในความร่วมมือทั้งการพัฒนาระบบวิจัยและการสร้างนวัตกรรม รวมทั้งการฝึกงานของนักศึกษาในหลักสูตรของคณะบริหารธุรกิจและการบัญชี ที่เป็นโอกาสทั้งแก่นักศึกษาและคณาจารย์ของเราที่จะได้เรียนรู้ร่วมกันนำไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีความก้าวหน้าเป็นที่ถูกใจผู้รับบริการต่อไป  

นายศักดิ์ชัย เตียวศิริ ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปสายงานพัฒนาธุรกิจการค้า บริษัทเคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวว่ารู้สึกเป็นเกียรติที่บริษัทฯได้เข้ามามีส่วนร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นเพื่อสร้างความร่วมมือทางวิชาการระหว่างบริษัทและมหาวิทยาลัย


 


 


 

 
เพื่อแชร์ประสบการณ์เปิดมุมมองและแนวคิด ต่อยอดสู่ความเป็นหนึ่งด้านความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพ เนื่องจากปัจจุบันบุคลากรในองค์กร คือแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของระบบการทำงาน ทางบริษัทจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังหนุนขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง

จึงเห็นว่าต้องเริ่มต้นจากการพัฒนา ทั้งทางวิชาการ งานวิจัย และประสบการณ์ทำงานอย่างเป็นระบบจึงทำให้โครงการนี้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นการวางรากฐานมาตรฐานระบบการศึกษาอันเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อให้นักศึกษาสามารถเข้าถึงเข้าใจกระบวนการทำงานได้อย่างดีและสามารถนำไปประยุกต์ใช้พัฒนาศักยภาพตนจนประสบความสำเร็จต่อไปในอนาคต



 



 


 



Create Date : 08 กรกฎาคม 2562
Last Update : 8 กรกฎาคม 2562 9:45:31 น.
Counter : 264 Pageviews.

0 comment
"นิด้า"จับมือสยามไอซีโอผุดหลักสูตร"Blockchain"รับยุคดิจิทัล
"นิด้า"จับมือสยามไอซีโอ ผุดหลักสูตร Blockchain for Enterprise Transformation ที่แรกของประเทศ ตั้งรับยุคดิจิทัลเต็มตัว
    
รศ.ดร.ธัชวรรณ กนิษฐ์พงศ์ คณบดี คณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยว่า นิด้า (NIDA Business School) ในฐานะสถาบันการศึกษาด้านธุรกิจชั้นนำของประเทศ ได้ร่วมมือกับบริษัท สยาม ไอซีโอ จำกัด บริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีบล็อกเชน ในการร่วมกันออกแบบหลักสูตรพิเศษ “Blockchain for Enterprise Transformation”


ทั้งนี้เพื่อเผยแพร่ความรู้และพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรในยุคดิจิทัล เปิดโอกาสให้กับผู้บริหารองค์กรและนักธุรกิจทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีความตั้งใจหรือสนใจจะพัฒนากลยุทธ์ด้านดิจิทัลให้กับองค์กร

 


 
เนื่องจากบล็อกเชนเป็นเทคโนโลยีที่สามารถประยุกต์มาทำอะไรได้หลากหลาย ไม่ใช่เพียงใช้เพื่องานด้านการเงินหรือทำธุรกรรมเท่านั้น บล็อกเชนยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการบันทึกจัดเก็บข้อมูล ตรวจสอบติดตามเพื่อความโปร่งใส เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารองค์กรยุคใหม่เพื่อพัฒนาไปสู่ความเป็นดิจิทัล โดยหลักสูตร Blockchain for Enterprise Transformation ถือได้ว่าเป็นที่แรกที่เปิดคอร์สวิชานี้โดยมีวิทยากรเป็นคณาจารย์ของคณะบริหารธุรกิจ และวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีบล็อกเชน ถ่ายทอดความรู้ รวมทั้งจัดเวิร์คช็อป เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้พัฒนาองค์กรได้จริง 


นายปฐม อินทโรดม ซีอีโอ บริษัท สยามไอซีโอ จำกัด กล่าวว่า จากข้อมูลพบว่าปัจจุบันทั่วโลกมีการใช้งบลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจทัลกว่า 1.33 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แต่มี 30% ที่ประสบความสำเร็จสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการพัฒนาองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่อีก 70% ล้มเหลว คิดเป็นมูลค่าเงินที่สูญไปกว่า 9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ


 


 
เมื่อเทียบกับประเทศไทยพบว่า มีอัตราลงทุนด้านไอทีปีละกว่า 4 แสนล้านบาท แต่มีองค์กรที่ใช้งบลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลไม่เกิน 10% คิดเป็นเงิน 4 หมื่นล้านบาท จึงมีอัตราเงินสูญเปล่าไปกับการใช้เทคโนโลยีไม่ตรงเป้าหมายไม่ต่ำกว่า 2.8 หมื่นล้านบาท ฉะนั้นการร่วมมือกันของสยามไอซีโอกับนิด้า ในการพัฒนาหลักสูตรดังกล่าวขึ้นมา


ทั้งนี้เพื่อตอบโจทย์ในการมองหาเทคโนโลยีการสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ตรงเป้าสำหรับแต่ละองค์กร เข้าใจบริบทโลกธุรกิจดิจิทัลโดยใช้บล็อกเชนเป็นหัวใจสำคัญ หลักสูตรนี้เน้นในการถ่ายทอดความรู้ และการนำไปประยุกต์ใช้ในโลกความเป็นจริงอย่างเต็มที่ 

 


 
ผู้สนใจสามารถสมัครหรือติดต่อข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน คณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ 02-7273973, 098-3463513 Line : nidacec อีเมล chanida.c@nida.ac.th พิเศษ ค่าลงทะเบียนคนละ 28,000 บาท แต่ถ้าสมัครภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 หรือกรณีเป็นศิษย์เก่านิด้า ลดเหลือ 25,000 บาท รับจำนวนจำกัดไม่เกิน 30 คน สนใจรีบสมัครด่วน


 




 



Create Date : 28 มิถุนายน 2562
Last Update : 28 มิถุนายน 2562 21:45:07 น.
Counter : 194 Pageviews.

0 comment
"ธุรกิจบัณฑิตย์"ชงรัฐบาลหนุนสิทธิประโยชน์ภาษี
"มธบ."ชงรัฐบาลใหม่จัดหนักสิทธิประโยชน์ด้านภาษีหนุนภาคธุรกิจอุตสาหกรรมร่วมมือมหาวิทยาลัยรัฐ-เอกชนวิจัยพัฒนาหลากหลายนวัตกรรมใหม่สู่ตลาด คาดภาคธุรกิจแห่ตอบรับหากมีแรงจูงใจมากพอ แต่กลไกการสร้างแรงจูงใจต้องพิจารณาให้ทั้ง ม.รัฐและเอกชน  

ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู  รองอธิการบดีสายภาคีสัมพันธ์ และผู้บริหารวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี ( College of Innovative Business and Accountancy: CIBA ) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) กล่าวว่า ในการขยายฐานรายได้ของภาคอุตสาหกรรม หลายแห่งมาจากการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ

ส่วนหนึ่งก็ได้มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยทั้งภาครัฐและเอกชน ให้เข้ามาช่วยคิดวิจัยและพัฒนาและร่วมลงทุนให้เกิดการพัฒนาต่อยอดแต่ก็อยากให้มีความร่วมมือกันมากกว่านี้ เชื่อว่าหากรัฐบาลสนับสนุนหรือโปรโมทภาคเอกชนหรือภาคอุตสาหกรรมให้มาทำความร่วมมือด้านนี้กับมหาวิทยาลัยมากขึ้นในการร่วมกันคิดค้นสิ่งประดิษฐ์หรือนวัตกรรมใหม่เพื่อการพัฒนาประเทศในทุกด้าน


 


 
โดยอาจจะให้สิทธิทางภาษีสามารถลดหย่อนมากกว่าเดิม จะทำให้ภาคธุรกิจหันมาทำความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในการวิจัยพัฒนามากขึ้นกว่าเดิมแน่นอน

ที่มหาวิทยาลัยและวิทยาลัยของจีน เช่น ในหนานจิง มีบริษัทมาตั้งออฟฟิศในมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยในแต่ละแห่งเป็นร้อยบริษัท เพื่อมาเชื่อมกับมหาวิทยาลัยและนักศึกษา เอาโปรเจคมาให้เด็กทำงานร่วมกับเขา บริษัทเหล่านี้รัฐบาลจีนจะให้สิทธิประโยชน์มากมาย เช่น สิทธิประโยชน์ด้าน Corporate tax ของมณฑล


 


 
เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เข้ามาร่วมลงทุนพัฒนานวัตกรรมใหม่ร่วมกัน อยากให้รัฐบาลไทยให้การสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมแบบนี้บ้าง เพราะถ้าไม่มีแรงจูงใจที่มากพอ ก็ยากที่จะขับเคลื่อนในภาพใหญ่ ไม่จูงใจภาคธุรกิจอุตสาหกรรมที่จะให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในการวิจัยพัฒนาสิ่งต่างๆร่วมกันกับสถาบันการศึกษา

ดร.พัทธนันท์ กล่าวว่า เดิมรัฐบาลสนับสนุนสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้กับภาคเอกชนซึ่งสามารถมองได้ใน 2 ประเด็น คือ 1.ค่าใช้จ่ายที่จ้างนักศึกษาในโครงการสหกิจศึกษา 2. เงินบริจาคเพื่อการศึกษา แต่ไม่ได้อยากให้มองแค่ประเด็นนั้น อยากให้เกิดมีการร่วมมือกันอย่างจริงจัง ดึงเอาความรู้จากภาคอุตสาหกรรมเข้ามาในภาคอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยมีความรู้ มีนักวิชาการ แต่เทคนิคคอลจริงๆต้องภาคอุตสาหกรรม


 


 
อยากเสนอรัฐบาลชุดใหม่สนับสนุนเรื่องนี้อย่างจริงจัง ถ้าเอกชนมาจับมือมหาวิทยาลัยพัฒนางานวิจัยด้านต่างๆขึ้นมา รัฐบาลสามารถประกาศให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อสร้างแรงจูงใจที่มากพอและต้องมีกลไกให้ทั้งมหาวิทยาลัยรัฐและมหาวิทยาลัยเอกชน
 


 





 
 

 



Create Date : 27 มิถุนายน 2562
Last Update : 30 มิถุนายน 2562 11:10:16 น.
Counter : 40 Pageviews.

0 comment
"ธุรกิจบัณฑิตย์"ติดอาวุธความรู้ ปั้นนักพัฒนาบล็อกเชน







 

“บล็อกเชน” (Blockchain) เทคโนโลยีที่ร้อนแรงและได้รับการกล่าวถึงอย่างมากในช่วง 1-2 ปีมานี้ ความสำคัญของเทคโนโลยีนี้คืออะไร?  และเข้ามาเสริมศักยภาพการทำงานของภาคธุรกิจและหน่วยงานรัฐได้มากน้อยแค่ไหน?

ด้วยจุดเด่นของบล็อกเชนในเรื่องหลักๆ โดยเฉพาะด้านความปลอดภัย (Secure) และความน่าเชื่อถือข้อมูลที่จัดเก็บเอาไว้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงได้

บล็อกเชน ยังมีข้อดีในเรื่องที่ไม่มีศูนย์กลาง (Decentralized) ในการจัดเก็บข้อมูล ดังนั้น ระบบจึงต้องฟังความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ในการตรวจสอบข้อมูล Transaction ที่เกิดขึ้น


จากการทำงานในคอนเซ็ปต์ดังกล่าวทำให้ภาคธุรกิจเริ่มมองว่า เป็นรูปแบบที่จะเข้ามาช่วยลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับระบบหลังบ้าน ลดปริมาณงานด้านเอกสาร ช่วยในการจดจำข้อมูล ติดตาม โอนย้ายข้อมูล สร้างความถูกต้องและตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับ ทั้งยังมองถึงการเพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจในอนาคต


 



 



 




 
ในวันนี้ธุรกิจทั่วโลกเริ่มนำบล็อกเชนเข้ามาพัฒนางานต่างๆ ของธุรกิจกันมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงธุรกิจในไทย เช่น สถาบันการเงิน โดยมีการคาดการณ์ว่าการนำบล็อกเชนมาใช้งานในองค์กรธุรกิจจะเริ่มขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต ในขณะที่มองกลับมาอีกด้านจะพบว่าโปรแกรมเมอร์ที่มีความรู้เกี่ยวกับบล็อกเชนนั้นยังมีจำนวนไม่มากนักในไทย ซึ่งก็เป็นจุดเริ่มต้นแนวคิดการพัฒนาหลักสูตร บล็อกเชนระดับประเทศ Geeks on the Block(Chain) Batch#1 ขึ้นมา  โดย DPU X มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  (มธบ.)  มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะสร้าง Developer ที่มีความรู้ด้านบล็อกเชน และสามารถนำกลับไปพัฒนาองค์กรของตนเองเมื่ออบรมจบหลักสูตร

ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม ผู้อำนวยการ DPU X มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  กล่าวว่า การนำเทคโนโลยีบล็อกเชนไปใช้งานในภาคธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐนับว่ายังอยูในวงเล็กๆ แต่แนวโน้มในอนาคตแล้วเชื่อว่าบล็อกเชนจะเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่มีการนำไปใช้งานในวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ

หากมองย้อนกลับไปในยุคแรกๆ ของอินเทอร์เน็ตที่เริ่มมีการใช้งานในระดับหนึ่งเท่านั้นจนเมื่อถึงวันที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเพื่อให้การใช้งานมากขึ้นในวงกว้าง เทคโนโลยีบล็อกเชนก็เช่นกันสิ่งที่ต้องเร่งทำในตอนนี้ก็คือเร่งพัฒนาคนที่มีทักษะและเข้าใจการทำงานของบล็อกเชน ไม่ใช่แค่คิดได้ แต่ต้องสามารถทดสอบไอเดียจนถึงการสร้างเป็นโปรเจ็คที่ใช้งานจริงได้


“ทุกคนคิดได้ แต่เวลาทำจริง จะมีข้อจำกัดหลายส่วนให้ต้องพิจารณา ทั้งเทคโนโลยี บิสิเนส วันนี้ Developer  ที่มีความรู้และเข้าใจในคอนเซ็ปต์ของบล็อกเชนในไทยยังมีอยู่น้อย แต่ละองค์กรยังต้องการคนที่มีความรู้ทางด้านนี้เข้าไปทำงาน  เมื่อถึงเวลา อยู่ที่ใครพร้อมกว่าจะคว้าโอกาสได้ก่อน”

ในคลาสนี้ ผู้เรียนสามารถเข้าใจถึงพื้นฐานและแนวคิดของระบบ Blockchain สามารถเขียนโค้ด Blockchain เรียนรู้การทำงานทั้ง Hyperledger และ Ethereum

ปิดท้ายด้วยโปรเจครีวิวโดย Mentors แบบ Project by Project ในแง่ของธุรกิจ, User Experience และการใช้งานเชิงเทคนิค โดยผู้เข้าอบรบสามารถนำความรู้ไปประกอบธุรกิจหรือสร้างคุณค่าให้กับองค์กรได้ทันทีที่เรียนจบ



 



 



 

 
 
โดยตลอดการจัดอบรมจะได้รับความรู้จากผู้เชี่ยวชาญด้านบล็อกเชน นำโดย ดร.ภูมิ ภูมิรัตน์ ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยี สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่มาเป็นวิทยากรและผู้ออกแบบหลักสูตร รวมถึงวิทยากรสายตรงด้านบล็อกเชน อาทิ นายสถาพน พัฒนะคูหา CEO & Founder, SmartContract และ BlockM.D.และรองนายกสมาคมฟินเทคแห่งประเทศไทย หนึ่งในในผู้เชี่ยวชาญแถวหน้าของเมืองไทยด้านบล็อกเชน และ ดร.สิริวัฒน์ เกษมวัฒนาโรจน์ Advance Visionary Architect at KASIKORN Labs   ที่มาคอยให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดตลอดหลักสูตร  

ดร.ภูมิ ภูมิรัตน์ ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยี สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวเสริมว่า ในวันนี้ บล็อกเชน เป็นเทคโนโลยีที่คนเข้าใจยังมีน้อย อีกทั้งยังเป็นเทคโนโลยีที่เอาไปใช้จริงได้ยาก เพราะเอาไปใช้โจทย์เชิงโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งรู้อยู่แล้วว่ายาก ทำให้เห็นว่า บล็อกเชน เป็นการนำไปใช้เพื่อสร้างสิ่งใหม่ มากกว่าการแก้ปัญหา


ทั้งนี้ ข้อดีของเทคโนโลยีบล็อกเชน คือ เทคโนโลยีอื่นๆไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างได้เท่าบล็อกเชน เรียกว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ในยุคนี้ที่ให้อำนาจกับคนที่มีอำนาจน้อยกว่า ทั้งยังเป็นเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ทุกคน เมื่อใช้งานแล้วมีการรวมเอาอำนาจของทุกคนมาไว้ด้วยกัน ขณะที่เทคโนโลยีอื่นๆมักจะให้อำนาจกับคนที่มีอำนาจเยอะอย่าง AI หรือ ควอนตัม หากจะทำต้องลงทุนค่อนข้างสูง นอกจากด้านธุรกิจแล้วก็ยังมีความสนใจนำบล็อกเชนเข้าไปแก้ปัญหาทางสังคมเช่น แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

 



 



Create Date : 16 มิถุนายน 2562
Last Update : 16 มิถุนายน 2562 8:27:23 น.
Counter : 271 Pageviews.

0 comment
"มข.-สสว."จัดสัมมนาฟรี ! “รุกตลาดใกล้ บุกตลาดใหญ่”
มข.จับมือสสว.สัมมนาฟรี ! “รุกตลาดใกล้ บุกตลาดใหญ่”เชิญผู้เชี่ยวชาญตลาดต่างประเทศ ให้ความรู้-คำแนะนำลงทุน 4 ประเทศ 

ศ.ดร.กัลปพฤกษ์ ผิวทองงาม คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมกับ ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน (Ecber) มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดโครงการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ให้บริการ SMEs สู่อาเซียน โดยเปิดให้ผู้สนใจร่วมกิจกรรมเพื่อพัฒนาศักยภาพและสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการกับประเทศอาเซียน +8

พร้อมกับให้ความรู้ผู้ประกอบการในการใช้ประโยชน์จากการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และเชื่อมโยง SMEs ไทยสู่อาเซียนและกลุ่มประเทศอาเซียน+8 ด้วย โดยในปีนี้เป้าหมายของโครงการมุ่งไปที่กลุ่มประเทศที่มีตลาดขนาดใหญ่และประเทศที่อยู่ใกล้ประเทศไทย ซึ่งมีวัฒนธรรมการบริโภคสินค้าและพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใกล้เคียงคนไทย เช่น จีน  อินเดีย พม่า และกัมพูชา  


 



 
ทั้งนี้ภายใต้โครงการดังกล่าว สสว.จะจัดให้มีสัมมนา ภายใต้หัวข้อ  รุกตลาดใกล้ บุกตลาดใหญ่  โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญตลาดต่างประเทศ ใน 4 ประเทศ ทั้ง จีน  อินเดีย พม่า และกัมพูชา มาร่วมให้ความรู้ พร้อมคำแนะนำการลงทุนกับเครือข่ายทางธุรกิจในกลุ่มประเทศดังกล่าว โดยการสัมมนาจะจัดให้มีขึ้น 8 ครั้ง ดังนี้ 24 ก.ค.2562 ชลบุรี ,  25 ก.ค. และ  5 ส.ค. 2562 กรุงเทพมหานคร , 31 ก.ค.2562 อุดรธานี , 1 ส.ค.2562  ขอนแก่น

7 ส.ค.2562 หาดใหญ่  , 20 ส.ค.2562  เชียงราย และ  21 ส.ค.2562   เชียงใหม่  โดยผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกของ สสว.สามารถเข้าร่วมสัมมนาได้ฟรี ที่ https://ecberseminar.com/ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่  คุณนัฐมล ขีดเขียว ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน มหาวิทยาลัยขอนแก่น  โทรศัพท์ 043-202566 ,084-231 6705


 



 
ศ.ดร.กัลปพฤกษ์ กล่าวในตอนท้ายว่า ทั้ง  4 ประเทศกลุ่มเป้าหมาย มีความน่าสนใจแตกต่างกัน  โดยจีนเป็นตลาดขนาดใหญ่และเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 1 ซึ่งเป็นทั้งตลาดส่งออกและแหล่งนำเข้าอันดับ 1 ของไทย ผู้บริโภคชาวจีนได้หันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพมากจึงหันมาใช้สินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันสินค้าไทยมีชื่อเสียงและได้รับความไว้วางใจด้านคุณภาพจึงได้รับความสนใจจากชาวจีนจำนวนมาก

ด้านประเทศอินเดียมีประชากรฐานะปานกลาง จำนวน 267 ล้านคน คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 547 ล้านคน ภายในปี 2026 กลุ่มนี้สนใจสินค้านำเข้าที่มีคุณภาพเช่นกัน อาทิ ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสมุนไพรธรรมชาติ ส่วนพม่าและกัมพูชานั้น รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจและเสริมสร้างความเชื่อมโยงสูงกับภูมิภาคจึงเป็นโอกาสดีของนักลงทุนไทยในการมองหาตลาดต่างประเทศที่มีพฤติกรรมผู้บริโภคใกล้เคียงกับคนไทย



 
 
 


 








 



Create Date : 10 มิถุนายน 2562
Last Update : 10 มิถุนายน 2562 19:01:36 น.
Counter : 278 Pageviews.

0 comment
1  2  3  

สมาชิกหมายเลข 3402302
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



contact >> parwnation@gmail.com
hello welcome
contact =>>parwnation@gmail.com
New Comments