All Blog
สทนช.จับมือเกษตรฯ-จุฬาฯพัฒนาแบบจำลองความคุ้มค่าจัดสรรน้ำ
ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานการประชุมเปิดโครงการนำร่องศึกษาวิเคราะห์ความเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำกับระบบประเมินด้านเศรษฐกิจและสังคมและพัฒนาระบบบัญชาการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในภาวะวิกฤติ



 



 
การศึกษาโครงการนำร่องฯ ดังกล่าวเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2563  มีระยะเวลาดำเนินการ 360 วัน โดยสาระสำคัญของการศึกษาประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ประกอบด้วย ส่วนแรกเป็นการทบทวนสภาพทางวิศวกรรม เศรษฐกิจสังคม และสิ่งแวดล้อมของ 22 ลุ่มน้ำหลัก ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำ พ.ศ. .... ไปเมื่อวันที่  8 กรกฎาคมที่ผ่านมา ส่วนที่สองเป็นการคัดเลือกพื้นที่นำร่อง



 



 
โดยผลการทบทวนข้อมูลและวิเคราะห์ความสำคัญเชิงพื้นที่ พบว่า ลุ่มน้ำสาขาชายฝั่งทะเลตะวันออก (ลุ่มน้ำสาขา 1) คลองใหญ่ แม่น้ำประแสร์ และคลองโตนด  ซึ่งตั้งอยู่ในลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก เป็นพื้นที่เปราะบางมีความเสี่ยงสูงจากการเปลี่ยนแปลงทั้งเชิงกายภาพ สภาพอากาศ และด้านเศรษฐกิจสังคม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการศึกษาจึงยกขึ้นมาเป็นพื้นที่นำร่องในการศึกษาครั้งนี้ และต้องมีการหาข้อสรุปเพื่อกำหนดนิยามของคำว่า “ภาวะปกติและภาวะวิกฤติ” ที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ศึกษาดังกล่าวด้วย

สำหรับส่วนสุดท้าย เป็นการพัฒนาแบบจำลองที่ผสมผสานแนวคิดด้านการจัดสรรน้ำกับความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ (Hydroeconomic Model) เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายในการจัดสรรน้ำโดยเฉพาะในช่วงวิกฤติต่อไป 


ผศ.ดร.ณัฐ มาแจ้ง คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้จัดการโครงการ ระบุเพิ่มเติมว่า การประชุมเปิดโครงการฯ ในวันนี้ ใช้รูปแบบประชุมเชิงปฏิบัติการ โดยมีผู้แทนจากภาคส่วนราชการและมหาวิทยาลัยเข้าร่วมมากกว่า 50 หน่วยงาน และมีเป้าหมายในการขอรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียในเบื้องต้นเพื่อนำไปใช้ประกอบการศึกษาด้วย




 



 

นายเชษฐา โมสิกรัตน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระบุว่า “ปัจจุบันกระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดกับสำนักนายกรัฐมนตรี โดยสทนช.และมีกลไกการจัดการความเสี่ยงจากสาธารณภัยด้านน้ำ โดยบูรณาการร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับชาติซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เห็นด้วยที่ สทนช. จะนำแบบจำลองมาสนับสนุนการตัดสินใจ ซึ่งจะทำให้ผู้บริหารประเทศมองเห็นภาพรวมของผลกระทบและความคุ้มค่าและใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจการดำเนินการจัดการความเสี่ยงจากสาธารณภัยจากน้ำที่เป็นระบบและมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น



 



 
ดร.สมเกียรติ์ กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมา พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)  ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา ระยอง และชลบุรี ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง โดย สทนช. ได้อำนวยการบริหารจัดการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านกลไกคณะกรรมการลุ่มน้ำและองค์กรผู้ใช้น้ำเพื่อคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้น

สำหรับการดำเนินการแก้ไขปัญหาในระยะยาว สทนช. ต้องการเครื่องมือที่เป็นรูปธรรมในการบริหารจัดการน้ำ เพื่อนำไปสู่การเจรจาตกลงการจัดสรรน้ำ การใช้น้ำ บนหลักวิชาการมากขึ้น โดยในงานศึกษานี้ สทนช. เน้นให้มีการจำลองสถานการณ์ภายใต้หลักความเหมาะสมเพื่อคัดเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด (Optimization) และให้คำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ร่วมด้วย ทั้งในด้านสังคม วัฒนธรรม และการเมือง  โดยการพัฒนาแบบจำลอง Hydroeconomic นี้ ต้องสามารถนำมาใช้ได้จริง เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างเป็นธรรมและทั่วถึงตามเป้าหมายที่วางไว้






 



Create Date : 06 สิงหาคม 2563
Last Update : 6 สิงหาคม 2563 19:02:33 น.
Counter : 31 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
"ชลประทาน"ย้ำบริหารจัดการน้ำสอดคล้องฝน
ชป.ย้ำบริหารจัดการน้ำสอดคล้องฝน ลดผลกระทบประชาชน เน้นเก็บกักให้มากที่สุดอิทธิพลของพายุ “ซินลากู” ทำให้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักในอ่างเก็บน้ำและปริมาณน้ำท่าในแหล่งน้ำธรรมชาติ 

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะโฆษกกรมชลประทาน เป็นประธานในการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ผ่านระบบ VDO Conference ไปยังผู้แทนจากกรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมทรัพยากรน้ำ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และสำนักงานชลประทานเครือข่าย SWOC ทั้ง 17 แห่งทั่วประเทศ 
เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำจากพื้นที่ต่างๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน


 


 

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์สภาพอากาศในช่วงวันที่ 2 - 4 ส.ค. 63 ร่องมรสุมกำลังแรงพาดผ่านภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง 

สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบัน(3 ส.ค. 63) มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกันประมาณ 31,836 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 42 ของความจุอ่างฯ เป็นน้ำใช้การได้ประมาณ 8,163 ล้าน ลบ.ม. สามารถรับน้ำได้อีกกว่า 44,000 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา(เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์)



 
 


 
 
มีปริมาณน้ำรวมกัน 7,422 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 726 ล้าน ลบ.ม. ด้านผลการจัดสรรน้ำฤดูฝนทั้งประเทศ ปัจจุบัน (3 ส.ค. 63) มีการใช้น้ำไปแล้ว 6,973 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 58 ของแผนจัดสรรน้ำฯ เฉพาะในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการใช้น้ำไปแล้ว 2,435ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 75 ของแผนจัดสรรน้ำฯที่วางไว้ คงเหลือปริมาณน้ำที่ต้องจัดสรรอีก 815 ล้าน ลบ.ม.

จากสถาการณ์ฝนที่ตกหนักในระยะนี้ ส่งผลให้หลายพื้นที่ของประเทศไทยได้รับผลกระทบ ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำอย่างฉับพลัน ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำปาง จังหวัดน่าน จังหวัดพะเยา จังหวดเลย จังหวัดขอนแก่น จังหวัดกาฬสินธุ์ และจังหวัดร้อยเอ็ด กรมชลประทาน ได้ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อสามารถให้การช่วยเหลือประชาชน



 



 
นอกจากนี้ ปริมาณฝนที่ตกลงมาในระยะนี้ ช่วยเติมปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและน้ำท่าในแหล่งน้ำธรรมชาติได้พอสมควร อาทิ เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างตั้งแต่เมื่อวานจนถึงเช้าวันนี้ กว่า 100 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันก็ยังคงมีฝนตกบริเวณเหนือเขื่อนฯ เป็นแนวโน้มที่ดีที่จะเก็บกักน้ำไว้ให้มากที่สุด 

ทั้งนี้ ได้กำชับให้ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะทุกแห่ง (SWOC 1 – 17) ติดตาม และเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมรายงานสถานการณ์น้ำตามช่วงเวลาที่กำหนด รวมทั้ง จัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ เจ้าหน้าที่ให้พร้อมในการปฏิบัติงานให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ทันที หากประชาชนหรือหน่วยงานใดต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ทางสายด่วนกรมชลประทาน โทร. 1460 หรือติดตามสถานการณ์น้ำได้ทาง https://water.rid.go.th/ และ https://www.rid.go.th






 
 



Create Date : 03 สิงหาคม 2563
Last Update : 3 สิงหาคม 2563 20:04:58 น.
Counter : 61 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
"สทนช."เดินเครื่องจัดทำผังน้ำ 8 ลุ่มน้ำสำคัญแก้ปัญหาทุกมิติ
สทนช.เดินเครื่องจัดทำผังน้ำ 8 ลุ่มน้ำสำคัญ หลังประสบความสำเร็จจากผังน้ำต้นแบบที่ลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำจันทบุรี เตรียมใช้เป็นเครื่องมือบริหารจัดการน้ำยุคใหม่ มั่นใจช่วยแก้ไขปัญหาด้านน้ำในทุกมิติอย่างยั่งยืน เล็งขยายผลให้ครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำทั่วประเทศภายในปี 66

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการแถลงข่าวและเปิดการสัมมนา หัวข้อ “เดินเครื่อง 8 ลุ่มน้ำ จัดทำผังน้ำ เครื่องมือบริหารน้ำยุคใหม่” ว่า สทนช. เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการจัดทำผังน้ำตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561  

โดยเมื่อปี 2562 ที่ผ่านมาได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศึกษาโครงการจัดทำแผนหลักการจัดทำผังน้ำ เพื่อกำหนดกรอบแนวทาง วิธีการศึกษาการจัดทำผังน้ำที่เหมาะสม กำหนดรูปแบบ แผนที่ผังน้ำให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับและใช้ประโยชน์ได้ และได้คัดเลือกลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำจันทบุรี ศึกษาจัดทำผังน้ำเป็นพื้นที่ต้นแบบให้กับการจัดทำผังน้ำ ทั้ง  22 ลุ่มน้ำ ต่อไป



 



 
ในปีนี้ สทนช. ได้ขยายผลต่อยอดการดำเนินการโดยคัดเลือกพื้นที่ลุ่มน้ำที่มีความสำคัญและจำเป็นเร่งด่วน จำนวน 8 ลุ่มน้ำ ได้แก่ ลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำบางปะกง ลุ่มน้ำแม่กลอง ลุ่มน้ำสะแกกรัง ลุ่มน้ำป่าสัก ลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำท่าจีน มาดำเนินการศึกษาก่อนและจะทยอยดำเนินการให้ครอบคลุม 22 ลุ่มน้ำภายในปี 2566

สำหรับกระบวนการในการดำเนินการศึกษานั้น จะต้องมีการศึกษาและทบทวนกายภาพของพื้นที่ การใช้ประโยชน์ที่ดินในอดีตถึงปัจจุบัน ข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินตามผังเมือง การพัฒนาเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน การรวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลจากแผนที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

อาทิ 1. แผนที่แสดงโครงข่ายระบบระบายน้ำในปัจจุบัน ทิศทางการไหลของน้ำ วิเคราะห์สภาพและสาเหตุของการเกิดอุทกภัยและภัยแล้ง 2. แผนที่แสดงระบบป้องกันน้ำท่วมและการบรรเทาอุทกภัย การบริหารจัดการอุทกภัย มูลค่าความเสียหายและวิเคราะห์การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา



 



 
3. แผนที่แสดงจุดประกาศภัยแล้ง การบริหารจัดการภัยแล้ง มูลค่าความเสียหายและวิเคราะห์การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา จากหน่วยงานต่าง ๆ จัดทำแผนที่แสดงสิ่งปลูกสร้างและโครงสร้างพื้นฐานที่กีดขวางทางน้ำ ตลอดจนการรวบรวมข้อมูลและวิเคราห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านเพื่อนำมากำหนดขอบเขตผังน้ำ

โดยใช้แบบจำลองในกรณีศึกษา อย่างน้อย 5 กรณี ดังนี้ กรณีที่ 1 กำหนดขอบเขตผังน้ำจากสภาพพื้นที่และระบบสาธารณูปโภค (โครงข่ายถนน และช่องเปิดต่าง ๆ) ในสภาพปัจจุบัน กรณีที่ 2 กำหนดขอบเขตผังน้ำโดยมีการปรับปรุงโครงข่ายถนนและช่องเปิดต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ผังน้ำไม่ให้เกิดการกีดขวางทางน้ำ

กรณีที่ 3 กำหนดขอบเขตผังน้ำโดยมีการพัฒนาโครงการที่อยู่ในแผนของหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีความชัดเจนในการดำเนินการ กรณีที่ 4 กำหนดขอบเขตผังน้ำโดยมีการปรับปรุงโครงข่ายถนนและช่องเปิดต่าง ๆ ในพื้นที่ผังน้ำร่วมกับการพัฒนาโครงการที่อยู่ในแผนของหน่วยงานต่าง ๆ และการเสนอเพิ่มเติมโดยผู้ศึกษา



 



 
กรณีที่ 5 กำหนดขอบเขตผังน้ำโดยมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การพัฒนาเมืองหรือพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญในลุ่มน้ำ ที่อาจจะส่งผลกระทบในพื้นที่ผังน้ำร่วมกับการพัฒนาโครงการที่อยู่ในแผนของหน่วยงานต่าง ๆ และการเสนอเพิ่มเติมโดยที่ปรึกษา

ทั้งนี้ในการศึกษาของทุกลุ่มน้ำจะต้องจัดทำแผนปรับปรุง ฟื้นฟูทางน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติที่เชื่อมโยงกับทางน้ำสายหลัก และในกรณีที่เป็นสิ่งกีดขวางทางน้ำจะต้องเสนอแนะขนาดของช่องเปิดของอาคารในลำน้ำ  รวมทั้งดำเนินการศึกษาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการอุทกภัยและภัยแล้ง ซึ่งแสดงรายละเอียดข้อมูลของผังน้ำ

ประกอบด้วย ขอบเขตพื้นที่น้ำท่วมถึงตลอดทั้งสองฝั่งลำน้ำ ขอบเขตพื้นที่ผังน้ำ ขอบเขตโซนพื้นที่ในผังน้ำ (พื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมระดับสูง กลาง ต่ำ ระดับต่าง ๆ) และรายละเอียดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประกอบในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ



 



 
โดยมีเป้าหมายในการลดความเสี่ยงต่อการดำรงชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งในกรณีที่ได้รับอนุญาตให้มีการพัฒนาในพื้นที่ผังน้ำ จะมีหลักเกณฑ์ในการพัฒนาและการก่อสร้างเพื่อลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินจากน้ำท่วมและความเสี่ยงจากการก่อสร้างสิ่งกีดขวางทางน้ำที่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำในพื้นที่ด้วย

การศึกษาของทั้ง 8 ลุ่มน้ำในครั้งนี้ มีระยะเวลาดำเนินการ16 เดือน เริ่มวันที่ 29 พฤษภาคม 2563 และจะศึกษาแล้วเสร็จในวันที่ 20 กันยายน 2564 โดยจะมีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชน คณะกรรมการลุ่มน้ำ คณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด

ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จำนวน 4 ครั้งต่อลุ่มน้ำ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันพิจารณา พร้อมสะท้อนปัญหาและความต้องการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ได้อย่างตรงจุด เพื่อให้หน่วยงานสามารถนำผังน้ำไปใช้สนับสนุนแผนงานการป้องกันแก้ไขภัยแล้งและอุทกภัย รวมทั้งการบริหารจัดการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำได้อีกด้วย








 



Create Date : 30 กรกฎาคม 2563
Last Update : 30 กรกฎาคม 2563 18:54:59 น.
Counter : 168 Pageviews.
3 comment
(โหวต blog นี้) 
ชป.เร่งแก้ไขอาคารทดน้ำบ้านวังกุ่มพร้อมระบบส่งน้ำ
กรมชลประทาน แจงเพจข่าวเมืองกาญร้องทุกข์โครงการอาคารทดน้ำบ้านวังกุ่มพร้อมระบบส่งน้ำไม่สามารถใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์ เร่งซ่อมแซมตัวอาคารและระบบส่งน้ำให้ใช้งานได้ นายชูชาติ รักจิตร ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง กรมชลประทาน กล่าวว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ ๑๓ ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพโครงการอาคารทดน้ำบ้านวังกุ่มพร้อมระบบส่งน้ำที่ชำรุดเสียหาย


 



 
พร้อมรับฟังปัญหาและความต้องการของราษฎรในพื้นที่เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนประกอบของตัวอาคารประตูระบายน้ำชำรุดเสียหายบางส่วน รวมทั้ง
หินเรียงมีการทรุดตัวเป็นจุดๆ แต่โครงสร้างหลักทางวิศวกรรมยังอยู่ในสภาพแข็งแรง

โครงการอาคารทดน้ำบ้านวังกุ่มพร้อมระบบส่งน้ำ รายละเอียดโครงการประกอบด้วย ประตูระบายน้ำ ขนาด 6x6 เมตร จำนวน 8 ช่อง ก่อสร้างในลำตะเพิน เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2558 แล้วเสร็จในปี 2559 ส่วนระบบท่อส่งน้ำสายหลักและสายซอยจำนวน 11 สาย ความยาวรวม 16.635 กิโลเมตร



 



 
เริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2560 แล้วเสร็จปี 2561 เมื่องานก่อสร้างแล้วเสร็จสามารถส่งน้ำให้ราษฎรได้ทำการเพาะปลูกในช่วงฤดูฝน แต่เนื่องจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาปริมาณน้ำฝนที่ตกในพื้นที่มีปริมาณต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ส่งผลให้ปริมาณน้ำในลุ่มน้ำลำตะเพินมีปริมาณน้อย ไม่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคและการทำการเกษตร 

แนวทางแก้ปัญหา กำหนดไว้ 3 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วน มอบหมายให้ สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 13 เข้าดำเนินการแก้ไขตัวอาคารที่ชำรุดให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2563 ระยะกลาง จะดำเนินการจัดประชุมหารือทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง



 



 
เพื่อวางแผนการใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำลำตะเพินให้เกิดประโยชน์สูงสุด (อ่างเก็บน้ำลำตะเพิน ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ต้นน้ำ มีความจุ 50 ล้าน ลบ.ม.) ระยะยาว มีแผนดำเนินการจัดหาแหล่งน้ำต้นทุนเพิ่มเติมด้วยการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลำตะเพินตอนบน และก่อสร้างแก้มลิงริมลำน้ำ (ลำตะเพิน) เป็นระยะๆ ซึ่งจะสามารถแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ไม่นิ่งนอนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น และเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยึดถือระเบียบอย่างเคร่งครัด พร้อมลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับราษฎรและให้ความช่วยเหลือราษฎรอย่างเต็มกำลังความสามารถ








 



Create Date : 28 กรกฎาคม 2563
Last Update : 28 กรกฎาคม 2563 17:35:16 น.
Counter : 93 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
ทำความเข้าใจ ! ชป.นำเกษตรกรติดตามสถานการณ์น้ำเขื่อนภูมิพล
ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้จัดโครงการศึกษาดูงานสร้างความเข้าใจระหว่างเกษตรกรและชลประทาน โดยการนำผู้แทนกลุ่มเกษตรกรในเขตจังหวัดอ่างทอง ชัยนาท และสิงห์บุรี


 



 
เจ้าหน้าที่โครงการชลประทานอ่างทอง  และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามหาราช  พร้อมด้วยประธานสภาเกษตรกรจังหวัดอ่างทอง รวมกว่า 40 คน เดินทางไปติดตามสถานการณ์น้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท และเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก



 



 
การเดินทางไปศึกษาดูงานในครั้งนี้ เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานและชลประทาน โดยคณะผู้แทนกลุ่มเกษตรกร ได้เข้าร่วมรับฟังบรรยายสรุปแนวทางในการบริหารจัดการน้ำและศึกษาดูงาน ณ เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท



 



 
จากนั้นได้เดินทางต่อไปยังเขื่อนภูมิพล อำเภอสามเงา จังหวัดตาก เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำในเขื่อนภูมิพล ภายหลังจากการดูงาน ผู้แทนกลุ่มเกษตรกรได้กล่าวขอบคุณกรมชลประทาน ที่ได้นำกลุ่มเกษตรกรจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาเดินทางไปติดตามสภาพน้ำและปริมาณน้ำที่เหลือของเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก ซึ่งจะได้นำไปประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรในพื้นที่ของตนได้รับทราบข้อเท็จจริงต่อไป


 



 


 

 



Create Date : 24 กรกฎาคม 2563
Last Update : 24 กรกฎาคม 2563 17:05:05 น.
Counter : 78 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  

สมาชิกหมายเลข 3402302
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



contact >> parwnation@gmail.com
hello welcome
contact =>>parwnation@gmail.com
New Comments