คนละฟากฟ้า - บทที่ 42

แล้วในที่สุดนิคก็หายจากอาการบาดเจ็บสาหัสออกจากโรงพยาบาลได้ หลังจากนอนรักษาตัวอยู่นาน แต่แพทย์ยังไม่อนุญาตให้กลับไปทำงาน ต้องการให้เขาพักฟื้นสักระยะหนึ่งก่อน ออกจากโรงพยาบาลได้ไม่กี่วันนิค ก็โทรศัพท์ ไปหาพราวพรายที่ออฟฟิศของเธอ ขอนัดพบเธอวันรุ่งขึ้นหลังเลิกงาน โดยบอกว่าจะพาไปดินเนอร์ที่ห้องอาหารในโรงแรมแห่งหนึ่งตามที่เคยสัญญาเอาไว้ เขานัดจะไปรับเธอจากที่ทำงาน หญิงสาวซึ่งดีใจเมื่อได้ยินเสียงเขาและรู้ว่าเขาออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว ตกปากรับคำที่จะไปพบเขาตามนัด

เมื่อพราวพรายเดินไปขึ้นรถ ที่นิคจอดรออยู่ใกล้อาคารที่ทำงาน สีหน้าแววตาของเขาสดใสแม้เขาจะยังดูซูบอยู่บ้าง พราวพรายรู้สึกว่าวันนี้เขาแต่งตัวดีเป็นพิเศษ ในกางเกงขายาวสีดำและเสื้อเชิร์คแขนสั้นสีขาว มีขีดเล็กๆสีดำกับเทาประปราย สวมเสื้อนอกแบบสปอร์ตสีเทาทับเสื้อเชิร์ตเอาไว้

ประโยคแรกที่เธอถามเขาคือ “ขับรถได้หรือคะ เพิ่งหายใหม่ๆ ไม่น่าจะขับรถเอง นัดให้ฉันไปพบคุณที่ห้องอาหารในโรงแรมนั่นก็ได้

“ไม่เป็นไรหรอก ผมขับได้ ห่วงผมหรือ?”

พราวพรายทำหน้ายิ้มๆ แกล้งตอบเขาว่า ”ใครว่าห่วงคุณ ห่วงตัวเองต่างหาก ถ้าอยู่ๆคุณเกิดหมดแรงบังคับรถจนไปชนอะไรเข้าล่ะ ฉันมิแย่หรือ”

“โธ่..เป็นงั้นไป นึกว่าห่วงผมเสียอีก” แล้วเขาก็เปลี่ยนเรื่อง “วันนี้คุณแต่งตัวสวยมากที่สุดตั้งแต่รู้จักกันมา”

หญิงสาวก้มลงมองตัวเองที่อยู่ในชุดติดกันสีเหลืองดอกบวบ คอจีนแขนล้ำเข้ารูปเข้าทรง ส่วนที่เป็นกระโปรงตัดต่อตรงสะโพกแล้วจับพลีตย้วยยาวลงไปครึ่งน่อง สีของมันขับผิวสีชาใส่นมให้เปล่งปลั่งผุดผาด ส่วนแบบก็เน้นให้เห็นสัดส่วนที่เย้ายวนอย่างมีศิลปะ

“ขอบคุณค่ะ รู้สึกว่าคุณจะชมทุกครั้งเลยนะเวลาที่ฉันใส่กระโปรง”

ระหว่างที่นั่งรถไปด้วยกันพราวพรายลอบสังเกตนิคโดยไม่ให้เขารู้ตัว แม้ว่าตอนนี้เขาจะหายป่วยจนออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว แต่เธอก็ยังอดกังวลไม่ได้ ไม่แน่ใจว่าร่างกายของเขาจะฟื้นตัวเองได้มากน้อยแค่ไหน เธอเพิ่งรู้จากจอห์นเมื่อไม่กี่วันมานี้เองว่านิคโชคดีที่ไม่พิการ กระสุนนัดหนึ่งเจาะเข้าไปที่หลังของเขา ห่างจากกระดูกไขสันหลังไม่ถึงหนึ่งนิ้ว จอห์นรู้จากหมอว่าถ้ากระสุนนัดนั้นแฉลบมาโดนกระดูกไขสันหลัง นิคอาจจะพิการจนเดินไม่ได้ตลอดชีวิต ได้ยินแล้วเธอก็อดหวาดสยองแทนเขาไม่ได้ หญิงสาวเหลือบมองคนที่นั่งอยู่ข้างๆด้วยสายตาที่อ่อนโยน นึกสงสารที่เขาต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา ไม่อยากจะคิดแทนพ่อแม่ของเขาเลยว่าจะรู้สึกอย่างไร ถ้าลูกชายที่ควรจะมีอนาคตรุ่งโรจน์ ต้องมาเสียชีวิตหรือพิการ ในดินแดนห่างไกลเช่นนี้

เมื่อถึงโรงแรมนิคพาพราวพรายเดินคู่กันไปที่ห้องอาหารหรูในโรงแรมที่จองเอาไว้ล่วงหน้า พนักงานเดินนำหน้าพาสองหนุ่มสาวเดินเลี้ยวไปอีกทางหนึ่งในบริเวณห้องอาหารแห่งนั้น

ระหว่างทาง นิคบอกพราวพรายว่า “ผมจองห้องไว้ จะได้คุยกันได้สะดวก”

ห้องที่พนักงานห้องอาหารพามา เป็นห้องพิเศษสำหรับแขกไม่เกินสี่คน แม้จะเป็นห้องขนาดเล็กแต่การตบแต่งสวยงาม นอกจากโต๊ะอาหารเล็กๆที่ตอนนี้จัดไว้สำหรับแขกเพียงสองคนแล้ว ตรงมุมหนึ่งของห้องยังมีเก้าอี้นวมยาวบุหนังสีสวย ตั้งอยู่ใกล้กับโต๊ะกระจกรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ซึ่งมีกุหลาบดอกใหญ่สีแดงเข้มช่อใหญ่ ห่อหุ้มด้วยพลาสติคใส ผูกริบบิ้นสีขาววางอยู่ เมื่อลงนั่งบนเก้าอี้ตรงโต๊ะอาหาร ที่มีอุปกรณ์สำหรับรับประทานอาหารจัดวางไว้แล้ว พราวพรายสังเกตเห็นเชิงเทียนพร้อมเทียนสีชมพูแท่งใหญ่ที่ยังไม่ได้จุด ตั้งอยู่กลางโต๊ะใกล้กับแจกันเล็กๆ ที่มีกุหลาบสีชมพูเข้มสี่ห้าดอกปักเอาไว้

เมื่อพนักงานผู้นั้นออกไปแล้ว นิคก็ถามพราวพรายที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามว่า “เป็นไง ชอบบรรยากาศที่นี่ไหม อาหารอร่อย ผมเคยมาทานกับเพื่อนสองสามครั้ง”

พราวพรายยิ้มหวานให้เขา เธอดีใจที่ได้พบเขาในสภาพเดิมของเขา จนไม่สนใจแม้แต่น้อยว่าอาหารจะเป็นอย่างไร อร่อยหรือไม่ ยังไม่ทันพูดอะไรกันต่อ พนักงานชายอีกคนหนึ่งก็นำขวดไวน์และแก้วสองใบเข้ามาเสิร์ฟ หลังจากรินไวน์ลงในแก้ว จุดเทียนสีชมพูกลางโต๊ะ หรี่ไฟโคมแก้วระย้าที่ห้อยอยู่บนเพดานกลางห้อง จนเหลือแต่แสงนุ่มนวลที่สาดส่องออกมาจากเทียนแล้วเขาก็กลับออกไป

“ดื่มไวน์ได้ใช่ไหม” นิคถามยิ้มๆแล้วพูดต่อทันทีว่า “ไม่น่าถามเลย จริงไหม ขนาดเหล้าแรงๆยังดื่มได้สบายเลย”

หญิงสาวทำตาค้อนๆเขา “ฉันเลิกดื่มไปตั้งนานแล้ว อย่ามาหาความ”

“จริงหรือ ดีแล้วละถ้าเลิกดื่มได้ ผมไม่ชอบให้แฟนผมเป็นผู้หญิงขี้เมา”

พราวพรายเบิกตากว้าง “อย่ามาตีขลุม เรายังไม่ได้เป็นแฟนกันสักหน่อย”

ชายหนุ่มไม่ค้าน เพียงแต่ทำหน้ายิ้มๆ ยกแก้วไวน์ขึ้นจิบช้าๆ ตาก็มองหญิงสาวที่ยังมองแก้วไวน์ตรงหน้าเฉยอยู่ “จิบหน่อยสิ จิบไวน์คุยกันไปเรื่อยๆก่อนดีไหม อีกสักครู่ค่อยทานอาหาร ผมสั่งไว้ล่วงหน้าแล้วละ”

พราวพรายมองไปรอบห้องแล้วถามอย่างสงสัยว่า “มีอะไรพิเศษหรือเปล่าคะ พามาดินเนอร์ในห้องสวยหรู จุดเทียนสีชมพูโรแมนติคอีกต่างหาก หรือว่าฉลองที่หายป่วย”

“ฉลองที่รอดตายมาอย่างหวุดหวิด จนมีโอกาสได้พาคนพิเศษมาดินเนอร์” เขาตอบยิ้มๆ

หญิงสาวเสยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ เมื่อเหลือบเห็นแววตาที่มีประกายลึกซึ้งของเขา อีกครึ่งชั่วโมงต่อมา พนักงานห้องอาหารก็นำอาหารที่นิคสั่งมาเสิร์ฟ ซึ่งเป็นอาหารชุดประกอบด้วยออเดิร์ฟชิ้นเล็กๆ ซุป สลัดผักและสเต๊ก ที่พนักงานนำเข้ามาเสิร์ฟให้ทีละอย่าง ของหวานที่นำมาเสิร์ฟเป็นรายการสุดท้ายคือพุดดิ้งแอปเปิล เค้กไอศกรีมที่เธอชอบและผลไม้สองสามชนิด

หลังจากพนักงานคนเดิมเข้ามาเคลียร์โต๊ะและนำกาแฟร้อนมาวางให้แล้ว ก็ออกไปจากห้อง ขณะที่พราวพรายซึ่งยังไม่รู้ถึงแผนการของนิค กำลังนึกเสียดายที่อาหารมื้อนี้จบเร็วไปหน่อย เธอกับเขายังไม่ได้พูดคุยกันเท่าไหร่เลย เดี๋ยวก็คงต้องแยกจากกันแล้ว เมื่อไหร่จะได้พบกันอีกก็ยังไม่รู้ เพราะเอาแน่เอานอนกับงานของเขาไม่ได้

นิคมองหน้าแพรวพรายด้วยแววตาที่ดื่มด่ำก่อนจะบอกเธอว่า “พรุ่งนี้ตอนกลางคืนผมจะกลับบ้านที่อเมริกา”

พราวพรายสะดุ้ง ใจหายวาบ เงยหน้าขึ้นมองนิคอย่างนึกไม่ถึง ตะกุกตะกักถามเขาว่า “กลับบ้าน? กลับไปเลยไม่มาเมืองไทยอีกแล้วน่ะหรือคะ”

ชายหนุ่มอมยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าที่เผือดลงเล็กน้อยของเธอ ตาดุๆที่พราวพรายเคยเกลียด ตอนนี้อ่อนแสงลงด้วยความรู้สึกอ่อนโยนในใจ

“มาสิ จะไม่มาได้ยังไง ไม่รู้หรอกหรือว่าคนสำคัญของผมอยู่ที่นี่”

พราวพรายใจเต้นรัว พอสบตาที่มีประกายวาววับที่มองเธออยู่ ก็หลบตาเขาลงมองมือตัวเองที่จับกันเอาไว้บนตัก พูดอะไรไม่ออกเพราะเข้าใจความหมายในแววตาของเขาดี เธอเคยเห็นมาแล้วครั้งหนึ่ง วันที่เขาขอแต่งงานแล้วเธอปฎิเสธนั่นแหละ

“ทำไมเงียบไปล่ะ" นิครุกต่อ "จะไม่ถามหน่อยหรือว่าใครเป็นคนสำคัญสำหรับผม”

เมื่อเธอยังไม่หลงกลยอมถามอย่างที่เขารุกให้ถาม แถมยังก้มหน้างุดไม่มองเขาอีกด้วย ชายหนุ่มก็หยิบกล่องแหวนออกจากกระเป๋าเสื้อนอกที่สวมอยู่

“ คราวนี้จะปฏิเสธผมอีกไหม ถ้าผมจะขอคุณแต่งงานอีกครั้งหนึ่ง” แล้วเขาก็พูดต่อด้วยเสียงนุ่มนวลผิดไปกว่าเคยว่า “ ผมรักคุณ แต่งงานกับผมได้ไหม”

พูดขาดคำนิคก็วางกล่องแหวนลงบนโต๊ะตรงหน้าพราวพราย แต่เธอก็ยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมองอยู่ดี เห็นท่าทางของเธอแล้วชายหนุ่มก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่เดินเข้าไปหา ดึงมือเธอให้ยืนขึ้นแล้วสอดแขนไปโอบไว้รอบเอวเล็กๆ หน้าของเขาก้มต่ำลงจนสัมผัสใบหน้าเธอ บรรจงจูบแผ่วๆลงไปจนทั่วใบหน้างามนั้นอย่างซาบซึ้ง พราวพรายซบหน้าลงบนอกเขาแล้วเริ่มร้องไห้เบาๆ จนนิคตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น

“เป็นอะไรไป ร้องไห้ทำไม หรือว่าไม่อยากแต่งงานกับผม” เสียงของเขาร้อนรนและตกใจ

หญิงสาวซึ่งยังไม่ยอมเงยหน้าจากอกเขา อู้อี้ตอบว่า “เปล่า”

คำตอบเพียงคำเดียวของเธอทำให้นิคยิ้มออกมาได้ รู้ทันทีว่าเธอตอบรับคำขอแต่งงานของเขา ทั้งๆที่กำลังร้องไห้อยู่นี่แหละ ชายหนุ่มรู้จักพราวพรายดีว่าถ้าเธอปฏิเสธ เธอจะไม่ทำอย่างนี้ เธอจะเชิดหน้าอย่างไม่แยแสแล้วกล่าวคำปฏิเสธออกมาทันที

นิคคว้ากล่องแหวนที่ถูกทิ้งอยู่บนโต๊ะติดมือไปด้วย ขณะที่โอบตัวพราวพรายพาไปนั่งลงด้วยกันบนเก้าอี้ยาว ใกล้โต๊ะที่มีกุหลาบช่อใหญ่วางอยู่ หยิบกุหลาบช่อนั้นที่เขาสั่งทางห้องอาหารให้เตรียมไว้ให้ ส่งให้ผู้หญิงคนที่ตอนนี้กำลังก้มหน้าก้มตาอยู่

“ผมมีดอกไม้มาให้คุณด้วย ชอบกุหลาบแดงไม่ใช่หรือ”

พราวพรายเหลือบตามองเขาขณะรับช่อดอกไม้มากอดไว้ นิคส่งกล่องแหวนให้เธออีกครั้งหนึ่ง

“ผมคิดว่าคุณคงไม่ปฏิเสธผมเหมือนครั้งที่แล้ว งั้นช่วยเปิดกล่องดูแหวนหน่อยสิว่าชอบไหม”

คราวนี้เมื่อเขายื่นส่งให้ด้วยนัยน์ตาแพรวพราว พราวพรายก็วางดอกไม้ลง เอื้อมมือมารับกล่องแหวน ลังเลอยู่อึดใจหนึ่งเมื่อใจแว่บคิดไปถึงบิดามารดาและเงื่อนไขที่ตกลงไว้กับเขตต์ แต่แล้วในสุดก็ตัดสินใจเปิดกล่องในมือ เห็นแหวนทองคำขาวฝีมือปราณีต หัวฝังเพชรเม็ดย่อมที่ส่องประกายวูบวาบบาดตา เธอมองมันนิ่งเฉยอยู่เป็นครู่ก่อนจะวางกล่องแหวนลงบนโต๊ะเล็ก ในขณะที่ชายหนุ่มซึ่งกำลังเฝ้ามองอยู่อย่างใจจรดใจจ่อ เปี่ยมไปด้วยความหวัง ใจหายวาบหน้าซีดเผือด

“หมายความว่าคุณปฏิเสธผมเป็นครั้งที่สองใช่ไหม?”

หญิงสาวส่ายหน้า ตาของเธอมีแววครุ่นคิด “นิคคะ ก่อนที่ฉันจะรับแหวนวงนี้ ฉันคิดว่าเรามีหลายเรื่องที่ต้องคุยกันให้เข้าใจ คุณไม่คิดบ้างหรือว่าเรายังรู้จักกันน้อยมาก คุณเองก็ไม่รู้ว่าฉันเป็นใคร มีพื้นฐานความเป็นมาอย่างไร...”

“เราอาจจะรู้จักกันน้อยอย่างที่คุณว่า แต่เราก็ค่อยๆเรียนรู้กันไปเรื่อยๆได้ไม่ใช่หรือ” นิคขัดขึ้นอย่างร้อนใจ “ผมไม่แคร์ว่าคุณจะเป็นใคร มาจากไหน ผมอยากแต่งงานกับคุณเพราะผมรักคุณ ก็เท่านั้นเอง ทำไมคุณต้องคิดมากนักล่ะ”

“แต่อย่าลืมนะคะว่าเราอยู่กันคนละประเทศ คุณมาอุบลฯ แค่เดือนละครั้งๆละไม่กี่วัน แต่งงานแล้วเราจะอยู่กันยังไง ต่างคนต่างอยู่เหมือนยังไม่ได้แต่งงานหรือคะ”

ชายหนุ่มทอดถอนใจเมื่อเธอพูดถึงปัญหานี้ เขาเองก็ไม่ใช่ไม่คิด แต่เมื่อความรักล้นอกก็จำเป็นต้องมองข้ามมันไปก่อน เพราะเขาก็ไม่ใช่ว่าจะต้องทำงานอยู่ในเวียตนามตลอดไป

“เรื่องนี้ผมเข้าใจและเห็นใจคุณ แต่ผมอยากจะขอร้องคุณให้ทนไปก่อนสักพักได้ไหม การสู้รบที่โน่นก็คงจะจบสิ้นลงในไม่ช้า ถึงตอนนั้นถ้าไม่ถูกส่งไปที่อื่นผมก็คงต้องกลับบ้าน เราจะไปด้วยกัน ที่โน่นคุณจะอยู่ได้อย่างสบาย เราเองก็จะได้อยู่ด้วยกันตามปกติเหมือนครอบครัวอื่นๆ”

“คุณพูดคล้ายๆกับว่าถ้ารักเสียอย่างปัญหาต่างๆก็จะหมดไป ฉันก็อยากจะคิดแบบนั้นเหมือนกันแต่ก็ยังทำใจไม่ได้ อาจจะเพราะฉันเป็นผู้หญิงละมัง กลัวว่าถ้าแต่งกันไปแล้วต้องเลิกกันเพราะอยู่ด้วยกันไม่ได้ ฉันจะทำยังไง คนที่นี่ยังมองเรื่องการหย่าร้างเป็นเรื่องเสื่อมเสีย โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิง นิคคะ ฉันอยากจะแต่งงานเพียงครั้งเดียวเท่านั้น จึงต้องการความมั่นใจว่าจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป”

“สำหรับผมๆ เชื่อเรื่องความรัก ไม่ว่าคนที่ผมรักจะเป็นอย่างไร เมื่อผมแต่งงานกับเขาแล้วไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ผมก็จะยึดความรักเป็นที่ตั้ง พยายามประคับประคองชีวิตคู่ ให้ผ่านอุปสรรคต่างๆไปให้ได้ ขอแต่ให้เชื่อใจ ไว้ใจกันและกัน มีอะไรก็พูดกันเสียให้เคลียร์ อย่าเก็บปัญหาหรือความไม่พอใจเอาไว้ ที่เขาต้องหย่ากันน่ะ ส่วนใหญ่ก็เพราะไม่เข้าใจกัน ที่ไม่เข้าใจกันก็เพราะไม่พูดกัน ที่สำคัญคือต้องอดทนและหนักแน่น เรื่องนี้สำหรับผมคงไม่มีปัญหา ผมอายุมากกว่าคุณหลายปี คงเข้าใจและให้อภัยคุณได้เสมอ แต่ก็อย่างว่าแหละ ถ้าไม่รักก็คงไม่ยอมเสียเวลาพยายามจะเข้าใจหรอก”

แล้วนิคก็ทอดถอนใจ “ ผมก็ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงถึงจะทำให้คุณเข้าใจผมได้มากกว่านี้ เอายังงี้ก็แล้วกัน ผมสัญญาว่าจะรัก เข้าใจและให้อภัยตลอดไป ไม่ว่าคุณจะทำอะไรผิด หรือมีอะไรเกิดขึ้นผมจะไม่เลิกกับคุณ ยกเว้นคุณไม่ต้องการผมและอยากเลิกกับผม แค่นี้พอไหม”

พราวพรายมองหน้านิคอย่างซาบซึ้ง “ขอบคุณค่ะ นิค”

ชายหนุ่มกล่าวต่อไปว่า “ผมอยากให้คุณรู้เรื่องครอบครัวผมบ้าง ผมเป็นลูกคนเดียว พ่อผมเป็นอเมริกัน แม่ผมเป็นลูกผสมอเมริกันกับอิตาเลียน”

หญิงสาวเบิกตากว้าง “มิน่าล่ะ คุณถึงได้มีหน้าตาแบบนี้ ตอนแรกฉันนึกว่าคุณมีเชื้อสายแม๊กซิกันเสียอีก ยิ่งเวลาไว้หนวดไว้เครายิ่งเหมือนใหญ่เลย”

นิคหัวเราะแล้วเล่าต่อว่า “พ่อผมเป็นทหารยศพลโท อีกสี่ห้าปีคงปลดเกษียนแล้ว แม่ผมเป็นผู้หญิงทำงาน บริหารกิจการเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และอิมพอร์ตเอ๊กซ์พอร์ตพวกสินค้าประเภทศิลปกรรมจากอิตาลี เพราะครอบครัวของแม่ที่โน่นทำกิจการนี้มานานหลายรุ่น แม่ผมเป็นผู้หญิงเก่งก็จริงแต่เป็นคนง่ายๆ อารมณ์ดี ไม่จู้จี้จุกจิก ถ้าได้เจอแม่ผมคุณคงจะชอบ บ้านจริงๆผมอยู่ซาน ดิเอโก ”

“ใครที่เป็นอิตาเลียนคะ คุณตาหรือคุณยาย”

“ยายเป็นอิตาเลียน อายุมากแล้วแต่ยังแข็งแรง หลังจากตาผมเสียไม่นาน ท่านก็ย้ายกลับไปอยู่บ้านเดิมของทวดผม ที่เมืองเจนัวในอิตาลี เพราะที่โน่นยังมีญาติอยู่อีกหลายครอบครัว แต่ถึงจะย้ายไปแล้วก็ยังติดต่อกันเสมอ นานๆพ่อแม่ผมก็บินไปเยี่ยมเสียที ยายเป็นคนที่ช่วยเลี้ยงผมมาตั้งแต่เล็กๆ เพราะแม่ผมทำงานตลอด ถ้ามีโอกาสผมอยากพาคุณไปรู้จักกับท่าน”

พราวพรายนั่งฟังเงียบๆ เธอสังเกตเห็นสีหน้าของนิคมีความสุขเมื่อเล่าถึงครอบครัวเขา รู้สึกว่าเขาเองก็มีความผูกพันกับครอบครัวของเขา ไม่ได้ผิดจากเธอเท่าไรนัก

“นิคคะ ฉันเชื่อว่าคุณรักฉัน แต่สำหรับฉัน บอกตรงๆว่าฉันยังไม่แน่ใจเลยว่าฉันรักคุณหรือเปล่า รู้แต่เพียงว่าเวลาไม่ได้พบคุณฉันคิดถึงคุณมาก อยากให้คุณมาหา ตอนที่รู้ว่าคุณบาดเจ็บสาหัสฉันรู้สึกเหมือนใจจะขาด อยู่เฉยๆไม่ได้ ต้องรีบไปหาคุณ ไปบอกให้คุณรู้ว่าฉันเป็นห่วงคุณมาก คุณยังตายไม่ได้ คุณต้องอยู่ต่อไปให้ได้”

นิคมองใบหน้างามที่มีน้ำตาคลออย่างซาบซึ้ง บีบมือของเธอที่จับมือเขาอยู่

“คุณจำวันแรกที่ผมฟื้นได้ไหม? วันนั้นอยู่ๆผมก็ได้ยินเสียงคุณ ความจริงผมได้ยินหลายครั้งแล้วแต่มันเลือนลางห่างไกลมาก ผมพยายามต่อสู้กับอะไรบางอย่าง ที่ครอบงำผมอยู่เพื่อที่จะลืมตาให้ได้ แต่ก็ไม่สำเร็จ ไม่รู้ว่าผมล่องลอยไปไหน แต่แล้ววันนั้นผมก็ได้ยินเสียงคุณชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ผมต้องต่อสู้อยู่นานกว่าสติจะกลับคืนมา ที่ทำให้ผมลืมตาขึ้นมาได้ พอผมเห็นหน้าที่มีแต่น้ำตาของคุณ ได้ยินสิ่งที่คุณกำลังพูดกับผม ผมก็รู้แล้วว่าผมจะไม่ตาย ผมตายไม่ได้เพราะไม่อยากให้คุณต้องเสียใจ ผมรู้ในตอนนั้นว่าถึงอย่างไรคุณก็คงแคร์ผมบ้าง แค่นั้นผมก็ดีใจแล้ว ถึงคุณจะยังไม่แน่ใจว่ารักผมบ้างหรือเปล่าผมก็ไม่ว่าอะไรหรอก เชื่อว่าวันหนึ่งผมจะทำให้คุณรักผมได้เหมือนที่ผมรักคุณ”

“นิคคะ ฉันต้องบอกคุณก่อนว่าฉันเป็นคนไม่เข้าท่าสักเท่าไร ชอบทำอะไรตามใจตัวเอง เวลาโกรธขึ้นมาก็ไม่ค่อยคิดหน้าคิดหลัง ไม่ค่อยมีเหตุมีผล บางครั้งก็ทำอะไรเหมือนเด็กๆ อย่างที่คุณชอบว่าฉันอยู่บ่อยๆนั่นแหละ แล้วคุณกับฉันก็มีอะไรต่างกันมาก คุณทำอะไรจริงจังเป็นเรื่องเป็นราว ค่อนข้างซีเรียสและมีเหตุมีผล คิดว่าอยู่ด้วยกันแล้วคุณจะทนฉันไหวหรือคะ”

“ทำไมถึงจะทนไม่ไหว แล้วทำไมผมจะไม่รู้ว่าคุณเป็นคนยังไง พราว ผมชอบอย่างที่คุณเป็นอยู่นี่แหละ ไม่ต้องพยายามจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อผมหรอก คุณน่ะเป็นคนที่ชอบก็บอกว่าชอบ ไม่ชอบก็แผลงฤทธิ์ให้ดูเสียเลย คนเราจะอยู่ด้วยกันก็ต้องยอมรับทั้งข้อดีข้อเสียของกันและกัน คุณเป็นคนดื้อและเอาแต่ใจตัวเองก็จริงแต่ก็ยอมรับเหตุผลได้ไม่ใช่หรือ” นิคอมยิ้มเมื่อกล่าวต่อว่า “หลังจากอาละวาดจนหมดแรงแล้วน่ะ”

เมื่อเห็นพราวพรายนิ่งเงียบไปเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ ชาหยนุ่มก็ถามว่า “นอกจากที่ว่ามาทั้งหมดนี้แล้ว ยังมีอะไรอีกไหมที่อยากให้ผมรู้”

“ค่ะ นิค ฉันอยากจะบอกคุณว่าฉันเป็นคนที่กลัวความเปลี่ยนแปลง ไม่ไว้ใจใครง่ายๆ อารมณ์ขึ้นๆลงๆ เปลี่ยนใจวันละร้อยครั้ง ค่อนข้างสับสนแล้วก็ไม่ค่อยเชื่อมั่นในความรักสักเท่าไหร่ พูดง่ายๆก็คือไม่ค่อยเชื่อว่าใครจะรักฉันจริง ฉันรู้ตัวว่ามีข้อบกพร่องมากมาย ถ้าฉันรักใครฉันก็อยากให้เขารักฉันมากๆ จนมองข้ามข้อบกพร่องต่างๆของฉันได้ ฉันเป็นคนที่โหยหาความรักความอบอุ่นจากคนอื่น เห็นไหมคะ นอกจากจะไม่ได้ความแล้ว ยังชอบเรียกร้องโน่นนี่จากคนอื่น ใครที่ไหนจะให้ไหว”

“คุณคิดว่าคนอย่างผม จะให้สิ่งที่คุณพูดมาทั้งหมดแก่คุณได้ไหมล่ะ”

พราวพรายทำท่าคิดหนัก “ ไม่ทราบสิคะ แต่ฉันรู้ว่าคุณเป็นคนที่ฉันรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยเวลาได้อยู่ใกล้ นอกจากนี้ฉันก็นับถือศรัทธาในตัวคุณมาก ปกติคุณก็ทำตัวเคร่งขรึมเป็นผู้ใหญ่จนฉันเกรงใจ ไม่ค่อยกล้าอาละวาดใส่คุณมากนัก” สุ้มเสียงของเธอในตอนท้ายๆเริ่มอ่อยลง

“เท่านั้นก็พอแล้วละ สำหรับคนสองคนที่อยากจะอยู่ด้วยกัน ตอนนี้จะรับแหวนผมได้หรือยัง”

หญิงสาวอึกอักอยู่ครู่หนึ่งเหมือนยังไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่นัก แต่เมื่อเห็นสายตาคาดหวังของอีกฝ่าย เธอก็บอกเขาว่า “ถ้าคุณสัญญาว่าต่อไปในอนาคตเมื่อแต่งงานกันแล้ว คุณจะไม่บังคับฝืนใจ ให้ฉันต้องทำในสิ่งที่ฉันไม่อยากทำ ถ้าสัญญาได้ฉันก็จะรับแหวนวงนี้ของคุณ”

“ได้สิ ผมสัญญาว่าจะไม่บังคับฝืนใจคุณ ไม่ว่าเรื่องอะไรทั้งนั้น”

พอพูดจบนิค ซึ่งดีใจมากกับคำตอบรับของพราวพราย รีบหยิบแหวนเพชรเม็ดงามออกจากกล่องที่วางอยู่บนโต๊ะ ฉวยมือข้างซ้ายของพราวพราย มาบรรจงสวมแหวนวงนั้นลงไปบนนิ้วนาง

“ใส่ได้พอดีเลย” นิคทำท่าโล่งใจที่กะขนาดนิ้วเธอได้ถูกต้อง “ชอบหรือเปล่า”

พราวพรายน้ำตาคลอมองแหวนวงงามบนนิ้ว เมื่อเธอพยักหน้ารับเขาก็สวมกอดเธอเอาไว้

“พราว รู้ไหมว่าครั้งที่แล้วผมเตรียมแหวนวงนี้ไว้จะให้คุณ แต่คุณปฏิเสธที่จะแต่งงานด้วย ผมเลยเอาไปโยนไว้ในลิ้นชักในห้องนอนที่อพาร์ตเมนท์ คิดว่าคงไม่มีโอกาสจะได้ให้คุณอีกแล้ว แต่ในที่สุดมันก็ได้มาอยู่บนนิ้วคุณอย่างที่ผมตั้งใจเอาไว้” แล้วเขาก็เล่าว่า “ก่อนหน้าที่จะไปขอคุณแต่งงานคราวที่แล้วสักหนึ่งอาทิตย์ ผมไปกรุงเทพฯไปติดต่องานที่สถานทูต เสร็จแล้วก็แวะไปกินอาหารไทยที่ศูนย์การค้าแห่งหนึ่ง กินเสร็จก็เดินเล่นดูอะไรไปเรื่อยๆ แล้วก็นึกถึงคุณ อยากแต่งงานกับคุณ เห็นร้านเพชรก็เลยแวะเข้าไปดู แล้วได้แหวนวงนี้มา”

“นิค นิค” พราวพรายพูดอะไรไม่ออก ได้แต่พร่ำเรียกชื่อเขาอย่างตื้นตันใจ

“พราว ผมอยากแต่งงานกับคุณเร็วที่สุด หลังจากกลับจากอเมริกาเที่ยวนี้ ผมต้องทำยังไงบ้าง”

หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว ตกใจกับความใจร้อนของนิค เขาอยากแต่งงานเร็วที่สุดหลังจากกลับจากอเมริกา ก็หมายความว่าอีกไม่ถึงเดือนน่ะสิ จะเป็นไปได้อย่างไร ที่เธอยอมตกลงจะแต่งงานกับเขาน่ะ ไม่ได้หมายความว่าจะแต่งตอนนี้ คิดว่าอย่างเร็วที่สุดก็อีกหนึ่งปีข้างหน้า ระหว่างนี้ก็คบหากันไปเรื่อยๆแบบคู่รักหรือคู่หมั้นก็ได้ แล้วนี่เธอจะทำอย่างไร เธอจะใจกล้าเดินหน้าแต่งงานกับนิคโดยไม่บอกกล่าวบิดามารดาก่อนได้หรือ แต่ถ้าบอก..คิดหรือว่าพวกท่านโดยเฉพาะอย่างยิ่งมารดา ที่มีอคติและคัดค้านการแต่งงานข้ามชาติอย่างรุนแรง จะเห็นดีเห็นงามด้วย เธอต้องค้านหัวชนฝาแน่ และยิ่งตอนนี้กำลังหมายมั่นอยากจะได้เขตต์มาเป็นเขย มีหรือที่เธอจะยอม

แม้พราวพรายจะมาอยู่ไกลจากมารดานานพอควรแล้ว แต่ความเคยชินที่อยู่ใต้การบงการของคุณจิตรามาเกือบตลอดชีวิต ยังไม่ได้เลือนหายไปไหน การแต่งงานไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เมื่อถามตัวเองว่าถ้าทางบ้านคัดค้านไม่ให้แต่งงานกับนิคเธอจะทำอย่างไร จะยอมปล่อยเขาไปเป็นของหญิงอื่นหรือ? เธอจะทนได้หรือกับชีวิตที่ไม่มีเขา พราวพรายละล้าละลังตัดสินใจไม่ตก

และแล้ว...เมื่อคิดเรื่องการแต่งงานต่อไปอีกครู่หนึ่ง หญิงสาวก็ต้องสะดุ้งในใจ ผู้ชายกับผู้หญิงแต่งงานเป็นสามีภรรยากันก็ต้องมีเรื่องนั้นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยไม่ใช่หรือ แต่เธอไม่อยากมีอะไรกับนิคหรือผู้ชายคนไหนทั้งนั้น นอกจากรู้สึกว่าเรื่องเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องน่าขยะแขยง ไม่มีอะไรน่าประทับใจแล้ว เธอยังเข็ดกับความเจ็บปวดในคืนนั้นไม่หาย ไม่ประสงค์จะต้องผจญกับเรื่องแบบนั้นอีก นิคจะยอมหรือที่จะแต่งงานกับเธอโดยไม่มีเรื่องนั้นเข้ามาเกี่ยวข้อง?

“ไม่เร็วไปหน่อยหรือคะ นิค รอไปอีกสักพักไม่ดีหรือ” พราวพรายพยายามผ่อนสั้นผ่อนยาวเอาใจเขา

“เร็วไปหรือ ความจริงถ้าเป็นไปได้ ผมอยากจะแต่งวันนี้พรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำ” เขามองหน้าเธออย่างพยายามจะค้นหาความจริง ว่าทำไมเธอจึงคิดว่าเร็วไป

“พราว รู้ไหมว่าทำไมผมถึงอยากแต่งงานเร็วที่สุด ตอนที่ผมนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ผมเกิดรู้สึกขึ้นมาว่าชีวิตคนเรามันไม่แน่ไม่นอน จะตายเมื่อไหร่ได้ทุกเมื่อ ผมเลยบอกตัวเองว่าเมื่อหายแล้ว ผมจะต้องแต่งงานกับผู้หญิงที่ผมรักโดยเร็วที่สุด จะมาทำใจเย็นอยู่ไม่ได้อีกแล้ว คุณยังจะคิดว่าเร็วเกินไปอีกหรือ ไม่เห็นใจผมบ้างเลยหรือ หรือว่าคุณมีเหตุผลอะไรที่ยังไม่อยากแต่งงานตอนนี้ บอกผมได้ไหม”

พราวพรายนิ่งอึ้ง ไม่อยากจะพูดซ้ำๆซากๆหรอก แต่ก็คิดว่าจำเป็นต้องพูด

“ฉันเคยบอกคุณตอนคุณขอฉันแต่งงานครั้งที่แล้ว ว่าพ่อแม่ฉันไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานกับคนต่างชาติ เพราะมีความแตกต่างกันทุกด้าน แม่พูดมาตลอด ตอนที่พี่สาวฉันจะไปทำงานที่อเมริกา แม่ขอให้เขาสัญญาว่าจะไม่แต่งงานกับฝรั่งเพราะแม่รับไม่ได้ แม้แต่ฉันเองแม่ก็กำชับหลายครั้ง พอมาเจอคุณฉันเลยต้องคิดหนัก”

“หมายความว่าไง หรือคุณจะเปลี่ยนใจเรื่องของเราอีก”

สีหน้าที่สลดลงทันทีของนิค ทำให้หญิงสาวต้องรีบบอกเขาว่า “ฉันยังจะแต่งงานกับคุณเหมือนเดิม แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ มันเร็วเกินไป อยากให้เลื่อนออกไปก่อน คงต้องใช้เวลาสักพัก พูดให้พ่อกับแม่ใจอ่อนยอมให้เราแต่งงานกัน”

คราวนี้นิคซึ่งคงรู้สึกกลัดกลุ้มเต็มทีแล้ว กับความโยกโย้ที่เขาเห็นว่าไม่เข้าเรื่อง จุดบุหรี่สูบแล้วลุกขึ้นเดินไปเดินมารอบๆห้อง ท่าทางครุ่นคิดและผิดหวัง แต่หลังจากสูบบุหรี่ไปได้เพียงครึ่งมวน ชายหนุ่มก็ก้าวเท้ายาวๆไปกดมันดับลงในที่เขี่ยบุหรี่บนโต๊ะอาหาร เดินกลับมาหาพราวพรายที่กำลังมองเขาอยู่

“เอายังงี้ดีไหม พาผมไปพบพ่อแม่คุณ ผมจะพูดกับพวกท่านเอง ท่านจะได้รู้ว่าผมรักและจริงใจกับคุณมากแค่ไหน ผมจะขอร้องท่านให้อนุญาตให้คุณแต่งงานกับผม ผมคิดว่าท่านคงจะเข้าใจและเห็นใจเรา”

พราวพรายยิ่งตกใจมากขึ้นไปอีก “โอย..นิค ไม่ได้หรอกค่ะ อยู่ๆฉันจะพาคุณไปขออนุญาตแต่งงาน โดยที่พวกท่านไม่เคยระแคะระคายเรื่องของเรามาก่อนเลยได้ยังไง อย่าไปเลย ให้ฉันไปพูดเองดีกว่า”

ชายหนุ่มนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะตอบอย่างไม่เต็มใจว่า “ คุณจะเอายังงั้นก็ได้ แล้วนานไหมกว่าที่จะได้คำตอบ ว่าจะให้เราแต่งงานกันหรือไม่”

พราวพรายลังเล เธอเองก็ไม่มีความมั่นใจเลย “ไม่ทราบสิคะ แต่ก็คงไม่เร็วหรอก โดยเฉพาะแม่ฉัน พอฟังจบก็อาจจะเป็นลมไปเลยก็ได้”

เมื่อเขาคาดคั้นถามว่าจะนานแค่ไหน หญิงสาวก็เลยบอกเขาตามที่คิดเอาเองว่า “ไม่รู้สิ อาจจะเป็นเดือนเป็นปีก็ได้ จนกว่าท่านจะทำใจได้ ทำนองนั้นแหละ”

นิคร้องออกมาว่า “โอ๊ย! นานขนาดนั้นเชียวหรือ ไม่เอาละ ผมรอไม่ไหวหรอก”

“นิคคะ ฉันก็แค่กะเอาเองเท่านั้น แต่ถึงจะเร็วที่สุดก็คงไม่ใช่อีกเดือนเดียวอย่างที่คุณคิดหรอก”

“แต่ถ้าเรารักกันอยากแต่งงานกัน ทำไมจะต้องรออีกล่ะ ปีนี้ผมก็จะ 32 แล้วนะ จะให้รอไปถึงไหน ”

นิคคว้ามือพราวพรายข้างที่มีแหวนเพชรสวมอยู่มาลูบไล้ รำพึงรำพันเหมือนเด็กหนุ่มแรกรัก ผิดไปจากชายฉกรรจ์คนที่หน้าเหี้ยมดุดันหนวดเครารกรุงรัง พูดจาเหมือนมะนาวไม่มีน้ำคนก่อนว่า

“ไม่มีใครเห็นใจผมมั่งเลยหรือ รักผู้หญิงอยู่คนก็ไม่ยอมแต่งงานด้วยเสียที จะให้รอไปจนแก่ตายก่อนหรือไง”

“โธ่ นิค แล้วจะให้ฉันทำยังไงล่ะคะ ฉันไม่ได้มีอิสระ อยากทำอะไรก็ทำได้เหมือนคุณนี่”

ชายหนุ่มตอบทันทีว่า “แต่งกันเองก็ได้นี่ คุณบรรลุนิติภาวะแล้วไม่ใช่หรือ?”
                   
 พราวพรายหน้าตื่น “แต่งกันเอง? หมายความว่าแอบแต่งไม่ให้พ่อแม่รู้น่ะหรือ?”

“ได้ไหมล่ะ แล้วค่อยบอกทีหลัง” เขาออด

“นิคคะ คุณกำลังทำให้ฉันลำบากใจนะ ถึงฉันจะเห็นใจคุณแต่ก็ไม่อยากทำร้ายจิตใจพ่อแม่มากเกินไป เอางี้ดีไหม พรุ่งนี้คุณก็กลับไปบ้านที่อเมริกาตามกำหนดเดิมของคุณ ระหว่างนั้นฉันก็จะกลับบ้าน ไปลองคุยดูท่าทีพ่อแม่ก่อน ถ้าเห็นว่าจะไม่มีปัญหา ฉันก็จะพาคุณไปพบพวกท่าน แล้วค่อยพูดเรื่องการแต่งงานกันตอนนั้น ดีไหม”

“ถ้าพ่อแม่คุณไม่อนุญาตล่ะ จะทำยังไงต่อไป?”

“เอาไว้ถึงตอนนั้นแล้วค่อยคุยกันอีกที นะคะนิค”

ชายหนุ่มถอนใจยาวยืด ไม่อยากจะรออีกแล้ว แต่ก็ไม่อยากจะทำให้พราวพรายลำบากใจมากเกินไป ก็เลยได้แต่ให้หมายเลขโทรศัพท์ที่เธอจะติดต่อเขาได้ในสหรัฐฯ เผื่อมีอะไรคืบหน้าจะได้โทร.หาเขา

 


 

 



Create Date : 18 พฤศจิกายน 2564
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2564 0:00:23 น.
Counter : 425 Pageviews.

6 comments

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณภาวิดา คนบ้านป่า, คุณฟ้าใสวันใหม่, คุณหอมกร, คุณอุ้มสี, คุณhaiku, คุณสองแผ่นดิน

  
ขอให้สนุกกับการอ่านนะคะ
โดย: ดอยสะเก็ด วันที่: 18 พฤศจิกายน 2564 เวลา:0:19:23 น.
  
ร้อนใจแทนพระเอกเลยค่ะ ... มาต่อไว ๆ นะคะ
โดย: ฟ้าใสวันใหม่ วันที่: 18 พฤศจิกายน 2564 เวลา:8:46:34 น.
  
หูย พ่อหนุ่มใหญ่ขอเรา อะไรจะ
ใจร้อนเป็นวัยสะรุ่นขนาดนั้นคะคุณตุ้ย


โดย: หอมกร วันที่: 18 พฤศจิกายน 2564 เวลา:9:01:49 น.
  
ตามมาอ่านค่ะ
โดย: อุ้มสี วันที่: 18 พฤศจิกายน 2564 เวลา:10:55:44 น.
  
ขอบคุณครับ
ส่งกำลังใจไว้ก่อนครับ เดี๋ยวมาอีกครับ

โดย: สองแผ่นดิน วันที่: 18 พฤศจิกายน 2564 เวลา:23:46:42 น.
  
มาอ่านจนจบครับ
รอท่าที แม่พ่อของพราวพรายครับ
โดย: สองแผ่นดิน วันที่: 19 พฤศจิกายน 2564 เวลา:23:21:08 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

ดอยสะเก็ด
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 53 คน [?]



Group Blog
พฤศจิกายน 2564

 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
18 พฤศจิกายน 2564
All Blog
Friends Blog
[Add ดอยสะเก็ด's blog to your weblog]
  •  Bloggang.com