* + * + * + *+ * รีวิวพระราชวังบางปะอิน ละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้ค่ะ * + * + * + *+ *





สวัสดีค่ะ


ก่อนอื่น ขอใช้พื้นที่หาเสียงสักเล็กน้อย แฮ่


เจ้าของบล็อก เข้าประกวด Thai Travel Blog อยู่ค่ะ

ถ้าพอจะชอบบล็อก เนื้อหาของบล็อกนี้บ้าง ก็ขอเสียงโหวตหน่อยนะค้า ฮิ้วววว



(เอิ่ม..คลิกแบนเนอร์ข้างบนแล้ว ต้องไปคลิกโหวตอีกทีด้วยนะคะ ไม่งั้นคะแนนไม่ขึ้นเน้อ )











แล้วก็บล็อกนี้จะเป็นการประเดิมกลุ่มบล็อกใหม่คือ ไปไหนมา สามวาสองศอก เพื่อเอาไว้รีวิวเกี่ยวกับการท่องเที่ยวไทยโดยเฉพาะ (หลังจากที่เคยทำรีวิวรวมกันทั้งเที่ยวในประเทศและต่างประเทศในกลุ่มบล็อก I wanna tell you, guys มาตลอด) ส่วนการท่องเที่ยวต่างประเทศ จะรีวิวไว้ในเข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตามอย่างเดียวแล้วนะคะ (ส่วนที่พักกับร้านอาหารไม่ว่าจะในหรือนอก ยังเป็นกลุ่มบล็อกค่ำไหนนอนนั่นกับกินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้อง (หม่ำ หม่ำ หม่ำ) เหมือนเดิมค่ะ)







ส่วนวันนี้จะมาทำรีวิวที่เที่ยวไม่ไกลจากกรุงเทพฯ และเป็นพระราชวังแห่งหนึ่งที่เราชอบมากๆ ค่ะ (เพราะสวยงาม จุดถ่ายรูปเยอะมากๆ) นั่นก็คือ พระราชวังบางปะอินนั่นเอง




ในส่วนของพระราชวังบางปะอินนั้น ขออนุญาตเล่าโดยใช้ข้อมูลตอนไปอบรมบัตรไกด์นะคะ ซึ่งอาจารย์ท่านหนึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลดังนี้ค่ะ

บริเวณบางปะอินนั้น ได้ชื่อบางปะอิน เพราะว่าตอนสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ เสด็จประพาสทางชลมารคนั้น ได้เจอกับพายุและเรือล่ม จึงได้ไปหลบพักที่บ้านของชาวบ้านครอบครัวหนึ่ง ซึ่งครอบครัวนั้นมีลูกสาวอยู่ชื่อว่านางอิน และท่านก็ได้หญิงสาวคนนั้นเป็นบาทบริจาริกา (ชายา) และต่อมาก็มีลูกชาย ซึ่งนักประวัติศาสตร์บางท่านบอกว่า น่าจะเป็นสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ซึ่งตอนหลังจึงได้มาสร้างพระราชวังแห่งนี้ เนื่องจากเป็นบ้านเกิดของท่านและมารดาท่าน (และเป็นที่มาของชื่อ บางปะอิน คือ ที่ที่สมเด็จพระเอกาทศรถได้พบ (ปะ) กับนางอินนั่นเอง)

แต่นักวิชาการบางท่านก็แย้งว่าไม่น่าจะใช่ เพราะถ้าเช่นนั้นแล้ว ทำไมเมื่อสมเด็จพระเจ้าปราสาททองขึ้นครองราชย์ แทนที่จะใช้ราชวงศ์เดิม กลับเปลี่ยนเป็นราชวงศ์ปราสาททองแทนค่ะ นักประวัติศาสตร์บางท่านก็เลยสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นพระเจ้าทรงธรรมมากกว่า

แต่หลังจากที่เสียกรุง ที่นี่ก็ถูกทิ้งร้างมาตลอดค่ะ แม้กระทั่งช่วงต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ก็ตาม เพราะการเดินทางจากกรุงเทพฯ มาที่นี่ก็ต้องพายเรือทวนน้ำด้วย จนกระทั่งสมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๔ มีการสร้างเรือกล เรือยนต์กันแล้ว ทำให้เดินทางทวนน้ำกันได้สะดวกขึ้น ก็เลยล่องเรือมาพบที่นี่ถูกทิ้งร้างค่ะ

แต่สิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่ที่เราเห็นที่พระราชวังบางปะอิน ณ ปัจจุบันนี้นั้น ถูกสร้างในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเกือบทั้งหมดเลยนะคะ






สำหรับผังของพระราชวังบางปะอิน ก็ตามภาพนี้เลยนะคะ (ทำเองง่ะ อาจจะดูไม่เป๊ะนักนะคะ แฮ่ )


















พอเดินคดเคี้ยวเข้าไปปุ๊บ (ซื้อตั๋วตรงทางเข้านะคะ ค่าเข้าคนไทย ผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก 20 บาท ชาวต่างชาติ 100 บาท เปิด 08.30-15.30 น. เบอร์โทร. (035) 261044, 261549 ค่ะ - ขอบคุณคุณ lazypiggy ที่แจ้งเรื่องค่าเข้าชาวต่างชาติที่ขึ้นราคาแล้วด้วยนะคะ ) ก็ไปดูผังกันคร่าวๆ ค่ะ (จะให้ดี แนะนำว่า ให้พกแผ่นพับของพระราชวังบางปะอินไปด้วยค่ะ มีรายละเอียดอยู่ว่าอะไรเป็นอะไรนะคะ)



ตรงใกล้ๆ กันนี้มีบริการรถกอล์ฟให้เช่าขับด้วยค่ะ (ต้องขับเองนะคะ) ค่าเช่ารถกอล์ฟ ชม.แรก 250 บาท ชม.ต่อไป ชม.ละ 100 บาท เกิน 10 นาทีคิดเป็น 1 ชม. มัดจำ 500 บาท โดยต้องทิ้งบัตรประชาชนไว้ให้เขาด้วยค่ะ















จากนั้นก็วิ่งตรงยาวเข้าไปนะคะ จุดแรกที่เจอจะเป็นหอเหมมณเฑียรเทวราชค่ะ เป็นหอที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้สร้างเพื่อเป็นที่ระลึกถึงสมเด็จพระเจ้าปราสาททองค่ะ (ดูจากชื่อที่ตั้งนะคะ เหม = ทอง / มณเฑียร = ปราสาท) อาจารย์ที่อบรมไกด์บอกว่า ตอนเกิดเหตุพระนางเรือล่ม ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ ได้ทรงอธิษฐานว่า ถ้าเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศปลอดภัย จะสร้างศาลถวาย ซึ่งก็ปรากฏว่าปลอดภัย ท่านก็เลยสร้างหอเหมฯ แห่งนี้ค่ะ


รูปนีุ้่ถ่ายจากฝั่งตรงกันข้ามนะคะ (ข้ามสะพานไปอยู่แถวๆ พระที่นั่งวโรภาษพิมานแล้ว)


















ซึ่งตรงเยื้องๆ กับหอเหมมณเฑียรเทวราชนี่ก็มีอาคารอีกหลังที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เช่นกันค่ะ นั่นก็คือสภาคารราชประยูรนั่นเองค่ะ โดยรัชกาลที่ ๕ ทรางให้สร้างเพื่อพระราชทานแด่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอฯ ในรัชกาลที่ ๕ และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ พร้อมเจ้านายฝ่ายหน้าใช้เป็นที่ประทับ เวลาที่แปรพระราชฐานมาประทับที่นี่ค่ะ

ต่อมาในวันที่ 23 กันยายน 2444 รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งสำนักงานที่ดินกรุงเก่าเป็นแห่งแรกในประเทศไทย เรียกชื่อว่า "หอทะเบียนกรุงเก่า" โดยใช้อาคารนี้เป็นที่ทำการ และที่นี่ยังมีโฉนดที่ดินฉบับแรกของประเทศไทยอยู่ด้วยค่ะ

ปัจจุบันอาคานี้ถูกใช้เป็นอาคารนิทรรศการ จัดแสดงความเป็นมา และเหตุการณ์สำคัญๆ ต่างที่เกิดขึ้น ณ พระราชวังบางปะอินตั้งแต่เริ่มสร้างจนปัจจุบันค่ะ


เราเอารูปจากหนังสือมาให้ดูนะคะ ว่าหน้าตาโฉนดที่ดินฉบับแรกของไทยเป็นยังไงค่ะ

















เลยจากหอเหมมณเฑียรเทวราช วิ่งตรงเข้าไปก็จะเจอกระโจมแตรค่ะ ก็เลี้ยวซ้ายข้ามสะพานไป เพื่อจะไปยังพระที่นั่งวโรภาษพิมานค่ะ ซึ่งสะพานนี้สร้างเลียนแบบที่ประเทศฝรั่งเศสนะคะ ถ้าจำไม่ผิด ตัวรูปปั้นประดับนี่ก็สั่งมาจากฝรั่งเศสค่ะ (รูปข้างล่างนี่เราถ่ายหลังจากข้ามสะพานไปฝั่งพระที่นั่งวโรภาษพิมานแล้วนะคะ กระโจมแตรจะอยู่ที่หัวสะพานฝั่งโน้นค่ะ เห็นปะคะ)


















ซึ่งตรงทางด้านหน้าของพระที่นั่งวโรภาษพิมาน เราจะเห็นพระที่นั่งอีกหลังซึ่งอยู่กลางน้ำเลยค่ะ นั่นก็คือพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์นั่นเองค่ะ ส่วนที่อยู่เยื้องไปทางซ้ายในภาพนี้ก็คือประตูเทวราชครรไลนะคะ


















ในส่วนของประวัติเกี่ยวกับพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์นะคะ ตอนเริ่มสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๕ พบเสาไม้ตั้งแต่สมัยของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ท่านจึงให้สร้างบนรากฐานเดิม สร้างแบบโถง เลียนแบบพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาทในพระบรมมหาราชวังค่ะ


เอารูปพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาทมาเปรียบเทียบให้ดูนะคะ (เครดิตจากวิกิพีเดียค่ะ) หลังเล็กๆ นั่นนะคะ















ซึ่งข้อแตกต่างระหว่างพระที่ั่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาท กับพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ ก็มีตรงหลังคาที่อาภรณ์ภิโมกข์ปราสาทจะทำหลังคาด้วยดีบุก ขณะที่พระที่นั่งหลังนี้จะเป็นกระเบื้องเคลือบสีเขียว เหลือง แสด ค่ะ


















ซึ่งในส่วนของหน้าบันของพระที่นั่งหลังนี้จะทำเป็นรูปตราแผ่นดินในสมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ค่ะ ซึ่งองค์ประกอบที่สำคัญของตรานี้ ที่อยากเล่าให้ฟังก็คือ ไอยราพต (ช้าง ๓ เศียร) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของไทย และมีอีกสองสัญลักษณ์ประเทศราช (ในขณะนั้น) คือ ช้างเชือกเดียว (ลาว) และกริช (มลายู) ค่ะ ซึ่งจะไม่มีตราของกัมพูชา (เขมร) แล้วเพราะเราเสียพื้นที่ไปตั้งแต่สมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๔ ค่ะ

ส่วนที่อยู่เหนือตราแผ่นดิน จะเป็นตราจักรีค่ะ แล้วก็จะมีคชสีห์ (สมุหกลาโหม) และราชสีห์ (สมุหนายก) ซึ่งเป็นตำแหน่งของอัครมหาเสนบดีของไทยค่ะ


















ปัจจุบันพระที่นั่งองค์นี้จะเป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อเหมือนของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ นะคะ แล้วก็ตัวเสาไม้ ได้ถูกเปลี่ยนเป็นเสาปูนในสมัยรัชกาลที่ ๖ ค่ะ




















มาดูในส่วนของประตูเทวราชครรไลบ้างนะคะ ติดกันเลยก็จะมีสะพานสีเขียวๆ เป็นบานเกล็ดโปร่งๆ ซึ่งผู้ชายที่เดินฝั่งข้างนอก จะไม่สามารถมองเห็นอีกฝั่งซึ่งเป็นฝั่งที่ให้ผู้หญิง (ซึ่งจะอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นใน) เดินได้ค่ะ แต่ผู้หญิงที่อยู่อีกฝั่ง จะสามารถมองเห็นข้างนอกที่เป็นฝั่งที่ผู้ชายเดินได้นะคะ



















เอาหละค่ะ เราเข้าไปยังพระที่นั่งวโรภาษพิมานกันนะคะ


















ซึ่งพระที่นั่งองค์นี้ จะเป็นพระที่นั่งที่ค่อนข้างเข้มงวดเรื่องการแต่งกายมากกว่าส่วนอื่นๆ ค่ะ กล่าวคือ ผู้หญิงไม่สามารถสวมกางเกงเข้าได้นะคะ เพราะฉะนั้นหากท่านใดที่สวมกางเกงมา จะต้องมายืมผ้าถุง (ฟรี) ณ จุดนี้ค่ะ (ถ้าหันหน้าเข้าพระที่นั่ง อาคารที่มีผ้าถุงให้แลกจะอยู่ทางซ้ายมือค่ะ)


















ในส่วนของข้อมูลเกี่ยวกับพระที่นั่งวโรภาษพิมานนะคะ พระที่นั่งองค์นี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๙ ค่ะ ตรงบริเวณที่ประทับเดิมของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวค่ะ ซึ่งตอนแรกสร้างเป็นอาคารตึก 2 ชั้น แต่ต่อมาได้รื้อลงเป็นชั้นเดียว ใช้เป็นที่ประทับและมีท้องพระโรงเสด็จออกว่าราชการนะคะ รวมทั้งให้ชาวต่างประเทศเข้าเฝ้าด้วย
















สำหรับภายในพระที่นั่งองค์นี้นะคะ ห้ามถ่ายรูปโดยเด็ดขาดค่ะ เพราะฉะนั้นจขบ.ก็เลยเอากล้องถ่ายรูปจากหนังสือพระราชวังบางปะอิน (ซึ่งมีจำหน่ายตรงอาคารทางเข้า-ออกด้านหน้านั่นแหละค่ะ) มาให้ดูนะคะ



ภายในก็จะมีห้องทรงพระสำราญ

















ห้องท้องพระโรง มีพระแท่นราชบัลลังก์ และมหาเศวตฉัตร ซึ่งอีกฝั่งก็จะมีพระราชอาสน์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถด้วยนะคะ




















ห้องรอเฝ้า


















ห้องเฝ้า

















ห้องเสวย





















นอกจากนั้นภายในพระที่นั่งองค์นี้ ก็ยังมีภาพเขียนเหตุการณ์สำคัญๆ ต่างๆ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดให้จิตรกรที่มีชื่อเสียงวาดขึ้น เพื่อใช้ในงานประดับพระเมรุพระศพเจ้านาย 4 พระองค์ที่เสียชีวิตในปีเดียวกันค่ะ โดยท่านได้พระราชทานเพลิงพร้อมกันที่สนามหลวง พอเสร็จพิธี รื้อเมรุแล้วก็นำมาประดับไว้ที่นี่ และเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนครค่ะ
















เสร็จจากการเ้ข้าชมพระที่นั่งวโรภาษพิมาน (อย่าลืมคืนผ้าถุงนะคะ อิอิ) ก็เดินทางต่อค่ะ ข้ามสะพาน วิ่งผ่านกระโจมแตร แล้วก็ข้ามสะพานอีกทีค่ะ มองย้อนกลับไปทางที่ผ่านมาก็จะเห็นดังภาพนะคะ

















วิ่งผ่านประตูเทวราชครรไล จะเห็นจากในรูปว่าทางขวาก็คือสะพานเขียวๆ หรือที่เรียกว่า "ทางฉนวน" นะคะ (อยู่บนรถกอล์ฟ เลยถ่ายรูปไม่ถนัดเท่าไหร่ แหะๆ) ซึ่งชื่ออย่างเป็นทางการก็คือ สะพานเสาวรสค่ะ

















หลังจากนี้ก็เป็นพระราชฐานชั้นในแล้วค่ะ โดยที่เราจะวิ่งผ่านทางขวามือซึ่งเป็นพระที่นั่งที่สวยงามมากอีกองค์นะคะชื่อว่าพระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียรค่ะ แต่..ข้าพเจ้าลืมถ่ายรูปมา

พระที่นั่งหลังนี้เป็นเรือนไม้สองชั้นแบบชาเลต์สวิส ภายในตกแต่งแบบยุโรป เป็นที่ประทับที่รัชกาลที่ ๕ ทรงโปรดปรานมากที่สุดเลยค่ะ แต่เมื่อพ.ศ. ๒๔๘๑ ขณะที่มีการซ่อมแซมพระที่นั่ง ได้เกิดไฟไหม้ทั้งองค์เหลือแต่หอน้ำค่ะ


















ต่อมาในปีพ.ศ. ๒๕๓๗ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต สร้างพระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียรขึ้นใหม่ค่ะ ซึ่งเราจะชมได้จากภายนอกเท่านั้น ไม่อนุญาตให้ชมภายในนะคะ

ชั้นบนสุดจะเป็นห้องพระบรรทมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบันและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถนะคะ หรือตอนที่สมัยแกรนด์ดุ๊กซาร์วิตส์ มกุฎราชกุมารแห่งรัสเซีย (ซึ่งต่อมาขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ แห่งราชวงศ์โรมานอฟ) เสด็จมา รัชกาลที่ ๕ ท่านก็ทรงให้ประทับที่นี่ ขณะที่ตัวพระองค์ท่านไปประทับที่เก๋งจีนหรือพระที่นั่งเวหาศจำรูญแทนค่ะ (ซึ่งเดี๋ยวจะพาไปค่ะ)



รูปนี้เป็นรูปจากหนังสือนะคะ ขออภัยด้วยจริงๆ แหะๆ





















จากนั้นวิ่งตรงเข้าไปด้านในสุดก็จะเจอพระที่นั่งอีกองค์หนึ่งซึ่งการก่อสร้างจะค่อนข้างแปลกและแตกต่างไปจากพระที่นั่งหลังอื่นๆ นะคะ นั่นก็คือพระที่นั่งเวหาศจำรูญนั่นเอง โดยกลุ่มพ่อค้าชาวจีนในไทยได้สร้างเพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ. ๒๔๓๒ ค่ะ และมีชื่อภาษาจีนว่า เทียนเหมงเต้ย (เทียน - เวหา เหมง - จำรุญ เต้ย - พระที่นั่ง)



















สำหรับที่นี่ ก็ยังคงห้ามถ่ายรูปภายในเช่นเดิมค่ะ เพราะฉะนั้นจะขอนำรูปที่ถ่ายจากหนังสือมาให้ดูเหมือนเดิมนะคะ แล้วก็เหมือนที่พระที่นั่งวโรภาษพิมานอีกอย่างหนึ่งก็คือ ต้องถอดรองเท้าไว้ด้านนอกด้วยค่ะ แล้วก็ที่พระที่นั่งองค์นี้ เป็นที่แรกของประเทศไทยที่มีลิฟท์ค่ะ








รูปนี้คือท้องพระโรงล่างค่ะ มีพระราชอาสน์ประดับมุกของรัชกาลที่ ๕ ซึ่งพื้นจะมีลวดลายกระเบื้องเคลือบซึ่งเขียนด้วยมือทีละแผ่นโดยช่างชาวจีนนะคะ มีทั้งสิ้น 5 ลายค่ะ แล้วตรงอีกฝั่ง จะมีรูปโป๊ยเซียน ซึ่งทำจากขึ้ธูปผสมกาว ลงรักปิดทองด้วยนะคะ


จากในรูปจะเห็นป้ายที่ "เหมือน" ภาษาจีนอยู่ทางด้านบนสองป้ายนะคะ พอจะอ่านออกมั้ยคะว่าอ่านว่าอะไร อิอิ

















นอกจากนั้นตรงข้างๆ พระราชอาสน์ จะมีป้ายถวายพระพรภาษาจีนด้วยค่ะ ซึ่งฝั่งหนึ่งจะเขียนว่า "ว่าน ว่าน ซุ้ย" ซึ่งแปลว่า ทรงพระเจริญ (เป็นหมื่นๆ ปี)
















ส่วนอีกป้าย เขียนเป็นภาษาจีนว่า เทียน เหมง เต้ย (ชื่อพระที่นั่งแห่งนี้น่ะค่ะ)

















นอกจากนั้นในที่นี้ยังมีห้องอื่นๆ ที่น่าสนใจค่ะ แต่ไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมนะคะ เช่น ห้องพระป้าย (ห้องพระวิมาน) ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและป้ายอักษรจีนจารึกตัวทองพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระนามของสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ด้วยค่ะ


ซึ่งในวันตรุษจีน ก็ยังมีการทำพิธีสังเวยพระป้ายอยู่ที่นี่ทุกๆ ปีนะคะ



















หรือห้องทรงพระอักษร ซึ่งมีพระบรมสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฉลองพระองค์ชุดจักรพรรดิจีนด้วยค่ะ


















รูปนี้เป็นพระบรมสาทิสลักษณ์ของรัชกาลที่ ๕ ค่ะ
















รูปนี้เป็นพระบรมสาทิสลักษณ์ของรัชกาลที่ ๔ ค่ะ





















ตรงใกล้ๆ กับพระที่นั่งเวหาศจำรูญ จะเป็นหอวิฑูรทัศนานะคะ ซึ่งจากรูปนี้จะเห็นพระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียรอยู่ด้านหลังด้วยค่ะ

ในสว่นของหอวิฑูรทัศนานั้น รัชกาลที่ ๕ ท่านให้สร้างเพื่อใช้เป็นหอส่องกล้องชมภูมิประเทศและดูดาวค่ะ ข้างในมีบันไดเวียนด้วย ซึ่งในสมัยนั้นสมารถเห็นโขลงช้างป่าที่เดินรอบๆ วังนี้ได้ ตอนซาร์ฯ เสด็จมา ก็เชิญไปดูการคล้องช้างป่าที่อยุธยาด้วยค่ะ ซึ่งมีเรื่องเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยตอนที่ซาร์ฯ ไปดูที่ค่อนข้างสะเทือนใจสุภาพสตรีพอสมควร แต่ไม่ขอเล่าในที่นี่นะคะ แ่ฮ่...




















หลังจากนั้นเราก็เดินทางด้วยรถกอล์ฟเช่นเดิม กลับย้อนมาตามเส้นทางเดิมแล้วก็เลี้ยวซ้ายตรงมุมพระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร เพื่อไปยังอีกจุดที่สำคัญของที่นี่ค่ะ นั่นก็คืออนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ และอนุสาวรีย์ราชานุสรณ์นั่นเองค่ะ

ในส่วนของอนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์นะคะ ถ้าท่านใดอยากรู้ว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรักท่านมากแค่ไหน ต้องไปอ่านจารึกที่อนุสาวรีย์ค่ะ



















ส่วนนี่ก็เป็นรูปของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์นะคะ จะเห็นว่าท่านงามมากเลย ซึ่งเหตุการณ์เรือพระประเทียบล่มนั้นก็เกิดเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2423 ค่ะ ซึ่งในครั้งนั้นนอกจากทั้งสองพระองค์แล้ว ก็ยังมีอีกหนึ่งชีวิตในพระครรภ์ของท่านด้วยค่ะ



















นอกจากนั้นใกล้ๆ กันก็ยังมีอนุสาวรีย์ราชานุสรณ์ ซึ่งล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ให้สร้างเพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระราชโอรส 2 พระองค์ พระราชธิดา 1 พระองค์ และพระอัครชายาเธอ 1 พระองค์ ซึ่งได้ประชวรและสิ้นประชนม์ในปีเดียวกัน (ปีพ.ศ. ๒๔๓๐) โดยทั้งสี่พระองค์นั้นก็ได้แก่

1. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าสิริราชกกุธภัณฑ์ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม

2. พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคนารีรัตน์ สิ้นพระชนม์วันที่ 21 กรกกฎาคม

3. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย กรมพระเทพนารีรัตน์ สิ้นพระชนม์ัวันที่ 27 สิงหาคม

4. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าตรีเพ็ชรุตม์ธำรง สิ้นพระชนม์วันที่ 22 พฤศจิกายน


















จากรูปนี้จะเห็นว่าอนุสาวรีย์ทั้งสององค์นี้ อยู่ไม่ห่างกันนะคะ
















นอกจากนั้นในบริเวณใกล้ๆ ก็ยังมีพระตำหนักของฝ่ายในอีกหลายพระองค์ด้วยกันค่ะ โดยในสมัยนั้นล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างและพระราชทานแก่เจ้านายฝ่ายในดังนี้ค่ะ

1. ตำหนักพระราชชายา เจ้าดารารัศมี

2. ตำหนักเก้าห้อง

3. พระตำหนักพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา

4. พระตำหนักพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี

5. เรือนเจ้าจอมมารดาแส

6. เรือนเจ้าจอมเอี่ยม เอิบ อาบ เอื้อน และเจ้าจอมมารดาอ่อน (เจ้าจอมก๊กออ)

7. พระตำหนักสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า



นอกจากนั้นก็มีพระตำหนักบางส่วนที่รื้อออกไปแล้วนะคะ อย่างตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์ หรือตำหนักวรนาฏเกษมสานต์และำหนักกรมขุนสุพรรณภาควดี เป็นต้นค่ะ (ถ้าใครที่อ่านสี่แผ่นดิน เค้าบอกว่า แม่พลอยในนวนิยาย (หรือบทละคร) เรื่องนี้ ได้มาพักตำหนักนี้ค่ะ)



















ก็หวังว่าการทำรีวิวครั้งนี้คงพอจะเป็นประโยชน์สำหรับท่านที่จะไปเที่ยวพระราชวังบางปะอินบ้างนะคะ เป็นรีวิวที่เราเน้นข้อมูลมากที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วค่ะ ที่ยังขาดก็ยังมีเรือนแพพระที่นั่ง (ที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ได้ใช้ล่องไปรับพระราชชายาเจ้าดารารัศมีที่จังหวัดอ่างทอง ตอนที่พระราชชายาฯ ทรงกลับจากนครเชียงใหม่) แพทรงบาตร ฯลฯ

ขอย้ำว่า พระราชวังแห่งนี้งามมาก และมีเรื่องราวที่น่าสนใจอยู่มากจริงๆ ค่ะ เรียกว่า..อยู่เสีย 3-4 ชั่วโมงก็ยังได้เลยนะคะ เพราะมีสถานที่ต่างๆ น่าสนใจจริงๆ ยิ่งถ้าใครชอบถ่ายรูปด้วยแล้ว มุมถ่ายรูปสวยๆ ก็เยอะมากๆ เลยค่ะ




ขอแนะนำว่า ถ้าท่านใดชอบเรื่องราวทางประวัติศาสตร์แล้วหละก็...ซื้อหนังสือเล่มนี้ของพระราชวังบางปะอินได้นะคะ (ถ้าจำไม่ผิดราคาเล่มละ 200 บาทค่ะ) พิมพ์สี่สีทุกหน้าเลยค่ะ รูปภายในพระที่นั่งหลายๆ ที่เราก็ถ่ายมาจากหนังสือเล่มนี้หละค่ะ


เป็นหนังสือที่ให้ข้อมูลค่อนข้างละเอียดค่ะ น่าซื้อเก็บไว้ค่ะ

























ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาที่บล็อกเรานะคะ

717843/5912/489





Create Date : 15 กันยายน 2553
Last Update : 15 กันยายน 2553 16:20:03 น. 30 comments
Counter : 21417 Pageviews.

 
ตามไปโหวตให้แย้วจร้า
โหวตได้ทุกวันเลยเป่า


โดย: pinkypunch วันที่: 15 กันยายน 2553 เวลา:9:06:44 น.  

 
เป็นอีกที่ที่น่าภูมิใจของชาวไทยค่ะ

โหวตให้แล้วนะคะ


โดย: Love At First Click วันที่: 15 กันยายน 2553 เวลา:9:23:02 น.  

 
ไปโหวตให้แล้วจ้า ที่นี่เป็นอีกที่ที่ชอบมาก ไปตอนท้องแก่กลับมาได้4-5วันก็คลอดลูก แบบว่าเดินดูกลัวดูไม่หมดต้องเช่ารถกอล์ฟเพื่อดูให้ได้มากที่สุด เรียกว่ามีใจรักในการเที่ยวว่างั้นเถอะ


โดย: cakecode วันที่: 15 กันยายน 2553 เวลา:9:43:36 น.  

 
สวยมากค่ะ น่าไปถ่ายรูปจริง ๆ ด้วย ^^

ตอนไปปายนั่น ไม่ได้กินยาแก้เมาค่ะ เพราะคิดว่าไม่เมาหรอกน่า เอาเข้าจริง ๆ ก็ไม่ได้เมานะคะ แต่ออกแนวเมานิด ๆ เป็นเพื่อนคนข้าง ๆ มากกว่า - -" (แอบเม้าท์ซะเลย 555)


โดย: :D keigo :D วันที่: 15 กันยายน 2553 เวลา:9:53:52 น.  

 
เคยไปพระราชวังบางปะอินมาหลายครั้งแล้วค่ะ
ทั้งไปทัศนศึกษากับทางโรงเรียน และไปเที่ยวชมกันเอง

แต่บล๊๊อควันนี้มีคำอธิบาย เพิ่มอรรถรสในการชมมากขึ้นโขเลยค่ะ

xoxo เดี๊ยวเข้าไปโหวต สู้ สู้นะคะ


โดย: nLatte วันที่: 15 กันยายน 2553 เวลา:10:11:52 น.  

 
ถ่ายจากสถานที่จริงไม่ได้
ก็ถ่ายจากหนังสือมาให้ดู
สมเป็นมืออาชีพในการรีวิวจริงๆ ค่ะพี่เต้ย
อิอิ

แอมเคยไปแค่ครั้งเดียวเอง
แต่จำได้ว่า ฟ้าแจ่มสวย ๆ ตัดกับสีของพระราชวัง
สวยงาม ๆ


โดย: I am just fine^^ วันที่: 15 กันยายน 2553 เวลา:10:43:33 น.  

 
ตอนไปเดินเที่ยวเองรุ้สึกยังไม่ค่อยทั่วถึงค่ะ เลยมาเที่ยวกับสาวไกด์อีกรอบแล้วกัน


โดย: ณ มน วันที่: 15 กันยายน 2553 เวลา:11:07:03 น.  

 
เข้าไปโหวตให้แล้วนะคะ คิดถึงคุณสาวไกด์เสมอค่ะ

พระราชวังบางปะอินทูน่าชอบมากๆ เคยไปเช่ารถกอล์ฟขับเที่ยวชมพระราชวัง งดงามประทับใจไม่ลืมเลยค่ะ



โดย: ทูน่าค่ะ วันที่: 15 กันยายน 2553 เวลา:11:14:18 น.  

 

มาเยี่ยมชม มาทักทายครับ

มาขอคามเที่ยวพระราชวังบางปะอินด้วยคนครับ ผมยังไม่เคยไปเลยครับ

จขบ. ถ่ายภาพได้สวยมาก ๆ เลยครับ ชอบครับ

อิอิ


โดย: อาคุงกล่อง วันที่: 15 กันยายน 2553 เวลา:11:50:37 น.  

 
แวะมาชม..
โหวตให้แล้วจ้า..


โดย: กระปุก IP: 58.64.51.40 วันที่: 15 กันยายน 2553 เวลา:12:34:07 น.  

 
^
^
ขอบคุณคุณกระปุกค่ะ

คนเดียวกับคุณกระปุกกลิ้งปะคะนี่?


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 15 กันยายน 2553 เวลา:12:50:25 น.  

 
เคยไปตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก ตอนโตยังไม่เคยเลยค่ะ คงเปลี่ยนไปเยอะเนอะ..


โดย: pupaew วันที่: 15 กันยายน 2553 เวลา:13:25:26 น.  

 
โหวตให้แล้วนะคะ


โดย: pupaew วันที่: 15 กันยายน 2553 เวลา:13:36:42 น.  

 
ตามไปโหวตมาให้อีกรอบค่ะ

ส่วนพระราชวังบางปะอิน จำได้ว่าเคยไปสมัยเรียนค่ะ
ไปทัศนศึกษานี่แหละ แต่เรื่องประวัตินี่ลางเลือนเต็มทนค่ะ เหอเหอเหอ


โดย: หัวใจสีชมพู วันที่: 15 กันยายน 2553 เวลา:14:04:26 น.  

 
สวัสดีค่ะ..คุณสาวไกด์

หนึ่งเคยคิดอยากไปที่นี่อีกสักรอบค่ะ
อยากไปถ่ายรูป เห็นมีมุมสวยๆ เพียบเลย
แต่คิดถึงอากาศบ้านเราแล้วชักท้ออ่ะ
กลัวจะถ่ายรูปไม่ทันไร ก็หมดแรงซะก่อน


โดย: chenyuye วันที่: 15 กันยายน 2553 เวลา:14:05:41 น.  

 
ย่องมาตามไปเที่ยว แซลลี่ชอบหอวิฑูรทัศนานะ สีสวยดีล่ะจ้ะ กะพระที่นั่งเวหาศจำรูญ เคยเห็นรูปลิฟท์โบราณในหนังสือรายเดือนจำชื่อไม่ได้ ที่เค้าวางขายแถวทางเข้าออกด้วยนะ


โดย: แซลลี่ (lazypiggy ) วันที่: 15 กันยายน 2553 เวลา:15:21:44 น.  

 
ให้ไปอีกก็ยังประทับใจเนอะเต้ย...งามไปหมด

เห็นด้วยจ้ะ มุมถ่ายรูปเยอะมาก

พี่เดินด้วยนะ ไม่ได้นั่งรถกอล์ฟหมอกบ่นอุบเลย ร้อนอย่างแรง....


โดย: สายหมอกและก้อนเมฆ วันที่: 15 กันยายน 2553 เวลา:15:22:48 น.  

 
..เที่ยวด้วย จ้า เคยไป เอง แต่ไม่ได้ราย ละเอียด ขนาดนี้ ..เนื่อง เดินไม่ ทั่ว 555..เดี๋ยว ตามไปโหวต ให้ ..
105..พอดี


โดย: tifun วันที่: 15 กันยายน 2553 เวลา:16:15:14 น.  

 
สีสดใจได้ใจมากเลย แซลลี่ชอบ ชอบดูด้านหลังที่ชะโงกดูทางหน้าต่างชั้นสอง คล้ายๆกะศาลพระภูมิเจ้าที่เนอะ ทำเก๋มากเลย เป็นแบบจีนๆเข้ากันมาก ยังนึกเลยนะว่าสมัยร้อยกว่าปีที่แล้ว สถาปนิกไอเดียดีจัง เวลาดูรีวิวแบบรีสอร์ทแถวๆสวนผึ้งที่ทำศาลพระภูมิคล้ายๆสไตล์รีสอร์ท แล้วจะคิดถึงล่ะ


โดย: แซลลี่ (lazypiggy ) วันที่: 15 กันยายน 2553 เวลา:17:39:24 น.  

 
หวัดดีค่ะคุณสาวไกด์

ตามมาเที่ยวพระราชวังบางปะอินด้วยคนค่ะ เคยไปหลายครั้งแล้วหละ แต่ไปทีไรก็ทึ่งกับสถาปัตยกรรมของที่นั่นทุกที งามเนอะ

ยิ่งมาเห็นจากบล็อกนี้แล้ว อยากไปถ่ายรูปขึ้นมาทันทีเลยค่ะ

คราวหน้ากลับเมืองไทย อาจจะหาเวลาไปเที่ยว

ป้าแวะไปโหวตให้แล้วนะคะ ถ้าว่างจะเข้าไปให้ทุกวันค่ะ สัญญากับน้องหนึ่งไว้เหมือนกัน แต่ช่วงสามสี่วันนี้เบี้ยวตลอด งานเยอะค่ะ

โชคดีกับการส่งบล็อกเข้าประกวดนะคะ


โดย: ป้าเดซี่ (Oops! a daisy ) วันที่: 15 กันยายน 2553 เวลา:20:24:00 น.  

 
เพิ่งจะเห็นว่าไปฝากคำถามไว้ที่บล็อกด้วย

ร้านอาหารที่ป้าไปอยู่ที่มาเก๊าทาวเวอร์นี่แหละค่ะ รู้ึสึกว่าจะอยู่ชั้นสามนะคะ

ติ่มซำที่ไปกินวันนั้น อร่อยมากค่ะ ราคาไม่แพงด้วย

เทียบกับร้านที่ได้ดาวมิชลินในฮ่องกงหลาย ๆ ร้านที่ป้าเคยไปชิมมาได้เลยค่ะ ถูกกว่าด้วย เชียร์ค่ะ ต้องไปลองนะ


โดย: Oops! a daisy วันที่: 15 กันยายน 2553 เวลา:20:26:14 น.  

 
เมื่อกี้ แวะไปโหวตให้แล้วนะคะ

ไปมาประมาณ 3-4 รอบ
ก็ยังดูไม่ทั่วเลยค่ะ


โดย: nokkatua วันที่: 15 กันยายน 2553 เวลา:22:53:23 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณสาวไกด์
แวะมาทักทายค่ะ


โดย: Love At First Click วันที่: 16 กันยายน 2553 เวลา:12:40:48 น.  

 
สวัสดียามบ่ายค่ะ
ขอตามมาเที่ยว ด้วยคนค่ะemo
โรมแรมหม่อมตรี วิลล่า รอยัล @ ภูเก็ต
ราคาที่เราไปช่วง LO ราคา 3500 บาท (งานไทยเที่ยวไทย)ช่วง HI น่าจะ 8000-10000 กว่า บาทค่ะ ลองเข้าเว็บไซต์ของโรงแรม ว่าราคาเท่าไหร่?

ขอให้มีความสุขกับการทำงานนะค่ะ


โดย: iamorange วันที่: 16 กันยายน 2553 เวลา:13:51:05 น.  

 
ไปโหวตมา...

เลยแวะมาทักจ้ะ


โดย: สายหมอกและก้อนเมฆ วันที่: 16 กันยายน 2553 เวลา:16:59:48 น.  

 
รายละเอียด ... แน่นมากเลยค่ะ และก็เป็น
ความรู้ที่อ่านแล้วก็คลายใจเพราะว่าหลายอย่าง
แอบสงสัยแต่ว่าก็ไม่ได้ถาม .. ฮ่าๆ แต่ว่ามาอ่าน
บล็อกคุณสาวไกด์แล้วก็เฉลยล่ะค่ะว่า
ที่เราสงสัยนั้น เพราะอะไร เป็นมาอย่างไร ..

บล็อกข้อมูลเอีี๊ญดแบบนี้ .. จะไม่โหวตให้
ได้ยังไงค่ะ ... แว๊บไปโหวตต่อกันเลยค่ะ


โดย: JewNid วันที่: 16 กันยายน 2553 เวลา:17:54:40 น.  

 
ขอขอบคุณที่อวยพรวันเกืดให้"พี่ปู"นะค่ะ

ขอให้มีความสุขมากๆกลับคืนร้อยเท่าด้วยค่ะ




โดย: คนผ่านทางมาเจอ วันที่: 16 กันยายน 2553 เวลา:19:41:31 น.  

 
555 แต่ขากลับก็บังคับให้คนข้าง ๆ กินยาแก้เมาค่ะ ปรากฏว่าง่วงกันไปซะงั้น เหอๆ



โดย: :D keigo :D วันที่: 16 กันยายน 2553 เวลา:20:54:24 น.  

 
ข้อมูลปึ้กมากๆเลยครับ


โดย: kirofsky วันที่: 16 กันยายน 2553 เวลา:23:47:59 น.  

 
เพิ่งไปมาค่ะกำลังจะสอบบัตรไกด์เหมือนกันแฮะๆเลยมาอ่านเพิ่มเติมเพื่อเช็คความถูกต้องอีกที มีประโยชน์มากๆเลยค่ะขอบคุณนะคะ^^


โดย: สมาชิกหมายเลข 3947487 วันที่: 25 กรกฎาคม 2560 เวลา:14:19:09 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
สาวไกด์ใจซื่อ
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 178 คน [?]




ชอบอ่านหนังสือและดูหนังค่ะ ตอนนี้ทำงานด้านการท่องเที่ยวอยู่ นิสัยดีบ้างร้ายบ้าง แล้วแต่สภาวการณ์และคนที่เจอ


เนื้อหาและรูปภาพทั้งหมดในบล็อกสงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย ไม่อนุญาตให้นำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของบล็อก


ติดต่อเจ้าของบล็อกได้ที่ theworpor@yahoo.com
หรือ
http://www.facebook.com/saoguide






Group Blog
 
 
กันยายน 2553
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
15 กันยายน 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add สาวไกด์ใจซื่อ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.