Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2552
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
29 พฤษภาคม 2552
 
All Blogs
 
ห้องสมุดต้องห้าม



สมัยเป็นเด็กนักเรียนมัธยมต้น หนังสือในห้องสมุดที่โรงเรียนของผมคล้ายจะถูกล่ามโซ่ ในห้องสมุดมีตู้หนังสือสองชั้นวางเรียงรายอยู่รอบห้อง ไม่ต่ำกว่า 10 ตู้ น่าแปลก หนังสือที่อัดแน่นในนั้นไม่อนุญาตให้เด็กนักเรียนไปรื้อค้น จะใส่กุญแจอย่างแข็งแรง

สมัยนั้นยังไม่มีบรรณารักษ์ การดูแล้วหนังสือในตู้จึงเป็นหน้าที่ของครูสอนคณิตศาสตร์ ท่าทางท่านน่าเกรงขามมาก แม้สบตาลูกศิษย์ก็ยังไม่กล้า คนที่คิดจะอ่านหนังสือปกแข็งอันสวยงานในตู้หนังสือ เขาจะต้องมีความกล้าหาญ เหมือนออกสนามรบ กว่าจะได้หนังสือจากตู้ที่ลั่นกุญแจทั้งวันออกมาอ่าน ต้องวางแผน รอจังหวะ รอโอกาส ไม่ใช่ของหมูๆ

ผมมองหนังสือในตู้เหล่านั้นด้วยใจสายตาละห้อย ผมมองเห็นเรื่องราวต่างๆที่ถูกขังอยู่ในนั้น จะไปยืนดูใกล้ๆก็ไม่ถนัด เพราะห้องพักครูมีไม่เพียงพอ จึงต้องให้ครูบางส่วนไปอยู่ในห้องสมุด จะกวาดสายตาไปที่ตู้หนังสือที่เป็นกระจกใสโดยรอบ ต้องมองข้ามศีรษะของครู ออกอาการพิรุธชอบกล



3 ปีที่ผมอยู่โรงเรียนแห่งนี้ ผมพ่ายแพ้ หมดท่า ที่จะเอาหนังสือเหล่านั้นออกมาจากตู้ แล้วอ่านมันให้สมใจ อ่านมันจนไม่ให้รอดพ้นสายตาแม้แต่ตัวอักษรเดียว เพื่อนบางคนเท่านั้นที่อาจหาญ มันขอยืมหนังสือเล่มหนามาอ่านหลังห้องเป็นประจำ ผมได้แต่แอบมองเพื่อนคนนี้อยู่เงียบๆ

ที่จริงเพื่อนที่คิดขอยืมหนังสือห้องสมุดมีไม่มากนัก เพื่อนๆส่วนใหญ่หลายร้อยคนไม่แยแสหนังสือที่ถูกจองจำนั้นเลย ไม่เคยมีใครสงสาร หรือคิดจะปลดปล่อยมัน ไม่เคยเห็นใครคิดจะเอาหนังสือเหล่านั้นไปอ่าน คงพร้อมใจกันคิดว่าอ่านไปก็หนักหัวเปล่าๆ

ยังดีที่พวกเด็กๆ ได้รับอนุญาตให้อ่านหนังสือบางจำพวกที่ออกตามรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน ที่จำได้ก็มี มิตรครู ก้าวหน้า ชัยพฤกษ์ วิทยาสาร อนุสาร อ.ส.ท. หนังสือรับฟรีจากองค์กรต่างๆ หนังสือพิมพ์รายวันบางฉบับ



ผมไม่แน่ใจว่า สมัยนั้นมีการจัดหมวดหมู่ของหนังสือเป็นเรื่องเป็นราวหรือไม่ จึงเป็นอุปสรรคต่อการเอาหนังสือออกมาอ่านอย่างที่ว่ามา ทั้งๆที่โรงเรียนของเราไม่ได้ไกลปืนเที่ยงเลย นั่งรถชั่วโมงกว่าๆก็ถึง กทม.แล้ว

แม้ว่าเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานแล้ว ผมกลับไปที่โรงเรียนแห่งนี้อีกครั้ง แต่กลับไปโดยท่องอินเตอร์เน็ต ดูว่าสมัยนี้โรงเรียนของเราไปไกลถึงไหนแล้ว จากการอ่านกระทู้ต่างๆของลูกหลานที่เรียนที่นั่น การใช้ภาษาของเด็กๆ ผมเริ่มเอะใจ หรือว่า...วันนี้หนังสือยังคงถูกจองจำ แต่จองจำโดยไร้โซ่ตรวน




Create Date : 29 พฤษภาคม 2552
Last Update : 9 มกราคม 2553 21:33:53 น. 50 comments
Counter : 3333 Pageviews.

 
เจิมก่อน แล้วอย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลัง...


โดย: ลุงแว่น วันที่: 29 พฤษภาคม 2552 เวลา:6:11:45 น.  

 
โรงเรียนที่ผมเคยเรียนชั้นประถม มีห้องสมุด ให้ยืมได้

แต่ถ้าคืนหนังสือผิดเวลา ถูกปรับวันละสลึง/เล่ม

ผมไม่ค่อยได้ใช้บริการห้องสมุดนัก อันที่จริงต้องใช้คำว่าเรามากกว่า เพราะเพื่อนฝูงแทบทุกคน ไม่ได้สนใจจะหยิบยืมหนังสือในห้องสมุดเอาเสียเลย วัยขนาดนั้น การได้วิ่งเล่นกับเพื่อน เป็นกิจวัตรที่น่ากระทำกว่านั่งอ่านหนังสือในห้องสมุดเยอะ..

จะคิดถึงห้องสมุดก็ตอนครูสั่งให้ทำรายงานนั่นแหละ มันต้องไปค้นหนังสือมาทำรายงาน และสถานที่เดียวที่มีหนังสือที่อยากได้ ก็คือห้องสมุด

พอเข้าห้องสมุดจริง ๆ ปรากฏว่าหนังสือส่วนใหญ่ เป็นหนังสือบันเทิงคดี ที่ครูหลายคนอ่านแล้วจะทิ้ง ขนเอามากอง ๆ ไว้ในนี้ แทบไม่มีใครอยากหยิบอ่าน นอกจากดูรูปสวย ๆ บ้าง

จำได้ดีว่ามีหนังสือพิมพ์แจกจากหน่วยงานบางหน่วยงาน มีหน้าการ์ตูนบางหน้า แต่ก็ถูกมือดีฉีกหน้าการ์ตูนไปเสียเกือบหมด

บางทีการจองจำหนังสือ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยมีกุญแจ หรือโซ่ตรวนอะไรหรอก

ครูที่เป็นพ่อพิมพ์แม่พิมพ์นั่นแหละเป็นแบบอย่าง

ครูที่อ่านแต่หนังสือบันเทิงเริงรมย์ ไม่ใส่ใจเพิ่มพูนวิชาความรู้ให้แก่ตนเอง ก็เป็นแบบอย่างให้เด็กโดยไม่รู้ตัว ครูที่ดูแลห้องสมุด หากวัน ๆ สีหน้าไม่รับแขก เด็กที่ไหนมันจะมีขวัญกล้าแข็งพอเข้าไปหยิบยืมหนังสือ

ตกมายุคนี้ เด็กเข้าถึงหนังสือได้ง่ายขึ้น แทบจะทุกโรงเรียนมีตำแหน่งบรรณรักษ์ประจำห้องสมุด มีหนังสือดี ๆ สำหรับเด็กเต็มตู้ มีการจัดเรียงตามหลักวิชาบรรณรักษศาสตร์ น่าที่เด็กจะมีโอกาสอ่านหนังสือเพิ่มขึ้น

แต่ผลกลับผิดคาด ห้องสมุดก็ยังเป็นแดนสนธยาของเด็ก ๆ อยู่เช่นเดิม

ที่จขบ. ใช้คำว่า "ถูกจองจำ" นั่นก็ถูกส่วนหนึ่ง แต่ผมว่าถ้าจะถูกต้องจริง ๆต้องใช้คำว่า "ถูกละเลย" มากกว่า

เรามัวสนใจพัฒนาแต่หนังสือดี ๆ ห้องสมุดทันสมัย ฯลฯ แต่ที่ไม่เคยเห็นใส่ใจพัฒนาจริง ๆจังๆเลย ก็คือ การปลูกฝังให้เด็กรักการอ่าน...

พ่อแม่ผู้ปกครองบางคน แม้แต่หนังสือพิมพ์ก็ยังไม่ได้อ่าน

ครูส่วนใหญ่ ยุ่งกับการทำผลงาน เสนอขอเลื่อนวุฒิเลื่อนขั้น หรือไม่ก็อ่านแต่หนังสือเริงรมย์เหมือนครั้งอดีต ก็เลยไม่รู้จะสอนเด็กให้รักการอ่านได้อย่างไร

สุดท้าย ผลก็มาตกหนักอยู่ที่เด็ก ข่าวรึ? ดูทีวีตอนหัวค่ำเอาก็ได้ สมัยนี้นอกจากไม่ต้องอ่านแล้ว ยังไม่ต้องตั้งใจฟัง เพราะมีคนมาคุยให้ฟังเสียอีก นิยายรึ? รออีกสักพักก็มีคนทำเป็นหนัง เป็นละครออกมาให้ดู...

ต่อไปหนังสือคงกลายเป็นวัตถุโบราณ ไม่มีใครสนใจไยดีอีกต่อไป

พบเห็นสำนวน และศัพท์ประหลาด ๆ ในอินเตอร์เน็ตแล้ว หงุดหงิดเหมือนกันครับ

หนังสือไม่ได้ถูกจองจำ หากแต่เด็กไทยยังขาดสำนึกแห่งการอ่าน และไม่มีใครคิดจะปลุกสำนึกนั้นขึ้นมาต่างหาก..


โดย: ลุงแว่น วันที่: 29 พฤษภาคม 2552 เวลา:6:33:38 น.  

 


สมัยที่มินเรียน
อาจารย์ต้องบังคับให้ นักเรียนเข้าห้องสมุดอ่ะค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
ยอมรับว่า ไม่ได้เป็นเด็กเรียนที่จะเข้าห้องสมุด
สมัยนั้น ยังไม่มีคอมพ์ด้วยนะคะ
เวลาที่จะค้นคว้าเรื่องอาไรที
ก็ต้องนักไปรวมตัวกันที่บ้านเพื่อน
และหาเรื่องอ้างที่บ้าน ไปหอสมุดแห่งชาติอ่ะค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
ปล. นิสัยไม่ดีเลย ใช่ไหมคะ ฮ่า ๆ ๆ


โดย: มินทิวา วันที่: 29 พฤษภาคม 2552 เวลา:7:58:38 น.  

 
เห็นภาพคุณ IM ตาละห้อยมองหนังสือเลยค่ะ
หนังสือในตู้คงถูกจองจำสำหรับคุณ IM แต่อาจจะถูกละเลยจากเด็กคนอื่นๆ

สำหรับตัวเองคงโชคดีตรงที่ที่ทำงานพ่อ มีห้องสมุดใหญ่
บรรณารักษ์เป็นคุณอาผู้หญิง เพื่อนพ่อ ที่ใจดี คอยบอกว่ามีหนังสือเล่มไหนที่สนุกน่าอ่าน
ทั้งๆที่เธอก็ไม่ใช่คนพูดเก่ง แถมตัวเองก็ไม่ใช่เด็กช่างพูด
หลายครั้งที่เจอกันก็เลยมีแต่ยกมือสวัสดีทักทายและรอยยิ้ม
แต่ก็ยังจำความรู้สึกสงบสุข เวลาเลือกหนังสือที่ละลานตาเต็มตู้ไม้สูงท่วมหัวนับสิบตู้ได้ดี
เป็นความสุขเวลาปิดเทอมเลยค่ะ ที่จะอ่านหนังสือดึกดื่นแค่ไหนก็ได้


โดย: HoneyLemonSoda วันที่: 29 พฤษภาคม 2552 เวลา:9:58:19 น.  

 
แวะมาทักทายค่ะ ยังอยู่ที่พิษณุโลกอยู่เลย แต่เย็นนี้ก็กลับบ้านแล้ว คิดถึงคุณimมากมายค่ะ

เก็บบรรยากาศเมือง พิษณุโลกมาฝากค่ะ เกศสุริยง


โดย: เกศสุริยง วันที่: 29 พฤษภาคม 2552 เวลา:11:14:54 น.  

 
อ่านแล้วนึกถึงเรื่องราวของตัวผมเองมากๆ

จำได้ว่าตอนเป็นเด็กประถม 1-4 ตอนนั้นเรียนอยู่ที่โรงเรียนเอกชนเล็กๆ แห่งหนึ่ง ณ วันนั้น ที่นั่นก็มีห้องสมุดต้องห้ามแบบที่โรงเรียนของพี่IM จำได้ว่าอยากอ่านหนังสือในห้องสมุดมากๆ ซึ่งจะมีแต่วันดีคืนดีเท่านั้นที่อาจารย์ประจำชั้นจะเปิดโอกาสได้เด็กๆ ได้เข้าไปอ่านหนังสือในนั้น กล่าวอีกอย่างห้องสมุดแทบจะถูกปิดตาย

ต่อมาในสมัย ป5- ป6 ผมมีความจำเป็นต้องย้ายไปเรียนในโรงเรียนสังกัดกทม ณ ที่นั่นมีห้องสมุดเล็กๆ ที่เปิดให้บริการทุกวัน มีหนังสืออ่านง่ายๆ ที่น่าอ่าน นิยาย-นิทานสำหรับเด็ก สารคดีสั้นสำหรับเยาวชน และให้เด็กๆ ยืมไปอ่านที่บ้านได้ถึงสามวัน ส่วนสมัยเรียนมัธยมนั้นมีห้องสมุดใหญ่โตและมีหนังสือมากมายให้ใช้แต่กลับเป็นห้องสมุดที่ผมจำอะไรได้ไม่มากนัก ซึ่งต่างจากตอนประถมปลายมาก

และด้วยความที่ผมชอบอ่านหนังสือ ตอนเป็นเด็กหลงเข้าใจไปว่าทุกคนต้องชอบอ่านหนังสือเหมือนผม แต่วันเวลาผ่านไปจึงได้เข้าใจว่านิสัยรักการอ่านนั้นไม่ได้มีอยู่กับทุกคน

ยิ่งยุคสมัยนี้ มีสื่อต่างๆ อยู่รายรอบเต็มไปหมด แถมสื่อในรูปแบบใหม่ๆ มีความโดดเด่นน่าสนใจ แลดูสะดวกไม่น่าเบื่อเท่าหนังสือ มีสิ่งดีๆ มากมายให้ค้นหาได้ง่ายดาย แม้แต่ตัวผมเองถ้าเกิดเป็นเด็กในยุคสมัยนี้ผมก็อาจไม่เลือกอ่านหนังสือหรือใช้บริการห้องสมุดบ่อยนัก ที่กล่าวเช่นนี้เพราะผมสังเกตจากตัวผมเองที่ทุกวันนี้ ก็มีความถี่ในการใช้ห้องสมุดที่น้อยลงและใช้เวลากับอินเตอร์เน็ตมากขึ้นมาก

แต่อย่างไรก็ตามสื่อปัจจุบันหรือกล่าวโดยเน้นถึงสื่ออิเล็กทรอนิกมีสิ่งไม่ดีอยู่มากมาย บางทีเราไปเสียเวลากับเรื่องไร้สาระ(ซึ่งผมก็สังเกตจากตัวผมเอง) มีสังคมจำลองของโลกอยู่ในนั้น มีทั้งคนดีคนไม่ดี เป็นช่องทางที่มีการหลอกล่อ และอาจถึงเสียผู้เสียคนไปโดยเปล่าๆ ซึ่งหมายความว่าเราต้องใช้สติในการเสพสื่อยุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก

ดังนั้นกับเด็กๆ แห่งยุคสมัยนี้ ที่เสพสื่อในรูปแบบปัจจุบัน เราต้องช่วยกันสร้างให้เขามีสติ และรู้จักใช้ความคิดอย่างในการเสพและสื่อสารผ่านสื่อเหล่านี้

ผมเองเชื่อว่าเด็กสมัยนี้ยังมีคนรักการอ่านอยู่มากครับ


โดย: bite25 วันที่: 29 พฤษภาคม 2552 เวลา:11:25:25 น.  

 
ชอบบล็อกวันนี้มาก เพราะอารมณ์เดียวกันเลยค่ะ

สมัยเรียน ตัวเองก็เป็นสิงห์ห้องสมุด

มีครั้งหนึ่งเคยเขียนกลอนตัดพ้อในเศษกระดาษแทรกไปในหนังสือ เพื่อให้ครูบบรรณารักษ์เห็น ซึ่งไม่รู้ท่านเห็นหรือเปล่า

แต่จำกลอนได้ เขียนตอนชั้นม.ต้น เด็กๆอะค่ะ

" อันหนังสือทั่วไปในห้องสมุด
เหมือนเพิ่งขุดจากกรุกลางสุสาน
แต่ละเล่มนั้นเล่าเก่าโบราณ
ไม่น่าอ่านเลยเรามันเก่าเกิน"

ก็ไม่กล้าบอกครูตรงๆนี่คะ เลยใช้มุกนั้น...


โดย: นักล่าน้ำตก วันที่: 29 พฤษภาคม 2552 เวลา:13:07:54 น.  

 
ชอบห้องสมุดเหมือนกันเลยค่ะ แต่ตรงกันข้าม เพราะ หนังสือที่โรงเรียนให้อ่านมีเยอะแยะเลย ดีๆ ทั้งนั้น

แต่เด็ก ๆ ต่างหากที่ไม่ค่อยเข้าไปอ่าน อย่างที่คุณลุงแว่นบอกว่า หนังสือ "ถูกละเลย" น่ะค่ะ


โดย: MARON CREAM วันที่: 29 พฤษภาคม 2552 เวลา:14:34:58 น.  

 

กล้วยทอดน่ากี้นนนน่ากินรออยู่ที่บล๊อกJolisaแล้วค่ะ


โดย: Jolisa วันที่: 29 พฤษภาคม 2552 เวลา:21:23:07 น.  

 
กลับมาแล้วค่ะ คงต้องยุ่งวุ่นวายกับเด็กๆอีกสักสองอาทิตย์ค่ะ แต่ยังไงก้ไม่ลืมบล๊อกแน่นอน ต้องเข้ามาทักทายกันบ้าง

เดี๊ยนรู้จักห้องสมุดจริงๆก็ตอนเข้ามาเรียน ม.ศ. 4-5 ที่กรุงเทพฯ เพราะเป็นเด็กประจำ เลิกเรียนก็มักจะไปนั่งหาหนังสืออ่านเล่นในห้องสมุด ที่โรงเรียนบ้านนอกของเดี๊ยนไม่มีห้องสมุดค่ะ เรียนตั้งแต่ ป.1 ถึงมศ. 3 ไม่เคยเข้าห้องสมุดกับเขาเลย

เดี๊ยนว่าเดี๋ยวนี้สื่อก็เป็นตัวช่วยที่ทำให้ภาษาเปลี่ยนไปนะคะ ถ้าหากพวกเราช่วยกันรับผิดชอบ ไม่เห็นเป็นเรื่องเซ็งลี้มากเกินไปก็คงจะดี ผู้ใหญ่ยังไม่รับผิดชอบกัน เด็กๆจะเป็นยังไง อันนี้น่าห่วงค่ะ


โดย: ซองขาวเบอร์ 9 วันที่: 29 พฤษภาคม 2552 เวลา:22:11:17 น.  

 
อ่านแล้วรู้สึกแอบภูมิใจและดีใจเหลือเกิน ที่ตัวเองไม่ต้องเจอห้องสมุดแบบจองจำอย่าง คุณ IM

ชอบเข้าห้องสมุดค่ะ ชอบเข้าไปนั่งทำการบ้าน โตขึ้นมาหน่อยก็เข้าไปค้นคว้าเพื่อรู้ให้เท่าทันที่อาจารย์สอน

แล้วก็ชอบเข้าไปด้อมๆมองๆการจัดห้องสมุดในแต่ละที่

เคยฝันอยากจะมีห้องสมุดหรือห้องหนังสือของตัวเอง แล้วเปิดให้บริการเข้ามายืมหนังสือไปอ่านโดยไม่เสียสตางค์ค่ะ





ตอนนี้ฝนกำลังตกอย่างหนักเลยค่ะ

อากาศเย็นสบายอย่างนี้

หลับสบายแน่ๆ

ราตรีสวัสดิ์นะคะ




โดย: หยุ่ยยุ้ย วันที่: 29 พฤษภาคม 2552 เวลา:22:20:06 น.  

 
น่าสงสารจัง มองหนังสือตาละห้อย

เรื่องห้องสมุดเราไม่มีปัญหา ที่เป็นปัญหาคือไม่ค่อยเข้า



โดย: ยายเก๋า (ชมพร ) วันที่: 30 พฤษภาคม 2552 เวลา:0:11:23 น.  

 
ลงชื่อก่อน ค่ำๆมาใหม่ค่ะ


โดย: ยูกะ (YUCCA ) วันที่: 30 พฤษภาคม 2552 เวลา:5:15:54 น.  

 
สวัสดีคุณอินไซน์

สมัยลุงเรียนชั้นประถมไม่มีห้องสมุด ห้องสมุดของเด็ก ๆ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ คือกระดานดำ ที่ครูผู้หญิงเขียน ก กา ข ขา และ กา ก่า ก้า ก๊า ก๋า อ่านกันสามสี่วันจนจำได้แล้วขึ้นบทใหม่ ลุงบ้านอยู่ไกล ร.ร. ได้ขึ้น ป. ๑ ตอนอายุ ๙ ปี

ปรกติเด็กที่เข้าเรียนตอนอายุ ๗ ขวบ จะไม่ได้ขึ้นชั้น ป๑ หรอก ปีแรกจะต้องเรียน ชั้น ก สิ้นปีเลื่อนขึ้นชั้น ข บางคนถึงชั้น ค กว่าจะได้ขึ้น ป ๑ คือต้องอ่านหนังสือให้ออกก่อนครูจึงจะให้เลื่อนชั้น ความรู้ภาษาไทยของเด็กสมัยลุงจึงแข็ง

ลุงจำได้ และเอาไปเขียนไว้ใน พ็อกเกตบุคเล่มแรกในชีวิต "ไม้เท้าสีชมพู" ว่า

"วันที่ผมจะได้ขึ้น ป๑ ผมนั่งอยู่หลังสุด เพื่อน ๆ ออกไปชี้ที่ครูเขียนและอ่านนำ กา ก่า ก้า ก๊า ก๋า ในกระดานดำ เด็กทุกคนในชั้นต้องอ่านตาม ส่วนครูผู้หญิงนั่งปักผ้าเช็ดหน้า ผมเซ็งการสอนของครู จึงเอาหนังสือแบบเรียนเร็วมานั่งทายกันกับเพื่อน ว่าหน้าที่จะเปิดมีภาพอะไร หรือไม่มีภาพ ทายผิดโดนเขกหัวเข่า สามที แล้วแต่จะตกลงกัน ผมได้เขกเพื่อนจนเบื่อ เพราะเพื่อนเปิดหน้าไหนผมทายถูกหมด

บังเอิญเสียงหัวเราะอาจจะดังไป ครูเงยหน้ามาเห็น ครูดุเสียงเขียว "นายไพบูลย์ ทำไมไม่อ่านตามเพื่อน" ครูวางผ้าปักลุกเดินมาหา แววตาโกรธเคือง ไม้เรียวขนาดเท่าดินสออยู่ในมือ หวดลมไปพลาง ๆ คงกะว่าจะได้ตีให้จั๋งหนับ

แต่ผมตอบครูไปว่า "ทั้งเล่มผมอ่านได้หมดแล้วครับ ครูจึงเปิดแต่ละหน้าให้ผมอ่าน เปิดสุ่มให้อ่านดูจนจบเล่มแบบเรียนเล่ม ๑ ผมอ่านคล่องราวกับท่องจำ

ผมบอกครูอีกว่า "แบบเรียนเล่ม ๒ ผมก็อ่านได้หมดแล้วครับ" แล้วก็อ่านให้ครูฟัง ครูตกใจมาก เพราะเล่ม ๒ เป็นมาตราตัวสะกด เช่นเรื่อง "นายเสนอ เสียงเสนาะ มีร่างกายแข็ง... เด็กชายใหม่ รักหมู่...

ครูถามผมว่า "เก่งนี่ ใครสอนเธอ" ผมตอบ "แม่ผมครับ แม่สอน" ผมไม่ได้บอกอีกอย่างว่า แม่ของผมเป็นนักอ่านหนังสือตัวยง พวกนิทาน และบทกลอน แม่อ่านแล้วท่องให้ผมฟัง บทกลอนจึงเข้าหัวลูกแทบทุกคน

ครูถามว่า "แม่เธอเรียนจบชั้นไหน" ผมตอบ "จบ ป.๔ เหมือนครูครับ แต่แม่ไม่อยากเป็นครู แม่ว่าเงินเดือนน้อย"

ครูเลื่อนผมไปขึ้นชั้น ป.๒ เดี๋ยวนั้นเลย
................................
หมายเหตุ สมัยปี ที่ว่านี้ ใครจบชั้น ป.๔ เป็นครูได้ เงินเดือนขั้นต้น ๖ บาท ครูที่สอนผมนั่นก็จบ ป.๔


โดย: ไพบูลย์ พันธ์เมือง (pantamuang ) วันที่: 30 พฤษภาคม 2552 เวลา:11:08:04 น.  

 
อ่านแล้วให้นึกถึงความโชคดีของตัวเองที่
1. มีแม่เคยเป็นครูบรรณรักษ์ เพราะฉะนั้นหนังสือดีๆ
ที่ถูกจัดเป็นหนังสืออ้างอิงเราก็จะได้อ่านเพราะมีเส้น
2. มีพ่อเป็นครูเก่าเป็นศึกษานิเทศก์ ที่น้อยคนนัก
จะเป็นในอดีต พ่อจึงมีหนังสือดีๆ เก็บสะสมไว้อ่าน
มรดกตกทอดของพ่อทำให้เราต้องสร้างห้องสมุด
ไว้ในบ้าน 1 ห้อง
(หนังสือที่เรียงอยู่ข้างบน ที่บ้านเรามีมากกว่า 3 เล่ม
ของทั้งหมด)
3. เคยได้ทำงานร่วมกับ กศน.(การศึกษานอกโรงเรียน)
ที่ดูแลห้องสมุดประชาชนจังหวัด โดยห้องที่ได้เข้าไป
เป็นห้องหนังสืออ้างอิง(อีกแหละ)
ดังนั้นทำงานไป ก็สอดส่อง
งัดแงะออกมาอ่านได้โดยไม่มีใครกล้าว่า
4. โชคดีที่ครอบครัวเราส่งเสริมให้ลูกหลาน
ได้อ่านหนังสือและจินตนาการ
----------------------------------------------------------
แต่ความโชคดีที่ว่า..มันอาจน้อยไปหน่อย
เพราะทุกวันนี้เราไม่มีโอกาสที่จะเข้าไปอ่านหนังสือ
ที่ถูกจัดไว้เป็นกลุ่มหนังสืออ้างอิงอีกแล้ว
หนังสือกลุ่มนี้เป้นหนังสือที่น่าสนใจ
แต่ห้องสมุดทุกแห่งกลับจำกัดสิทธิการยืม ๆ
ออกไม่ได้บ้าง...จนบางที่ถูกเก็บลืมไปเลย
และถูกละเลยอย่างที่ลุงแว่นว่า
---------------------------------------------------------
จริงๆ ถ้าเราจะมองในแง่ของเนื้อหาและเรื่องราวในเล่ม
อาจจะดีไม่น้อยที่น่าจะมีการพิมพ์ซ้ำ
ปรับแต่งรูปลักษณ์ให้เหมาะกับ
ลักษณะนิสัยเยาวชนในปัจจุบันน่ะค่ะ


โดย: mutcha_nu วันที่: 30 พฤษภาคม 2552 เวลา:11:59:43 น.  

 
^
^
อ้าว..ทำไมเบิ้ลเช่นนั้น
ง่ะ รบกวน จขบ.ลบทิ้งให้อันน่ะค่ะ...
ขอบคุณมากๆค่ะ


โดย: mutcha_nu วันที่: 30 พฤษภาคม 2552 เวลา:12:00:53 น.  

 
พอมีคนอยากเห็นน้ำตกต่อๆไป

ผีเลยสิงให้อัพใหม่ค่ะวันนี้...สงสัยผีบ้าบอ


โดย: นักล่าน้ำตก วันที่: 30 พฤษภาคม 2552 เวลา:19:35:25 น.  

 
หนังสือเก่า เลย์เอาท์เค้าน่ารักดีนะคะ

ได้อ่านประวัติห้องสมุดในความทรงจำของคุณ IM แล้ว ต้องบอกว่าเห็นด้วยในการที่หาบรรณารักษ์จำเป็นหน้าตาดุดันมาเฝ้าตู้

ใครอยากอ่านก็ต้องฝ่าด่านอรหันต์กันหน่อยเนอะ


โดย: Oops! a daisy วันที่: 30 พฤษภาคม 2552 เวลา:20:02:29 น.  

 
เมื่อสื่ออิเลคทรอนิกส์เข้ามามีบทบาท หนังสือดีๆ ก็ยังคงต้องตั้งโชว์สันอยู่ในตู้เก่าใบเดิมต่อไปค่ะ

ยุคสมัยหมุนไว เปลี่ยนไป..การสืบค้นข้อมูลเดี๋ยวนี้ก็ทำได้ง่ายและรวดเร็วจากอินเตอร์เน็ต
หนังสือเลยกลายเป็นแค่สื่อประกอบ..จากที่เคยเป็นสื่อหลักในการค้นคว้าหาความรู้
เลยไม่ค่อยจะแปลกใจว่า..เด็กๆ รุ่นใหม่ค่อนข้างจะคิดอะไรปรู๊ดปร๊าด สมาธิสั้น
เพราะไม่ได้ฝึกสมาธิจากการอ่านหนังสือแบบสมัยรุ่นก่อนๆ นี่เอง
การได้นั่งลงอ่านหนังสือเล่มโปรด ด้วยการค่อยๆ พลิกไปทีละหน้า เปิดกลับมาทวนอ่านซ้ำอีกทีเมื่อต้องการ
นอกจากจะทำให้เกิดความนิ่ง สงบแล้ว ยังเป็นช่วงเวลาที่สมองเปิดกว้างเพื่อจดจำได้มากที่สุด

แม้จะมาอยู่ไกล แต่ที่สิงสถิตย์ก็ยังเป็นห้องสมุดเช่นกันค่ะ แต่แปลกที่คนที่นี่ไม่นิยมอ่านหมวดเดียวกับเรา
ทั้งๆ ที่บ้านเค้าเป็นเจ้าแห่งศิลปะ..เห็นมีแต่เอเซียหัวดำอยู่สองสามคน..ที่เป็นปลื้มกับหนังสือเล่มใหญ่ที่หนักแสนหนัก..

สวัสดีตอนเย็นของอิตาลีค่ะ..Buonasera


โดย: กลีบดอกโมก วันที่: 30 พฤษภาคม 2552 เวลา:21:12:03 น.  

 
มาซะค่ำนะคะ เพิ่งเสร็จจากงานขนมค่ะ พรุ่งนี้ยังมีตอนต่อค่ะ อาจจะไม่ได้เข้ามาทักทาย

วันนี้ว่าจะไม่มาแต่ก็คิดถึงเพื่อนๆ ไปมาหลายบ้านแล้วค่ะ เพิ่งถึงบ้านคุณ IM ค่ะ

ราตรีสวัสดิ์ค่ะ


โดย: ซองขาวเบอร์ 9 วันที่: 30 พฤษภาคม 2552 เวลา:21:53:05 น.  

 
สมัยก่อนหนังสือต้องใส่ตู้มีกุญเเจ เด็กที่อยากอ่านคงลำบาก หรืออาจเป็นหนังสือที่หายากเเละสำคัญ
น่าเห็นใจเด็กๆที่ต้องการอ่าน

ชอบห้องสมุดอยู่ได้เป็นวันค่ะ
ไม่ว่าจะเป็นร้านหนังสือ เเถวๆบ้านจะมีโต๊ะหรือร้านกาเเฟภายในให้คนได้อ่าน ไม่จำเป็นต้องซื้อก็ได้

ขอบคุณเรื่องราวที่ไม่เคยทราบมาก่อนค่ะ



โดย: ยูกะ (YUCCA ) วันที่: 31 พฤษภาคม 2552 เวลา:1:06:24 น.  

 
"ห้องสมุดได้รับการจองจำโดยไร้โซ่ตรวน" เป็นคำคมค่ะ
ในอดีตหลายๆปีก่อน ห้องสมุดมีไว้โชว์แขก เมื่อมีใครมาเยี่ยมจะพาแขกชมห้องสมุด โอ๊ยยย....หนังสือใหม่ๆทั้งนั้น ผู้บริหารภูมิใจเหลือหลาย แขกที่มาเยี่ยมก็ชมเชยว่าหนังสือน่าอ่านมากๆ ยังใหม่อยู่เลย รักษาได้ดีเยี่ยม....โห !! ผู้บริหารยิ้มแก้มแทบปริ ปีนั้น...บรรณารักษ์เอาไปเลย 2 ขั้น แต่ เด็กนักเรียนไร้ความรู้ระดับไหนปิดกันให้แซด เรื่องเช่นนี้เกลื่อนในวงการศึกษาสมัยโน้นนะคะ

สำหรับยุคนี้คงมีน้อยแล้วกระมังที่บรรณารักษ์หวงหนังสือ มีประกวดบรรณารักษ์ดีเด่นกันทุกปี เท่าที่ทราบห้องสมุดแต่ละโรงเรียนวิวัฒนาการก้าวหน้าทั้งนั้น ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์กันส่วนมาก โดนเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียนที่เข้าโครงการโรงเรียนในฝัน ล้วนเทคโนโลยีที่ทันสมัย เด็กนักเรียนยุคนี้โชคดีค่ะ สามารถค้นหาความรู้ด้วยตัวเองได้รอบตัว INTERNET คือห้องสมุดโลกที่สามารถค้นหาความรู้ได้สารพัดเรื่องที่อยากรู้ เพียงอยู่หน้า COMPUTER ถ้ารู้จักเลือก...ก็จะได้รับสิ่งดีๆทั้งหลายรอบโลก ห้องสมุดก็หมดความหมายหรือ......ห้องสมุดก็ยังคงป็นแหล่งรวมความรู้อย่างมหาศาลเช่นเดิม เมื่อโดยประมาณ 3 เดือนก่อนมีโอกาสเข้าไปที่หอสมุดแห่งชาติ ตรงท่าวาสุกรี เด็กนักเรียน นักศึกษาเพียบเหมือนเดิม นั่งอ่าน นั่งเขียนกัน เห็นภาพเช่นนี้แล้วชื่นใจ

หนังสือในห้องสมุดชำรุดเสียหายมากเท่าใดอย่าได้สนใจเลย ชำรุดก็ซ่อมแซมซะ คิดเสียว่าหนังสือเล่มนั้นได้รับการค้นคว้าอย่างมาก มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้รับบริการ มีบทพระราชนิพนธ์ขององค์สมเด็จพระเทพรัตน ฯ
มาฝากค่ะ

บทพระราชนิพนธ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี


"หนังสือนี้มีมากมายหลายชนิด

นำดวงจิตเริงรื่นชื่นสดใส

ให้ความรู้สำเริงบันเทิงใจ

ฉันจึงใฝ่ใจสมานอ่านทุกวัน

มีวิชาหลายอย่างต่างจำพวก

ล้วนสะดวกค้นได้ให้สุขสันต์

วิชาการสรรมาสารพัน

ชั่วชีวันฉันอ่านได้ไม่เบื่อเลย"



โดย: nathanon วันที่: 31 พฤษภาคม 2552 เวลา:13:41:43 น.  

 
เข้ามาขออนุญาตแอด นะคะ
จะได้แวะเข้ามาหาความรู้ได้โดยไม่ต้องผ่านทางบล็อกเพื่อนค่ะ


โดย: กลีบดอกโมก วันที่: 31 พฤษภาคม 2552 เวลา:17:05:47 น.  

 
ยังแวะเข้ามาดูหน้าปกหนังสือเก่าๆในบล็อกนี้อยู่ค่ะ
หน้าตาคลาสสิก เห็นแล้วนึกถึงหนังสือเก่าๆที่เคยอ่านสมัยเด็กๆ

เสียดายหนังสือเก่าๆในชั้นหนังสือของพ่อ ที่ตอนนี้ถูกปลวกกิน เหลือแต่ปกหุ้มพลาสติก

เด็กๆสมัยนี้ส่วนใหญ่จะชอบการ์ตูน
แต่ก็ยังรู้สึกดีที่เวลามีงานหนังสือ ยังเห็นเด็กๆหลายคนรักการอ่านหนังสือค่ะ



โดย: HoneyLemonSoda วันที่: 31 พฤษภาคม 2552 เวลา:17:49:26 น.  

 
จขบ.คะ รู้จักหนังสือเด็กก้าวหน้ามั้ยคะ

พอดีเห็น ก้าวหน้า ก็นึกถึง เล่มนั้น

ไม่รู้ก้าวหน้าเนี่ย เกี่ยวกะเด็กก้าวหน้ามั่งมั้ย

ป.ล. มีน้ำตกมาใหม่เพื่อแฟนคลับค่ะ


โดย: อัยย์ IP: 115.67.243.38 วันที่: 31 พฤษภาคม 2552 เวลา:20:05:41 น.  

 
ผมรับจ้างทำหนังสือสื่อการสอน
ทนอดหลับอดนอนแทบไม่ไหว
วาดภาพให้วิจิตรนั่งคิดไป
ได้กุศลผลบุญใหญ่ให้เด็กรัก...

ให้เด็กรักการอ่านสืบสานศิลป์
รู้จักจินตนาการงานวิจักษ์
ถ้าเด็กชอบเขียนวาดพิลาศลักษณ์
ต่อให้หนักแค่ไหนผมไม่ท้อ

ครูทุกคนที่มาจ้างต่างเลื่อนขั้น
มีเงินเพิ่มทั่วกันสุขสันต์หนอ
แต่สืบไปสืบมาอยากบ้าบอ
ครูเก็บเข้าหีบห่อหลังได้ซี
.....
(กลัวคนอื่นเห็นแล้วจะตามไปจ้างบ้าง)


โดย: ลุงบูลย์ IP: 118.173.118.236 วันที่: 31 พฤษภาคม 2552 เวลา:20:21:42 น.  

 
วันนี้อัพบล็อกแล้วครับ

เช ยังไม่ตาย !

รับรองว่ายังไม่ตายครับ

อาจจะแค่สลบไปเท่านั้น



โดย: ลุงแว่น วันที่: 31 พฤษภาคม 2552 เวลา:20:29:13 น.  

 
แวะมาซะดึกเลยค่ะ
เพิ่งกลับมาจากต่างจังหวัดค่ะ

หนังสือเก่าๆๆๆๆๆมากๆเลยเน่อะ
ของที่บ้านของพ่อ ปลวกกินไปเยอะเลยค่ะ



โดย: Fullgold วันที่: 31 พฤษภาคม 2552 เวลา:23:40:25 น.  

 


หวัดดีค่ะคุณ IM
มีความสุขกับวันจันทร์ วันทำงานวันแรก นะคะ
ที่นึกได้กับ ห้องสมุด สำหรับมินอีกอย่างคือ
โดดเรียน แล้วไปรวมกันอยู่ในนั้นค่ะ ฮ่า ๆ ๆ


โดย: มินทิวา วันที่: 1 มิถุนายน 2552 เวลา:8:17:02 น.  

 
เมื่อวานจขบ.หายไปไหนคะ ?

พลาดไปหนึ่งน้ำตกนะคะ...


โดย: นักล่าน้ำตก วันที่: 1 มิถุนายน 2552 เวลา:17:19:18 น.  

 
<a href=Photobucket

ทำขนมเสร็จแล้ว เอามาฝากด้วยค่ะ เป็นขนมเทียนแบบโบราณ ก็ได้วิชานี้มาจากบ้านอาม่าค่ะ พยายามสอนลูกๆด้วยแต่ยังไม่มีใครห่อได้ซักคน เดี๋ยวนี้การห่อแบบดั้งเดิมไม่ค่อยจะเห็นแล้วนะคะ ส่วนใหญ่เห็นห่อแบบกรวย

ขนมเทียนใช้เวลาทำหลายวัน ต้องเตรียมใบตอง กวนไส้ นวดแป้ง ห่อ แล้วนึ่ง สุดท้ายที่ต้องเก็บล้างอีก เดี๋ยวนี้ก็ลดขั้นตอนได้ตรงแป้งค่ะ เพราะมีแป้งสำเร็จไม่ต้องไปนั่งแช่ข้าวสารเหนียว แล้วโม่ เสร็จก็เอามาทำให้แห้ง จึงจะนวดได้ ก็เบาไปหน่อยค่ะ แต่เดี๊ยนใช้เวลาทำสามวันเลยค่ะ

คุณ IM สบายดีนะคะ ว่างๆจะมาคุยใหม่ค่ะ


โดย: ซองขาวเบอร์ 9 วันที่: 1 มิถุนายน 2552 เวลา:19:36:21 น.  

 
สวัสดีค่ะ..
ขอบคุณที่แวะเยี่ยมนะคะ
จ๊อกขอโทษนะคะที่มาเยี่ยมช้าไปหน่อยอ่ะค่ะ
คุณ IM สบายดีหรือเปล่าคะ จ๊อกวุ่นวายนิดหน่อยค่ะ

อ่านเรื่องเล่าเรื่อง"ห้องสมุดต้องห้าม"แล้ว...ชอบจังเลยค่ะ
จ๊อกชอบดูหนังสือนะคะ...แต่อ่านไม่เคยจบเลยค่ะ...
จึงเรียกว่าดู...ไม่ใช่อ่าน...อ่ะค่ะ อายจังเลยค่ะ...
มีหนังสือน่าอ่านหลายเล่มอยู่เหมือนกันค่ะ
เพราะชอบเข้าร้านหนังสือ..ค่ะเข้าไปดู...เข้าไปเลือก...
แล้วก็เก็บที่เดิมค่ะ...เพราะซื้อทีไร...อ่านไม่เคยจบสักที..


โดย: คนชุมแสง วันที่: 1 มิถุนายน 2552 เวลา:22:44:56 น.  

 
+ โทษทีนะครับคุณ In_seum (ขอญาตย่อหน่อยนะครับ แหะๆ ) พอดีช่วงนี้ชีวิตผมงานเข้าอย่างแรง กว่าจะได้มาเยี่ยมเยียนคืน ก็เลยปาเข้าไปเป็นอาทิตย์เยี่ยงนี้เลยทีเดียว

+ อืม ... ที่เด็กบางคนอยากเอา "หนังสือต้องห้าม" ออกมาอ่าน คงเป็นเพราะว่ามันถูกห้ามด้วยแหละครับ อะไรที่มันลับๆ ล่อๆ เนี่ย เรามักชอบหาทางเอาชนะ เอาออกมาดู ออกมาอ่านให้ได้เนอะครับผม

+ แต่สงสัยจังเลยว่าครูท่านมีเหตุผลอะไรถึงต้องจองจำหนังสือไว้เยี่ยงนั้น จะว่ากลัวหนังสือพังก็ใช่ที่ เพราะหนังสือ หน้าที่ของมันก็คือต้องรองรับการที่คนหยิบยืมเอาไปอ่านอยู่แล้ว

+ แต่ลงท้ายได้เจ็บปวดมากเลยครับ เห็นด้วยเช่นกันว่าเด็กไทยยุคใหม่หลายๆ คน (แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด) แตกฉานภาษาไทยน้อยลง ซึ่งก็คงต้องโทษความล้มเหลวของการศึกษาทั้งระบบนั่นเอง


โดย: บลูยอชท์ วันที่: 2 มิถุนายน 2552 เวลา:0:03:09 น.  

 
ชอบบทความบล็อกในครั้งนี้จริง ๆ ให้ภาพการศึกษาไทยในอดีต และคิดว่า ในปัจจุบัน หลาย ๆ ที่หลาย ๆ แห่งก็ยังเป็นอย่างนี้ อาจจะต่างบริบทสิ่งแวดล้อมกันอยู่บ้าง แต่ "สภาพ" อันเป็นแก่นกลางยังซ่อนอยู่ภายใน

เราเรียนรู้โลกได้มากมายจากหนังสือและห้องสมุด แต่หนังสือเป็นกระดาษ ห้องสมุดเป็นอาคาร วิญญาณของการเรียนรู้อยู่ในคน ในครู ในบรรณารักษ์ ในสิ่งแวดล้อมที่จะให้เด็ก ๆ ของเรา

ขอบคุณที่กระตุ้นเรื่องหนังสือกับห้องสมุดค่ะ


โดย: kangsadal วันที่: 2 มิถุนายน 2552 เวลา:11:18:19 น.  

 
ตอนเรียนมหาลัย

แอบๆชอบ นักศึกษาคนหนึ่ง เค้าทำงานห้องสมุดด้วย

หน้าตาเหมือน ปิยะ ตระกูลราษฎร์

ก็เลยเข้าห้องสมุดทุกวันค่ะ...


โดย: นักล่าน้ำตก วันที่: 2 มิถุนายน 2552 เวลา:13:17:29 น.  

 
เข้าบ้านเดี๊ยนก็เก็บลูกยอเต็มตะกร้าเลยค่ะ ขอบคุณค่ะ

ขนมเทียนที่เดี๊ยนทำ เป็นแป้งข้าวเหนียวดำ ไม่ได้ใส่ใบชิวคัก เดี๊ยนเคยทานของแชอึ้ม (แม่ของลูกเขย)ทำ ก็จะใส่ใบชิวคักนี่ค่ะ อร่อยไปอีกแบบเห็นบอกว่าถ้าใส่ใบนี้แล้วจะทำให้แป้งนิ่มค่ะ สำหรับไส้ก็จะทำแต่ไส้เค็ม

อากงของเดี๊ยนท่านเป็นจุมโผ่ มีสูตรอาหารแปลกๆ ที่เดี๊ยนยังไม่เคยทานจากที่ไหน คือกินแต่ในบ้านอาม่าสมัยเด็กๆ เสียดายที่ไม่ได้ตกทอดมาถึงลูกหลาน เพราะท่านอายุสั้น เสียชีวิตตอนอายุ หกสิบค่ะ เห็นในรูปถ่ายงานศพ เดี๊ยนอายุแค่สามขวบค่ะ



โดย: ซองขาวเบอร์ 9 วันที่: 2 มิถุนายน 2552 เวลา:18:27:56 น.  

 
มาเยี่ยมแล้วครับ แต่ไม่ทราบจะคุยเรื่องอะไร นอกจากมาดูโน่นดูนี่แล้วกลับ


โดย: ลุงบูลย์ IP: 118.173.123.46 วันที่: 2 มิถุนายน 2552 เวลา:19:59:14 น.  

 


หวัดดีค่ะคุณอิม (ขี้เกียจเปลี่ยนฟ้อนท์ค่ะ)
ว่าจะถาม..คุณอิมเป็นอาจารย์เหรอคะ
เห็นวันก่อนบอกว่า มหาลัยเปิดเทอมแล้ว
หรือว่ามินจะจำผิดก็ไม่รู้นะคะ
มินไม่ได้เป็นวิศวหญิงหรอกค่ะ
แต่ที่ทำงานกับผู้ชายเยอะ เพราะ
มินดูแลฝ่ายขายและฝ่ายตลาดอยู่ใน
บริษัทฯ รถเช่าขนาดกลางค่ะ เลยมี
เพื่อนร่วมงานที่เป็นทั้งช่างและคนขับรถเกือบ 300 อ่ะค่ะ
ทั้งบริษัทฯ มีผู้หญิง 16 คนได้มั๊ง
นอกนั้นผู้ชายหมดค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
มินเลยออกจะห่าม ๆ ต๊อง ๆ ไปตามเรื่องค่ะ
ปล.มีความสุขมาก ๆ นะคะ นอนหลับฝันดีค่ะ


โดย: มินทิวา วันที่: 3 มิถุนายน 2552 เวลา:1:35:05 น.  

 
สวัสดีค่ะ อ่านเรื่องหนังสือที่ถูกจองจำแล้วน่าเป็นห่วงอนาคตในวันข้างหน้ามาก เยาวชนรุ่นใหม่ไม่ใส่ใจหนังสือเท่าที่ควร ดูได้จากลูกๆ ติ๊กเองนี่แหละ ไม่ค่อยอ่านหนังสือ พอบังคับให้อ่านก็หลับ ก็ต้องย้อนกลับไปสมัยที่เขาอยู่ในท้อง แม่ไม่ได้อ่านหนังสือ มัวแต่ยุ่งกับการทำงานในแต่ละวัน พอลูกออกมาเขาก็จะไม่ชอบอ่านหนังสือ ต้องขอบอกมายังท่านที่ยังไม่มีลูกหรือว่ากำลังตั้งท้องอยู่ เราอยากให้เขาเป็นไงต้องเริ่มสอนตั้งแต่ในท้องเลยนะคะ ติ๊กคิดได้ก็สายไปแล้ว แต่ก็ยังพยายามอยู่ค่ะ


โดย: ไผ่สวนตาล วันที่: 3 มิถุนายน 2552 เวลา:10:54:23 น.  

 
อ่านแล้วก็นึกถึงตัวเองตอนเรียนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือไม่ชอบยืมหนังสือห้องสมุดมาอ่านเลย อ่านแต่การ์ตูนไทยเล่มละบาท


โดย: อนันต์ครับ วันที่: 3 มิถุนายน 2552 เวลา:11:49:34 น.  

 
เข้ามาบอกว่าจะพาลูกๆไปเที่ยวกัน พรุ่งนี้จะมาสมทบอีกสองคนค่ะ คงไปสักสามสี่วัน

คุณ IM ไปเที่ยวบ้านเดี๊ยนแล้วไปหยิบเอาของฝากที่บ้านเดี๊ยนกลับมาได้เลยนะคะ แล้วค่อยเจอกันค่ะ


โดย: ซองขาวเบอร์ 9 วันที่: 3 มิถุนายน 2552 เวลา:21:06:52 น.  

 
มาชวนไปดูว่า

"สามหยุดสะดุดสามช้า"

มันเป็นยังไง...?

อะไรคือสามหยุด?

อะไรคือสามช้า?

งานนี้ท่าจะพลาดไม่ได้เสียแล้ว....



โดย: ลุงแว่น วันที่: 4 มิถุนายน 2552 เวลา:7:41:51 น.  

 
คุณ IM หายไปไหน นานเลยนะเนี่ย ??


โดย: Oops! a daisy วันที่: 4 มิถุนายน 2552 เวลา:15:28:20 น.  

 
มาชวนไปเที่ยวน้ำตกค่ะ

เป็นน้ำตกที่มีแต่คนสวยๆหล่อๆเที่ยว


โดย: นักล่าน้ำตก วันที่: 4 มิถุนายน 2552 เวลา:15:47:21 น.  

 
สวัสดีคุณอินไซน์ในวันศุกร์
วันที่คนพ้นทุกข์มีสุขใส
พ้องเสียงเยี่ยงนี้ดีกะไร
วันไหนไหนไม่สำคัญเท่าวันสุข

แต่วันเสาร์ฟังแม้นแสนเหี่ยวเฉา
คล้ายคล้ายเศร้าเจ้าวันมหันต์ทุกข์
วันอาทิตย์จิตร้อนตอนคนปลุก
ว่าให้ลุกอย่าตื่นสายจะให้งาน...

ไปกวาดบ้านซักผ้าอย่าชาเฉย
ไปซื้อขนมนมเนยทำอาหาร
ไปปัดกวาดหยากไย่ไปล้างจาน
ไปเช็ดบ้านถูบ้านอย่าพาลนอน

ไปอุ้มหลานเลี้ยงหลานงานคนเฒ่า
ไปหุงข้าวปิ้งปลาหาฟืนฟ่อน
ไปเก็บผักเก็บหญ้าบนป่าดอน
ไปหาเห็ดตามขอนไม้ต้มแกงฯลฯ

สารพัดจัดให้ในวันหยุด
จนตับทรุดกายตรมเนื้อนมแห้ง
แรกเลี้ยงลูกมาเลี้ยง(อี)หนูปู่แข็งแรง
รายจ่ายแจ้งน้ำประปา ไฟฟ้า โทร...

ถ้าไม่อยากขายหน้าอย่าซึมเศร้า
เดี๋ยวงานเข้าถึงตักอีกอักโข
ทั้งค่าผ่อนทีวี วีดีโอ...
โอ้โอ๋โอ้ ผ่อนรถหมดเลยเงิน

,,,,,,,
ฝากกลอนตลกในวันสุดสัปดาห์ครับ
.........


โดย: ลุงบูลย์ IP: 118.173.119.29 วันที่: 5 มิถุนายน 2552 เวลา:10:47:22 น.  

 
โห..กลอนข้างบน อ่านแล้วยิ้มเลยค่ะ

........


มาชวนจขบ.ไปลงคะแนนค่ะ

หนึ่งเสียงของท่านมีความหมาย...


โดย: นักล่าน้ำตก วันที่: 5 มิถุนายน 2552 เวลา:17:33:29 น.  

 
ขอบคุณคุณลุงบูลย์มากครับ ที่ฝากบทกลอนไว้ที่นี่
ผมแอบภูมิอกภูมิใจ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ จนคนข้างๆสังเกตเห็นครับ


โดย: Insignia_Museum วันที่: 5 มิถุนายน 2552 เวลา:20:32:23 น.  

 
มาส่งความคิดถึงยามเช้า

วันหยุดเสาร์อาทิตย์ จะคิดถึงบ้านนี้เป็นพิเศษค่ะ

ไม่รู้ทำไม...


โดย: นักล่าน้ำตก วันที่: 6 มิถุนายน 2552 เวลา:7:34:25 น.  

 
สมัยนี้ก็ยังมีอยู่ค่ะ ห้องสมุดต้องห้าม หลายโรงเรียนที่เอม เฟย์ไปเรียน ก็ห๊วงหวง

หนังสือในกรอบที่สองน่าสนใจทุกเล่มเลยค่ะ


โดย: จันทร์ไพลิน วันที่: 6 มิถุนายน 2552 เวลา:8:23:12 น.  

 
ดีใจที่ได้อ่าน

1 หนังสือบริจาคที่ส่งไปให้โรงเรียนหลายๆ แห่ง ก็ไปอยู่แบบนั้นเช่นกันครับ จนบางทีคิดว่าคนส่งไปให้จะรู้ไหมนะว่ามันถูกกักขัง บางที่ก็ไปวางล้มๆ ปกบูดเบี้ยวในชั้นหนังสือที่ถูกปกคลุมด้วยผืนฝุ่นของกาลเวลา

2 โชคดีที่ รร ที่ผมเคยเรียนมีทั้งห้องสมุด รร และห้องสมุดภาษาไทย ยืมได้เสรี แต่ว่าผมพอโตขึ้นมัธยมปลายเริ่มเกเรแล้ว อ่านน้อยลง




โดย: c (chaiwatmsu ) วันที่: 25 สิงหาคม 2552 เวลา:11:45:53 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Insignia_Museum
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 63 คน [?]




ความตั้งใจในการทำบล็อกเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เริ่มต้นด้วยการเขียนถึงถิ่นที่อยู่ในวัยเด็ก ต่อมาเป็นเรื่องเครื่องหมายต่างๆ เรื่องศิลปะ ภาพถ่ายในยุคก่อนๆ อาหารการกิน และอะไรต่อมิอะไรที่ประสบพบเห็น สนใจอะไรขึ้นมาก็อยากรู้ให้มากขึ้น กลุ่มเนื้อหาจึงแตกแขนงไปเรื่อยๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add Insignia_Museum's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.