|
O อุปาทานรูป .. O

คำมั่นสัญญา - Bird Thongchai
๑๔ 0 ชลพินธุรินภวะละหลั่ง นภะฝั่งก็พร่างไฟ ด้วยดาริกาสมะสมัย รุจิไล้ประโลมหลัว 0 เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก ขณะหมอกก็หม่นมัว เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น 0 คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย- ะประไพประภาพเพ็ญ ยามชายชม้ายพิศะก็เห็น นยะเต้นขจ่างตา . . ๘ 0 เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ 0 เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม 0 เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ? 0 คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์ 0 คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน ตาสบรูป .. ภพชาติจึงอาจทอน ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย 0 เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ 0 เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ? 0 จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร เมื่อเลศนัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง 0 แล้วนันทิ .. ก็ผลิเล่ห์เป็นเวทนา ยอ-อุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง แปร-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง เจตจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา 0 อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ? หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ? 0 ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน แล้วสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ 0 จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่ คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย กับรูปในห้วงฝันจากวันเพรง 0 เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้ 0 จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่ เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น 0 ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาด-วง 0 เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์ เริ่มเร้ารุกล่วงล้ำ-แทรกจำนง ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่างท้าทาย 0 เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย อุปาทานรูปธรรมก็กำจาย รับดวงเนตรที่ชม้ายเหลือบชายมา 0 สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง ในเงื่อนบ่วงห่วงละห้อยผู้คอยหา เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา ชี้, บัญชาสำทับไว้กับกาล 0 เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

0 เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน 0 ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง 0 เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง จึงเห็นเพชรน้ำร้อย .. นั้นลอยดวง พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา 0 แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา- รมณ์ .. ผู้อุปาทานกระหยับ แนบกับใจ 0 มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า 0 เพชรงามประกายพร่างฤาว่างเว้น จากแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า เมื่อเหลี่ยมเพชรเหลื่อมประกายต่อสายตา ใดอาจหยุดเสน่หาจากตาชาย ? 0 รูปนามเมื่อเคลื่อนฝัน .. เข้าบรรจบ ติณณภพก็ปริแยกจนแหลกสลาย ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว 0 ทุกองศาเก็จแก้วผ่องแผ้วอยู่ เคลื่อนงามสู่คล้ายจะพลอดให้กอดเกี่ยว หลังสบตา .. ยากจะแทนคือแขนเรียว ทั้งสองเหนี่ยวรั้งเอื้อ .. สานเยื่อใย 0 แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน อุ่นอาลัยล้อมรุม .. คอยสุมลน 0 แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน 0 เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร 0 คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน ที่แสงในแววตาผู้อาทร สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา 0 คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม 0 เหลี่ยมเพชรเหลื่อมงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์ รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น 0 เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว เหลือเพียงแก้วเพชรพราย .. ยังส่ายสั่น ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !



 . . .
| Create Date : 02 เมษายน 2569 |
|
0 comments |
| Last Update : 2 เมษายน 2569 12:48:38 น. |
| Counter : 34 Pageviews. |
|
 |
|