Group Blog
 
<<
เมษายน 2569
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
2 เมษายน 2569
 
All Blogs
 

O อุปาทานรูป .. O









คำมั่นสัญญา - Bird Thongchai



๑๔
0 ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
0 เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
0 คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย-
ะประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะก็เห็น
นยะเต้นขจ่างตา
.
.

0 เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
0 เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
0 เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
0 คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
0 คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาติจึงอาจทอน
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
0 เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
0 เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
0 จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่อเลศนัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
0 แล้วนันทิ .. ก็ผลิเล่ห์เป็นเวทนา
ยอ-อุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
แปร-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
เจตจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
0 อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
0 ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน
แล้วสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
0 จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย
กับรูปในห้วงฝันจากวันเพรง
0 เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
0 จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
0 ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาด-วง
0 เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกล่วงล้ำ-แทรกจำนง
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่างท้าทาย
0 เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
อุปาทานรูปธรรมก็กำจาย
รับดวงเนตรที่ชม้ายเหลือบชายมา
0 สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง
ในเงื่อนบ่วงห่วงละห้อยผู้คอยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาสำทับไว้กับกาล
0 เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !







0 เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
0 ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
0 เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นเพชรน้ำร้อย .. นั้นลอยดวง
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
0 แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานกระหยับ แนบกับใจ
0 มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
0 เพชรงามประกายพร่างฤาว่างเว้น
จากแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
เมื่อเหลี่ยมเพชรเหลื่อมประกายต่อสายตา
ใดอาจหยุดเสน่หาจากตาชาย ?
0 รูปนามเมื่อเคลื่อนฝัน .. เข้าบรรจบ
ติณณภพก็ปริแยกจนแหลกสลาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
0 ทุกองศาเก็จแก้วผ่องแผ้วอยู่
เคลื่อนงามสู่คล้ายจะพลอดให้กอดเกี่ยว
หลังสบตา .. ยากจะแทนคือแขนเรียว
ทั้งสองเหนี่ยวรั้งเอื้อ .. สานเยื่อใย
0 แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน
อุ่นอาลัยล้อมรุม .. คอยสุมลน
0 แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
0 เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
0 คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
0 คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
0 เหลี่ยมเพชรเหลื่อมงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
0 เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วเพชรพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !












.
.
.




 

Create Date : 02 เมษายน 2569
0 comments
Last Update : 2 เมษายน 2569 12:48:38 น.
Counter : 34 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 
Share to Facebook

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 152 คน [?]




Friends' blogs
[Add 's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.