happy memories
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2557
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
6 ธันวาคม 2557
 
All Blogs
 
ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา ๒๕๕๗ (๒)






ธันวาเดือนแห่งชัยไทยประเทศ
เปลว สีเงิน


ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวามหาราช ผมขอบวชวาจาสัก ๓ วันนะครับ

จะไม่เขียน-ไม่คุย ในเรื่องสร้างโทษ-สร้างโกรธ-สร้างเกลียด ให้เป็นที่ขุ่นข้องหมองใจซึ่งกันและกัน

ท่าน-ซึ่งเป็นคนอ่าน เมื่ออ่านตัวหนังสือปลอดสารกระตุ้นกิเลส ใจก็จะได้โล่ง-โปร่ง-สบาย....!

การได้สวมใส่เสื้อเหลือง และได้เปล่งวาจาถวายพระพรชัย "ด้วยใจโล่ง-ใจโปร่ง-ใจสบาย"

พระพรชัยที่เปล่งถวายอันถึงพร้อมด้วย กายบริสุทธิ์ วาจาบริสุทธิ์ และใจบริสุทธิ์ จะเพิ่มพูนพลังกล้าแข็ง และพลันสัมฤทธิผล

ในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาของปี ๒๕๕๗ นี้ ทางรัฐบาลประกาศเชิญชวนให้ประชาชนชาวไทยแต่งกายด้วยเสื้อสีเหลืองตลอดเดือนธันวาคม

เท่าที่สดับตรับฟัง ประชาชนด้วยใจที่พร้อมอยู่แล้ว ก็พร้อมใจตระเตรียมและจัดหาเสื้อเหลืองไว้ใส่กันคึกคัก

ดูเหมือน "ไข่ บูติก" นำหน้าก่อนเพื่อน แต่ไม่ว่าผลิตเสื้อเหลืองออกมากี่รุ่น-กี่แบบ พรึ่บหมด..พรึ่บหมด แต่คิวยังยาวพันสามรอบเขาพระสุเมรุ

ไม่ว่าเจ้าไหน ใคร ผลิตเสื้อเหลืองออกมา พรึ่บหมด..พรึ่บหมด เหมือนกัน!

นี่แสดงว่า เพียงจิตบริสุทธิ์น้อมนบในการกระทำเพื่อพระองค์ท่าน พระบารมีพระองค์นั้น จะเป็นสายธารก่อเกื้อคุณประโยชน์ หล่อเลี้ยง "ทุกคน-ทุกสถาน-ทุกประการ" โดยมิต้องสงสัย

"เหลืองสัญลักษณ์ในหลวง" อร่ามเรืองทั่วทั้งแผ่นดิน "ด้วยใจ" จริงๆ!

เห็นนายกฯ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา คณะรัฐมนตรี ภริยาคณะรัฐมนตรี ผบ.ทบ. "พลเอกอุดมเดช สีตบุตร" สวมชุดพระราชทานสีเหลืองเป็นทางนำแล้ว

ใจเป็นสุขครับ!

๕ ธันวาปีนี้ เราจะสวมเสื้อเหลืองไปร่วมกันถวายพระพร "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ที่ไหน?

หลายคนอาจถามไถ่กัน จะไปที่โรงพยาบาลศิริราช หรือที่บริเวณพระบรมมหาราชวัง หรือที่ไหน?

ไปพร้อมกันที่นี่ครับ....ทางสำนักพระราชวังออกหนังสือแจ้งถึง "พระราชกิจ" วันที่ ๕ ธันวาคม ให้ได้ทราบแล้ว ดังนี้

พระราชกิจ

พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พุทธศักราช ๒๕๕๗

วันศุกร์ที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๗

เสด็จออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย

เวลาเช้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ

โดยรถยนต์พระที่นั่งไปยังพระบรมมหาราชวัง เข้าทางประตูวิเศษไชยศรี

จากนั้นเวลา ๑o.๓o น. รถยนต์พระที่นั่งเทียบที่พระทวารเทเวศรรักษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ เข้าพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทรงยืนเฝ้าฯ ใกล้มุมเสาด้านซ้ายพระแท่นนพปฎลมหาเศวตฉัตร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นแท่นประทับบนพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ หน้าพระแท่นนพปฎลมหาเศวตฉัตร

(พร้อมแล้ว เจ้าพนักงานรัวกรับและเปิดพระวิสูตร ชาวพนักงานประโคมกระทั่งแตร มโหระทึก ทหารกองเกียรติยศถวายเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติฝ่ายละ ๒๑ นัด)

เมื่อสิ้นสุดเสียงประโคมแล้ว สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จออกยังหน้าพระแท่นนพปฎลมหาเศวตฉัตร กราบบังคมทูลพระกรุณาถวายพระพรชัยมงคลแทนพระบรมวงศานุวงศ์

(ต่อจากนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กราบบังคมทูลพระกรุณาถวายพระพรชัยมงคลตามลำดับ)

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัส จบ

(เจ้าพนักงานรัวกรับและปิดพระวิสูตร ชาวพนักงานประโคมกระทั่งแตร มโหระทึก ทหารกองเกียรติยศถวายเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี)

เสด็จฯ ลงจากพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ออกจากพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย

เสด็จฯ ประทับรถยนต์พระที่นั่งที่พระทวารเทเวศรรักษาพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ เสด็จพระราชดำเนินกลับ

ครับ นับเป็นข่าวน่าปลาบปลื้ม ตื่นเต้น ยินดี เมื่อทราบแล้ว ก็ไปกันตามเวลาและสถานที่ให้อร่ามเหลืองเนืองนองแผ่นดิน

แต่เพื่อความรอบคอบ เตรียมร่ม หรือเสื้อกันฝนไปด้วยก็น่าจะดี เพราะอ่านข่าวอากาศ ดูเหมือนระยะนี้จะมีทั้งหนาว-ทั้งฝนโปรยปราย

ดูอย่างเมื่อวานซิ (๒ ธ.ค.๕๗)......!

พอจบพิธี "กองทัพไทย" สวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตน เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาคม ของทหารรักษาพระองค์ เท่านั้นแหละ เทวดาฟ้าดินรับรู้

หลั่งฝนเป็นน้ำมนต์อวยชัยทันทีเลย!

ทีนี้ มาดูพระราชกิจช่วงบ่ายบ้าง เป็นดังนี้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ แทนพระองค์ พร้อมด้วยพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ไปทรงประกอบพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พุทธศักราช ๒๕๕๗ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เวลา ๑๗.๐๐ น.

วันที่ ๖ ธันวาคม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ แทนพระองค์ พร้อมด้วย พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงประกอบพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ณ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย เวลา ๑๐.๓๐ น.

สำหรับวันที่ ๘ ธันวาคม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ แทนพระองค์ พร้อมด้วย พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ไปยังศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา เพื่อให้คณะทูตานุทูตเข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล เวลา ๑๗.๓๐ น.

มาดูงานที่ "ภาครัฐ-เอกชน" จัดกันบ้าง ความจริงเริ่มกันมาตั้งแต่ ๓๐ พ.ย.ไปจนถึง ๕ ธ.ค.ที่สนามหลวงและราชดำเนินกลาง

และเย็นที่ ๕ ธ.ค.มีพิธีจุดเทียนชัยถวายพระพร ที่ท้องสนามหลวงดังทุกปี

ส่วนวันที่ ๓ ธ.ค. คือวันนี้ ตอน ๒ โมงเช้า ที่ทำเนียบรัฐบาล ภาครัฐ-เอกชน จัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน

ตอน ๙ โมงเช้า ที่สนามเสือป่า พระราชวังดุสิต นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็นประธานพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ ที่จะปฏิบัติหน้าที่เป็นข้าราชบริพารที่ดี และเป็นพลังของแผ่นดิน

อาทิตย์ที่ ๗ ธ.ค. มีงานสำคัญ ๒ งานที่ควรทราบ คือ

๑๕.๐๐ น. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ แทนพระองค์ ไปในพิธีตรึงหมุดธงชัยเฉลิมพล ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

และพระราชทานธงชัยเฉลิมพล ณ พระที่นั่งชุมสาย บริเวณสนามหน้าศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง

โดยกองบัญชาการกองทัพไทยและเหล่าทัพต่างๆ ดำเนินการ

ส่วนตอนค่ำ ๑๙.๐๐ น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปในงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีดำเนินการ

ครับ...นี่เป็นปฏิทินมงคลวันเฉลิมฯ คร่าวๆ ไปไหน-มาไหนจะได้ไม่หลงงาน!

ก่อนหลับ-ก่อนนอน สวดมนต์สวดพร สรรเสริญพระพุทธคุณ-ธรรมคุณ-สังฆคุณ รู้คุณบิดา-มารดา-ครูบาอาจารย์ รู้คุณแผ่นดิน คุณบรรพบุรุษผู้สร้างและรักษาแผ่นดินไทยผืนนี้ไว้ให้

และพระผู้เป็นนาถะของมวลชาวไทย คือ "ในหลวง" ของเราพระองค์นี้.



พระบรมสาทิสลักษณ์และข้อมูลจาก
คอลัมน์ "เปลว สีเงิน คนปลายซอย" นสพ.ไทยโพสต์ ๓ ธ.ค. ๒๕๕๗
เฟซบุคสาธิตรักในหลวง














กระแสพระราชดำรัสที่โลกรับฟัง
สุทิน วรรณบวร


“บ้านเมืองของเราเป็นสุขมาช้านาน เพราะเรามีความเป็นปึกแผ่นในชาติ และต่างบำเพ็ญกรณียกิจตามหน้าที่ให้สอดคล้องเกื้อกูลกัน เพื่อประโยชน์ร่วมกันของชาติ คนไทยทุกคนจึงควรตระหนักข้อนี้ให้มากและตั้งใจประพฤติปฏิบัติงานให้สมฐานะและหน้าที่ เพื่อให้สำเร็จประโยชน์ส่วนรวม เพื่อความมั่นคงปลอดภัยของชาติบ้านเมือง”

กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ที่ผ่านมานอกจากคนไทยทั้งประเทศรับใส่เกล้าใส่กระหม่อมแล้ว สื่อทั่วโลกนำไปเผยแพร่เพื่อเทิดพระเกียรติและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของกษัตริย์ผู้อยู่ในทศพิธราชธรรมแห่งสยาม

สื่อต่างประเทศทุกสำนัก พากันเผยแพร่งานเฉลิมพระชนมพรรษาครบรอบ ๘๖ ปีในหลวง ด้วยข้อความเทิดพระเกียรติพระองค์ท่านว่า เพราะบารมีของในหลวง ทำให้ความรุนแรงทางการเมืองที่มีท่าทีว่าจะเป็นกลียุคเมื่อสองวันก่อน กลับสงบร่มเย็นเป็นปกติอย่างปาฏิหาริย์ เมื่อถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษาผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลพักความเคลื่อนไหวชั่วคราว ตำรวจที่เคยปะทะกับผู้ชุมนุมราวกับสงครามย่อม ๆ ด้วยแก๊สน้ำตาและกระสุนยาง วางอาวุธชั่วคราว ออกมาจับมือกอดคอกับผู้ชุมนุมเพื่อรอฟังกระแสพระราชดำรัสของในหลวง

สื่อต่างประเทศรายงานต่อไปว่า ถึงแม้พระองค์ท่านไม่ได้มีกระแสพระราชดำรัสถึงการชุมนุมประท้วงรัฐบาลโดยตรง แต่กระแสพระราชดำรัสสั้น ๆ ของพระองค์ท่าน ก็เตือนสติให้เกิดความสามัคคี ปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

เป็นที่น่าสังเกตว่าสื่อต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อตะวันตกที่กำลังละเลงข่าวสร้างภาพให้ผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้เป็นผู้ร้ายเป็นพวกขี้แพ้ชวนตี เป็นพวกคลั่งนิยมความรุนแรง หยุดการใส่ร้ายประชาชนได้เพียงสองวัน แต่ทันทีที่ประชาชนนับล้านคนออกมาแสดงพลังมวลมหาประชาชนเต็มท้องถนนแทบทุกสายในกรุงเทพฯ สื่อตะวันตกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำนักข่าวเอพี โจมตีให้ร้ายประชาชนหนักกว่าเก่าอีก

สำนักข่าวเอพีรายงานว่า การแสดงพลังครั้งสุดท้ายของผู้ชุมนุมที่มีความสัมพันธ์กับพรรคประชาธิปัตย์จำนวน ๑๕o,ooo คน ใช้กำลังล้อมทำเนียบรัฐบาลส่อเค้าว่า จะก่อความรุนแรงขึ้นมาอีกครั้ง เหมือนที่เคยก่อความรุนแรงในการชุมนุมเมื่ออาทิตย์ก่อน ซึ่งทำให้คนตาย ๕ คน และได้รับบาดเจ็บเกือบสามร้อยคน สำนักข่าวเอพี อ้างคำพูด พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย ว่า ถึงแม้ผู้นำการชุมนุมอ้างว่าประท้วงโดยสันติแต่ก็มีผู้ชุมนุมที่ใช้หมวกไอ้โม่งคลุมหน้ายิงลูกเหล็กใส่ตำรวจที่ปราศจากอาวุธ ใช้ก้อนหินก้อนอิฐขว้างปาทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ

สำนักข่าวแห่งนี้พยายามเสนอข่าวว่า ผู้ชุมนุมก่อความรุนแรง เพื่อให้อเมริกาและประเทศตะวันตกมองผู้ชุมนุมเป็นผู้ร้ายสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลที่จะส่งกำลังเข้ามาปราบปรามประชาชน

สำนักข่าวเอพีละเลงข่าวต่อไปว่า เพื่อถอดชนวนความรุนแรงนางสาวยิ่งลักษณ์ยอมยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนโดยจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้นำการชุมนุมไม่ยอมรับ ผู้ชุมนุมยืนยันที่จะล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของนางสาวยิ่งลักษณ์ให้ได้ แล้ววางแผนจะตั้งรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง อ้างว่ามาจากสภาประชาชนขึ้นมาบริหารประเทศแทน “ซึ่งมองไม่เห็นทางว่าสภาประชาชนจะตั้งขึ้นได้อย่างไร”

ทั้งหมดที่เล่ามาเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่สำนักข่าวเอพี พยายามละเลงข่าวใส่ร้ายผู้ชุมนุมและสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ตลอดมา การเสนอข่าวสำนักข่าวแห่งนี้มีความสัมพันธ์กับการยัดเยียดข้อมูลใส่ร้ายผู้ชุมนุมที่มาจากกลุ่มล็อบบี้ยีสต์ในวอชิงตันที่ประสานกับบริษัทประชาสัมพันธ์ระดับโลกที่รับจ้างทุนสามานย์มาทำลายชื่อเสียงประเทศไทยและผู้คนที่ต่อต้านทุนสามานย์ ล็อบบี้ยีสต์กลุ่มนี้มีอิทธิพลแทรกเข้าไปถึงสภาคองเกรส เข้าถึงจุดศูนย์กลางของอำนาจในทำเนียบขาว

ความหายนะที่เกิดขึ้นในประเทศอิรัก ในอียิปต์ ในซีเรีย ในอัฟกานิสถาน ในเลบานอน ในปาเลสไตน์และอื่น ๆ อีกหลายประเทศทั่วโลก ล้วนมาจากอิทธิพลการบิดเบือนข่าวของล็อบบี้ยีสต์และบริษัทประชาสัมพันธ์กลุ่มนี้ที่สร้างภาพความชั่วร้ายให้กับฝ่ายที่ไม่ได้ให้ประโยชน์แก่อเมริกาหรือทำให้อเมริกาเสียผลประโยชน์

อย่างไรก็ตามท่ามกลางความชั่วร้ายยังมีสื่อต่างประเทศบางสำนักที่รายงานข่าวเป็นกลางอยู่บ้าง ถึงแม้จะไม่ได้เข้าข้างผู้ชุมนุม ก็รายงานความชั่วร้ายของระบอบทักษิณ เช่น สำนักข่าวดีพีเอ ของเยอรมนี ดีพีเอรายงานข่าวตามความเป็นจริงว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่ฝ่ายผู้ชุมนุมต่อต้านไม่ยอมรับและยืนยันจะประท้วงต่อไป ดีพีเอ ได้บรรยายให้เห็นว่า ฝ่ายผู้ชุมนุมมีความชอบธรรมที่จะล้มล้างขุดรากถอนโคนระบอบทักษิณ เพราะทักษิณโกงประเทศชาติประชาชนแล้วหนีคุกไปอยู่ต่างประเทศ

ประชาชนโกรธแค้นที่นางสาวยิ่งลักษณ์พยายามออกกฎหมายล้างผิดให้พี่ชาย และไฟแห่งความโกรธแค้นก็รุนแรงขึ้น เมื่อรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่า มีความผิดจากการปลอมแปลงเอกสารในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ความผิดเพราะลงคะแนนแทนกันในการลงมติรับหลักการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการแก้รัฐธรรมนูญขัดต่อหลักการคานอำนาจในระบอบประชาธิปไตย

สำนักข่าวดีพีเอ ยังรายงานต่อไปว่า แทนที่จะยอมรับคำตัดสินของศาลรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ กลับท้าทายระบบคานอำนาจ โดยการปฏิเสธไม่ยอมรับการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเหตุให้ผู้ชุมนุมอ้างความชอบธรรมที่จะล้มล้างรัฐบาลของเธอ เพราะถือว่ารัฐบาลเป็นขบถเสียเอง รัฐบาลหมดความชอบธรรมที่จะบริหารประเทศต่อไป เพราะนักกฎหมายลงความเห็นตรงกันว่ารัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์เป็น รัฐบาลเถื่อน ไปแล้ว

ส่วน สำนักข่าวรอยเตอร์ก็ได้ให้ความเป็นธรรมแก่ฝ่ายผู้ชุมนุมในประเด็นที่เสนอข่าวว่า การชุมนุมใหญ่ที่ประชาชน ๑๕o,ooo คน ดำเนินไปด้วยความสงบรื่นเริงเหมือนงานเทศกาล ตำรวจวางอาวุธประชาชนที่ล้อมทำเนียบอยู่หลายหมื่นคน ก็ไม่ได้บุกรุกเข้าไปในสถานที่ราชการต่างกับเมื่อสองสามวันก่อนที่การชุมนุมประท้วงเต็มไปด้วยความรุนแรง แล้วสำนักข่าวรอยเตอร์ก็เสนอข่าวตามความเป็นจริงว่านางสาวยิ่งลักษณ์ ยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่ฝ่ายผู้ชุมนุมไม่ยอมรับ ยืนยันจะชุมนุมต่อไปจนกว่าจะโค่นระบอบทักษิณลงให้ได้

ประเด็นสำคัญที่สุดซึ่งสื่อต่างประเทศมองข้าม คือเรื่องที่รัฐบาลไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเหตุให้รัฐบาลกลายเป็นรัฐบาลเถื่อนเพราะขบถต่อรัฐธรรมนูญ

ในท่ามกลางกระแสความชั่วร้ายที่ล็อบบี้ยีสต์ผ่านชุดความคิดมาประสานกับข้อมูลจากรัฐบาลเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้นางสาวยิ่งลักษณ์และสร้างความเสียหายให้กับผู้ชุมนุม แต่ยังมีสื่อต่างประเทศบางส่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อจากโลกมุสลิม ที่เสนอแง่มุมความจริงที่สื่อตะวันตกมองข้ามเช่น Press TV ของสาธารณรัฐอิหร่าน ได้เสนอข่าวว่า กองกำลังเถื่อนจากประเทศกัมพูชาที่รับจ้างทักษิณมาสร้างความวุ่นวายในประเทศไทยเมื่อปี ๒๕๕๓ ทหารรับจ้างเขมรกลุ่มนี้ถูกส่งเข้ามาในประเทศไทยอีกและปะปนอยู่กับการชุมนุม พร้อมที่จะลุกขึ้นมาสร้างความวุ่นวาย ทหารรับจ้างเหล่านี้แหละที่จะเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงต่อการชุมนุมประท้วงรัฐบาลในกรุงเทพฯ

ส่วนข่าวที่รัฐบาลส่งกองกำลังชุดดำเข้ามาปะปนผู้ชุมนุมและเตรียมสร้างความวุ่นวาย รวมถึงการฆ่านักศึกษาในมหาวิทยาลัยรามคำแหงเมื่อวันที่ ๒ ธันวาคมที่ผ่านมา ถูกเผยแพร่ออกมาโดยโกลบอลรีเสิร์ทซึ่งเป็นคลังสมองของประเทศแคนาดา แต่เป็นที่น่าแปลกใจที่สื่อกระแสของประเทศตะวันตกไม่นำเสนอเรื่องนี้เลย

อย่างไรก็ตามขบวนการล็อบบี้ยีสต์และบริษัทประชาสัมพันธ์ที่รับจ้างทุนสามานย์มาทำลายชื่อเสียงผู้ชุมนุมและประเทศไทย กำลังถูกท้าท้ายโดยสื่อสังคมออนไลน์ซึ่งได้รับการเชื่อถือจากประชาชนมากกว่า กระแสอาหรับสปริงประสบความสำเร็จเพราะสื่อสังคมออนไลน์ ในประเทศไทยท่ามกลางการบิดเบือนของสื่อตะวันตกและสื่อหลักในประเทศ แทนที่พลังของประชาชนจะลดน้อยถอยลง พลังของมหาประชาชนกลับเข้มแข็งขึ้นเป็นประวัติการณ์ ที่มีประชาชนนับล้านคนลุกฮือขึ้นมาชุมนุมต่อต้านโค่นล้มรัฐบาลทรราช โดยการสื่อสารกันผ่านสื่อสังคมออนไลน์ดังนั้นประชาชนจึงอุ่นใจได้ว่า

ล็อบบี้ยีสต์และบริษัทประชาสัมพันธ์ที่มีอิทธิพลสูงต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคสงครามเย็น กำลังจะตายไปกับกระแสความตื่นรู้ของประชาชนที่มาพร้อมกับสื่อกระแสใหม่ที่เรียกกันว่าสื่อสังคมออนไลน์


จากคอลัมน์ "วิภาคสื่อเทศ วิเทศสื่อไทย"
นสพ.แนวหน้า ๑๒ ธ.ค. ๒๕๕๖











กราบพระบาท 'ในหลวง' ของปวงชน
จิตกร บุษบา


เวลาดึกของคืนวันศุกร์ที่ ๓ ตุลาคม มีรายงานข่าวแต่เพียงสั้น ๆ ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ จากหัวหิน มายังศิริราชพยาบาล

คืนนั้นทั้งคืน จนกระทั่งตลอดครึ่งวันของวันเสาร์ที่ ๔ ตุลาคมเฟซบุ๊คของประชาชนชาวไทย ต่างพร้อมใจกันอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมคำถวายพระพร และคำที่แสดงออกซึ่งความรักความห่วงใยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แสดงให้เห็นถึงความรักและห่วงที่มีอยู่อย่างล้นพ้น

ผมเองจัดรายการวิทยุชื่อ “ฉันรักวันหยุด” เวลา ๑๔.oo-๑๕.oo น. ทางคลื่น ๙๒.๒๕ ก็ได้เปิดเพลง “สดุดีมหาราชา” กับเพลง “เดินตามรอยเท้าพอ” เพื่อเติมกำลังใจ แสดงความเทิดทูน และบำรุงขวัญแก่ผู้ที่กำลังกระวนกระวายคอยข่าวจากสำนักพระราชวัง

นอกจากนี้ ยังได้ชักชวนผู้ฟัง มาร่วมทำบุญตักบาตรพระเณร ๑oo รูป เพื่อถวายกุศลที่ร่วมกันบำเพ็ญนั้น แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เป็นกิจกรรมที่ทำมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ ๓ ย่างปีที่ ๔ แล้วณ วัดเครือวัลย์วรวิหาร (พระอารามหลวง) ถนนอรุณอัมรินทร์ โดยกำหนดทำในทุกวันอาทิตย์แรกของแต่ละเดือน ด้วยการถวายภัตตาหารเช้าแด่พระเณร ๑oo รูป (จากวัดเครือวัลย์ฯ กับวัดโมลีโลกยารามวรวิหาร พระอารามหลวง) และตักบาตรอาหารแห้งพระเณรทั้ง ๑oo รูปนั้น

อีกทั้งได้ร่วมกันระดมปัจจัย จัดสร้างอาคารโมลีปริยัตยากรเฉลิมพระเกียรติ ณ วัดโมลีโลกยารามไว้ ใกล้จะแล้วเสร็จแล้ว เป็นอาคารอเนกประสงค์ เพื่อการศึกษาและการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาของพระภิกษุสามเณรและญาติโยมทั้งหลาย

โดยในวันอาทิตย์ที่ ๒ พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณฯ อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานไปทอดถวายยังวัดโมลีโลกยาราม เวลา ๑๔.oo น. อีกด้วย ท่านใดจะมาร่วมบุญกัน ก็ขอเรียนเชิญผ่านคอลัมน์นี้ด้วยเลย ท่านใดมาร่วมบุญกันมิได้ ก็ร่วมทำบุญได้ ผ่านบัญชี วัดโมลีโลกยาราม (กฐินพระราชทาน ประจำปี ๒๕๕๗) ไทยพาณิชย์ สาขาถนนอิสรภาพ ออมทรัพย์ เลขที่ ๑o๗-๒๒๒๑๕o-๗ ใครโอนแล้ว ประสงค์จะรับอนุโมทนาบัตร (ใช้ลดหย่อนภาษีได้ตามกฎหมาย) ส่งใบโอนและที่อยู่มาที่เมล์ narong_ting@yahoo.com

ในรายการนั้น ผมยังกระตุ้นเตือนเพื่อนร่วมชาติว่า นี่เป็นเวลาที่คนไทยต้องแสดงออกในสิ่งที่มากกว่าความรักและความเป็นห่วง ด้วยการเจริญตามรอยพระยุคลบาท กล่าวคือ

๑) ต้องมีความรักในแผ่นดินผืนนี้และเพื่อนร่วมชาติ

๒) เมื่อมีความรักแล้ว จะมองเห็นปัญหาหรือความทุกข์ของผู้คนที่อยู่ร่วมกันบนผืนแผ่นดินนี้

๓) เมื่อเห็นความทุกข์ร้อน เห็นปัญหาของประชาชนและประเทศชาติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงถือเป็นธุระ จะทรงศึกษาปัญหา และทรงหาหนทางเยียวยาแก้ไข ทั้ง ๆ ที่มิใช่ปัญหาของพระองค์เอง

๔) ยกตัวอย่างเช่น เมื่อทรงรับรู้ว่า ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้บางส่วนมีปัญหาจากสภาพที่ดินที่เป็นป่าพรุ น้ำท่วมขัง ดินเปรี้ยว ก็ทรงศึกษาปัญหา ทรงทดลองค้นคว้าหาทางแก้ และเกิดเป็นโครงการ “แกล้งดิน” ขึ้น จนสามารถแก้ไขปัญหาได้ ทำให้ราษฎรกลับมาใช้ประโยชน์จากที่ดินที่ตนเองมี เพื่อการเพาะปลูก ยังชีพ มีรายได้ และอยู่ได้ นี่ก็เพราะทรงรักและห่วงในทุกข์ของผู้อื่น

๕) ที่จังหวัดชุมพร ระหว่าง วันที่ ๑๘-๒๒ สิงหาคม ๒๕๔o เกิดพายุโซนร้อนซีต้า พัดขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ผ่านไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือของไทย อิทธิพลของพายุโซนร้อนซีต้าทำให้ฝนตกหนักมากทั่วทุกพื้นที่ของจังหวัดชุมพร น้ำในคลองต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมฉับพลันในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตเมืองชุมพร น้ำท่วมมีระดับสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาวชุมพร ตามมาด้วยอีกสามเดือนต่อมาในเดือนพฤศจิกายน ในปีเดียวกันนั้น กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนว่า “พายุลินดา” ซึ่งเป็นพายุที่มีลักษณะการก่อตัวบริเวณเดียวกันกับพายุเกย์ และพยากรณ์ว่าจะมีความรุนแรงใกล้เคียงกัน จะขึ้นฝั่งบริเวณจังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นวาระครบรอบ ๘ ปี แห่งการเกิดมหาวาตภัยไต้ฝุ่นเกย์พอดี สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวชุมพรอย่างยิ่ง เพราะเพิ่งประสบอุทกภัยอย่างรุนแรงผ่านมาเพียง ๓ เดือน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นห่วงถึงความเดือดร้อนของราษฎรชาวชุมพร ทรงเร่งรัดให้ทำการขุดคลองหัววัง-พนังตัก ให้แล้วเสร็จ เพื่อสามารถระบายน้ำลงสู่ทะเลได้ก่อนที่พายุจะขึ้นฝั่ง

จังหวัดชุมพรเป็นเส้นทางพายุพัดผ่าน ในเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนธันวาคมของทุกปี พายุโซนร้อนที่เกิดในมหาสมุทรแปซิฟิก ทะเลจีนใต้ จะมีแนวโน้มเคลื่อนตัวเข้ามาในอ่าวไทย จังหวัดชุมพรจึงเป็นพื้นที่เสี่ยงที่จะมีพายุพัดเข้า

ที่รุนแรงที่สุดคือ ครั้งที่มหาวาตภัยใต้ฝุ่นเกย์พัดเข้าชุมพรในวันที่ ๔ พ.ย. ๒๕๓๒ สร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างมาก พายุมีความเร็วลม ๑๕o กม./ชม. มีประชาชนเสียชีวิต ๔๔๖ คน บ้านเรือนเสียหาย ๔๑,๒o๘ หลังปี ๒๕๔o พายุโซนร้อนซีต้าสร้างความเสียหายให้แก่ จ.ชุมพร กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนว่าพายุลินดา จะขึ้นฝั่งอีกในปีเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยความเดือดร้อนของชาวชุมพร

เมื่ออุตุนิยมวิทยาได้ประกาศเตือนการก่อตัวของพายุ “ลินดา” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้เร่งขุดคลองหัววัง-พนังตัก ให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม ๒๕๔o เพื่อระบายน้ำจากแม่น้ำท่าตะเภา ที่บ้านหัววัง ลงสู่ทะเลที่อ่าวพนังตัก ซึ่งคลองดังกล่าวกรมชลประทานได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๖ แต่ยังไม่แล้วเสร็จคงเหลือระยะทางอีก ๑,๔๖o เมตร จึงได้พระราชทานพระราชทรัพย์ผ่านมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นเงิน ๑๘ ล้านบาท=การก่อสร้างประตูระบายน้ำแล้วเสร็จและขุดคลองหัววัง – พนังตัก ทะลุลงทะเลได้ในวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๔o ก่อนที่พายุลินดาจะเข้าเพียง ๑ วัน ในระหว่างการขุดคลองพระองค์ทรงทราบความเดือดร้อนของราษฎรบ้านนาชะอัง หูรอและพนังตัก ที่ถนนเข้าออกหมู่บ้านถูกตัดขาด จึงพระราชทานพระราชทรัพย์ ๘oo,ooo บาท ให้ก่อสร้างทางเบี่ยงและ พระราชทานชื่อว่า “ถนนราชประชาร่วมใจ”

ในครั้งนั้น ชาวชุมพรรอดพ้นจากอุทกภัย ด้วยพระปรีชาญาณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์ได้มีพระราชดำรัส เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔o ว่า “...สิบแปดล้านกว่า ก็น่าจะคุ้มค่า เป็นการประหยัดของประชาชน ทั้งเป็นการประหยัดเงินของราชการด้วย... น้ำจึงไม่ท่วมแม้จะมีพายุมาอย่างหนัก จึงเป็นชัยชนะที่ใหญ่หลวงของมูลนิธิชัยพัฒนา มูลนิธิชัยพัฒนาจึงมีผลงานสมชื่อ...” (ที่มา : พิทักษ์ ธเนศถาวรกุล ผู้จัดการศูนย์เรียนรู้ตามศาสตร์
พระราชา โครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามพระราชดำริ)

๖) ยายซุบ สามร้อยยอด เป็นหญิงชาวบ้านวัย ๗o แห่งบ้านคุ้งโตนด อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่ล่วงเลยมานาน จากการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรบ้านคุ้งโตนด อำเภอกุยบุรี ที่ไม่เพียงทำให้หมู่บ้านที่ยากจน ล้าหลัง ไม่มีแม้ถนนที่จะติดต่อกับโลกภายนอก ได้มีชีวิตที่ดีขึ้น หากแต่การเสด็จพระราชดำเนินในครานั้นได้ทำให้หญิงคนหนึ่งมีชีวิตยืนยาวต่อมาด้วย


# สมัยยังสาวยายเคยไปรับเสด็จในหลวงใช่ไหม ?

ยาย-ใช่ ตอนนั้นไปรับเสด็จที่ตีนถ้ำไทรในหมู่บ้านเรานี่แหละ ท่านเสด็จฯ มาทางเหนือ ไอ้เราป่วยเป็นไส้ติ่ง ปวดท้องมาครึ่งเดือนแล้ว แต่ไม่รู้หรอกนะตอนนั้นว่าเป็นไส้ติ่ง ปวดท้องนอนซม คนในบ้านบอกในหลวงจะมา เราก็อยากเห็น อยากไปรับเสด็จ แต่ปวดท้องจนเดินไม่ไหว


# เดินไม่ไหว แล้วไปยังไง ?

ยาย-ก็ให้คนหามไป ใส่เกวียนไปเลย


# ทำไมถึงเลือกไปเฝ้าฯในหลวง ไม่ไปหาหมอ ?

ยาย-ไม่รู้สิ คืออยากเห็นตัวจริง ๆ ใกล้ ๆ นะ คิดในใจว่ายอมตายได้ แต่ขอไปรับเสด็จก่อน แลกตัวแลกชีวิตกันเลย พูดง่าย ๆ ว่าวัดดวงเอาเลย อีกอย่างตอนนั้นถ้าเราไปหาหมอก็ลำบาก เพราะน้ำแห้งเรือเครื่องก็ไม่มี ถ้าไปก็คงไปไม่ถึง มันคงจะตายก่อน


# แล้วตอนนั้นได้ถวายอะไรท่านบ้างไหม ?

ยาย-ยกมือพนมยังจะไม่ไหวเลย จะให้ถวายอะไรอีก (หัวเราะเสียงดัง)


# แล้วได้เห็นท่านไหม ?

ยาย-ก็ ได้เห็นท่านอยู่ แต่ก็เห็นห่าง ๆ แล้วก็เห็นไม่นานเพราะว่าพระองค์ท่านต้องเสด็จฯ ไปที่ตีนเขาอีกลูกคนละฟาก ทรงไปดูเรื่องที่จะระเบิดเขาทำทางเข้าออกหมู่บ้าน


# ไส้ติ่งเรากำลังจะแตก แล้วรอดมาได้อย่างไร เกิดอะไรขึ้น ?

ยาย-ตอนนั้นไส้ติ่งกำลังจะแตก เงินสักบาทก็ไม่มีติดตัว พอดีว่าพระราชินีท่านทรงเยี่ยมเยียนราษฎร แล้วทอดพระเนตรเห็นเรานั่งหน้าซีด พิงเพื่อน คือได้ตอนนั้นมันไม่ไหวจริง ๆ ท่านทอดพระเนตรเห็นก็คงสังเกตได้ว่าอาการเราไม่ดี พระองค์ก็ถามว่า เป็นอะไร? ท่านบอกให้พูดธรรมดาก็ได้ เราบอกว่าเจ็บท้องพระองค์ท่านตรัสถามต่อว่า เจ็บมากี่วันแล้ว? เราก็บอกว่า เจ็บมาครึ่งเดือนเห็นจะได้ ท่านก็เลยบอกให้หมอที่มาด้วยตรวจดู


# แล้วหมอว่ายังไง ?

ยาย-หมอบอกว่าไส้ติ่งกำลังจะแตก พอหมอบอกอยางนั้น พระองค์ท่านก็ทรงติดต่อไปที่ในหลวงซึ่ง ทรงอยู่ที่ตีนเขาอีกลูก


# รู้ได้ยังไงว่าสมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงติดต่อไปที่ในหลวง?

ยาย-รู้สิ เพราะเห็นในหลวง พระองค์ท่านทรงวิ่งจากตีนเขาลูกโน้นมาเลย ห่างกันถึง ๑ กิโล


# รู้สึกอย่างไรบ้างในตอนนั้น?

ยาย-ดีใจ แล้วก็ปลื้มใจแบบมาก ๆ ไอ้ตอนแรกคิดว่ากำลังจะตายนี่ คิดว่าตัวเองรอดแน่ มันมีกำลังใจ คิดว่าขนาดพระเจ้าแผ่นดินยังเอาใจใส่เราขนาดนี้ เราจะตายไม่ได้


# พอในหลวงเสด็จมาถึง ท่านตรัสว่าอย่างไรหรือไม่?

ยาย-ท่านให้เอา ฮ. มารับ ท่านตรัสว่า เดี๋ยวเราจะกลับทางเรือเอง ให้เอาคนไข้ไปส่งก่อน พอพระองค์ท่านตรัส หมอสองคนก็หิ้วปีกเราไป ในหลวงท่านทรงเมตตาเราไปจนถึงเครื่อง พอเราขึ้นไปก่อนที่ประตู ฮ. จะปิด เราก็มองลงมาเห็นในหลวง ท่านทรงโบกพระหัตถ์ เราซาบซึ้งมาก ยิ่งบอกตัวของเราเลยว่าเราจะตายไม่ได้


# ถ้าไม่มีในหลวงในวันนั้น ก็ต้องตายแน่?

ยาย-แน่นอน ไม่ต้องอะไรหรอก หมอบอกว่า มาช้ากว่านี้แค่ ๒-๓ นาที ก็ไม่รอดแล้ว แล้ววันนั้นอย่างที่บอกว่าเรือเครื่องก็ไม่มี น้ำก็แห้ง ไม่รู้ใช้เวลาครึ่งวันจะเดินทางไปถึงโรงพยาบาลหรือเปล่า ถ้าในหลวงไม่เสด็จมาที่นี่ วันนั้นก็ตายแน่ ตายทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นอะไรตาย


# เหมือนกับได้ชีวิตใหม่?

ยาย-ใช่ ชีวิตทุกวันนี้ถึงฉันแก่แล้ว แต่เมื่อนึกถึงวันนั้นทีไรรู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่ทุกที ตอนนั่งดูโทรทัศน์ เวลาเห็นท่าน เราก็จะพนมมือไหว้ตลอด รู้สึกว่าท่านได้มอบชีวิตใหม่ให้กับเรา


# หลังจากวันนั้นแล้วเป็นอย่างไร?

ยาย-ไม่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่านอีกเลย ถ้าเรามีโอกาส จะขอเข้าไปกราบแทบพระบาทเลย สิ่งที่พระองค์ท่านทรงช่วยเหลือเราไว้ เป็นความซาบซึ้งที่สุดในชีวิตแล้ว คิดดูสิโลกนี้จะหากษัตริย์อย่างท่านได้ที่ไหน เราเป็นแค่ชาวบ้านจน ๆ แต่ท่านห่วงเราเหมือนเราเป็นลูกพระองค์ท่าน ทรงห่วงเราเหมือนที่เราห่วงลูก ท่านทรงเสียสละแม้กระทั่งของส่วนพระองค์ ทรงยอมลำบากกลับทางเรือเพื่อคนอย่างเรา พูดตรง ๆ ว่าสิ่งที่พระองค์ทรงทำให้ฉันตายแล้ว
เกิดใหม่อีกสิบชาติก็ทดแทนไม่หมด


# กลับมาบ้านแล้ว เป็นอย่างไร?

ยาย-ตอนที่ออกจากโรงพยาบาลใหม่ ๆ พระองค์ท่านก็ส่งเงินมาให้อยู่ถึง ๑ ปี ครั้งละ ๓-๕ พันบาท ส่งมาหลายครั้งอยู่ เรารู้เพราะว่าใส่ซองสีขาวประทับตราสำนักพระราชวัง จากเหตุการณ์นั้นทำให้เรารักในหลวงของเรามาก แล้วทุกวันนี้ก็ยังน้อยใจตัวเองอยู่ว่า เวลาที่ท่านป่วย เราก็ไม่มีเงินไปเฝ้า ไปแสดงความจงรักภักดีกับท่าน ได้แต่ร้องไห้อยู่กับบ้าน นั่งร้องไห้ทุกวัน ดูข่าวทุกวันไม่เคยเว้นเลย ฉันอายตัวเองว่า ในขณะที่ท่านให้ชีวิตใหม่กับเรา แต่เราช่วยอะไรท่านไม่ได้เลย

ผมหยิบเรื่องเหล่านี้มาเล่า เพื่อให้เราตระหนักว่า ความรักที่เรามีต่อพระองค์ท่านเสมอมา เป็นแต่เพียง “ความรัก” ทว่า ความรักที่พระองค์ท่านทรงมีต่อพวกเรา ปวงชนชาวไทย เป็นมากกว่าความรัก ส่วนจะเป็นอะไร อย่างไร และต่อจากนี้เราควรจะทำอย่างไรเพื่อเดินตามรอยพระยุคลบาท ก็จงคิดกันต่อไปเถิดแต่อย่าให้เป็นแค่ “ความรัก” ที่ไม่แตกดอกออกผลเป็นการกระทำใด ๆ อย่างที่เคยเป็นมานั้นเลย


จากคอลัมน์ "เส้นใต้บรรทัด"
นสพ.แนวหน้า ๕ ต.ค.











อยากให้ทั้งปีมีแต่วันที่ ๕ ธันวาคม
ประภัสสร เสวิกุล


คำพูดที่ได้ยินกันมากในช่วงวันที่ ๕ ธันวาคม ก็คือ อยากให้ทุก ๆ วันในประเทศไทยเป็นเช่นวันนี้ วันที่มีความสุขกับการชื่นชมพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่อาบอุ่นด้วยความรักและมุ่งหมายในสิ่งเดียวกัน นั่นคือถวายความจงรักภักดีและความตั้งใจที่จะเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” ยามที่รถพระที่นั่งเคลื่อนผ่านไป แม้หลายต่อหลายคนจะถวายพระพรอยู่หน้าจอโทรทัศน์ แต่จิตใจและความรู้สึกที่มีต่อพระองค์ย่อมมิได้แตกต่างจากผู้ที่เฝ้ารอรับเสด็จอยู่สองข้างทางแม้แต่น้อย
            
วันที่ ๕ ธันวาคม เป็นวันที่ภาพของความขัดแย้ง และความรุนแรง เลือนหายไปชั่วขณะ ราวกับไม่เคยมีเรื่องราวร้าวฉานเกิดขึ้นในสังคมนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้กรุงเทพฯ มีประชาชนเรือนล้านร่วมชุมนุมต่อต้านการกระทำที่ไม่ถูกไม่ต้องของรัฐบาล มีการเผชิญหน้ากันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีการตั้งเวทีของกลุ่มคนที่มีความคิดแตกต่างกัน และมีการใช้อาวุธทำร้ายกันถึงขั้นบาดเจ็บและเสียชีวิต จนหลายประเทศประกาศเตือนพลเมืองของตนให้งดเว้นการเดินทางเข้ามาประเทศไทย      
      
วันที่ ๕ ธันวาคม เป็นวันที่ทุกฝ่ายพยายามหลีกเลี่ยงการโต้เถียงกันในเรื่องการเมืองและความขัดแย้ง เป็นวันที่เฟซบุ๊กมีแต่พระบรมฉายาลักษณ์ พระบรมสาทิสลักษณ์ และภาพความรักความผูกพันของลูกกับพ่อ รวมทั้งถ้อยคำอันรื่นหู เป็นมงคล เป็นวันที่ไม่มีเสียงนกหวีด เสียงกระหึ่มของลำโพง มีแต่เสียงเพลงพระราชนิพนธ์ที่ชโลมจิตใจที่รุ่มร้อนและแห้งผากของพสกนิกรให้เยือกเย็นและชุ่มชื่น มีความฝันที่แจ่มใส และความหวังที่เรืองรอง ขึ้นมาอีกครั้ง
           
ผมเชื่อว่าคนไทยแทบทุกคนตระหนักดีว่า ความสุขและความสงบในวันที่ ๕ ธันวาคม เป็นเพียงความราบเรียบของท้องทะเลก่อนที่จะเกิดพายุใหญ่ ไม่มีใครสามารถคาดการได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทยหลังวันที่ ๕ ธันวาคม ปีนี้ และต่างก็คาดเดาไปต่างๆ นานา บางคนเชื่อว่า ในวันที่ ๙ ธันวาคม ซึ่งจะมีการชุมนุมใหญ่เกิดขึ้นอีกครั้งเพื่อขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ อาจนำไปสู่จุดแตกหักเพื่อล้มล้างระบอบทักษิณ แต่บางกระแสก็กล่าวว่ารัฐบาลจะชิงยุบสภาก่อน เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในการเลือกตั้ง ซึ่งก็จะต้องเผชิญกับการที่ประชาชนจะไม่ยอมรับ แล้วเกิดการใช้กำลังขึ้น-ทั้งสองกรณีล้วนแต่เป็นเรื่องที่ต้องมีการเสียเลือดเนื้อและชีวิตของคนไทยด้วยกันเอง และความเสียหายอย่างประเมินค่ามิได้ต่อบ้านเมือง
          
คนไทยในขณะนี้นั้น ไม่ได้มีความเชื่อถือในตัวของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์และคณะรัฐมนตรี และถึงขีดที่ไม่อาจอดทนกับพฤติกรรมของรัฐบาลชุดนี้ได้อีกต่อไป ซึ่งเมื่อถึงขีดนี้แล้ว การเอ่ยอ้างข้อกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญของรัฐบาลก็ฟังไม่ขึ้น เพราะรัฐบาลเองก็แสดงอาการขัดขืนและไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด อีกทั้งคำพูดที่ว่าเลือกตั้งอีกกี่ครั้งพรรคเพื่อไทยก็ยังคงได้รับเสียงข้างมากทุกครั้ง ก็กำลังกลายเป็นโซ่ที่รัดคอพรรคเพื่อไทยแน่นเข้า เพราะประชาชนจำนวนมากเริ่มคิดว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ทำอย่างไรจึงจะป้องกันไม่ให้พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง เพื่อกลับมาเป็นรัฐบาลอีก

 คนไทยวันนี้อาจจะมาถึงจุดที่ถูกบีบบังคับให้ต้องเลือกข้างอย่างชัดเจน นั่นคือข้างที่เอาทักษิณ หรือข้างที่ไม่เอาทักษิณ ซึ่งจากเหตุการณ์ชุมนุมที่ผ่านมาก็คงจะแสดงให้เห็นดุลแห่งพลังของทั้งสองข้างได้เป็นอย่างดี และถ้าจะพูดไปแล้ว คุณทักษิณนั่นเองเป็นผู้บีบบังคับให้คนไทยต้องเลือกข้าง

อย่างไรก็ตาม ผมยังเชื่อว่าคงไม่มีคนไทยที่จิตปกติคนไหนอยากเห็นความขัดแย้ง ความแตกแยก และความรุนแรงเกิดขึ้นในบ้านเมืองของตน เพียงเพราะคุณทักษิณเท่านั้น และผมก็เชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศอยากจะเห็นเมืองไทยร่มเย็น คนไทยมีจิตใจที่อิ่มเอิบด้วยความสุข ละลืมความขุ่นข้องหมองใจต่าง ๆ เช่นวันที่ ๕ ธันวาคม
        
ครับ ผมอยากเห็นทุกๆ วัน ในประเทศไทย เป็นอย่างวันที่ ๕ ธันวาคม


จากคอลัมน์ "วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์"
นสพ.คม ชัด ลึก ๙ ธ.ค. ๒๕๕๖











ความโชคดี
เจนนิเฟอร์ คิ้ม


“อากาศเริ่มหนาวแล้ว นึกถึงไฟสวย ๆ ตามถนนกับต้นคริสต์มาสเนอะ” ใครสักคนใกล้ ๆ ตัวฉันพูดขึ้นมา …      

เหรอ? ... ภาพในหัวสมองของฉันไม่ได้เป็นหรือคล้ายแบบนั้นแม้แต่น้อย เดือนธันวาคม ... เดือนสุดท้ายก่อนวันขึ้นปีใหม่ มีวันคริสต์มาสมาดักรออยู่ตอนท้าย ๆ เดือน เจ๊กอย่างฉันจะไปเกี่ยวอะไรกับเขาด้วยล่ะ! แล้ววันที่ ๓๑ ธันวาคม ที่ผู้คนแห่แหนกันไปเคานท์ดาวน์นับถอยหลังเข้าสู่วันใหม่ของปีตามที่ต่าง ๆ ..
.         
มันก็เป็นแบบนั้นของมันทุกปี จะรับรู้หรือไม่รับรู้โลกก็ต้องหมุนไปไม่หยุด ผ่าน ๒๔ ชั่วโมงเป็นวันเป็นเดือนเป็นปีแล้วพอครบสิ้นปีก็กลับมานับแบบนี้ใหม่อีกรอ  
       
สำหรับฉันวันที่เป็นไฮไลท์สุดในเดือนนี้ก็คือ "วันพ่อ” ... ไม่เกี่ยวกับพ่อฉันโดยตรงนักหรอกเพราะฉันเลี้ยงดูและรับผิดชอบเตี่ยฉันเหมือนไข่ในหิน (เข้าไปทุกวัน) คนแก่นั้นช่างเปราะบางทั้งร่างกายและจิตใจ จะวันไหนๆ เตี่ยก็กินอร่อยนอนหลับแล้วตื่นขึ้นมาดูทีวีอย่างมีความสุขทุกวัน นั่นแปลว่าเตี่ยสุขสบายดี ยิ่งมีแม่ฉันดูแลอยู่ข้าง ๆ ยิ่งวางใจ …
         
“วันพ่อ” ฉันนึกถึงแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว "พ่อผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” จะมีพระมหากษัตริย์องค์ไหนในโลกที่ให้ได้อย่างพระองค์ท่าน พระองค์ท่านไม่ได้ใช้ชีวิตสุขสบายสมกับคำว่า "พระราชา หรือ พระเจ้าแผ่นดิน" ตั้งแต่ฉันจำความได้เห็นท่านในทีวี (ขาว-ดำในสมัยนั้น) ท่านเสด็จในถิ่นทุรกันดารเพื่อเยี่ยมเยียนและช่วยเหลือประชาราษฎร์ ท่านนำของใช้ ยารักษาโรค รวมถึงของเล่นเด็กไปแจกให้ชาวบ้านที่ยากจนและอยู่ห่างไกลความเจริญ นำคณะแพทย์อาสาตามเสด็จไปเพื่อรักษาโรคให้แก่ชาวบ้านที่ยากจนและไม่มีอนามัยหรือโรงพยาบาลอยู่ใกล้หมู่บ้าน ความเมตตาของท่านไม่เพียงแต่จะมีให้ชาวไทย ท่านยังทรงเผื่อแผ่เมตตาไปถึงชาวป่าชาวเขาบนดอยสูง สอนให้พวกเขาปลูกพืชทำไร่ทดแทนการปลูกฝิ่น สมเด็จย่าท่านก็สร้างโรงเรียนให้ชาวเขา จะมีใครในโลกนี้ที่ให้โดยไม่แบ่งเชื้อชาติหรือศาสนาอย่างท่าน ...

การเป็นพระมหากษัตริย์โดยทั่วไป ประชาชนหรือใครก็ตามต้องมาหาท่าน มาเข้าเฝ้าท่าน แต่สำหรับพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ท่านเสด็จไปหาราษฎรของท่านไม่ว่าจะไกลแค่ไหน ไม่ว่าเส้นทางที่ไปจะยากลำบากเพียงใด เพียงเพื่อให้ประชาชนของท่านอยู่เย็นเป็นสุข …    
         
สิ่งเหล่านี้เริ่มต้นจากตรงไหนกัน? ... ย้อนกลับไปเมื่อครั้งทรงรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ต่อจากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลซึ่งเสด็จสวรรคตอย่างกะทันหันในวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙ ทรงตั้งพระราชหฤทัยว่า จะทรงครองราชย์เฉพาะในช่วงการจัดงานพระบรมศพของพระบรมเชษฐาเท่านั้น พระองค์ต้องเสด็จกลับไปศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างพระราชดำเนินไปยังสนามบินดอนเมือง มีชายคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาว่า "ในหลวง อย่าทิ้งประชาชน” พระองค์ท่านทรงนึกตอบในพระราชหฤทัยว่า "ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชนได้อย่างไร" นั่นคือเหตุผลที่ทำให้พระองค์ท่านกลับมารับภาระอันยิ่งใหญ่ …
   
ในพิธีพระบรมราชาภิเษก ๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการที่สถิตอยู่ในหัวใจของชาวไทยทุกคนว่า ...   
        
“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์แห่งมหาชนชาวสยาม"    

จากนั้นมาจนวันนี้... วินาทีนี้พวกเราพสกนิกรชาวไทยยังคงอยู่ดีมีสุขจากสิ่งที่พระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักที่สุดในโลกพระองค์นี้ได้สร้างและวางรากฐานไว้ให้ตลอด ๖๗ ปี ของการครองราชย์    
         
เมื่อก่อนฉันขับรถไปหาแม่กับเตี่ย ต้องขับไปทางตรงซึ่งกินเวลานานร่วมชั่วโมง ทุกวันนี้ฉันขึ้นสะพานวงแหวนอุตสาหกรรมร่นระยะเวลาไปกว่าครึ่ง ... ชีวิตของคนกรุงในปัจจุบันช่างง่ายดายและมีตัวช่วย ความเจริญหลายๆ จุดไม่ได้มาจากเงินภาษีของประชาชนคนทำงาน แต่มาจากทรัพย์ส่วนพระองค์ ในหลวงท่านสละทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างสะพานที่ฉันขับไปหาแม่กับเตี่ย ทุกครั้งที่ฉันขึ้นสะพานฉันรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ใครจะบอกว่าเป็นพระมหากษัตริย์มีทรัพย์สมบัติมากมายฉันไม่เคยเห็นพระมหากษัตริย์พระองค์ไหนในโลกที่เอาทรัพย์สินส่วนตัวมาสร้างสิ่งต่าง ๆ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ประชาชนเช่นนี้ 
   
         
ทำไมพระองค์ท่านถึงมีจิตใจดีขนาดนี้ ในโลกนี้จะมีใครที่ "เป็น" ได้อย่างท่านและ "ให้" ได้อย่างท่าน ฉันเชื่อแล้วล่ะว่า พระองค์ท่านไม่ได้เป็นคนธรรมดามาเกิด (แบบที่คนโบราณเขาเชื่อกัน) ท่านคงเป็นเหมือนในเพลง "รูปที่มีทุกบ้าน" ที่พี่ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค แต่งไว้ ฟังทีไรน้ำตาไหลทุกที

“แม่ตอบว่าให้กราบรูปนั้นทุกวัน ท่านเป็นเทวดาที่มีลมหายใจ ที่เรายังพอมีกินอย่างวันนี้ ท่านดูแลคนไทยมานานเหลือเกิน ให้จำไว้...” 

ใช่! “ท่านเป็นเทวดาที่มีลมหายใจ” ฉันน้ำตาไหลทุกครั้งที่ได้ฟังเรื่องราว ได้เห็นภาพท่านที่ทรงงานหนัก ฉันยังคงหาคำตอบไม่ได้ว่าที่น้ำตาไหลเพราะซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน หรือเพราะสงสารพระองค์ท่านที่ทรงเหน็ดเหนื่อยและเสียสละทุกอย่างเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกร ... ความรู้สึกไหนมากกว่ากัน …   
         
การเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักที่สุดในโลกอาจไม่ใช่พระมหากษัตริย์ที่มีความสุขที่สุดในโลก... ในเมื่อท่านสละความสุขของท่านเพื่อความสุขของประชาชนไปแล้ว ... เคยกลับมาถามตัวเองว่า ... เราทำอะไรตอบแทนพระองค์ท่านบ้าง? สำหรับคนโง่ ๆ อย่างฉัน ฉันไม่รู้ว่าคนแบบฉันเรียกว่า "คนดี" รึเปล่า? (ฉันเองยังสงสัย) ฉันสร้างประโยชน์ให้ตัวเองและส่วนรวม ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร ไม่โกงชาติ ไม่ชายชาติ ซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อกษัตริย์และแผ่นดิน สำหรับฉันแค่นี้ก็น่าจะไม่เป็นภาระของพระองค์ท่านแล้ว ... แม้ฉันจะเป็นคนขี้สงสัยและไม่พอใจอะไรหลายอย่างในชีวิตบนโลกนี้ แต่สิ่งเดียวที่พอใจและไม่เคยสงสัย (นับว่าเป็นความโชคดีที่สุดในชีวิตของฉัน) คือ การได้เป็นข้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ...


จากคอลัมน์ "เล่นหูเล่นตา"
นสพ.คม ชัด ลึก ๙ ธ.ค. ๒๕๕๖











ฝรั่ง ๒ คนนี้พยายามทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ถวายในหลวง แล้วพวกเราล่ะ ??
บทบ.ก.นสพ.แนวหน้า




เรื่องดีที่อยากเขียนให้อ่านกันครับ

มีฝรั่งอยู่ ๒ คนที่ยินดีเหนื่อยและทำอะไรมากมายเพื่อในหลวง แล้วคนไทยอย่างเรา ๆ ล่ะ จะมีอะไรที่ทำให้ท่านได้บ้าง?

คนแรกคือคุณอลัน เบท ซึ่งขอปั่นรอบโลกเพื่อในหลวงของคนไทย โดยใช้ระยะทาง ๒๙,๕oo กิโลเมตรผ่าน ๒o ประเทศ

...อดีตนักปั่นจักรยานทีมชาติอังกฤษ มร.อลัน เบท ฝรั่งหัวใจไทย วัย ๔๕ ปี ท่านนี้เตรียม ปั่นจักรยานรอบโลก เส้นทาง ๒๙,๕oo กม.รอบโลก ผ่าน ๑๑o เมืองสำคัญ ใน ๑๙ ประเทศเป็นตัวแทนประกาศความรักอันยิ่งใหญ่ของคนไทยที่มีต่อในหลวง ให้ชาวโลกรับรู้...

อลัน ต้องการทำลายสถิติโลกเดิมเพื่อให้สถิติใหม่นี้ได้ถูกบันทึกไว้ในประวัติ ศาสตร์ตราบนานเท่านานว่าเป็นการปั่นจักรยานรอบโลกในระยะทางที่ไกลที่สุดด้วย ระยะเวลาที่ สั้นที่สุด ที่ทำด้วยความรักและเทิดทูนของคนธรรมดาคนหนึ่งที่มีต่อ “พ่อ” ของแผ่นดินไทย

อลัน เบท หลงรักเมืองไทย เขามีบ้าน มีครอบครัว มีลูกเล็ก ๆ ที่น่ารักและจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ อย่างสูงสุดเขาบอกว่า ตลอดระยะเวลากว่า ๕ ปีที่ตนย้ายมาอาศัยอยู่ในประเทศไทยได้เห็น ได้ซึมซับ และได้มีโอกาสเรียนรู้พระจริยวัตรอันงดงามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เห็นพระปรีชาในศาสตร์หลาย ๆ ด้าน และพระราชกรณียกิจที่เป็นไปเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนไทยอย่างแท้จริง พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างที่ดี และเป็นแรงบันดาลใจให้ตนฝ่าฟันความยากลำบากมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน 

ครั้งนี้ ตนจะขี่จักรยานรอบโลกเพื่อประกาศให้โลกได้รับรู้ถึงความรักที่คนไทยมีต่อ พระองค์ท่านและตนจะมุ่งมั่นสร้างสถิติโลกใหม่ให้ได้

เพราะทุกครั้งที่มีการกล่าวถึงสถิติที่ตนจะสร้างใหม่นี้ทั้งโลกจะได้รับรู้ถึงพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระองค์ท่านทรงมี ต่อชาวไทยและสังคมโลกตราบนานเท่านาน 

และนี่คือคำพูดของเขาที่ทำให้เรา ๆ น่าจะหยุดคิดอะไรได้บ้าง

 "ผมอยากทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่และพิเศษเท่าที่จะทำได้ ผมทำสิ่งที่เชื่อมั่นว่า ดีที่สุดเพื่อตอบแทนแผ่นดินไทย ผมรู้สึกประทับใจภูมิปัญญาอันชาญฉลาดของในหลวง พระองค์ท่านทรงเก็บสุนัขข้างถนนมาเลี้ยง ถ้าเป็นคนมีเงิน คงหาสุนัขพันธุ์ดี ราคาแพงมาเลี้ยง ผมได้ศึกษาโครงการพระราชดำริและนำมาปรับใช้กับชีวิต”

“วันที่ผมขี่จักรยานกลับเข้ามาเมืองไทย ถ้าผมรู้ว่าได้สัญชาติไทย ก็คงดี โลกจะได้บันทึกไว้ว่า ผมเป็นคนไทยที่ขี่จักรยานรอบโลกและทำลายสถิติ หากถามว่า ทำไมผมชอบขี่จักรยาน ทุกครั้งที่นั่งอยู่บนอาน ผมรู้สึกว่าชีวิตกลมกลืนกับธรรมชาติ และการขี่จักรยานเป็นกีฬาที่สร้างมิตรภาพ ตลอดเส้นทางที่ขี่จะนำพาเพื่อนใหม่มาให้ชีวิตเรา”
 

“เพราะผมรักเมืองไทย และรักในหลวง”






ฝรั่งคนที่ ๒ “Kelly Newton-Wordsworth” เธอเป็นนักร้อง นักดนตรี เธอแต่งเพลงนี้เพื่อในหลวงของพวกเรา


Long Live The King of Thailand - Kelly Newton(เคลลี่ นิวตัน)

เนื้อร้องและทำนอง : Kelly Newton





Ever since I saw the face.. of this man.
The King of Thailand, The King of Siam.
I felt in love with his soul loves this land.
It's in his eyes, it's in his heart, it's in his hands.
ทุกครั้งที่ฉันมองหน้าพระองค์ พระมหากษัตริย์ของประเทศไทย พระมหากษัตริย์ของประเทศสยาม ฉันตกหลุมรักในความรักลึกซึ้งในจิตวิญญาณของพระองค์ต่อผื่นแผ่นดินนี้ มันอยู่ในสายพระเนตรของพระองค์ มันอยู่ในพระทัยของพระองค์ มันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์
 

He is the husband, the father and the king.
A great photographer, musician so many things.
The way he lives his life is something to be hold.
His grace, his wisdom, an example to the world.
พระองค์ทรงเป็นสระสวามี ทรงเป็นพระบิดา ทรงเป็นพระราชา ทรงเป็นนักถ่ายภาพ นักดนตรีและหลาย ๆ อย่าง ในชีวิตของพระองค์ การดำเนินชีวิตของพระองค์มันเป็นสิ่งที่น่าถนุถนอมไว้สติปัญญาและความสามารถของพระองค์เป็นตัวอย่างที่ดีแก่โลกนี้
 
 
Long live The King of Thailand.
Long live The King of Siam.
Long live The King of Thailand.
Long live The King of Siam.
ขอพระองค์ พระราชาของประเทศไทย ทรงพระเจริญ
ขอพระองค์ พระราชาของสยาม ทรงพระเจริญ
ขอพระองค์ พระราชาของประเทศไทย ทรงพระเจริญ
ขอพระองค์ พระราชาของสยาม ทรงพระเจริญ
 

And in the time when the rain came flooding down.
He saved the city with the building of the dam.
In time of conflicts, he has always been there.
To stop the fighting just like the father who really cares.
และในช่วงเวลาที่ฝนตกอย่างบ้าระห่ำ น้ำกำลังจะท่วม พระองค์ท่านทรงป้องกันบ้านเมืองด้วยการสร้างเขื่อน ในยามที่มีความขัดแย้งในสังคม พระองค์ท่านจะอยู่ที่นี่เสมอ เพื่อทรงยับยั้งการต่อสู้และทะเลาะวิวาทดั่งพ่อที่ห่วงใยลูก ๆ
 

Long live The King of Thailand.
Long live The King of Siam.
Long live The King of Thailand.
Long live The King of Siam.
ขอพระองค์ พระราชาของประเทศไทย ทรงพระเจริญ
ขอพระองค์ พระราชาของสยาม ทรงพระเจริญ
ขอพระองค์ พระราชาของประเทศไทย ทรงพระเจริญ
ขอพระองค์ พระราชาของสยาม ทรงพระเจริญ

 
I'm watching wonder at the things he understands.
His love for his people, his love for this land.
His working a great culture, he is one of a kind.
His vision for the future way ahead of the time.
ฉันเฝ้ามองท่านและพิศวงสงสัยในหลาย ๆ อย่างที่ท่านเข้าใจ ความรักต่อประชาชนของพระองค์ ความรักต่อแผ่นดินของพระองค์ ท่านสร้างวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ ท่านเป็นหนึ่งในล้าน พระองค์ท่านทรงมองเห็นการณ์ไกล
 
 
 
Long live The King of Thailand.
Long live The King of Siam.
Long live The King of Thailand.
Long live The King of Siam.
Long live The King. Long live The King of Siam.
Long live The King. Long live The King of Thailand.
Long live The King.
ขอพระองค์ พระราชาของประเทศไทย ทรงพระเจริญ
ขอพระองค์ พระราชาของสยาม ทรงพระเจริญ
ขอพระองค์ พระราชาของประเทศไทย ทรงพระเจริญ
ขอพระองค์ พระราชาของสยาม ทรงพระเจริญ
.
.
ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ


จาก oknation.net








ทรงพระเจริญ 'ในหลวงของเรา'
บทบ.ก.นสพ.คม ชัด ลึก


“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”นี่คือพระปฐมบรมราชโองการในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ วันที่ในหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เสด็จขึ้นครองราชย์นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ผมและพสกนิกรทุกคนที่เกิดทันและเกิดไม่ทัน ย่อมเห็นและรับทราบได้จากหลากหลายช่องทางว่า ในหลวงของเราทรงงานหนักและปกครองโดยธรรมตามพระบรมราชโองการทุกประการ ทุกวันเวลาทุกวินาที พระองค์จะทรงห่วงใยประชาชนพสกนิกรของพระองค์ว่าจะดำเนินชีวิตอยู่อย่างไร จะมีน้ำทำนาหรือไม่ ฝนตกหนักน้ำจะท่วมไหม ปลูกข้าวจะมีพออยู่พอกิน ชีวิตจะลำบากตรากตรำหรือไม่นี่คือสิ่งที่เราได้เห็นพระองค์ทรงพระดำเนินไปทุกที่ ไม่ว่าใกล้ไกล ถิ่นทุรกันดาร ขึ้นเขาลงห้วย บุกป่าฝ่าดง ไปทุกหมู่บ้าน ทุกตำบลทุกอำเภอและทุกจังหวัด มากกว่าที่คนธรรมดาจะทำได้แม้เพียงเศษเสี้ยวของพระองค์

ฉะนั้นพระองค์จึงทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยแม้ในรัฐธรรมนูญจะบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง แต่เวลาเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมือง บ้านเมืองหาทางออกไม่ได้ ประชาชนเกิดความแตกแยก นักการเมืองแก่งแย่งอำนาจกัน ในหลวงก็ทรงชี้ทางออกให้บ้านเมืองเสมอ

พระองค์จึงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ตลอดระยะเวลาอันยาวนาน ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจโดยไม่มีวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ หรือหยุดพักร้อนเหมือนประชาชนโดยทั่วไป พระองค์ทรงงานหนักตลอด ๓๖๕ วันแม้วันที่ต้องประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ยังทรงงานอยู่ตลอดเวลาเพราะห่วงใยประชาชนห่วงใยประเทศชาติ มากกว่าห่วงใยตัวพระองค์เองและในโอกาสวันที่ ๕ พฤษภาคมวันฉัตรมงคล เวียนมาอีกครั้งหนึ่ง ปวงประชาชนทั้งหลายจึงน้อมใจกันถวายพระพรแด่พระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกโดยหามีกษัตริย์ที่ใดเทียบเทียมไม่ นี่คือ ในหลวงของเรา


จากนสพ.คม ชัด ลึก ๔ ธ.ค. ๒๕๕๗








ต้องปฏิรูปวิธีคิดของคนไทย อุทาหรณ์จากต้นมะม่วง พระมหาชนก
สารส้ม


นับได้ว่าเป็นงานแสดงที่ตราตรึงใจ และเปี่ยมคุณค่าทางความคิด...

สำหรับ “พระมหาชนก เดอะฟีโนมีนอน ไลฟ์ โชว์” การแสดงเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๘๗ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๗

นำเรื่องราวของพระมหาชนก ในพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาถ่ายทอดผ่านการแสดงและขับขานบนเวทีกลางน้ำ นักแสดงชื่อดัง แสง-สี-เสียง ตระการตา

โดยเฉพาะบทเพลง “พระมหาชนก” ที่ประพันธ์ขึ้นมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะนั้น ดนตรีจากคนทำเพลงฝีมือชั้นครู “พงศ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา” เนื้อร้องสื่อเนื้อหาชัดเจน ตรงไปตรงมา โดย “ยืนยง โอภากุล” ซึ่งได้ร่วมขับร้องกับศิลปินระดับแนวหน้าของเมืองไทยอีกหลายคนด้วย อาทิ อัสนี โชติกุล เป็นต้น

ประกอบเข้าเป็นการแสดงชุดใหญ่ที่ถึงพร้อม สื่อเนื้อหาแห่งคุณธรรม ความเพียร ความวิริยะอุตสาหะ และกระตุกจิตสำนึกของการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน

ข้อคิดที่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับบ้านเมืองในยุค “ปฏิรูป” คือ อุทาหรณ์จากกรณีต้นมะม่วง ในเรื่องพระมหาชนก ซึ่งถูกชาวเมืองรุมทึ้ง แย่งกันกอบโกยผลประโยชน์ส่วนตัว จนเสียหายย่อยยับ

ช่างเข้ากันได้ดีกับสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงที่ผ่านมา

นักการเมืองสามานย์หว่านเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความโลภ ความเห็นแก่ตัว เอาแต่ได้ ใช้นโยบายประชานิยมเป็นเครื่องมือเข้าสู่อำนาจและโกงกิน อาทิ โครงการจำนำข้าวทุกเมล็ด ผลาญทรัพยากรแผ่นดินอย่างชนิดไม่สนใจความยั่งยืน ไม่แยแสว่าจะทิ้งภาระมหาศาลไว้แก่คนรุ่นหลังขนาดไหน

ขอเอาคะแนนทางการเมืองเฉพาะหน้าไว้ก่อน โดยที่ประชาชนที่ได้รับผลประโยชน์ส่วนตัวก็พร้อมสนับสนุน ขอเอาไว้ก่อน ได้แค่บางส่วนก็เอา

๑) อุทาหรณ์จากการรุมทึ้งต้นมะม่วงในพระมหาชนก สะท้อนถึงความจริงในสังคมไทยยุคนี้

การเอาผลประโยชน์ของตนเองและพรรคพวกสำคัญเหนืออื่นใด โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะมีต่อประเทศชาติส่วนรวม

พูดง่าย ๆ “ข้าต้องได้ก่อน” - “ถ้าให้ข้าได้ผลประโยชน์ ใครจะไปทำอะไรก็ตามใจ” หรือ “จะไปเอาเงินที่ไหนมาก็ช่าง ขอให้ข้าได้ของข้าก็พอ”

นี่คือ วิธีคิดและวิธีปฏิบัติที่ต้องปฏิรูปโดยด่วนที่สุด

จะต้องปฏิรูปอย่างชนิด “ถอนรากถอนโคน” ความคิดเยี่ยงนี้ออกไปเสียให้ได้

มิฉะนั้น บ้านเมืองไม่มีทางเจริญ มีแต่รอวันจะฉิบหาย

๒) วิธีคิดเยี่ยงนี้ จัดอยู่ในสปีชี่ส์ สายพันธุ์เดียวกันวิธีคิดที่ว่า “โกงก็ได้ แต่ขอให้ทำงาน” และ “โกงก็ได้ แต่ขอให้แบ่งข้าด้วย”

ถ้าปล่อยกันไปอย่างนี้ โดยไม่มีการปฏิรูป การเลือกตั้งก็จะกลายเป็นเพียงการประกวดความใจกล้าหน้าด้านที่จะผลาญเงินของนักการเมือง แข่งกันตอบสนองความโลภของมนุษย์ “เกทับบลัฟแหลก” ด้วยนโยบายใช้จ่ายเงินแผ่นดิน ซื้อเสียงโดยอาศัยเงินแผ่นดินเป็นเครื่องมือ

๓) จะต้องปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปพรรคการเมือง และปฏิรูปวัฒนธรรมการเมือง

พรรคการเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม เขาจะไม่ใช้นโยบายหาเสียงชนิดที่ “ปรนเปรอ” ด้วยผลประโยชน์ส่วนตัวของประชาชน โดยไม่คำนึงว่า การจะได้มาซึ่งผลประโยชน์เหล่านั้น มันจะเกิดต้นทุนและผลกระทบต่อส่วนรวมมหาศาลเพียงใด

มิใช่คิดแค่ว่า จะทำให้พรรคการเมืองของตนได้รับเลือกตั้งเท่านั้น มองประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นเหมือน “ลูกค้า” งัดมาตรการลดแลกแจกแถมผลประโยชน์มาหยิบยื่น ยั่วยวนลูกค้าทุกกลุ่ม เช่น

กลุ่มมนุษย์เงินเดือน ประกาศขึ้นเงินเดือนให้ทั้งข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ พนักงานเอกชน ผู้ใช้แรงงาน

กลุ่มเกษตรกร ประกาศรับซื้อพืชผลแพงกว่าราคาตลาด ออกบัตรเครดิตให้ใช้

กลุ่มชาวบ้านและคนทั่วไป เพิ่มเงินกองทุนหมู่บ้าน พักหนี้ ลดราคาน้ำมัน รถคันแรก บ้านหลังแรก

กลุ่มผู้ปกครองเด็ก แจกแท็บเลตนักเรียน ฯลฯ

หากประชาชนแต่ละกลุ่ม แต่ละคน มองแต่ผลประโยชน์เฉพาะส่วนที่ตนเองจะได้รับแบบแยกเป็นส่วน ๆ ย่อมจะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี มีประโยชน์ แต่รัฐบาลมีหน้าที่เข้ามาดูแลรับผิดชอบในการจัดสรรผลประโยชน์ เพื่อรักษาสมดุล รักษาผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ มิให้เกิดการรุมทึ้งเอาผลประโยชน์สาธารณะไปเป็นของส่วนตัวอย่างไม่คำนึงถึง ผลกระทบต่อส่วนรวม

หากคิดกันแค่ว่า คนโน้นได้ ฉันก็น่าจะได้บ้าง ก็จะกลายเป็นว่า ใครอยู่เฉยๆ ไม่เรียกร้อง ไม่ร้องขอ ไม่ร่วมทึ้งเอาผลประโยชน์จากส่วนแบ่งในงบประมาณแผ่นดิน จะกลับกลายเป็นคนโง่ ยอมเสียโอกาส

น่าคิดว่า... ถ้าคนในสังคมทุกคนคิด “เอาผลประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น” และพรรคการเมืองทุกพรรคก็มุ่งสนองตอบโดยไม่มีใครคำนึงถึงผลกระทบต่อส่วนรวม ประเทศชาติบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร?

“ต้นมะม่วง” ในเรื่องพระมหาชนก ที่ถูกชาวเมืองรุมทึ้ง จนในที่สุด ก็ล้มโค่น ตายซากลงไปนั้น น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้เราต้องลงมือ “ปฏิรูป” กันอย่างจริงจังเสียที!

๔) สำหรับการแสดง “พระมหาชนก เดอะฟีโนมีนอน ไลฟ์ โชว์” เปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรี (แต่ต้องจองบัตรล่วงหน้า โทร. BUG 1113 รับบัตรหน้างาน) ประตูเปิดเวลา ๑๘.oo น. และการแสดงจะเริ่มในเวลา ๒o.oo-๒๒.oo น. ณ เวทีกลางทะเลสาบ สวนเบญจกิติ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ เริ่มมาตั้งแต่วันที่ ๑ และจะมีไปจนถึงวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๗ นี้เท่านั้น.


จากคอลัมน์ "กวนน้ำให้ใส"
นสพ.แนวหน้า ๕ ธ.ค. ๒๕๕๗












เจาะลึกบุคคลในภาพประวัติศาสตร์ ต้นแบบตามรอยพระยุคลบาท


บุคคลในภาพยนตร์และบุคคลในภาพพระราชกรณียกิจที่หายากในอดีต ๙ ภาพ กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ติดตามจนพบและยืนยันว่าอยู่ในเหตุการณ์ ชวนคนไทยน้อมนำพระราชดำริ พระบรมราโชวาท ตามรอยพระยุคลบาทของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่านในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๗ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๘ ณ ห้องประชุม ๑ ชั้น ๑๙ กระทรวงวัฒนธรรม เมื่อวันที่ ๓ ธ.ค. ๒๕๕๗

บรรยากาศงานรวมบุคคลในภาพทั้ง ๙ คน เต็มไปด้วยปลื้มปีติยินดีที่ได้มาย้อนรำลึกความประทับใจในวันนั้น ล้วนเป็นครั้งสำคัญในชีวิตของทุกคน ด้านวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เผยว่า วธ.จะรวบรวมประวัติของบุคคลในภาพทั้ง ๙ ภาพ จัดทำเป็นหนังสือตีพิมพ์เผยแพร่กว่า ๓ หมื่นเล่ม เพื่อแจกจ่ายให้แก่โรงเรียน ห้องสมุดต่าง ๆ ประชาชน หน่วยงานภาครัฐและเอกชน

"ทั้ง ​๙ คนเป็นบุคคลที่ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างใกล้ชิด และน้อมนำพระราชดำรัสของพระองค์ท่านมาปฏิบัติใช้ ส่งผลให้ชีวิตมีความสุขดีขึ้น ถือเป็นบุคคลต้นแบบในสังคม การได้อ่านหนังสือจะซึมซับแนวทางประพฤติ เป็นการสร้างต้นแบบตามรอยพระยุคลบาท" วีระกล่าว

บาทหลวงวัชระ พฤกษาโรจนกุล บุคคลในภาพเมื่อวันที่ ๒๑ พ.ย. ๒๕๑๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดที่ทำการศูนย์อนามัยแม่และเด็ก เขต ๗ การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนั้น นับว่าเป็นครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของชาวราชบุรีด้วย

บาทหลวงวัชระเปิดใจว่า ตอนนั้นอายุ ๓ ปี จำได้ว่าเคยไปรับเสด็จและแม่บอกให้เข้าไปกราบพระบาทในหลวง ภาพนี้ลงหนังสือพิมพ์และแม่ตัดเก็บไว้ แต่ทำหาย เพราะย้ายที่อยู่บ่อย ถึงจะไม่มีหลักฐานแล้วก็อยู่ในใจ

"เมื่อได้เห็นภาพอีกครั้งประทับใจมาก ครั้งหนึ่งเคยเฝ้าฯ กราบ พระองค์เป็นต้นแบบกับชีวิต ท่านทำงานเพื่อประชาชน เคยคิดจะเป็นทหารรับใช้ประเทศชาติ แต่สุดท้ายมาเป็นบาทหลวงรับใช้ทางศาสนา ยังรัก เคารพ เทิดทูนท่านตลอดเวลา จะขอปิดทองหลังพระตามที่ในหลวงเคยบอกว่าทำความดีไม่ต้องให้ใครรู้" บาทหลวงวัชระยืนยันจะเดินตามรอยเท้าพ่อ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีโครงการพระราชดำริด้านน้ำและชลประทานช่วยพลิกฟื้นชีวิตเกษตรกร สะท้อนผ่านบุคคลในภาพ ประพันธ์ ภูสุดแสวง วัย ๖๖ ปี เผยความรู้สึก มีความปีติยินดี ขณะนั้นรับราชการเป็นพัฒนาชุมชน ปี ๒๕๑๗ ได้เฝ้าฯ รับเสด็จ ทรงเยี่ยมชาวไร่ดอนขุนห้วยและสหกรณ์การเกษตร หุบกะพง จ.เพชรบุรี ที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำและที่ดินเป็นลูกรัง เพาะปลูกไม่ได้ ไม่เคยคิดพระเจ้าแผ่นดินที่อยู่สูงจะลงมาเยี่ยมประชาชน เดินในถนนหนทางลูกรังที่ยากลำบาก บางพื้นที่น้ำซับเป็นดินโคลน ทรงย่ำพระบาทลงไปโดยไม่กลัวอะไร เป็นบุญของคนไทยที่มีพระมหากษัตริย์ประเสริฐและรักคนไทย เป็นสิ่งที่เราควรภาคภูมิใจ

"ประทับกับพื้นหญ้าเหมือนประชาชน ทรงกางแผนที่ รับสั่งว่า พื้นที่กันดารแห้งแล้ง ดินเป็นทราย น่าจะทำอ่างเก็บน้ำ และให้ทำจากสิ่งที่มีอยู่ ปรับปรุงดินโดยใช้ปุ๋ยหมัก และใช้ประโยชน์จากน้ำซับ จะทำกินได้ จำได้ว่าปี ๒๕๑๗ เสด็จฯ พื้นที่ ๗ ครั้ง เสด็จฯ โดยส่วนพระองค์ พร้อมพระราชินี พระองค์ทรงเยี่ยมเยียนประชาชน ให้กำลังใจ ให้เแง่คิด สอนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยเราไม่รู้ตัว ผมรับราชการจนเกษียณ น้อมนำปรัชญามาใช้ ทรงอยู่ในใจและพี่น้องเกษตรกรดอนขุนห้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ หลังจัดสรรที่ดิน ไม่มีการยื่นฎีกา เพราะรู้ว่าทรงเหน็ดเหนื่อยเพื่อพสกนิกรมากแค่ไหน แต่ละฝ่ายช่วยกันแก้ปัญหา อย่าให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ปัจจุบันชาวบ้านอยู่ดีมีสุข" ประพันธ์ย้ำจะดำเนินตามรอยพระยุคลบาทของพระราชา

ชื่นจิต หรุ่มประดิษฐ์ และ พญ.รังสิมา แสงหิรัญวัฒนา เป็นสองบุคคลในภาพเมื่อวันที่ ๓o พฤษภาคม ๒๕๑๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีเปิดตึกอำนวยการ ตึกอุบัติเหตุ และตึกประธานบุญรวม เสนาดิสัย ณ โรงพยาบาลเพชรบุรี จ.เพชรบุรี

พญ.รังสิมา แสงหิรัญวัฒนา กล่าวว่า ขณะนั้นตนอายุ ๑๕ ปี ปลื้มปีติที่มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ เป็นแรงบันดาลใจที่จะใช้ความรู้ความสามารถในการทำงานเพื่อช่วยเหลือประชาชน จะรักษาพระสงฆ์อาพาธอย่างสุดกำลัง เป็นการสนองงานตามพระยุคลบาท มีพระราชดำรัสในการดำเนินชีวิตไม่สามารถใช้ความรู้ทางวิชาการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้ความรู้รอบตัวและหลักศีลธรรมด้วย ตนนำมาใช้กับการทำงานและชีวิตครอบครัว

บุคคลตัวอย่าง อุษณีย์ หะยีแวดือแระ เด็กผู้หญิงในภาพเมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๒๑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชีนีนาถ เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรโรงเรียนร่มเกล้า บ้านบูเก๊ะปาละ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส บอกว่า ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ ถึงโรงเรียนร่มเกล้า พระราชินีทรงถามพวกเราว่าเดินทางมาอย่างไร เราตอบว่า มากับรถทหารเพคะ พระองค์รับสั่งว่า ไม่ต้องพูดเพคะก็ได้ ให้พูดค่ะ แล้วพระองค์ทรงถามอีกว่า นำเงินมาโรงเรียนเท่าไหร่ บางคนตอบว่า ๕ บาท ตอนนั้นฝนตก ลมพัดแรง ทรงเยี่ยมแล้วเสด็จฯ กลับ

ส่วนคนในภาพ ทั้งอัตรภูมิ ภูมิประเทศ วัย ๓๗ ปี ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์วันที่ ๗ มิ.ย. ๒๕๒๒ พระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ไปทรงเยี่ยมโครงการหมู่บ้านสหกรณ์ห้วยสัตว์ใหญ่ ป่าเด็ง-ป่าละอู อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ณรงค์ หาดสูง วัย ๖o ปี และขวี อินธิแสง วัย ๖๖ ปี คนในภาพเมื่อวันที่ ๒๑ พ.ย. ๒๕๒๗ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ บ้านก๊กส้มโฮง อ.กุสุมาลย์ จ.สกลนคร โดยมีพระราชดำริให้พิจารณาสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำ เพื่อส่งน้ำสนับสนุนพื้นที่นาของราษฎร ต่างก็เอ่ยแสดงความดีใจ และจะได้น้อมนำเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ดำเนินชีวิต

ด้านสิงห์คำ ไชยยายอง คนในภาพเมื่อวันที่ ๒ มี.ค. ๒๕๓๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ พื้นที่โครงการอ่างเก็บน้ำแม่อาวใหญ่ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน โดยมีพระราชดำริโครงการช่วยพื้นที่เพาะปลูก เผยว่า ทุกวันนี้ยังจำภาพวันนั้นได้ไม่มีวันลืม แผ่นดินฟื้นคืนความสมบูรณ์ ชาวบ้านมีที่ทำกิน มีน้ำทำสวนทำไร่

โครงการพระราชดำริกว่า ๔,ooo โครงการ เหมือนฝนหลั่งชโลมใจคนไทย ประโยคนี้ไม่ได้พูดเกินจริง ยืนยันผ่านบุคคลในภาพ เสถียร มีบุญ ผู้อยู่ในเหตุการณ์วันที่ ๒๕ พ.ย. ๒๕๓๓ ในหลวงเสด็จฯ พื้นที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยทอนตอนบน อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

"ตอนนั้นผมเป็นกำนัน ได้ถวายงาน ๔๕ นาที ทรงสอบถามทั้ง ๑๕ หมู่บ้านใน อ.ศรีเชียงใหม่ ทำนาปีละกี่ครั้ง ก็ตอบ ๒ ครั้ง ไม่มีฝนก็สูบน้ำจากแม่น้ำโขงมาใช้ แล้วส่งน้ำไปตามคลองส่งน้ำ นอกจากปลูกข้าว ยังปลูกมะเขือเทศ พริก สับปะรด มีพระราชดำริให้สร้างอ่างเก็บน้ำห้วยทอนตอนบนโดยเร่งด่วน ทำให้มีน้ำใช้อย่างพอเพียง เศรษฐกิจดีขึ้น เหมือนฟ้าประทานชีวิต ผมน้ำตาไหลลงตรงหน้าพระพักตร์ เพราะประทับใจในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้แล้ว" เสถียรกล่าวด้วยน้ำตาคลอ ก่อนที่กระทรวงวัฒนธรรม นำโดย รมว.วธ. นำคณะบุคคลในภาพไปลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่โรงพยาบาลศิริราชในวันเดียวกัน.


จากนสพ.ไทยโพสต์ ๔ ธ.ค. ๒๕๕๗
kapook.com



บีจีและไลน์จากคุณญามี่


Free TextEditor




Create Date : 06 ธันวาคม 2557
Last Update : 12 สิงหาคม 2558 8:49:26 น. 0 comments
Counter : 1332 Pageviews.

BlogGang Popular Award#13


 
haiku
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 140 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add haiku's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.