happy memories
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2557
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
6 ธันวาคม 2557
 
All Blogs
 
ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา ๒๕๕๗ (๑)






๕ ธันวา 'วันดินโลก-ปีดินสากล'
เปลว สีเงิน


พระนามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ "ภูมิพลอดุลยเดช" ด้วยความเป็นพระมหากษัตริย์ "คลุกอยู่กับดิน" สมดังพระนาม จนเป็นที่ประจักษ์ใจคนทั้งโลก

องค์การสหประชาชาติ จึงเทิดพระเกียรติ กำหนดให้วันที่ ๕ ธันวาคมของทุกปี เป็น "วันดินโลก" (World Soil Day)

ยิ่งกว่านั้น ยังประกาศให้ ปี ๒๕๕๘ เป็น "ปีดินสากล" หรือ International Year of Soils

เข้าใจว่า เราทั้งหลายรับทราบที่มา-ที่ไปของเรื่องนี้ค่อนข้างผิวเผิน รวมทั้งผมเองด้วย ฉะนั้น วันนี้มาทำความรู้จักไปพร้อม ๆ กันดีไหม

ก็ค้นเอาตามเว็บนี่แหละ จาก "กรมพัฒนาที่ดิน" เป็นแห่งแรก ผมจะหยิบบางตอนที่เขาเรียบเรียงไว้มาแบ่งกันอ่าน

-การประชุมสภาโลกแห่งปฐพีวิทยา (World Congress of Soil Science) ครั้งที่ ๑๗ ที่กรุงเทพฯ ในเดือนสิงหาคมปี ๒๕๔๕ มีการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ทำให้สมาชิกของสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ (International Union of Soil Science: IUSS) ทั่วโลก ประจักษ์ถึงพระราชวิสัยทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการบริหารทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน

โดยทรงให้ความสำคัญกับทรัพยากรดิน ทรงเป็นผู้นำและปฏิบัติด้วยพระองค์เอง ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไขดินปัญหา การพัฒนาและอนุรักษ์ดิน ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย และทุกโครงการประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่ง นำความผาสุกมาสู่ปวงชนชาวไทย และความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรดินและทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ นอกจากนี้ ผลสำเร็จจากการบริหารจัดการดินอย่างต่อเนื่องของพระองค์ ยังเป็นที่ยอมรับอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในและนานาประเทศ

- ที่ประชุม World Congress of Soil Science ครั้งที่ ๑๙ ที่เครือรัฐออสเตรเลีย มีมติเห็นสมควรขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม (Humanitarian Soil Scientist) แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณให้เป็นที่ประจักษ์โดยทั่วกัน และกราบบังคมทูลเชิญให้ดำรงตำแหน่ง A life membership

- เมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๕๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สตีเฟน นอร์ทคลิฟฟ์ กรรมการบริหารและอดีตเลขาธิการ IUSS พร้อมคณะผู้บริหาร IUSS เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม (Humanitarian Soil Scientist) เป็นพระองค์แรกของโลก

โดยรางวัลประกอบด้วย เหรียญรางวัลที่ด้านหนึ่งมีตราสัญลักษณ์และชื่อของ IUSS ส่วนอีกด้านจารึกพระปรมาภิไธย และข้อความสดุดีพระเกียรติคุณ พร้อมใบประกาศเกียรติคุณ

- วันดินโลก (World Soil Day) เกิดขึ้นเนื่องจาก IUSS เห็นว่าการถ่ายทอดความรู้ทางด้านดินและการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของดินต่อมนุษยชาติและสภาพแวดล้อมให้แก่ประชาชนในประเทศต่าง ๆ ยังไม่เพียงพอ จึงควรมีวันดินโลก เพื่อให้สามารถจัดกิจกรรมรณรงค์ และเผยแพร่ความรู้เรื่องดินพร้อมกันทั่วโลกได้อย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง

ทั้งนี้ คณะกรรมการ IUSS มีความเห็นพ้องกันว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นกษัตริย์ที่ให้ความสำคัญกับทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งรวมถึงทรัพยากรดิน และทรงประสบความสำเร็จในการปรับปรุงแก้ไขและการอนุรักษ์ทรัพยากรดินจนเป็นที่ประจักษ์โดยทั่วกัน

จึงมีมติให้วันที่ ๕ ธันวาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ เป็นวันดินโลก เพื่อความเป็นสิริมงคลและสดุดีพระเกียรติคุณของพระองค์

ดังนั้น ในวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๕๕ หลังจากที่ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัล “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” แล้ว ผู้บริหาร IUSS ได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้วันที่ ๕ ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันดินโลก

- องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ประกาศสนับสนุนและผลักดันให้มีการจัดตั้งวันดินโลก ตรงกับวันที่ ๕ ธันวาคม และได้จัดงานเฉลิมฉลองวันดินโลก ณ สำนักงานใหญ่ FAO กรุงโรม ประเทศอิตาลี ในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๖ และเชิญประเทศไทยร่วมจัดนิทรรศการพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้านทรัพยากรดิน และเชิญผู้บริหารและนักวิทยาศาสตร์ทางดินจากประเทศไทยเข้าร่วมบรรยายพิเศษและร่วมงานเฉลิมฉลองด้วย

ครับ...ถ้าต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ไปที่กรมพัฒนาที่ดินได้เลย อยู่ถนนพหลโยธิน ละแวกมหาวิทยาลัยเกษตรฯ นั่นแหละ ระหว่าง ๓-๕ ธันวานี้ เขากำลังจัดงานวันดินโลก และปีดินสากล ๒๕๕๘ อยู่พอดี

และวานซืน (๒ ธ.ค.๕๗) มีประกาศ "สำนักพระราชวัง" ออกมาฉบับหนึ่ง เกี่ยวกับวันดินโลกและปีดินสากล ความตอนหนึ่งว่า

ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จแทนพระองค์ ตามคำกราบบังคมทูลเชิญขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ไปทรงร่วมงานเฉลิมฉลองวันดินโลกและเริ่มการจัดงานเฉลิมฉลองปีดินสากล ปี ๒๕๕๘ อย่างเป็นทางการ และเชิญพระราชดำรัสหัวข้อ "Healthy Soil for a Healthy Life" ไปพระราชทานในงานเฉลิมฉลองดังกล่าว ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในวันศุกร์ที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ ซึ่งที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติมีมติรับรองให้วันที่ ๕ ธันวาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา เป็นวันดินโลก และให้ปี ๒๕๕๘ เป็นปีดินสากล เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระปรีชาสามารถด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรดิน

ครับ....ก็ทราบความเป็นมาแล้ว คงไม่ต้องพูดถึงความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศกระมังว่าจะขนาดไหน

เป็นอันว่า นับจากนี้เป็นต้นไป ๕ ธันวาคมของทุกปี นอกจากเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และวันพ่อของคนไทยแล้ว

ยังเป็น "วันดินโลก" ด้วย.........

โดยเฉพาะปีหน้า ปี ๒๕๕๘ เป็นปีดินสากล!

ก็สมดังพระนาม "ภูมิพลอดุลยเดช" ดังที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เคยมีรับสั่งกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึงความหมายของพระนาม "ภูมิพล" ไว้ว่า

"อันที่จริง เธอก็ชื่อภูมิพล ที่แปลว่า กำลังของแผ่นดิน"

อยากทราบกันแล้วใช่ไหมล่ะว่า ที่มาของพระนาม "ภูมิพลอดุลยเดช" คืออย่างไร เอาอย่างนี้ ไปค้นหาเพื่อรู้พร้อมๆ กันเลย เพราะผมก็ไม่รู้มาก่อนเช่นกัน

ในเว็บ //www.gotoknow.org>...>Wasawat Deemarn>สมุด>ผมรักในหลวง ได้บันทึกที่มาของพระนาม "ภูมิพลอดุลยเดช" ไว้ดังนี้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชสมภพ ณ โรงพยาบาลเมานต์เออเบิร์น (Mount Auburn) ซึ่งขณะนั้นใช้ชื่อว่า โรงพยาบาลเคมบริดจ์ (Cambridge Hospital) ตั้งอยู่ในเมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เมื่อเวลา ๐๘.๔๕ น. ของวันจันทร์ที่ ๕ ธันวาคม ๒๔๗๐ ตรงกับปีเถาะ

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ทรงเล่าถึงการตั้งพระนามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไว้ในหนังสือ "เจ้านายเล็กๆ ยุวกษัตริย์" ว่า หลังจากที่พระโอรสประสูติได้ไม่ถึง ๓ ชั่วโมง

ทูลหม่อมฯ ทรงรีบส่งโทรเลขถวายสมเด็จพระพันวัสสาฯ ว่า "ลูกชายเกิดเช้าวันนี้ สบายดีทั้งสอง ขอพระราชทานนามทางโทรเลขด้วย"

สมเด็จพระศรีสวรินทรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เสด็จฯ ไปเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระนามว่า "ภูมิพลอดุลเดช" (โปรดสังเกตว่า สะกดแบบไม่มี "ย")

หลังจากนั้นสมเด็จพระพันวัสสาฯ จึงมีลายพระหัตถ์ ลงวันที่ ๑๔ ธันวาคม ถึงหม่อมเจ้าดำรัสดำรงค์ อดีตอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน ซึ่งทรงย้ายกลับมากรุงเทพฯ แล้ว เพื่อทรงแจ้งเรื่องพระนามที่พระราชทาน โดยทรงแนบลายพระราชหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไปให้ด้วย และทรงขอให้ส่งโทรเลขตอบกลับไป

โทรเลขภาษาอังกฤษที่หม่อมเจ้าดำรัสฯ ทรงส่งไปคือ "Your son's name is Bhumibala Aduladeja" แม่บอกว่า เมื่อได้รับโทรเลขฉบับนี้แล้ว ไม่ทราบว่า ลูกชื่ออะไรกันแน่ในภาษาไทย คิดว่าชื่อ "ภูมิบาล"

ด้วยเหตุนี้เอง จึงทรงสะกดพระนามของพระโอรสในสูติบัตรว่า Bhumibal Aduldej Songkla หรืออ่านเป็นภาษาไทยตามที่ทรงเข้าใจในขณะนั้นได้ว่า "ภูมิบาลอดุลเดช สงขลา" ส่วนพระอิสริยยศเมื่อเสด็จพระราชสมภพ คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า

สำหรับคำว่า "อดุลเดช" นั้น เป็นการสะกดเหมือนกับพระนามของพระบิดาซึ่งสะกดแบบไม่มี "ย" มาแต่ต้น คือ มหิดลอดุลเดชฯ แต่ต่อมามีการเขียนแบบ "อดุลยเดช" ด้วย ในที่สุดจึงนิยมใช้แบบ "อดุลยเดช" ทั้งสองพระองค์

นอกจากนี้ จะสังเกตได้ว่า พระนามของสมเด็จพระเชษฐภคินี สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รับการตั้งให้มีความคล้องจองกัน คือ กัลยาณิวัฒนา อานันทมหิดล ภูมิพลอดุลเดช จะต่างกันตรงที่ ผู้พระราชทานพระนามสมเด็จพระเชษฐภคินี และสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช คือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เคยมีรับสั่งกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึงความหมายของพระนาม "ภูมิพล" ไว้ว่า "อันที่จริงเธอก็ชื่อภูมิพล ที่แปลว่า กำลังของแผ่นดิน แม่อยากให้เธออยู่กับดิน"

ต่อมาภายหลัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชปรารภถึงสิ่งที่สมเด็จพระบรมราชชนนีเคยมีรับสั่งว่า "เมื่อฟังคำพูดนี้แล้วก็กลับมาคิด ซึ่งแม่ก็คงจะสอนเรา และมีจุดมุ่งหมายว่า อยากให้เราติดดินและอยากให้ทำงานแก่ประชาชน"

ขอบคุณข้อเขียนดี ๆ จากนิตยสาร "สารคดี" ปีที่ ๒๓ ฉบับที่ ๒๗๔ เดือนธันวาคม ๒๕๕๐ หน้า ๘๐

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย Wasawat Deemarn

ผมก็ขอบคุณทั้งนิตยสาร "สารคดี" ขอบคุณทั้ง GotoKnow โดย Wasawat Deemarn และ.......

ในโอกาสนี้ ข้าพระพุทธเจ้าขอเปล่งวาจาว่า

"ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน."


จากคอลัมน์ "เปลว สีเงิน คนปลายซอย"
นสพ.ไทยโพสต์ ๔ ธ.ค. ๒๕๕๗








ของขวัญ 'วันพ่อ (และแม่)'
เปลว สีเงิน


วันนี้เป็น "วันพ่อ" โดยน้อมเอาวันที่ ๕ ธันวาคม อันเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" เป็นนิมิตแห่งการสำนึก-ระลึกถึง "พ่อ"

ทุกคนมีพ่อ....!

และวันนี้ ทุกคนก็มุ่งหมายทำสิ่งดีๆ ให้พ่อ อยากบอกรักพ่อ หอมแก้มพ่อ กราบเท้าพ่อ พาพ่อไปกินข้าว (เพื่อลูก)

เหมือนกับวันแม่ ๑๒ สิงหา ที่ลูกๆ ก็อยากบอกรักแม่ หอมแก้มแม่ กราบเท้าแม่ พาแม่ไปกินข้าว (เพื่อลูก)

คนเป็นลูก มีหน้าที่ต้องปฏิบัติอยู่ ๕ อย่าง

๑. ท่านเลี้ยงเรามา เลี้ยงท่านตอบ
๒. ช่วยทำธุรกิจการงานของท่าน
๓. ดำรงวงศ์สกุล
๔. ประพฤติตนให้เหมาะสมกับความเป็นทายาท
๕. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ทำบุญอุทิศให้ท่าน

แต่ลูกนั้น มีอยู่ ๓ ประเภท พ่อแม่จะหวังได้แค่ไหน ก็พิจารณาดูตามนี้

ประเภทที่ ๑. อภิชาตบุตร บุตรที่ยิ่งกว่าบิดามารดา ดีเลิศกว่าพ่อแม่
ประเภทที่ ๒. อนุชาตบุตร บุตรที่ตามเยี่ยงบิดามารดา เสมอด้วยพ่อแม่
ประเภทที่ ๓. อวชาตบุตร บุตรที่ต่ำลงกว่าบิดามารดา เสื่อมทรามทำลายวงศ์ตระกูล

ทีนี้ เท่าที่สังเกต วันพ่อ-วันแม่ ระหว่างคนเป็นพ่อ-แม่ กับคนเป็นลูก ให้ค่าและมุ่งหวังในวันต่างกัน

พ่อ-แม่ ยิ่งแก่ ยิ่งห่วง

ส่วนลูก ยิ่งโต ยิ่งห่าง

หลายวันก่อน มีคนส่งเมลที่แปลจากข้อความฝรั่งเรื่อง Sixty plus and Going strong เข้มแข็งหลัง ๖๐ มาให้อ่าน

อ่านแล้ว ผมว่าเป็นมุมคิดมีเหตุผล เป็นมุมคิดสร้างพลังชีวิตน่าปรับใช้ วันนี้จึงนำมาฝากคนวัยพ่อ-แม่ เพื่อปลงตัด ชีวิตจะได้ไม่มีคำว่าเวิ้งว้าง ส่วนใคร "ลงตัว" อยู่แล้ว ก็พลิกผ่านไป ไม่ต้องเสียเวลาอ่าน

ฝรั่งเขาว่าอย่างนี้นะครับ............

Don't worry about what will happen after you are gone, because when you return to dust, you will feel nothing about praises or criticisms.

อย่าไปกังวลว่าถ้าคุณจากไป อะไรจะเกิดขึ้น...เพราะเมื่อกลายเป็นผงธุลีไปแล้ว ใครเขาจะยกย่องชื่นชมหรือตำหนิประณามอย่างไร คุณจะไปรู้สึกรู้สาอะไรได้ได้

Don't worry too much about your children for children will have their own destiny and find their own way. Don't be your childrens slave.

ลูกของคุณเขาจะเป็นอย่างไร...ก็อย่าเป็นห่วงให้มากนัก พวกเขาต่างก็มีจุดหมายและหนทางชีวิตของตนเอง ตายไปแล้ว...คุณก็ยังไม่เลิกเป็นทาสของลูก ๆ อีกหรือ

Don't expect too much from your children. Caring children, though caring, would be too busy with their jobs and commitments to render any help. Uncaring children may fight over your assets even when you are still alive, and wish for your early demise so they can inherit your properties. Your children take for granted that they are rightful heirs to your wealth; but you have no claims to their money.

อย่าคาดหวังอะไรมากจากเด็กๆ ต่อให้คุณชุบเลี้ยงใครไว้ดูแลคุณยามแก่เฒ่า เขาก็ต้องวุ่นวายกับการงานและภาระผูกพันต่างๆ เกินกว่าจะมีเวลามาช่วยเหลือดูแลอะไรคุณได้มากนัก

ส่วนลูกจริง ๆ นั้น ก็อาจจะกำลังทะเลาะกัน เพื่อแย่งทรัพย์สมบัติของคุณอยู่ ทั้ง ๆ ที่คุณยังมีชีวิตอยู่ก็ได้

ดีขึ้นมาหน่อย ก็อาจจะแค่แอบภาวนาให้คุณอย่าใช้เงินให้มากและรีบจากไปเสียเร็ว ๆ อย่างนี้ก็มีให้เห็นอยู่ถมไป

คุณไม่รู้หรอกหรือว่า..บรรดาลูก ๆ เขาถือว่า ทรัพย์สมบัติของคุณเป็นสิทธิ์ขาดของเขาไปแล้ว คุณจึงไม่มีสิทธิ์จะไปกำหนดอะไรได้เลย ในเงินที่เป็นของเขา...

เข้าใจไหม?

60-year olds like you, don't trade in your health for wealth anymore; Because your money may not be able to buy your health. When to stop making money, and how much is enough (hundred, thousands, million, ten million)?

คนอายุเกิน ๖๐ อย่างคุณ ต้องเลิกเอาสุขภาพไปแลกกับความร่ำรวยได้แล้ว มีเงินเท่าไรก็ซื้อสุขภาพคืนมาไม่ได้

คุณตอบได้ไหมว่าจะหยุดหาเงินเมื่อใด...เท่าไหร่คุณถึงจะบอกว่าพอแล้ว...ร้อย พัน หมื่น ล้าน สิบล้าน...พอรึยังไม่ทราบ ?

Out of thousand hectares of good farm land, you can only consume three quarts (of rice) daily; out of a thousand mansions, you only need eight square meters of space to rest at night. So as long as you have enough food and enough money to spend, that is good enough.

ต่อให้คุณมีไร่นานับพันไร่ คุณก็กินข้าวได้แค่วันละสามจาน แม้นมีคฤหาสน์นับพันหลัง คุณก็ต้องการพื้นที่หลับนอนยามค่ำคืนเพียงแปดตารางเมตร

ดังนั้น..ตราบใดที่คุณยังมีข้าวปลาอาหารกินอย่างเพียงพอ มีเงินพอใช้สอยได้ทุกวัน เพียงเท่านี้ก็ดีเหลือหลายแล้ว

So you should live happily. Every family has its own problems. Just do not compare with others for fame and social status and see whose children are doing better, etc. but challenge others for happiness, health and longevity.. Don't worry about things that you can't change because it doesn't help and it may spoil your health.

อายุเท่านี้แล้ว คุณควรอยู่อย่างเป็นสุข ทุกบ้านต่างก็มีปัญหาของตนเอง อย่ามัวไปคิดเปรียบเทียบ แก่งแย่งแข่งดีกัน ไม่ว่าชื่อเสียง ฐานะในสังคม หรือความก้าวหน้าของเด็ก ๆ ฯลฯ

สิ่งที่ควรจะแข่งกัน ท้ากันจริง ๆ นั้น คือแข่งกันมีความสุข แข่งกันมีสุขภาพดีและอายุยืนนาน

ส่วนอะไรที่เราเปลี่ยนมันไม่ได้ ก็อย่าไปฝังอกฝังใจให้ป่วยการและทำลายสุขภาพตัวเองเลย อายุป่านนี้แล้วก็ยังเปลี่ยนมันไม่ได้เลย

You have to create your own well-being and find your own happiness; As long as you are in good mood, think about happy things, do happy things daily and have fun in doing, then you will pass your time happily every day.

หลัง ๖๐ แล้วอย่างนี้ คุณต้องค้นหาหนทางของคุณเองที่จะสร้างชีวิตที่เป็นอยู่ดี ๆ และสุขสดใสขึ้นมาให้ได้

ตราบใดที่มันทำให้คุณอารมณ์ดี คิดถึงแต่สิ่งที่ทำให้เป็นสุข ทำอะไรก็สุขสนุกกับมันอยู่ทุกวัน นั่นก็หมายความว่า คุณได้ผ่านวันเวลาอย่างเป็นสุขแล้ว

One day passes, you will lose one day; One day passes with happiness, then you gain one day. In good spirit, sickness will cure; in happy spirit, sickness will cure fast; in good and happy spirit; sickness will never come.

ทุกวันวานที่ผ่านไป คุณจะสูญเสียไป ๑ วัน แต่ถ้ามันผ่านไปอย่างเป็นสุข วันนั้นคือกำไรชัด ๆ เลย

จิตใจที่ดี จะช่วยรักษาโรคภัยได้ ถ้าจิตใจเป็นสุข โรคก็จะหายเร็วขึ้น แต่ถ้าจิตใจทั้งดีทั้งเป็นสุขด้วยแล้วล่ะก็ ความเจ็บป่วยจะไม่มีทางมาแผ้วพานได้

With good mood, suitable amount of exercise, always in the sun, variety of foods, reasonable amount of vitamin and mineral intake, hopefully you will live another 20 or 30 years of healthy life.

ด้วยอารมณ์ที่ดีแจ่มใสอยู่เป็นนิจ ออกกำลังกายให้เพียงพอ อยู่กลางแจ้งบ่อย ๆ กินอาหารให้ครบหมู่ ได้วิตามินและแร่ธาตุอย่างเพียงพอ เพียงเท่านี้ก็เชื่อได้แน่นอนว่า ชีวิตที่เป็นสุข อีก ๒๐ หรือ ๓๐ ปี

จะเป็นของคุณแน่นอน

Above all learn to cherish the goodness around and FRIENDS…… they all make you feel young and wanted ...without them you are sure to feel lost!!

เหนือสิ่งอื่นใด...คุณต้องรู้จักบ่มเพาะและเก็บเกี่ยวความสุขดี ๆ จากการได้อยู่ ได้เที่ยว ได้คุยกับเพื่อนๆ

เพราะเขาเหล่านี้ จะช่วยให้คุณรู้สึกเยาว์วัยและมีความหมายอยู่เสมอ ขาดพวกเขาเมื่อใด...คุณจะต้องรู้สึกสูญเสียอย่างแน่นอน

Wishing you all the best.

ครับ...อ่านแล้วเห็น "เฉลียงชีวิต" ในวัยชรากันบ้างมั้ย?

ก็ต้องขอบคุณทั้งเจ้าของความคิด ผู้เผยแพร่ และทั้งผู้ส่งให้ผมอ่าน ก็อยากบอกว่า....

อายุเราเลือกไม่ได้ก็จริง

แต่ชีวิตแต่ละช่วงชีวิต เราเลือกได้.


จากคอลัมน์ "เปลว สีเงิน คนปลายซอย"
นสพ.ไทยโพสต์ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๗













พระมหากษัตริย์ ยอดกตัญญู
พ.อ.(พิเศษ)ทองคำ ศรีโยธิน


ลูก ๆ ทุกคน… ก็ได้รู้กันแล้วว่า ความหวังของแม่ ที่มีต่อลูก ๓ หวังคือ

ยามแก่เฒ่า หวังเจ้า เฝ้ารับใช้

ยามป่วยไข้ หวังเจ้า เฝ้ารักษา

เมื่อถึงยาม ต้องตาย วายชีวา

หวังลูกช่วย ปิดตา เมื่อสิ้นใจ


ที่นี้… มาดูตัวอย่างบ้าง…บุคคลที่เป็นยอดกตัญญู ที่ประทับใจอาจารย์มากที่สุด คือใคร ทราบไหม? คือคนในภาพนี้… ในหลวงของเรา…

ในหลวง… นอกจาก จะเป็นยอดพระมหากษัตริย์ของโลก… เป็นTHE KING OF KINGS แล้ว ในหลวง ของเรา ยังเป็นกษัตริย์ยอดกตัญญูด้วย ความหวังของแม่…ทั้ง ๓ หวัง ในหลวงปฎิบัติได้ครบถ้วน…สมบูรณ์ เป็น ตัวอย่างที่ดีที่สุดให้แก่พวกเรา ในหลวงทำกับแม่ยังไง? ตามอาจารย์มา…อาจารย์ จะฉายภาพให้เห็น

หวังที่ ๑. ยามแก่เฒ่า..หวังเจ้า…เฝ้ารับใช้… ใครเคยเห็นภาพที่… สมเด็จย่า เสด็จไปในที่ต่าง ๆ แล้วมีในหลวง… ประคองเดินไปตลอดทาง… เคยเห็น ไหม…? ใครเคยเห็น…กรุณายกมือให้ดูหน่อย… ขอบคุณ…เอามือลง

ตอนสมเด็จย่าเสด็จไปไหนเนี่ย…มีคนเยอะแยะ… มีทหาร… มีองครักษ์…มีพยาบาล… ที่คอยประคองสมเด็จย่าอยู่แล้ว แต่ในหลวงบอกว่า…

“ไม่ต้อง…คนนี้…เป็นแม่เรา…เราประคองเอง”

ตอนเล็ก ๆ แม่ประคองเรา… สอนเราเดิน หัดให้เราเดิน…เพราะฉะนั้น ตอนนี้แม่แก่แล้ว… เราต้องประคองแม่เดิน เพื่อเทิดพระคุณท่าน…ไม่ต้องอายใคร… เป็นภาพที่…ประทับใจมาก… เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ท่านกตัญญูต่อแม่… ประคองแม่เดิน ประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จ… สองข้างทาง ฝั่งนี้ ๕,ooo คน ฝั่งนู้น… ๘,ooo คน ยกมือขึ้น…สาธุ แซ่ซ้อง…สรรเสริญ

“กษัตริย์ยอดกตัญญู”




ในหลวง…เดินประคองแม่… คนเห็นแล้ว… เขาประทับใจ ถ่ายรูป…เอามาทำปฎิทิน …เอาไปติดไว้ที่บ้าน เพื่อแสดงความเคารพ…กราบไหว้…

ลองหันมาดูพวกเรา…ส่วนใหญ่ เวลาออกไปไหน แต่งตัวโก้…ลูกชาย… แต่งตัวโก้…ลูกสาว…แต่งตัวสวย… แต่เวลาเดิน…ไม่มีใครประคองแม่… กลัวไม่โก้… กลัวไม่สวย… ข้าราชการ…แต่งเครื่องแบบเต็มยศ… ติดเหรียญตรา…เหรียญกล้าหาญ… เต็มหน้าอก… แต่เวลาเดิน…ไม่กล้าประคองแม่… กลัวไม่สง่า…กลัวเสียศักดิ์ศรี… ประคองแม่…เป็นเรื่องของ…คนใช้…หลายคน…ให้ประคองแม่…ไม่กล้าทำ อาย… เวลาทำดี…ไม่กล้าทำ…อาย, เวลาทำชั่ว…กล้า…ไม่อาย…ใครเห็นภาพนี้ ที่ไหน…กรุณาซื้อใส่กรอบ…แล้วเอาไปแขวนไว้ที่บ้าน… เอาไว้สอนลูก เห็นภาพ ชัดเจนไหมครับ? เท่านั้น …ยังน้อยไป…มาดูภาพที่ชัดเจนกว่านั้น…

หลังงานพระบรมศพสมเด็จย่า…เสร็จสิ้นลงแล้ว ราชเลขา… ของสมเด็จย่า… มาแถลงในที่ประชุม…ต่อหน้าสื่อมวลชน…ว่า… ก่อนสมเด็จย่า จะสิ้นพระชนม์ปีเศษ ตอนนั้นอายุ ๙๓ ในหลวง…เสด็จจากวังสวนจิตร… ไปวังสระปทุมตอนเย็นทุกวัน ไปทำไมครับ…? ไปกินข้าวกับแม่ ไปคุยกับแม่…ไปทำให้แม่…ชุ่มชื่น หัวใจ… พอเขาแถลงถึงตรงนี้ อาจารย์ตกตะลึง…




โอ้โห!…ขนาดนี้เชียวหรือในหลวงของเรา เสด็จไปกินข้าวมื้อเย็นกับแม่… สัปดาห์ละกี่วัน…ทราบไหมครับ? พวกเราทราบไหมครับ…สัปดาห์ละกี่วัน?… ๕ วัน มีใครบ้างครับ…? ที่อยู่คนละบ้านกับแม่ แล้วไปกินข้าวกับแม่…สัปดาห์ละ ๕ วัน หายาก…..

ในหลวง มีโครงการเป็นร้อย… เป็นพันโครงการ… มีเวลาไปกินข้าว กับแม่… สัปดาห์ละ ๕ วัน พวกเรา ซี ๗ ซี ๘ ซี ๙ ร้อยเอก…พลตรี…อธิบดี… ปลัดกระทรวง…ไม่เคยไปกินข้าวกับแม่… บอกว่า…งานยุ่ง แม่บอกว่า… ให้พาไปกินข้าวหน่อย… บอกว่าไม่มีเวลา จะไปตีกอล์ฟ… ไม่มีเวลาพาแม่ไปกินข้าว… แต่มีเวลาไปตีกอล์ฟ…เห็นตัวเองหรือยัง…?

พ่อแม่…พอแก่แล้ว ก็เหมือนไม้ใกล้ฝั่ง …ฝนตก…น้ำเซาะ…อีกไม่นานก็โค่น… พอถึงวันนั้น… เราก็ไม่มีแม่ให้กราบแล้ว… ในหลวงจึงตัดสินพระทัย…ไปกินข้าวกับแม่สัปดาห์ละ ๕ วัน เมื่อตอนที่ สมเด็จย่าอายุ…๙๓ สัปดาห์หนึ่งมี ๗ วัน ในหลวงไปกินข้าวกับแม่ ๕ วัน อีก ๒ วันไปไหน ครับ…? ดร.เชาว์ ณ ศีลวันต์…องคมนตรี บอกว่า… ในหลวงถือศีล ๘ วันพระ …ถือศีล ๘ นี่ยังไง…? ต้องงดข้าวเย็น… เลยไม่ได้ไปหาแม่… วันนี้เพราะถือศีล อีกวันหนึ่งที่เหลือ… อาจจะกินข้าวกับ พระราชินี…กับคนใกล้ชิด แต่ ๕ วัน… ให้แม่ เห็นภาพชัดแล้วใช่ไหม…?




ตอนนี้เราขยับเข้าไปใกล้ ๆ หน่อย ไปดูตอนกินข้าว…ทุกครั้ง…ที่ในหลวง ไปหาสมเด็จย่า…ในหลวงต้องเข้าไปกราบ ที่ตัก…แล้วสมเด็จย่า…ก็จะดึงตัวในหลวง… เข้ามากอด… กอดเสร็จก็หอมแก้ม… ใครเคยเห็นภาพสมเด็จย่า…หอมแก้มในหลวงบ้าง…?

ภาพนี้…ถ้าใครมี… ต้องเอาไปใส่กรอบ เป็นภาพความรักของแม่…ที่มีต่อลูก…อย่างยอดเยี่ยม ตอนสมเด็จย่า…หอมแก้มในหลวง… อาจารย์คิดว่า แก้มในหลวง…คงไม่หอมเท่าไร…เพราะไม่ได้ใส่น้ำหอม แต่ทำไม… สมเด็จย่าหอมแล้ว…ชื่นใจ… เพราะ ท่านได้กลิ่นหอม… จากหัวใจในหลวง หอมกลิ่นกตัญญ

ไม่นึกเลยว่า…ลูกคนนี้ จะกตัญญูขนาดนี้ จะรักแม่มากขนาดนี้

ตัวแม่เองคือ สมเด็จย่า…ไม่ได้เป็นเชื้อพระวงศ์ เป็นคนธรรมดา…สามัญชน …เป็นเด็กหญิงสังวาลย์ เกิดหลังวัดอนงค์… เหมือนเด็กหญิงทั่วไป… เหมือนพวกเราทุกคนในที่นี้

ในหลวงหน่ะ…เกิดมาเป็นพระองค์เจ้า เป็นลูกเจ้าฟ้า ปัจจุบันเป็นกษัตริย์…เป็น พระเจ้าแผ่นดินอยู่เหนือหัว

แต่ในหลวง… ที่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน… ก้มลงกราบ…คนธรรมดา… ที่เป็นแม่ หัวใจลูก… ที่เคารพแม่… กตัญญูกับแม่อย่างนี้ หาไม่ได้อีกแล้ว…

คนบางคน… พอเป็นใหญ่เป็นโต ไม่กล้าไหว้แม่… เพราะแม่มาจากเบื้องต่ำ…เป็นชาวนา… เป็น ลูกจ้าง… ไม่เคารพแม่…ดูถูกแม่

แต่นี่…ในหลวง เทิดแม่ไว้เหนือหัว… นี่แหละครับความหอม

นี่คือเหตุที่สมเด็จย่า…หอมแก้มในหลวงทุกครั้ง… ท่านหอมความดี… หอมคุณธรรม…หอมกตัญญู… ของในหลวง หอมแก้มเสร็จแล้ว…ก็ร่วมโต๊ะเสวย …




ตอนกินข้าวนี่…ปกติ.. .แค่เห็นลูกมาเยี่ยม…ก็ชื่นใจแล้ว…

นี่ลูกมากินข้าวด้วย…โอย…ยิ่งปลื้มใจ

แม่ทั้งหลาย…ลองคิดดูซิ…อะไรอร่อย ๆ ในหลวงจะตักใส่ช้อนแม่…อันนี้ อร่อย…แม่ลองทาน… รู้ว่าแม่ชอบทานผัก… หยิบผักมาม้วน ๆ ใส่ช้อนแม่… เอ้าแม่ …แม่ทานซะ…ของที่แม่ชอบ แทนที่จะกินแค่ ๓ คำ ๔ คำ ก็เจริญอาหาร…กินได้เยอะ เพราะมีความสุขที่ได้กินข้าวกับลูก มีความสุขที่ลูกดูแล…เอาใจใส่…

กินข้าวเสร็จแล้ว…ก็มานั่งคุยกับแม่… ในหลวงดำรัสกับแม่ว่าไง… ทราบไหม…? ตอนในหลวงเล็ก ๆ…แม่เคยสอนอะไรที่สำคัญ…“อยากฟังแม่สอนอีก” เป็นยังไงบ้าง…?

เป็นกษัตริย์…ปกครองประเทศ… อยากฟังแม่สอนอีก… พวกเรา เป็นยังไง…? เราคิดว่า…เรารู้มาก …เราเรียนสูง…เรามีปริญญา… แม่จบ ป.๔ เวลาแม่สอน…ตะคอกแม่ ตวาดแม่ กระทืบเท้าใส่แม่ เบื่อจะตายอยู่แล้ว… รำคาญ…พูดจาซ้ำซาก… เมื่อไหร่จะหยุดพูดซะที… เราเหยียบย่ำ หัวใจแม่…

สมเด็จย่าสอน…ในหลวงจะเอากระดาษมาจด… มีอยู่เรื่องหนึ่ง… ที่จำได้แม่น… สมเด็จย่า…เล่าว่า ตอนเรียนหนังสือที่ Swiss ในหลวงยังเล็กอยู่ …เข้ามาบอกว่า…อยากได้รถจักรยาน เพื่อน ๆ เขามีจักรยานกัน




แม่บอกว่า “ลูกอยากได้จักรยาน… ลูกก็เก็บสตางค์… ที่แม่ให้ไปกินที่ โรงเรียนไว้ซิ” …เก็บมาหยอดกระปุก… วันละเหรียญ…สองเหรียญ พอได้มากพอ… ก็เอาไปซื้อจักรยาน…

นี่คือสิ่งที่แม่สอน…แม่สอนอะไร…ทราบไหมครับ…?

ถ้าเป็นพ่อแม่บางคน…พอลูกขอ…รีบกดปุ่ม ATM ให้เลย ประเคนให้เลย… ลูกก็ ฟุ้งเฟ้อ… ฟุ่มเฟือย… เหลิง… และหลงตัวเอง

พอโตขึ้น…ขับรถเบนซ์ชนตำรวจ…ก็ได้… ยิงตำรวจ…ยังได้… เพราะหลงตัวเอง… พ่อตนใหญ่ เห็นไหม…? ตามใจ เทิดทูน จนเสียคน…

แต่สมเด็จย่านี่…เป็นยอดคุณแม่… สร้างคุณธรรมให้แก่ลูก…ลูกอยากได้ …ลูกต้องเก็บสตางค์ที่แม่ให้… ไปหย่อนกระปุก… แม่สอน ๒ เรื่อง คือ…ให้ประหยัด…ให้ยืนอยู่บนขาของตัวเอง

“ความประหยัด…เป็นสมบัติของเศรษฐี” ใครสอนลูกให้ประหยัดได้… คนนั้นกำลังมอบความเป็นเศรษฐีให้แก่ลูก

พอถึงวันปีใหม่… สมเด็จย่าก็บอกว่า… “ปีใหม่แล้ว…เราไปซื้อจักรยานกัน…” “เอ้า…แคะกระปุก…ดูซิมีเงินเท่าไหร่…?” เสร็จแล้ว…สมเด็จย่าก็แถมให้… ส่วนที่ แถมนะ… มากกว่าเงินที่มีในกระปุกอีก…

มีเมตตา…ให้เงินลูก… ให้…ไม่ได้ให้เปล่า… สอนลูกด้วย…สอนให้ประหยัด สอนว่า…อยากได้อะไร… ต้องเริ่มจากตัวเรา… คำสอนนั้น…ติดตัวในหลวงมาจน ทุกวันนี้…

เขาบอกว่า…ในสวนจิตรเนี่ย… คนที่ประหยัดที่สุด…คือ…ในหลวง… ประหยัดที่สุด… ทั้งน้ำ…ทั้งไฟ… เรื่องฟุ้งเฟ้อ…ฟุ่มเฟือย..ไม่มี …เป็นอันว่า… ภาพนี้ชัดเจน…




หวังที่ ๒. ยามป่วยไข้… หวังเจ้า… เฝ้ารักษา ดูว่าในหลวง ทำกับ แม่ยังไง…? สมเด็จย่า…ประชวรอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช… ในหลวงไปเยี่ยม… ตอนไหนครับ…? ไปเยี่ยมตอน ตี ๑ ตี ๒ ตี ๔ เศษ ๆ…จึงเสด็จกลับ… ไปเฝ้าแม่วันละ หลายชั่วโมง…

แม่…พอเห็นลูกมาเยี่ยม…ก็หายป่วยไปครึ่งหนึ่งแล้ว

ทีมแพทย์ที่รักษาสมเด็จย่า… เห็นในหลวงมาเยี่ยม มาประทับ ก็ต้องฟิต …ตามไปด้วย ต้องปรึกษาหารือกันตลอดเวลาว่า… จะให้ยายังไง…จะเปลี่ยนยาไหม…? จะปรับปรุงการรักษายังไง…ให้ดีขึ้น… ทำให้สมเด็จย่า… ได้รับการดูแลที่ดีขึ้น… เห็นภาพไหม…?

กลางคืน…ในหลวงไปอยู่กับสมเด็จย่า…คืนละหลายชั่วโมง…ไปให้ความ อบอุ่นทุกคืน ลองหันมาดูตัวเราเองซิ… ตอนพ่อแม่ป่วย… โผล่หน้าเข้าไปดูหน่อยนึง ถามว่า…ตอนนี้…อาการเป็นยังไง…? พ่อแม่…ยังไม่ทันตอบเลย ฉันมีธุระ งานยุ่ง ต้องไปแล้ว…โผล่หน้าไปให้เห็น พอแค่เป็นมารยาท… แล้วก็กลับ… เราไม่ได้ไปเพราะความกตัญญู… เราไม่ได้ไปเพื่อ ทดแทนพระคุณท่าน…น่าอายไหม…?

ในหลวง…เสด็จไปประทับกับแม่… ตอนแม่ป่วย…ไปทุกวัน… ไปให้ความ อบอุ่น…ประทับอยู่วันละหลายชั่วโมง… นี่คือ…สิ่งที่ในหลวงทำ

คราวหนึ่ง…ในหลวงป่วย… สมเด็จย่า…ก็ป่วย … ไปอยู่ศิริราช…ด้วยกัน …อยู่คนละมุมตึก… ตอนเช้า… ในหลวงเปิดประตู….แอ๊ด…..ออกมา… พยาบาลกำลัง เข็นรถสมเด็จย่า… ออกมารับลมผ่านหน้าห้องพอดี ในหลวง…พอเห็นแม่… รีบออกจากห้อง… มาแย่งพยาบาลเข็นรถ มหาดเล็ก …กราบทูลว่า ไม่เป็นไร…ไม่ต้องเข็น มีพยาบาลเข็นให้อยู่แล้ว ในหลวงมีรับสั่งว่า…

“แม่ของเรา…ทำไมต้องให้คนอื่นเข็น…เราเข็นเองได้…”

นี่ขนาดเป็นพระเจ้าแผ่นดิน… เป็นกษัตริย์… ยังมาเดินเข็นรถให้แม่ ยังมาป้อนข้าว…ป้อนน้ำให้แม่… ป้อนยาให้แม่ ให้ความอบอุ่นแก่แม่… เลี้ยงหัวใจ แม่… ยอดเยี่ยมจริง ๆ … เห็นภาพนี้แล้ว….ซาบซึ้ง




มาตามดูต่อ….

หวังที่ ๓. เมื่อถึงยาม…ต้องตาย…วายชีวา …หวังลูกช่วย….ปิดตา …เมื่อสิ้นใจ วันนั้น…ในหลวง…เฝ้าสมเด็จย่า อยู่จนถึงตี ๔ ตี ๕ เฝ้าแม่อยู่ทั้งคืน… จับมือแม่…กอดแม่…ปรนนิบัติแม่… จนกระทั่ง…”แม่หลับ…” จึงเสด็จกลับ

พอถึงวัง… เขาโทรศัพท์มาบอกว่า… สมเด็จย่าสิ้นพระชนม์… ในหลวง…รีบเสด็จกลับไป…ศิริราช… เห็นสมเด็จย่านอนหลับตาอยู่บนเตียง… ในหลวง ทำยังไงครับ…?

ในหลวงตรงเข้าไป… คุกเข่า…กราบลงที่หน้าอกแม่… พระพักตร์ในหลวง…ตรงกับหัวใจแม่… “ขอหอมหัวใจแม่…เป็นครั้ง สุดท้าย…” ซบหน้านิ่ง…อยู่นาน… แล้วค่อย ๆ เงยพระพักตร์ขึ้น…. น้ำพระเนตรไหลนอง….

ต่อไปนี้… จะไม่มีแม่ให้หอมอีกแล้ว… เอามือ…กุมมือแม่ไว้ มือนิ่ม ๆ …..ที่ ไกวเปลนี้แหละ ที่ปั้นลูก…จนได้เป็นกษัตริย์… เป็นที่รักของคนทั้งบ้านทั้งเมือง…ชีวิตลูก….แม่ปั้น…

มองเห็นหวี… ปักอยู่ที่ผมแม่… ในหลวงจับหวี…ค่อย ๆ หวีผมให้แม่…หวี… หวี…หวี…. หวีให้แม่สวยที่สุด… แต่งตัวให้แม่…ให้แม่สวยที่สุด… ในวันสุดท้าย ของแม่….

เป็นภาพที่ประทับใจอาจารย์เป็นที่สุด… เป็นสุดยอดของลูกกตัญญู…. หาที่เปรียบไม่ได้อีกแล้ว…..

กษัตริย์…..ยอดกตัญญู

ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ





จาก chaoprayanews.com








มหากษัตริย์ไทย ในความสนใจของโลก
บทบ.ก.นสพ.แนวหน้า




ใกล้วันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นำหนังสือเฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่าน เรื่อง The King of Thailand in World Focus “พระมหากษัตริย์ไทย ในความสนใจของโลก” ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทยจัดทำขึ้นเมื่อปี ๒๕๕o มาอ่านทบทวนถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน ที่ได้รับการเผยแพร่ชื่นชมจากสื่อระดับโลกด้วยความภาคภูมิใจที่เป็นหนึ่งใน ๖๗ ล้านคนไทยที่อยู่ใต้บารมีของพระองค์ท่าน

The King of Thailand in World Focus เป็นหนังสือรวบรวมพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ตั้งแต่วันพระราชสมภพ จนถึงวันที่หนังสือพิมพ์จำหน่ายเดือนกันยายน ๒๕๕o หนังสือขนาดจัมโบ้ไซส์ หนา ๒๖o หน้า บรรจุเรื่องราวทั้งหมดที่สื่อต่างประเทศสัมภาษณ์ รายงานถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ในระหว่างเสด็จฯทรงเยือนต่างประเทศ ทั่วโลก ตลอดถึงพระราชกรณียกิจทั่วราชอาณาจักรไทย

วันนี้ขอยกตัวอย่าง เรื่องพระองค์ทรงขอให้สื่อมวลชนช่วยกระจายข่าวเรียกร้องให้ประชาชน อุทิศกายใจเพื่อ “สันติภาพโลก” ในระหว่างเสด็จฯทรงเยือนประเทศญี่ปุ่น ในฐานะราชอาคันตุกะของจักรพรรดิเมื่อเดือนมิถุนายน ปี ๒๕o๖

หนังสือพิมพ์ไมนิจิ ชิมบุน รายงานข่าว เมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕o๖ โปรยข่าวนำว่า “พระเจ้าอยู่หัวไทย ตรัสถึงประเทศญี่ปุ่นว่า ประทับใจในวัฒนธรรมประเพณีเก่าแก่และวิวัฒนาการเทคโนโลยีสมัยใหม่”

หนังสือพิมพ์ไมนิจิ ชิมบุน รายงานว่า กษัตริย์ภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯทรงเยือนเมืองเกียวโตและเมืองนาโกยา โดยรถไฟขบวนพิเศษเมื่อวาน ได้เสด็จพระราชดำเนินกลับมาถึงกรุงโตเกียว ในเวลาบ่าย o๓.๓o น.วันนี้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช จัดเลี้ยงพระกระยาหารค่ำรับรองพระบรมวงศานุวงศ์จักรพรรดิ ณ ภัตตาคาร ตาคานาวะ โกริงคากุ ก่อนงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ พระองค์พระราชทานสัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนต่างประเทศและสื่อมวลชนญี่ปุ่นที่ทำเนียบฯรับรองมินาโตกุ-โตเกียว เป็นเวลา ๒o นาที ในระหว่างการสัมภาษณ์ พระองค์ตรัสว่า “ประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นมีขนบธรรมเนียมปฏิบัติตามหลักพุทธศาสนาเหมือนกัน ดังนั้นใคร่ขอให้เราได้ร่วมมือกันประสานมือกันเพื่อสันติภาพโลก” หนังสือพิมพ์ในประเทศญี่ปุ่นยกย่องว่ากษัตริย์หนุ่มพระองค์นี้ มีไหวพริบดีมากที่นำคำว่า “สันติภาพโลกมาตรัส สัมพันธ์กับการเสด็จฯทรงเยือนญี่ปุ่น”

หนังสือพิมพ์ ไมนิจิ ชิมบุน ให้รายละเอียดว่า กษัตริย์หนุ่มในชุดสูทสีน้ำเงินเข้ม ประทานพระหัตถ์ให้สื่อมวลชนทุกคนสัมผัสก่อนแย้มพระสรวลตรัสว่า “เอาล่ะ ทุกท่านสามารถป้อนคำถามข้าพเจ้าตามที่ท่านต้องการได้แล้ว”

พระองค์ตรัสเปิดประเด็นว่า “ข้าพเจ้าประทับใจในเมืองเกียวโตมาก เมืองที่ด้านหนึ่งได้อนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีเก่าแก่ไว้เป็นอย่างดี ในขณะที่อีกด้านหนึ่งเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็กำลังเจริญรุ่งเรือง ซึ่งเป็นสิ่งน่าสนใจมากคือ สวนหินในวัดเรียวอันจิในเมืองเกียวโตสวยงามเป็นพิเศษ ศิลปะญี่ปุ่นวิเศษมากที่ได้สร้างความงามเป็นรูปธรรมซ่อนเร้นไว้ เช่นในสวนหินเมื่อห้าร้อยกว่าปีก่อน สวนหินแห่งนี้ได้สร้างแรงดลใจสำหรับการแต่งเพลงใหม่ของข้าพเจ้า”

กษัตริย์ผู้เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าเชี่ยวชาญด้านถ่ายภาพพระองค์หนึ่งตรัสว่า “ญี่ปุ่นผลิตกล้องถ่ายรูปทั้งเลนส์และบอดี้ได้ดีมาก ข้าพเจ้าถ่ายรูปไว้หลายร้อยรูป ตลอดเวลาการเยือนญี่ปุ่นคราวนี้ มากจนนับไม่ถ้วน หวังว่าคงออกมาดี”

“ข้าพเจ้าซื้อสร้อยไข่มุกไปฝากเจ้าหญิง แต่ยังไม่รู้จะซื้ออะไรฝากเจ้าชายดี พวกท่านพอมีคำแนะนำดี ๆ บ้างไหม” พระองค์ตรัสแสดงให้เห็นถึงความเอื้ออาทรของเสด็จพ่อ

ท้ายที่สุดพระองค์เรียกร้องให้สื่อมวลชนทั้งสองประเทศ (หมายถึงไทยและญี่ปุ่น) ให้ช่วยบอกประชาชนทั้งสองประเทศผ่านหนังสือพิมพ์ของท่าน “ให้ร่วมมือกันอุทิศตนเพื่อสันติภาพโลก” ในท้ายที่สุดพระองค์ท่านตรัสคำว่า “อาริกาโตะ” อย่างชัดถ้อยคำทั้ง ๆ ที่เพิ่งเรียนภาษาญี่ปุ่นได้ไม่นาน

หนังสือพิมพ์ในประเทศญี่ปุ่นเมื่อ ๕o กว่าปีก่อนรายงานข่าวชื่นชมพระองค์ท่านที่ใช้ปฏิภาณไหวพริบในการประทานสัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยตรัสชื่นชมที่ประเทศญี่ปุ่นอนุรักษ์ศิลปะ วัฒนธรรมประเพณีเก่าแก่ ไว้ได้ดี พร้อม ๆ กับการพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมยุคใหม่

“พระองค์ท่านตรัสว่าสวนหินในเมืองเกียวโต เป็นแรงดลใจพระองค์ในการแต่งเพลงใหม่ และนำเรื่องผลิตกล้องในประเทศญี่ปุ่นมาสัมพันธ์กับถ่ายภาพซึ่งเป็นงานอดิเรกของพระองค์ท่าน”

พระองค์นำเรื่องพุทธศาสนาที่มีรากฐานเหมือนกันระหว่างไทย-ญี่ปุ่นขึ้นมาเรียกร้อง ให้คนทั้งสองประเทศอุทิศตน “เพื่อสันติภาพโลก” พระองค์ยกเรื่องสร้อยไข่มุกฝากเจ้าหญิง และขอคำแนะนำของขวัญสำหรับเจ้าชายน้อย แสดงให้เห็นความใส่ใจ ความเอื้ออาทรต่อครอบครัวของพระองค์

หนังสือเรื่อง “กษัตริย์ไทยในความสนใจของโลก” มีเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งในประเทศและพระราชกรณียกิจที่พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินทรงเยือนประเทศต่างๆ ทั่วโลก หนังสือเล่มนี้เป็นที่รวบรวมบทความ บทสัมภาษณ์ และรายงานพิเศษเกี่ยวกับในหลวงที่สื่อมวลชนต่างประเทศทั่วโลกได้รายงานไว้ ตลอดเวลากว่า ๖o ปีที่ผ่านมา

ในฐานะสื่อมวลชนมีความภาคภูมิใจและรู้สึกเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิต ที่บทความรายงานชิ้นหนึ่ง ได้รับการบรรจุไว้ใน ๑o๔ ของหนังสือเรื่อง “พระมหากษัตริย์ไทยในความสนใจโลก” บทความชื่อว่า Thai King advise “Gentle approach” to southern violence

บทความที่ชื่อว่า “ในหลวงทรงแนะให้ใช้เมตตา ในการแก้ปัญหาความรุนแรงในภาคใต้” เรื่องนี้รายงานให้กับสำนักข่าวเอพี เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๗ ไม่กี่วันหลังจากพี่น้องมุสลิม ๘๕ คน เสียชีวิตในเหตุการณ์ปราบปรามการชุมนุมประท้วงที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส

หลังเหตุการณ์รุนแรง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเวลานั้นให้สัมภาษณ์ว่า ในขณะที่เข้าเฝ้าฯถวายรายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงแสดงความกังวลถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นในภาคใต้ ทรงแนะนำให้ใช้ “ความเมตตาแก้ปัญหา ใช้ความเข้าใจ เข้าถึง พัฒนาแก้ปัญหาความรุนแรงในภาคใต้”

บทความชิ้นนี้เขียนจากคำให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีที่กล่าวว่า “รัฐบาลน้อมรับกระแสพระราชดำรัสที่ทรงแนะนำว่า ให้ใช้เมตตาธรรม และให้คนท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา พระองค์ทรงกังวลมาก และไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่รัฐทำร้ายประชาชนอีก” พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กล่าวกับผู้สื่อข่าว หลังจากเข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

บทความซึ่งแสดงให้เห็นความที่พระองค์ท่านทรงเป็นห่วงกังวลต่อพสกนิกรของท่าน ได้รับการคัดเลือกให้ตีพิมพ์ในหนังสือ “พระมหากษัตริย์ไทยในความสนใจโลก” เป็นหนึ่งในหลายร้อยชิ้นของรายงานข่าวที่สื่อมวลชนทั่วโลก ตีพิมพ์ไว้หนังสือเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๗ ข้าพเจ้านายสุทิน วรรณบวร ผู้เขียนคอลัมน์ วิภาคสื่อเทศ วิเทศสื่อไทย ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญ มีพระชนม์ชีพยั่งยืนนาน ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ


จากคอลัมน์ "วิภาคสื่อเทศ วิเทศสื่อไทย"
นสพ.แนวหน้า ๔ ธ.ค. ๒๕๕๗








พระเจ้าอยู่หัว พ่อของแผ่นดินไทย
บทบ.ก.นสพ.แนวหน้า


วันนี้คือวันมหามงคลของคนไทยทั้งประเทศ วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่พสกนิกรไทยทุกคนตั้งใจรอคอยมาโดยตลอดด้วยความมุ่งหวังจะได้เห็น “พ่อของแผ่นดิน” เสด็จออกมหาสมาคมเพื่อให้คนไทยทั้งประเทศได้เฝ้าชมพระบารมี

สีเหลืองของเสื้อที่ลูกทุกคนของ “พ่อ” บนแผ่นดินนี้พร้อมใจกันสวมใส่มาตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม และจะยิ่งมีสีเหลืองกระจายมากยิ่งขึ้นบนพระราชอาณาจักรไทยในวันที่ ๕ ธันวาคม นอกจากนี้ลูกทุกคนของ “พ่อ” ตั้งใจว่าจะสวมเสื้อสีเหลืองตลอดเดือนมหามงคลนี้ เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อพ่อของแผ่นดิน

ลูกทุกคนของ “พ่อ” บอกกันปากต่อปากเป็นเสียงเดียวกันว่า ต้องการแสดงให้ “พ่อของแผ่นดิน” ได้ทรงรับรู้ว่าลูกของพ่อทุกคนรักและเทิดทูนพระเจ้าอยู่หัวของเขามากกว่าสิ่งใดๆ ในโลกใบนี้

พสกนิกรไทยรักพระเจ้าอยู่หัวของเขาด้วยเหตุผลสำคัญคือ เพราะคนไทยทุกคนตระหนักดีว่าพระเจ้าอยู่หัวของเขาทรงรักคนไทยมากเหลือเกิน พระองค์ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระกำลังของพระองค์เพื่อให้ลูกไทยทุกคนมีความสุขอย่างยั่งยืน และอยู่ดีกินดี

เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่คนไทยไม่ได้เฝ้าชมพระบารมีในวันเฉลิมพระชนมพรรษาเหมือนเช่นเมื่อครั้งในอดีต หลายปีมานี้คนไทยไม่มีความสุข ไม่มีความสดชื่น ไม่มีความอิ่มเอมใจ เพราะคนไทยไม่ได้ยินพระราชดำรัสจากพระองค์ท่าน ซึ่งเปรียบเสมือนน้ำทิพย์จากสรวงสวรรค์ที่ช่วยชโลมใจคนไทยให้อิ่มเอิบสุดปีติ คนไทยทุกคนเฝ้ารอพระราชดำรัสที่เคยพระราชทานให้คนไทยเสมอมาในวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันเฉลิมพระชนมพรรษาปีนี้ ลูกทุกคนของพ่อต่างกราบกรานและไหว้วอนขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วทุกสารทิศเหมือนเช่นเคย ลูกทุกคนของพ่อขอให้ “พ่อ” พระผู้เป็นมิ่งขวัญของพสกนิกรทั้งแผ่นดินทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์ ทรงเป็นร่มโพธิ์ทองของคนไทยตลอดไปนานเท่านานชั่วนิรันดร์กาล

คนไทยทุกคนบอกเหมือนกันว่า เขาโชคดีเหลือเกินที่ได้เกิดมาอยู่ภายใต้ร่มพระบารมีของพระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงทศพิธราชธรรม พระเจ้าแผ่นดินที่ทรงรักคนไทยมากเกินจะหาคำมาบรรยายได้ พระเจ้าแผ่นดินที่ทรงสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความผาสุกของพสกนิกรของพระองค์

ปีนี้เสียงจากลูกไทยทุกคนที่จะร่วมกันกู่ก้องสรรเสริญว่า “ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน” จะดังกึกก้องกว่าปีไหนๆ ปีนี้ สีเหลืองจากเสื้อที่ลูกทุกคนพร้อมใจสวม และสีเหลือจากธงเฉลิมพระเกียรติจะเหลืองอร่ามทั่วทุกหนแห่งบนพระราชอาณาจักรไทย

คนไทยตระหนักเสมอมาว่า พระเจ้าอยู่หัวของเขานั้นมิได้ทรงเป็นแค่เพียงพระมหากษัตริย์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐเท่านั้น แต่พระองค์ท่านยังทรงเปรียบประดุจพระโพธิสัตว์ที่เสด็จมาเพื่อโปรดคนไทยทั้งแผ่นดิน ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้คนไทยยกย่องและเทิดทูนพระเจ้าอยู่หัวของเขาว่า ทรงเป็นประดุจพ่อของแผ่นดินไทย


จากนสพ.แนวหน้า ๕ ธ.ค. ๒๕๕๗











ในหลวงของประชาชน
คัดลอกจากหนังสือ คงธรรม ครองไทย
ผู้เขียน : คุณหญิงบุษยา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา


ในระยะเวลาที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จประทับอยู่ต่างประเทศ เพื่อทรงศึกษาเป็นเวลานานปี เมื่อยังทรงพระเยาว์อยู่นั้น พระองค์มิได้ทรงคาดฝันเลยว่าจะต้องเสด็จฯ กลับมารับพระราชภารกิจเป็นพระมหากษัตริย์ประมุขของประเทศไทย สืบราชสมบัติจากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ผู้ทรงเป็นสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช ในระยะเวลาอันรวดเร็วเช่นนั้น แต่ด้วยพระราชหฤทัยเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ พระสติปัญญาเฉียบแหลม และสุขุมคัมภีรภาพ ทรงพิจารณาปรับพระองค์และค่อยๆ ปรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นพระราชภาระหน้าที่ให้เข้ากับสภาวะปัจจุบันได้อย่างแนบเนียน










ด้วยพระปรีชาสามารถอันเป็นที่น่าอัศจรรย์ สำนึกในพระราชหฤทัยอยู่เสมอว่า พระมหากษัตริย์ของไทยจะต้องเป็นผู้ที่บุคคลทั้งหลายเชื่อถือ และนับถืออย่างสนิทใจเป็นเอกฉันท์ พระองค์ทรงประพฤติปฏิบัติมั่นในทศพิธราชธรรม และหลักธรรมของพระมหากษัตริย์ทุกประการในการปกครองด้วยความเที่ยงธรรม เพื่อประโยชน์และความสงบสุขของประชาชนเป็นนิจนิรันดร์ ทรงเป็นที่พึ่งอันใหญ่ยิ่งของประชาชนทุกเพศทุกวัย เพราะทรงร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยตลอดมา ความทุกข์ของประชาชนคือ ความทุกข์ของพระองค์ พระองค์ทรงทำให้สถาบันของพระมหากษัตริย์ทวีความหมายในการเป็นหลักชัยของประเทศชาติและประชาชนอย่างมากล้นและลึกซึ้ง ทั้งยังทรงรูปแบบของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยไว้เป็นแบบอย่างอันดีงาม โดยทรงได้รับแรงสนับสนุนสนองของพระเดชพระคุณร่วมพระราชหฤทัยปฏิบัติพระราชภารกิจเป็นอเนกประการ จาก สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทุกพระองค์อุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชน ตามรอย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อยู่ทุกทิวาราตรีกาล โดยมิได้ทรงเหน็ดเหนื่อย ท้อถอยพระวรกายและพระหฤทัยแม้แต่น้อย










แต่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มิได้ทรงหยุดยั้งปฏิบัติพระราชภารกิจ เพื่อบ้านเมืองและประชาชนอยู่เท่าที่ปรากฏแก่ตาของเราทั้งหลายในปัจจุบันนี้เท่านั้น ในนิตยสารผู้นำ (The Leader) ประจำเดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๒๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงได้พระราชทานความหมายของ “การเป็นมนุษย์” ขึ้นไปอีก คือจะต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นผลดีต่อประเทศชาติและเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ภายในระยะเวลากว่า ๗๒ ปีที่ผ่านมา สายสัมพันธ์จากดวงพระราชหฤทัยแห่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงผูกพันหัวใจของประชาชนชาวไทยไว้อย่างแน่นแฟ้น จนกล่าวได้อย่างภาคภูมิว่า พระองค์ท่านทรงเป็น “ศูนย์รวมแห่งจิตใจของประชาชนไทยทั้งประเทศ”










จากเจ้านายเล็ก ๆ แห่งราชวงศ์จักรี ผู้ทรงใช้ชีวิตวัยเยาว์เยี่ยงสามัญชน จนเมื่อทรงก้าวเข้าสู่ฐานะพระมหากษัตริย์แห่งกรุงสยาม ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อชาวไทยมาตลอดโดยมิได้เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย พระองค์ทรงตรากตรำฟันฝ่าอุปสรรคและความยากลำบากนานัปการด้วยพระราชวิริยอุตสาหะและความเสียสละทุ่มเททั้งกำลังพระวรกาย กำลังปัญญา และกำลังพระราชทรัพย์เพื่อขจัดทุกข์ภัยแก่ราษฎร ผู้ที่อาศัยอยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร ต่างสำเหนียกและสำนึกในความรัก ความอาทร และความผูกพันอันลึกซึ้งที่ทรงมีต่อพสกนิกรของพระองค์มิเสื่อมคลาย ทรงห่วงใยทุกข์สุขของไพร่ฟ้าตลอดเวลาแม้ในยามที่ทรงพระประชวร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเคยรับสั่งกับข้าราชบริพารว่า การเป็นพระเจ้าแผ่นดินนั้นจะต้องเป็น ๒๔ ชั่วโมง พระองค์ทรงอยู่บนยอดพีระมิดของสังคม แต่เป็นพีระมิดหัวกลับ คือ พระองค์ท่านอยู่ด้านล่าง เพื่อรองรับปัญหาทุก ๆ อย่างของประชาชน และอีกครั้งหนึ่งพระองค์ท่านรับสั่งเกี่ยวกับการทำงานเพื่อชาติว่า “งานทุกอย่างมีข้างหลังเหมือนกับเหรียญบาท งานด้านหน้ามีคนเยอะแยะ จะมีคนแย่งกันทำและเห็นผลได้ชัด และปูนบำเหน็จกันได้เต็มที่ แต่ไอ้งานด้านหลังนี้ไม่ปรากฏต่อสายตาคน ต้องคนที่เข้าใจงานและหน้าที่ของตัวเองจริง ๆ ถึงจะทำได้และต้องเสียสละด้วย เพราะงานด้านหลังเป็นงานปิดทองหลังพระ ต้องยอมรับว่าจะไม่ได้อะไรตอบแทนเลยนอกจากความจริงใจ ในการทำงาน และหน้าที่ของตน จำไว้อีกอย่าง...งานของพระมหากษัตริย์ที่แท้ส่วนใหญ่ก็เป็นงานด้านหลังนี้”










ด้วยพระราชจริยาวัตรอันงดงาม ไม่ถือพระองค์ยามเมื่อทรงอยู่ท่ามกลางประชาชนของพระองค์ และด้วยพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ ซึ่งได้ประจักษ์แก่ใจชาวไทยและชาวโลกเป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า พระองค์มิใช่เป็นเพียงพระมหากษัตริย์ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะองค์พระประมุขในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น แต่เป็นพระภัทรมหาราชผู้ประเสริฐ ผู้ทรง “ครองแผ่นดินโดยธรรม” ด้วยการสละแล้วซึ่งทุกสิ่งเพื่อ “ประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”



จากนสพ.แนวหน้า ๕ ธ.ค. ๒๕๕๗








พระราชอารมณ์ขันของในหลวง


โลกได้รับรู้ถึงพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมานาน เพราะพระราชกรณียกิจที่มีอยู่แทบทุกด้าน พระองค์ทรงเป็นที่สรรเสริญเกี่ยวกับพระราชดำริในเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่ง โคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ ได้ถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์แด่พระองค์

อย่างไรก็ตามอีกมุมหนึ่ง มีเรื่องเล่าจากบุคคลใกล้ชิดถึงพระราชอารมณ์ขันของในหลวง ซึ่งปรากฏอยู่หลายเหตุการณ์ และมีการเก็บรวบรวมในหลายแหล่ง แต่อาจยังไม่ผ่านตาประชาชนบางส่วน จึงขอนำมาเผยแพร่อีกช่องทางหนึ่ง โดยแบ่งเป็นหัวข้อในแต่ละเหตุการณ์


"ให้ในหลวงผ่านก่อนนะ"

ระยะแรกราวปี พ.ศ. ๒๔๙๘ เป็นต้นมา คราใดที่เสด็จพระ ราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับ ณ วังไกลกังวลนั้น จะทรงขับรถยนต์พระที่นั่งไปยังท้องที่ห่างไกลทุรกันดารย่านหัวหิน หนองพลับแก่งกระจาน ด้วยพระองค์เอง ทำนองเสด็จประพาสต้นของรัชกาลที่ ๕ โดยที่ราษฎรไม่รู้ตัวล่วงหน้าว่า ทรงมาถึงแล้ว

วันหนึ่งทรงขับรถยนต์พระที่นั่งผ่านไปถึงยังบริเวณหมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านหมู่บ้านห้วยมงคล อำเภอหัวหิน ซึ่งราษฎรกำลังช่วยกันตบแต่งประดับซุ้มรับเสด็จกันอย่างสนุกสนานครื้นเครง และไม่คาดคิดว่าเป็นรถยนต์พระที่นั่งส่วนพระองค์ ต้องให้ในหลวงเสด็จฯ ก่อนแล้วพรุ่งนี้ถึงจะลอดผ่านซุ้มได้.. "วันนี้ห้ามลอดผ่านซุ้มนี้ เพราะขอให้ในหลวงผ่านก่อนนะ..ทรงขับรถพระที่นั่งเบี่ยงข้างทางไม่ลอดซุ้มดังกล่าว"

วันรุ่งขึ้นเมื่อทรงขับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในหมู่บ้านนี้อย่างเป็นทางการพร้อมคณะข้าราชบริพารผู้ติดตาม และมีพระราชดำรัสทักทายกับชายผู้นั้นที่เฝ้าอยู่หน้าซุ้มเมื่อวันวานว่า "วันนี้ฉันเป็นในหลวง..คงผ่านซุ้มนี้ได้แล้วนะ.."


"จะให้เป็นช่าง"

มีเรื่องนึงเคยฟังจากผู้ใหญ่เล่าเมื่อนานมาแล้ว มีช่างไปทำฝ้าเพดานในวัง คนนึงกำลังยืนบนบันได ส่วนหัวอยู่ใต้ฝ้า อีกคนคอยจับบันไดอยู่ด้านล่าง พอดีในหลวงเสด็จฯ มา คนที่อยู่ข้างล่างเห็นในหลวงก็ก้มลงกราบ คนอยู่ด้านบนไม่เห็น ก็บอกว่า "เฮ้ย จับดี ๆ หน่อยสิ อย่าให้แกว่ง" ในหลวงทรงจับบันไดให้ เค้าก็บอกว่า "เออ ดี ๆ เสร็จงานนี้จะให้เป็นช่างจริง" (สงสัยคงจะเพิ่งเข้ามาทำงานยังไม่ผ่านโปร) พอเสร็จก็ก้าวลง พอเห็นว่าในหลวงเป็นคนจับบันไดให้ ถึงกับเข่าอ่อน จะตกบันได รีบลงมาก้มกราบ ในหลวงตรัสกับช่างว่า "แหม ดีนะที่ชมว่าใช้ได้ แถมจะปรับตำแหน่งให้เป็นช่างอีกด้วย"


"ทำไมหน้าเหมือนในหลวงจัง?"

เคยมีคนเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งพ่อหลวงทรงเสด็จฯ ไปที่ตลาดสด ทรงแวะไปเสวยก๋วยเตี๋ยว แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวเห็นก็สงสัย จึงทูลถามท่านว่า "ทำไมหน้าเหมือนในหลวงจัง?" ท่านไม่ตอบอะไรได้แต่ทรงยิ้ม ๆ ทรงจ่ายเงินค่าก๋วยเตี๋ยวแล้วตรัสชมว่าก๋วยเตี๋ยวอร่อย ส่วนแม่ค้ามารู้ทีหลังว่าเป็นท่านก็ได้แต่ปลื้ม


"ผู้หญิงตกเป็นของใคร?"

บางครั้งในหลวงของเราก็ต้องทรงทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเกี่ยวกับปัญหาครอบครัว เช่น ชาวเขาคนหนึ่งได้มากราบบังคมทูลร้องทุกข์ว่า เขาได้ให้หมู ๒ ตัวกับเงินก้อนหนึ่งแก่เมีย แต่เมียพอได้เงินแล้วกลับหนีตามชู้ไป พระองค์ก็ทรงตัดสินว่า สามีจะต้องได้รับเงินชดใช้ และให้ปล่อยภรรยาไปตามใจของเธอ ญาติของทั้ง ๒ ฝ่ายก็พอใจ รับสั่งเล่าด้วยพระราชอารมณ์ขันว่า "แต่ที่แย่ก็คือ ฉันต้องควักเงินให้ไป ผู้หญิงนั้นก็เลยต้องตกเป็นของฉัน" รับสั่งแล้วก็ทรงพระสรวล สักครู่หนึ่ง หญิงผู้นั้นก็นำสุราพื้นเมืองมาถวาย "ถ้าฉันเมาพับไป อะไรจะเกิดขึ้น ก็ไม่รู้."


"สามร้อยตุ่ม"

ครั้งหนึ่งมีรับสั่งเล่าเรื่อง "ยุง" ด้วยพระราชอารมณ์ขันว่า "..ที่บางจาก แต่ไม่มีจากหรอกนะ ยุงชุมมากเลย ไปยืนดูแผนที่ เลยโดนยุงรุมกัดขาทั้งสองข้าง กลับมาขาบวมแดง ไปสกลนครกลับมาแล้วถึงได้ยุบลง มองเห็นเป็นตุ่มแดง ลองนับดูได้ข้างละร้อยห้าสิบตุ่ม สองข้างรวมสามร้อยพอดี.."

พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปที่จังหวัดสกลนครเพื่อเยี่ยมเยียนชาวบ้าน และพระองค์ก็ตรัสถามชายคนหนึ่งที่มาเข้าเฝ้าฯ เพราะแขนเจ็บเข้าเฝือก ในหลวงรับสั่งถามว่า "แขนเจ็บไปโดนอะไรมา" ชายคนนั้นตอบว่า "ตกสะพาน" แล้วในหลวงรับสั่งกลับไปอีกว่า "แล้วแขนอีกข้างหนึ่งล่ะ" ชายคนนั้นก็ตอบกลับมาอีกว่า "แขนข้างนี้ไม่ได้ตกลงไปด้วย ตกข้างเดียว" ในหลวงของเราก็ทรงพระสรวล

ครั้งหนึ่งมีรับสั่งเล่าเรื่อง "ยุง" ด้วยพระราชอารมณ์ขันว่า "..ที่บางจาก แต่ไม่มีจากหรอกนะ ยุงชุมมากเลย ไปยืนดูแผนที่ เลยโดนยุงรุมกัดขาทั้งสองข้าง กลับมาขาบวมแดง ไปสกลนครกลับมาแล้วถึงได้ยุบลง มองเห็นเป็นตุ่มแดง ลองนับดูได้ข้างละร้อยห้าสิบตุ่ม สองข้างรวมสามร้อยพอดี.."

พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปที่จังหวัดสกลนครเพื่อเยี่ยมเยียนชาวบ้าน และพระองค์ก็ตรัสถามชายคนหนึ่งที่มาเข้าเฝ้าฯ เพราะแขนเจ็บเข้าเฝือก ในหลวงรับสั่งถามว่า "แขนเจ็บไปโดนอะไรมา" ชายคนนั้นตอบว่า "ตกสะพาน" แล้วในหลวงรับสั่งกลับไปอีกว่า "แล้วแขนอีกข้างหนึ่งล่ะ" ชายคนนั้นก็ตอบกลับมาอีกว่า "แขนข้างนี้ไม่ได้ตกลงไปด้วย ตกข้างเดียว" ในหลวงของเราก็ทรงพระสรวล


"ไม่เคยชิมซักที"

พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรที่ทางภาคใต้ คือจังหวัดนราธิวาส ทางใต้นี้มีปัญหาเรื่องดินเป็นกรด มีความเค็ม พระองค์จึงรับสั่งถามกับชาวบ้านที่มาเฝ้าฯ รับเสด็จว่า "ดินหลังบ้านเป็นอย่างไร เค็มไหม" ชาวบ้านก็มองหน้ากันแล้วทำหน้างง ก่อนตอบกลับมาว่า "ไม่เคยชิมซักที" ในหลวงก็รับสั่งกับข้าราชบริพารที่ตามเสด็จว่า "ชาวบ้านแถวนี้เขามีอารมณ์ขันกันดีนะ""เราจับได้แล้ว"ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา นางสนองพระโอษฐ์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ...ครั้งหนึ่งในงานนิทรรศ การ "ก้าวไกลไทยทำ" วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๘ The BOI Fair 1995 commemorates the 50th Anniversary of His Majesty King Bhumibol Adulyadej's reign" (Board of Investment Fair 1995 BOI) หลังจากที่เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตามศาลาการแสดงต่างๆ ก็มาถึง ศาลาโซนี่ (อิเล็กทรอนิกส์) ภายในศาลาแต่งเป็น "พิภพใต้ทะเล" โดยใช้เทคนิคใหม่ล่าสุด "Magic Vision" น้ำลึก 20,000 league จะมีช่วงให้แลเห็นสัตว์ทะเลว่ายผ่านไปมา ปลาตัวเล็กๆ สีสวยจะว่ายเข้ามาอยู่ตรงหน้า ข้อสำคัญเขาเขียนป้ายไว้ว่า...ถ้าใครจับปลาได้เขาจะให้เครื่องรับโทรทัศน์ พวกเราไขว่คว้าเท่าไหร่ก็จับไม่ได้ เพราะเป็นเพียงแสงเท่านั้น

แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสว่า "เราจับได้แล้ว" พร้อมทั้งทรงยกกล้องถ่ายรูปชูให้ผู้บรรยายดู แล้วรับสั่งต่อ "อยู่ในนี้" ต่อจากนั้นคงไม่ต้องเล่า เพราะเมื่ออัดรูปออกมาก็จะเป็นภาพปลาและจับต้องได้ บริษัทโซนี่จึงต้องน้อมเกล้าฯ ถวายเครื่องรับโทรทัศน์ตามที่ประกาศไว้...


"ทรงพระนามว่าเกาะช้าง"

ครั้งหนึ่งพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางทะเล ระหว่างทางผ่านเกาะช้าง ทรงถามข้าราชการท้องถิ่นคนหนึ่งว่า "เกาะนั้นชื่ออะไร" ข้าราชการทูลตอบว่า "เกาะนั้นทรงพระนามว่า เกาะช้างพ่ะย่ะค่ะ" ตรัสว่า "ถ้างั้นก็เป็นญาติกับฉันน่ะสิ" (ถ้างงก็กลับไปอ่านอีกรอบ)


"ส่งเสี่ยกลับวัง"

เมื่อสมัยก่อนเสด็จแปรพระราชฐานไปยังหัวหิน มักจะเสด็จฯ ออกไปยังตลาดหัวหินบ่อยครั้ง และบางครั้งโดยลำพังพระองค์ มีครั้งหนึ่งระหว่างจะเสด็จฯ กลับ ซาเล้งที่ตลาดทูลถามว่า "ไปไหมเสี่ย" ปรากฏว่าเสี่ยพระองค์นี้สนพระทัยก็ตรัสจ้างไปยังวังไกลกังวล โดยที่ซาเล้งคนนั้นไม่รู้ นึกว่าเป็น ข้าราชการ แต่พอถึงหน้าวัง ทหารสั่งวันทยาวุธ เท่านั้นแหละ ซาเล้งถึงรู้ว่าเสี่ยที่มาส่งน่ะเป็นใคร


"ที่สวรรคตแล้ว กิโลละ ๔o บาท"

เหตุการณ์เกิดที่จังหวัดตาก เมื่อพระเทพเสด็จฯ ไปเยี่ยมราษฎรตามที่ต่างๆ และได้เสด็จฯ ไปเยี่ยมประชาชนในตลาดสด และถามความเป็นอยู่กับบรรดาแม่ค้าในตลาด แต่ก็มาถึงแม่ค้าปลา ซึ่งพระองค์ตรัสถามว่า 'ปลาพวกนี้ขายอย่างไงจ๊ะ' แม่ค้าตอบว่า 'ที่สวรรคตแล้ว กิโลละ ๔o บาท และที่เสด็จไปเสด็จมา กิโลละ ๘o บาทจ้ะ' เหตุการณ์นี้ทำให้ข้าราชบริพารที่ตามเสด็จหัวเราะกันทุกคน


"คนที่แบงก์"

เช้าวันหนึ่ง เวลาประมาณ ๗ โมงเช้า นางสนองพระโอษฐ์ของฟ้าหญิงองค์เล็ก ได้รับโทรศัพท์เป็นเสียงผู้ชาย ขอพูดสายกับฟ้าหญิง ทางนางสนองพระโอษฐ์ก็สอบถามว่าใครจะพูดสายด้วย ก็มีเสียงตอบกลับมาว่า คนที่แบงก์ นางสนองพระโอษฐ์ก็งง...งงว่าคนที่แบงก์ทำไมโทร.มาแต่เช้า แบงก์ก็ยังไม่เปิดนี่ แต่พอฟ้าหญิงรับโทรศัพท์แล้วถึงได้รู้ว่า คนที่แบงก์น่ะ ก็ที่แบงก์จริง ๆ นะ ไม่เชื่อเปิดกระเป๋าตังค์ แล้วหยิบแบงก์มาดูสิ


"ใช้ราชาศัพท์ได้อย่างน่าฉงน"

อีกครั้งหนึ่งที่ภาคอีสาน เมื่อเสด็จฯ ขึ้นไปทรงเยี่ยมบนบ้านของราษฎรผู้หนึ่ง ที่คณะผู้ตามเสด็จทั้งหลายออกแปลกใจในการ กราบบังคมทูลที่คล่องแคล่วและใช้ราชาศัพท์ได้อย่างน่าฉงน เมื่อในหลวงมีพระราชปฏิสันถารถึงการใช้ราชาศัพท์ได้ดีนี้ จึงมีคำกราบบังคมทูลว่า 'ข้าพระพุทธเจ้าเป็นโต้โผลิเกเก่า บัดนี้มีอายุมากจึงเลิกรามาทำนาทำสวนพระพุทธเจ้า..'

มาถึงตอนสำคัญที่ทรงพบนกในกรงที่เลี้ยงไว้ที่ชานเรือน ก็ตรัสถามว่า เป็นนกอะไร และมีกี่ตัว..พ่อลิเกเก่ากราบบังคมทูลว่า มีทั้งหมด ๓ ตัว พระมเหสีมันบินหนีไป ทิ้งพระโอรสไว้ 2 ตัว ตัวหนึ่งที่ยังเล็ก ตรัสอ้อแอ้อยู่เลย และทิ้งให้พระบิดาเลี้ยงดูแต่ผู้เดียว' เรื่องนี้ ดร.สุเมธเล่าว่าเป็นที่ต้องสะกดกลั้นหัวเราะกันทั้งคณะไม่ยกเว้นแม้ในหลวง


"เราไม่ใช่มิกกี้เมาส์"

เมื่อครั้งท่านพระชนมพรรษา ๗๒ พรรษา มีการผลิตเหรียญที่ระลึกออกมาหลายรุ่น เจ้าของกิจการนาฬิกายี่ห้อหนึ่งได้ยื่นเรื่องขออนุญาตนำพระบรมฉายาลักษณ์ของท่านมาประดับที่หน้าปัดนาฬิกาเป็นรุ่นพิเศษ ท่านทราบเรื่องแล้วตรัสกับเจ้าหน้าที่ว่า 'ไปบอกเค้านะเราไม่ใช่มิกกี้เมาส์'


"เราชื่อเดียวกัน"

เรื่องการใช้ราชาศัพท์กับในหลวง ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ที่ใครต่อใครเกร็งกันทั้งแผ่นดิน และไม่เว้นแม้กระทั่งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายรายงาน ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนมีข้าราชการระดับสูงผู้หนึ่งกราบบังคมทูลรายงานว่า 'ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม

ข้าพระพุทธเจ้าพลตรีภูมิพลอดุลยเดช ขอพระราชทานพระ บรมราชานุญาต กราบบังคมทูลรายงาน ฯลฯ'

เมื่อสิ้นคำกราบบังคมทูลชื่อ ในหลวงทรงแย้มพระสรวลอย่างมีพระอารมณ์ดีและไม่ถือสาว่า

'เออ ดี เราชื่อเดียวกัน...' ข่าวว่าวันนั้นผู้เข้าเฝ้าฯ ต้องซ่อนหัวเราะขำขันกันทั้งศาลาดุสิดาลัย เพราะผู้รายงานตื่นเต้นจนจำชื่อตนเองไม่ได้


"เรายังไม่ตาย"

มีอยู่ครั้งหนึ่งพระองค์เสด็จฯ ไปพระราชทานปริญญาบัตรให้กับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในระหว่างที่ทรงเปลี่ยนในครุย ทรงโปรดสูบมวนพระโอสถ แต่ว่าทรงหาที่จุดไม่ได้ ทางอธิการบดีซึ่งเฝ้าฯ อยู่ก็จุดไฟให้พร้อมทูลว่า 'ถวายพระเพลิงพระเจ้าข้า' ในหลวงทรงชะงัก ก่อนจะแย้มสรวลน้อย ๆ กับอธิการบดีว่า 'เรายังไม่ตายถวายพระเพลิงไม่ได้หรอก'


"ขอเดชะ พระหมดแล้ว"

เคยมีเรื่องเล่าให้ฟังว่า ในหลวงเสด็จฯ ไปในถิ่นทุรกันดารเพื่อเยี่ยมเยียนราษฎรอยู่ครั้งหนึ่ง พระองค์ท่านทรงแจกพระเครื่องให้กับราษฎรจนหมดแล้ว แต่ราษฎรผู้หนึ่งกราบบังคมทูลขอรับพระราชทานพระเครื่องว่า 'ขอเดชะ ขอพระหนึ่งองค์' ในหลวงทรงตรัสว่า 'ขอเดชะ พระหมดแล้ว'


"ต้องเรียกน้าซิถึงจะถูก"

วันหนึ่งพระองค์ท่านเสด็จฯ เยี่ยมเยียนพสกนิกรของท่านตามปกติที่ต่างจังหวัด ก็มีชาวบ้านมาต้อนรับในหลวงมากมาย พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินมาตามลาดพระบาท ที่แถวหน้าก็มีหญิงชราคนหนึ่งได้ก้มลงกราบแทบพระบาท แล้วก็เอามือของแกมาจับพระหัตถ์ของในหลวง แล้วก็พูดว่า 'ยายดีใจเหลือเกินที่ได้เจอในหลวง'

แล้วก็พูดว่า ยายอย่างโน้น ยายอย่างนี้ อีกตั้งมากมาย แต่ในหลวงก็ทรงเฉย ๆ มิได้รับสั่งตอบว่ากระไร แต่พวกข้าราชบริพารก็มองหน้ากันใหญ่ กลัวว่าพระองค์จะทรงพอพระราชหฤหัยหรือไม่ แต่พอพวกเราได้ยินพระองค์รับสั่งตอบกับหญิงชราคนนั้น ทำให้เราถึงกับกลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหว เพราะพระองค์ตรัสว่า

'เรียกว่ายายได้อย่างไร อายุอ่อนกว่าแม่ฉันตั้งเยอะ ต้องเรียกน้าซิถึงจะถูก'


"ทรงพระคันมานานยัง"

ครั้งหนึ่งหลาย ๆ ปีมาแล้ว พระเจ้าอยู่หัวทรงประชวรนิดหน่อยเกี่ยวกับพระฉวีมีพระอาการคัน มีหมอโรคผิวหนังคณะหนึ่งไปเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายการรักษา คุณหมอเป็นผู้เชี่ยวชาญทางโรคผิวหนัง แต่ไม่ได้เชี่ยวชาญทางราชาศัพท์ ก็กราบบังคมทูลว่า

'เอ้อ - ทรง...อ้า - ทรงพระคันมานานแล้วหรือยังพ่ะย่ะค่ะ อ้า - ทรงพระคันมานานแล้วหรือยังพ่ะย่ะค่ะ'

พระเจ้าอยู่หัวก็พระสรวล ตรัสว่า 'ฉันไม่ใช่ผู้หญิงนี่จะท้องได้ยังไง' แล้วคงจะทรงพระกรุณาว่า หมอคงจะไม่รู้ราชาศัพท์ทางด้านอวัยวะร่างกายจริง ๆ

ก็พระราชทานพระบรมราชานุญาตว่า เอ้า พูดภาษาอังกฤษกันเถอะ เป็นอันว่าก็กราบบังคมทูลซักพระอาการกันเป็นภาษาอังกฤษไป


"เค้ารับไปแล้ว"

เรื่องนี้รุ่นพี่ที่จุฬาฯ เล่าให้ฟังว่า มีอยู่ปีนึงที่ในหลวงเสด็จฯพระราชทานปริญญาบัตร อธิการบดีอ่านรายชื่อบัณฑิตแล้วบังเอิญว่า มีเหตุขัดข้องบางประการ ทำให้อ่านขาดตอน ก็ต้องรีบหาว่าอ่านรายชื่อไปถึงไหนแล้ว ปรากฏว่าในหลวงท่านทรงจำได้ ท่านเลยตรัสกับอธิการฯ ไปว่า 'เมื่อกี้นี้ (ชื่อ....) เค้ารับไปแล้ว'

และมีอีกปีนึงขณะที่พระราชทานปริญญาบัตรอยู่ดี ๆ ไฟดับไปชั่วขณะ...ทำให้บัณฑิตคนหนึ่งพลาดโอกาสครั้งสำคัญในการถ่ายรูป พอในหลวงพระราชทานปริญญาบัตรเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะให้พระบรมราโชวาท ท่านทรงให้อธิการบดีเรียกบัณฑิตคนนั้นมารับพระราชทานอีกครั้ง เพื่อจะได้มีรูปไว้เป็นที่ระลึก ตื้นตันกันถ้วนทั่วทั้งหอประชุม


"พระมหากษัตริย์"

เรื่องสุดท้ายไม่เกี่ยวกับอารมณ์ขัน แต่เป็นกรณีผู้สื่อข่าว BBC ขอพระราชทานสัมภาษณ์เพื่อประกอบภาพยนตร์เรื่อง The Soul of Nation ในปี ๒๕๒๒ โดยได้กราบบังคมทูลถามถึงพระราชทรรศนะเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ไทย

พระองค์ได้พระราชทานคำตอบว่า

"การที่จะอธิบายว่า พระมหากษัตริย์คืออะไรนั้น ดูเป็นปัญหาที่ยากพอสมควร โดยเฉพาะในกรณีของข้าพเจ้า ซึ่งถูกเรียกโดยคนทั่วไปว่า พระมหากษัตริย์ แต่โดยหน้าที่ที่แท้จริงแล้ว ดูจะห่างไกลจากหน้าที่ที่พระมหากษัตริย์ที่เคยรู้จักหรือเข้าใจกันมาแต่ก่อน หน้าที่ของข้าพเจ้าในปัจจุบันนั้น ก็คือทำอะไรก็ตามที่เป็นประโยชน์ ถ้าถามว่า ข้าพเจ้ามีแผนการอะไรบ้างในอนาคต คำตอบก็คือ ไม่มี เราไม่ทราบว่าอะไรจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม เราก็จะเลือกทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เพียงพอแล้วสำหรับเรา".


จากนสพ.ไทยโพสต์ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๗



บีจีและไลน์จากคุณญามี่


Free TextEditor




Create Date : 06 ธันวาคม 2557
Last Update : 12 สิงหาคม 2558 8:48:03 น. 0 comments
Counter : 5595 Pageviews.

BlogGang Popular Award#13


 
haiku
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 140 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add haiku's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.