happy memories
Group Blog
 
<<
เมษายน 2556
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
17 เมษายน 2556
 
All Blogs
 
มาตรา ๑๑๒ (๖)






บล็อกมาตรา ๑๑๒ (๑)
บล็อกมาตรา ๑๑๒ (๒)
บล็อกมาตรา ๑๑๒ (๓)
บล็อกมาตรา ๑๑๒ (๔)
บล็อกมาตรา ๑๑๒ (๔)
บล็อกมาตรา ๑๑๒ (๕)


"คนไทยรักในหลวงด้วยปัญญา"
บทบ.ก.นสพ.แนวหน้า


เป็นคนไทยในรอบทศวรรษนี้เหนื่อยนะครับ อีกฝ่ายประคับ-ประคอง กอบเกื้อรักษา ในเวลาเดียวกัน อีกฝ่ายก็เจาะไช ยุเพื่อแตก แยกเพื่อยึด เมื่อไม่แตกก็บ่อนไส้ "ความพินาศของประเทศไทย คือความสุขใจของนายใหญ่เรา"
   

ก็อย่าไปโทษใครที่ไหนเลย ความสุขที่ชินชาจากประเทศพูนสุข ก็คือความน่าเบื่อหน่ายของคนไทยที่ไม่เคยรู้จักทุกข์แท้...จากแพแตก
   

เวลานี้....คนไทยกำลัง "สร้างทุกข์รังแกตัวเอง" ด้วยเข้าใจว่า นั่นคือหนทางสู่สุขแปลกๆใหม่ๆ อย่างที่พม่า-ลาว-เขมร-ญวน เพิ่งได้สัมผัสกัน จึงเห่อปนกระหาย เซ่ออยากได้สุขแบบนั้นบ้าง!?
   
ทำตัวเยี่ยงปลา สะบัดหางเหนือน้ำถามว่า "น้ำ....เจ้าเคยให้อะไรกับข้าหรือ"?
   
ทำตัวเยี่ยงนก ยืดคอถามว่า "ฟ้า-อากาศ...เจ้ามีประโยชน์อันใดที่เคยให้กับข้าบ้าง"?
   
ทุกข์ที่สร้างเอง ก็คือทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่ต้องบริหารให้เกิดมูลค่าเพิ่ม คนไทยวันนี้ กำลังบริหารเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ตัวเองโดยตรง ให้ประเทศโดยผลกระทบ ตามวิถีคิดแห่งปลา-แห่งนก
   
ก็ขอให้มนุษย์นก-มนุษย์ปลาจงโชคดี! 
   

และด้วย อัตตะนา โจทะยัตตานัง "จงเตือนตนด้วยตนเอง" นั่นแหละ เมื่อไปจนสุดล้าแห่งอหังการของปีกและครีบแล้ว ด้วยแรงกาย-แรงใจที่จบสิ้นแสวงหา ก็จะสำนึกได้เองว่า...อหังการของปลาและนก สุดท้าย-ปลายทาง ของมัน
   

อยู่ที่...หม้อแกง!


วันนี้ ๖ เมษายน ก็ทุกปีแหละครับเป็น "วันจักรี" เราได้ประโยชน์จากวันจักรีในรูปแบบต่าง ๆ กันตามแต่ละวิถีของคน ก็รู้ว่า ๖ เมษา วันจักรี เป็นวันหยุดงาน-หยุดราชการ แต่ลึกลงไปในความเป็นมาของคำว่า "วันจักรี" บางที...และบางท่านนะครับ รวมถึงผมด้วย
   

"ราก" หยั่งในการรับรู้ "ไม่ลึก" นัก!


ดังนั้น ในวาระประเสริฐ เรามารู้จัก "วันจักรี" ให้สมศักดิ์-สมศรีที่เกิดเป็นคนไทยและอาศัยแผ่นดินไทยอยู่สักนิดก็น่าจะดี ผมจะคัดจาก "วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี" มาให้อ่านกัน หรือท่านจะคลิกกูเกิลไปหาอ่านเองก็ได้ ทุกที่มีปัญญา อยู่ที่ว่าเราจะมีปัญหาหรือไม่เท่านั้น 
   

วันที่ ๖ เมษายน พ.ศ.๒๓๒๕  เป็นวันที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีสืบทอดต่อจาก สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และทรงสร้างกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงของไทย
   

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณดังกล่าว ในปี พ.ศ.๒๔๑๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) จึงโปรดเกล้าฯ ให้หล่อพระบรมรูปพระเจ้าอยู่หัวทั้ง ๔ พระองค์ (ร.๑-๔) เพื่อประดิษฐานไว้ให้พระมหากษัตริย์องค์ต่อมา พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และประชาชน ได้ถวายบังคมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ เป็นธรรมเนียมปีละครั้ง 
   

และโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญไปประดิษฐานไว้บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และมีการย้ายที่หลายครั้ง เช่น พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ปราสาท และพระที่นั่งศิวาลัยปราสาท เป็นต้น 
   

ต่อมาในรัชสมัยรัชกาลที่ ๖ โปรดให้ย้ายพระบรมรูปทั้ง ๔ (ร.๑-๔) มาไว้ ณ ปราสาทพระเทพบิดร ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พร้อมกับพระบรมรูปของรัชกาลที่ ๕ พระชนกนาถ
   
จนกระทั่งในเดือนเมษายน พ.ศ.๒๔๖๑ การซ่อมแซมก่อสร้างและประดิษฐานพระบรมรูปทั้ง ๕ รัชกาล จึงสำเร็จลุล่วง และได้มีพระบรมราชโองการประกาศตั้งพระราชพิธีถวายบังคมพระบรมรูป ในวันที่ ๖ เมษายน ปีนั้น 
   

และต่อมา โปรดเกล้าฯ ให้เรียกวันที่ ๖ เมษายนว่า “วันจักรี”
   

ทบทวนวิชา "ประวัติศาสตร์ชาติไทย" ว่าด้วยเรื่องวันจักรีไปแล้ว ก็อยากคุยเกี่ยวกับเรื่องเจ้าๆ นายๆ สักเล็กน้อย ไม่มีเป็นระเบียบแบบแผนที่ไหนหรอกครับ เป็นการคุยจาก "รู้สึก-ทัศนะ" ส่วนตัวเท่านั้น
   

คือผมมีความเห็นว่า ตั้งแต่สังคมไทยมีความคิดแตกแยก และความแตกแยกทางคิดนั้น นำไปสู่ความแตกแยกของบ้านเมืองด้วยการลงมือทำ หนักหนาขึ้นทุกวัน
   

และสถาบันพระมหากษัตริย์ ถูกแต่ละฝ่ายดึงลงมา "อ้างอิง" เพื่อสร้างความชอบธรรมบ้าง เพื่อสร้างเงื่อนไขที่จะกระทำตอบโต้ทางฝ่ายตนบ้าง จนสมบัติส่วนรวมทางใจของคนไทยทุกคน ถูกดึง-ถูกทึกทักไปใช้ ฝ่ายใคร-ฝ่ายมัน ทั้งด้านเป็นคุณ และเป็นโทษ
   

แต่ฝ่ายเดียวที่ต้องเสีย คือ "สถาบันพระมหากษัตริย์"!
   

เมื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ถูกบางฝ่ายดึงไปใช้ ดึงไปอ้างอิงเพื่อสนองฝ่ายตน ก็แน่นอนละ ตามความเป็นจริงแล้ว สถาบันพระมหากษัตริย์ย่อมปราศจากโทษ มีแต่ด้าน "เป็นพระคุณ" กับทุกคน-ทุกฝ่ายสถานเดียว 
   

แต่เมื่ออ้างอิงใช้ด้วยใจซับซ้อนของบางคน-บางฝ่าย สถาบันพระมหากษัตริย์จึงกลายเป็นสิ่งสร้างโทษให้กับอีกฝ่าย ผลลงท้าย ก็นำไปสู่ปรากฏการณ์สังคมไทย "มีคนเกลียดสถาบันพระมหากษัตริย์" เกิดคำประชด-ประชัน ด้วยคับแค้นขึ้นว่า
   

"เมื่อพวกคุณรักกันแบบผูกขาด รักแบบทึกทักเป็นสมบัติประจำฝ่าย งั้นพวกคุณก็รักของพวกคุณไป จะผลักไสให้พวกผมเป็นฝ่ายไม่รัก เป็นฝ่ายจ้องทำลายสถาบัน จะเอากันอย่างนั้น...ก็เอา"!
   
นี่คือความน่าเศร้าอันมาจาก "ความไร้เดียงสา" ของคนที่ "รู้ค่า" ในสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ไม่ประสาในวิธีใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ 
   

นำสถาบันพระมหากษัตริย์ไปใช้ด้วยสัญชาตญาณ สนองตอบปัญหาด้วยความรู้สึก ซึ่งไม่ประกอบด้วยสติ ไม่ได้นำไปใช้ด้วยจิตสำนึก ซึ่งสนองตอบปัญหาด้วยสติ บนกรอบของเหตุ-ของผล
   
สถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งปกติจะเป็น "ศูนย์หลอม-ละลาย" ความขัดแย้งของปัญหาที่มาจาก "ความแตกแยก" พี่น้องร่วมสังคมชาติ แต่ครั้งนี้ยากที่จะหลอม-ละลาย เพราะพวกเราไปทึกทักสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เกิดเป็น "ของเรา-ของเขา"
   

เมื่อ ใช้รัก-ใช้ไม่รัก ผลักสถาบันให้เกิดมายาคติว่า "เป็นสมบัติส่วนฝ่าย" ไม่ใช่ "สมบัติส่วนรวม" ดังแต่เดิม ก็จะพูดอะไรได้เล่า นอกจากพูดว่า....เหมือนพวกเราแย่งตุ๊กตาผ้าตัวเดียวกัน ฝ่ายที่จับขาก็ออกแรงดึงขา ฝ่ายที่จับแขนก็ออกแรงดึงแขน
   

สุดท้าย ด้วยรักที่ขาดสติ ก็จะทำร้ายตุ๊กตาจนแขน-ขาขาดไป ไม่เหลือตุ๊กตาที่สมบูรณ์อีกแล้ว!
   
แต่ขณะนี้ ก็น่ายินดีว่า ตุ๊กตาผ้ายังไปไม่ถึงจุดนั้น พวกเราทุกคน ถึงแม้แยกเป็นฝ่าย กระทำด้วยทิฐิ ประชันด้วยรัก ประชดด้วยคับแค้น แต่ปลายเส้นแบ่งแห่งการกระทำยังก้ำกึ่งระหว่างสัญชาตญาณและจิตสำนึก นั่นคือ...
   

สุดโต่งแล้ว ยังยั้งได้...ด้วยสติ!
   

สถาบันพระมหากษัตริย์ พูดให้ชัดลงไป "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" พระองค์ยังทรงสถิตอยู่กลางใจ ประทับอยู่เหนือเกล้าฯ ของคนไทยทุกคน ไม่ว่าสีเสื้อไหน ปากบางคนก็พูดไป...ด้วยคับแค้นที่ถูกเขายัดเยียด แต่แกะเปลือกใจดูเนื้อใน ล้วนแนบแน่นอยู่ในพระองค์
   

ผมจึงอยากบอกว่า ใคร-ฝ่ายไหน อยากทำอะไร ก็ทำไปเถอะครับ ไม่มีใครห้ามใจใครได้ แต่ขออย่างหนึ่ง ใครก็อย่าดึงสถาบันไปใช้จนเกิดฝ่ายพิทักษ์เจ้า-ฝ่ายล้มเจ้า ขอจงทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้สถิตอยู่เหนือความขัดแย้ง-ความแตกแยก
   

เป็น "สมบัติกลาง" ของทุกคน-ทุกฝ่าย แล้วสุดท้าย...สังคมไทยจะมีทางออกที่ดีด้วยกัน!
   
การพูด-การเขียนก็เช่นกัน ผมมีความเห็นว่า เมื่อกล่าวถึง "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ไม่สมควรที่จะนำพระองค์ไปเปรียบเทียบกับบุคคลอื่น กับการกระทำบุคคลอื่น โดยเฉพาะยกไปเทียบให้เห็นความไม่ดี-ไม่งามคนอื่น
   

"พระเจ้าอยู่หัว" คือพระเจ้าอยู่หัวของพสกนิกรทุกคน พระเมตตาบารมีของพระองค์ทรงแผ่ปกเกล้า-ปกกระหม่อมพสกนิกรเสมอเหมือนกันทุกคน ไม่เลือกที่รัก-มักที่ชัง พสกนิกร ก็คือ พสกนิกร ใต้ร่มเงาของพ่อ ไม่มีลูกคนไหนที่ไม่ดีหรอกครับ!
   

และยิ่งไม่สมควรที่จะใช้ถ้อยคำ-ภาษาหยาบคาย พาดพิงถึงคนอื่นปะปนเข้าไปในวรรค ในประโยค ในเรื่องที่กำลังกล่าวถึง "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" 
   

ต้องเข้าใจว่า เมื่อกล่าวถึง "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ก็เหมือนหมอบกราบอยู่เฉพาะพระพักตร์ ต้องสำรวมกาย-วาจา-ใจ นั่นคือ เขียนคำหยาบในประโยค ก็เท่ากับกล่าววาจาหยาบ ณ สถานที่นั้น ไม่เหมาะสมเลย
   

นี่ก็คุยกันบนบรรทัดฐานของผม ไม่ใช่บนบรรทัดฐานมาตรฐาน ท่านจะมีความคิดเห็นตอบสนองเช่นไร เป็นวิสัยที่จะตอบสนองได้ เพราะผมไม่ใช่ผู้ "ผูกขาด" ความผิด-ความถูก จะรู้บ้างก็เพียง "ที่ถูก-ที่ควร" เท่านั้น.


จากคอลัมน์ "เปลว สีเงิน คนปลายซอย"
นสพ.ไทยโพสต์ ๖ เมย. ๒๕๕๖










"สถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาธิปไตยในปัจจุบัน"
รศ.ประพันธ์พงศ์ เวชชาชีวะ


ความแตกแยกของสังคมไทยปัจจุบันกำลังลงลึกกว่าที่เป็นมาในอดีต จนยากที่จะเยียวยา

เพราะเกิดจากเรื่องการเมือง โดยเฉพาะฝ่ายที่ครองอำนาจที่มักจะท่องคาถาว่า ปรองดอง อยู่ตลอดเวลา รวมทั้งผู้ตั้งตัวเองเป็นกูรู (กูรู้) ทางการเมืองแทนที่จะสร้างกลไกแห่งความปรองดองกลับพยายามโหมไฟแห่งความแตกแยกในหลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงไปยังสถาบันอันเป็นที่เคารพของประชาชนชาวไทย ดังที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้

สิ่งที่เกิดขึ้นในรายการ “ตอบโจทย์” ทางสถานีโทรทัศน์ Thai PBS และปรากฏข่าวต่อมาในสื่อมวลชน รวมทั้งคำให้สัมภาษณ์ของผู้บัญชาการทหารบก ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้ที่สนใจในปัญหาบ้านเมืองและประชาชนชาวไทยผู้มีความจงรักภักดีต่อสถาบันที่เป็นที่รวมจิตใจของประชาชนส่วนใหญ่

แต่มีสิ่งที่น่าสนใจประการหนึ่ง ก็คือ ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ จากกลุ่มชนที่อ้างตัวเองว่าเป็นพวกไพร่เพราะหัวหน้าบางคนได้กลายเป็นอำมาตย์

อย่างไรก็ดี คำสัมภาษณ์ของผู้บัญชาการทหารบกเกี่ยวกับเรื่องนี้คงจะเป็นคำตอบที่ดีว่าประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกับผู้บัญชาการทหารบก

ส่วนบุคคลที่เป็นตัวต้นเรื่องที่ในรายการ “ตอบโจทย์” มี ๓ คน คือ นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุลนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ และพิธีกร คือ นายภิญโญ ไตรสุริยธรรมา นั้น อยากกล่าวแต่เพียงว่า คนที่มีวัยสูงที่สุดนั้น มีพฤติกรรมและวาจาที่เป็นภัยต่อความรู้สึกของประชาชนผู้จงรักภักดีต่อสถาบันมากที่สุด

เพราะถ้าสังเกตจากคำพูดที่สนทนาโต้ตอบกับคู่สนทนาจะรู้สึกได้ว่า มีวาทะลึกซึ้งกล่าวได้ว่ายุยงตลอดเวลา ส่วนคู่สนทนาซึ่งมีฐานะเป็นนักวิชาการหัวก้าวหน้านั้น แสดงความไม่ยอมรับสถาบันอย่างแน่นอน ส่วนพิธีกรนั้น ถ้าฟังจากการตั้งคำถามในการสนทนาจะเป็นคำถามนำ ที่ต้องการคำตอบอยู่ในตัวแล้ว เพียงแต่ต้องการให้คู่สนทนายืนยันสิ่งที่ตนต้องการและให้ออกจากปากผู้ที่มีฐานะเป็นนักวิชาการเท่านั้น

อย่างไรก็ดี เมื่อกลับมากล่าวถึงความรู้สึกของประชาชนผู้จงรักภักดีต่อสถาบันกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เช่น อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ และโดยเฉพาะประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย (ยกเว้นประเทศฟินแลนด์ และไอส์แลนด์) แล้ว อาจกล่าวได้ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศเหล่านั้น ก็คล้ายกับประเทศไทย

กล่าวคือ สถาบันกษัตริย์ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นอกจากพระองค์ท่านไม่เคยก้าวล่วงหลักการปกครองประเทศแล้ว พระองค์ยังทรงมีคุณูปการต่อปวงชนชาวไทย

ถ้าคนไทยที่มีใจเป็นธรรมรวมทั้งคนต่างชาติที่รู้จักประเทศไทยจะพบว่า โครงการพระราชดำริต่าง ๆ ไม่ว่า บนอากาศ คือ โครงการฝนหลวง โครงการบนดิน ทรงเป็นผู้นำในการเกษตร และโครงการทางน้ำ ได้แก่ การชลประทานและแก้มลิงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรของพระองค์ท่านอย่างคณานับ

ซึ่งผิดกับนักการเมืองส่วนใหญ่ชอบแสวงหาอำนาจ และแทนที่จะให้ กลับตรงข้ามด้วยการกอบโกยโกงชาติโกงแผ่นดิน เพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง มองเห็นประชาชนเป็นคนโง่หรือให้อามิสสินจ้างเพียงเล็กน้อย

ฉะนั้น การที่มีคนที่อ้างตัวว่าเป็นนักวิชาการกระทำการจาบจ้วงดึงฟ้าให้ต่ำ ดังที่ปรากฏจึงขอเชิญชวนให้ประชาชนชาวไทยที่มีใจเป็นธรรมโปรดลุกขึ้นรวมตัวกันปกป้องสถาบันอันเป็นที่เคารพยิ่งเสียแต่บัดนี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้


จากนสพ.แนวหน้า ๒๘ มี.ค. ๒๕๕๖








"อย่าดูแคลน 'มาตรา ๖๘'"
ศรุติ ศรุตา


"เรื่องนี้ดูแล้วอาจเป็นเพียงแค่ความพยายามของ ส.ว.กลุ่มนี้ ที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ไม่เอา พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่แล้ว แต่หากดูต้นเหตุและปลายทางของการขี้ขาด บอกได้คำเดียวว่า ประมาทไม่ได้เลย !"
              
ความพยายามของกลุ่ม ๔o ส.ว. ที่เตรียมจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ให้พิจารณาว่า การกระทำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่สไกป์สั่งให้รัฐมนตรีและส.ส.พรรคเพื่อไทยดำเนินการ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ, การยื่นร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนา

โครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ.... (พ.ร.บ.กู้เงิน) จำนวน ๒ ล้านล้านบาท ระหว่างการประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย ถือเป็นการใช้อำนาจที่เข้าข่ายล้มล้างการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ หรือไม่
 

ไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา เป็นผู้หารือเรื่องนี้ในที่ประชุมวุฒิสภานัดล่าสุด
 

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ หากศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการกระทำที่จัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ จริง ไม่เพียงแต่ออกคำสั่งให้ พ.ต.ท.ทักษิณ หยุดการกระทำนั้น หากแต่รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยก็อาจเจอโทษหนักถึงขั้นเพิกถอนสิทธิทางการเมืองและสั่งยุบพรรคกันเลยทีเดียว
 
นี่จะเป็นมรสุมเพียงลูกเดียวที่พอจะโหมกระหน่ำเข้าใส่ พรรคเพื่อไทยและพ.ต.ท.ทักษิณ
 

เพราะหากดูสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน แทบจะเรียกได้ว่า ทุกก้าวย่างวางลงบนตารางที่ได้ถูกวางเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
 

แม้กระทั่งการเดินทางมาที่ฮ่องกง แล้วมีบรรดา ส.ส.เดินทางไปพบ
 

ว่ากันว่า ส่วนหนึ่งไปเพราะคิดถึงจริง ๆ อีกส่วนนั้นไปเพราะเห็นว่าใกล้มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุง ครม. ขณะที่บางส่วนไปเพื่อจะบอกว่า รัฐมนตรีลูกพี่ตนนั้นเจ๋งจริง
 

ตารางการเมืองที่ตระเตรียมเอาไว้ เรื่องแรกก็คือ พ.ร.บ.กู้เงิน ๒ ล้านล้านบาท ที่ "ต้อง" ผ่านสภาสถานเดียว
 

บทลงโทษที่เคยได้ผลชะงัดที่สุดสำหรับผู้ที่คิดต่าง หรือ "แหกคอก" ก็คือ หมดอนาคตทางการเมือง เพราะจะไม่ได้รับการพิจารณาส่งลงเลือกตั้งในคราวต่อไป
 

ดังนั้นเรื่อง "มือ" ในสภาเป็นสิ่งที่เลิกกังวลไปนานแล้ว
 

พ.ร.บ.กู้เงิน ๒ ล้านล้านบาท ถึงแม้จะเป็นกฎหมายการเงิน และฝ่ายค้านก็หมายมั่นว่าจะถล่มให้ยับคาสภา แต่เอาเข้าจริงท้ายแล้วก็ต้องนับจำนวนมือ ซึ่งรัฐบาลมีอยู่อย่างเหลือเฟือ
 

หลังจากนั้นจะเป็นช่วงเวลาที่พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ซึ่งก็ไม่น่าจะมีปัญหาใด ๆ อีกเช่นกัน
 

ถึงแม้ว่ากองทัพจะแสดงท่าทีอึดอัดออกมาบ้าง แต่ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ผบ.ทบ.ที่ให้สัมภาษณ์ล่าสุด ก็ยังบอกว่า ถ้าไม่แก้กฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ เดือนเมษายนก็คงไม่มีอะไรให้ร้อนรุ่ม
 

ส่วนมวลชนฝ่ายตรงกันข้าม หากหลีกเลี่ยงประเด็นร้อนออกไป ทั้งประเด็นแก้รัฐธรรมนูญ และกฎหมายนิรโทษกรรม หากไม่ผลีผลามนำเข้าสภา ก็ไม่น่าจะเกิดอุบัติเหตุ
 

เพราะความจริงอีกอย่างในวันนี้ก็คือ มวลชนฝ่ายตรงกันข้ามนั้นยังหาผู้นำที่มีบารมีมากพอมานำไม่ได้
 

พรรคประชาธิปัตย์เองก็คงจะไม่มีเหตุอะไรที่ต้องเคลื่อนไหว ยกเว้นแต่ศึกในสภาที่มีกรอบแพ้-ชนะที่ควบคุมไว้หมดแล้ว
 

เท่ากับว่า สถานการณ์ทุกด้านในขณะนี้ถูกควบคุมไว้ได้แล้วอย่างเบ็ดเสร็จ
 

ปัญหาอาจจะมีเพียงอย่างเดียวก็คือ คดีความที่อาจจะเกิดเรื่องกับ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
 
แต่นั่นก็ไม่ได้เหนือความคาดหมายอะไร เพราะมีการประเมินสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด และ

เตรียมมาตรการ "นายกฯ สำรอง" เอาไว้เรียบร้อยแล้ว
 

ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณเองก็รู้ดีว่า ตนเป็นชนวนสำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวร้าย สร้างปัญหาให้แก่รัฐบาลที่น้องสาวบริหารอยู่ ก็ไม่ได้เร่งร้อนที่จะกลับเข้าประเทศ ตราบใดที่แนวคิดและการเสนอแนะของเขายังคงมีอิทธิพลต่อพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลนี้
 

แต่ก็เหมือนว่าเวรกรรมยังไม่สิ้นสุด เมื่อกลุ่ม ๔o ส.ว.กำลังจับเอาการให้ "ข้อคิด" ของเขามาเป็นประเด็นร้อนเล่นงานคราวเดียวเดือดร้อนทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ และรัฐบาลยิ่งลักษณ์
 

หลักฐานอย่างหนึ่งที่ ไพบูลย์ ยกมาอ้างถึงคือ บทความของนิวยอร์ก ไทม์ ที่ตอนหนึ่งระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ บริหารประเทศด้วยการสไกป์
 

เรื่องนี้ดูแล้วอาจเป็นเพียงแค่ความพยายามของ ส.ว.กลุ่มนี้ ที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ไม่เอา พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่แล้ว แต่หากดูต้นเหตุและปลายทางของการขี้ขาด บอกได้คำเดียวว่า ประมาทไม่ได้เลย !

รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘

มาตรา ๖๘ บัญญัติองค์ประกอบความผิดของการกระทำไว้สองประการ คือ
              
๑. บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญนี้มิได้
 
หรือ
๒. บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้
 

กรณีแรกแม้จะมีการทำรัฐประหาร ยึดอำนาจ และฉีกรัฐธรรมนูญ แต่ก็ยังไม่ปรากฏว่าจะมีผู้ใดทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาก่อน
 
สำหรับกรณีหลังนั้น กลับเคยปรากฏมาแล้ว ดังที่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๓ - ๕/๒๕๕o ที่ให้ยุบพรรคการเมือง ระหว่างอัยการสูงสุด ผู้ร้อง พรรคพัฒนาชาติไทย พรรคแผ่นดินไทย พรรคไทยรักไทย เป็นผู้ถูกร้อง ซึ่งพรรคไทยรักไทยได้ว่าจ้างให้พรรคเล็กเหล่านี้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสามเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐหรือขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และถือว่าเป็นการกระทำอันเป็นการปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข


จากคอลัมน์ "ขยายปมร้อน"นสพ.คม ชัด ลึก ๒๖ มี.ค. ๒๕๕๖








"ประชาชนคือ ป้อมปราการสุดท้าย"
อัญชะลี ไพรีรัก


จนเมื่อหัวข้อสถาบันพระมหากษัตริย์  ถูกหยิบขึ้นมาพูดในรายการตอบโจทย์ ของ ไทยพีบีเอสโดยนายภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ที่พา สมศักดื เจียมธีรสกุล ขึ้นจากใต้ดินมาสู่โลกสาธารณะครั้งแรก สังคมไทยก็ถึงจุดระเบิดและไม่ยอมอีกต่อไป

มีคนใกล้ชิดทักษิณ ชินวัตรเล่าว่า “ ทักษิณคิดและเชื่อเสมอว่า สถาบันสูงสุดนั้นล้าหลัง เหมือนระบบ อนาล๊อก และเขาคือระบบดิจิตอล”

               
เราจะเริ่มกันศุกร์นี้ด้วยเรื่องนี้ เพราะนึกไว้แล้วเชียวว่า กรณีตอบโจทย์ ตอนสถาบันพระมหากษัตริย์ ทางไทยพีบีเอส ต้องสั่นเสทือนสังคมไทยอย่างหนัก จนถึงวันนี้ ไม่มีอะไรที่จะเลวร้ายไปมากกว่านี้อีกแล้ว 
               
ผลที่เกิดขึ้นกระทบไปถึงไทยพีบีเอสถูกบุก  ผู้บริหารถูกบีบ พิธีกรลาออก สมศักดิ์ เจียมฯ ถูกถอนหงอก  คนไทยทะเลาะกันแทบจะกินเลือดกินเนื้อกันได้  บ้านเมืองร้อนรุ่มไม่หมด ทหารก็ไล่คนคิดต่างออกไป  ตำรวจก็เลิ่กลั่ก แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์กลับนิ่งเฉยไม่นำพา

ป่านนี้คนแดนไกลก็หัวเราะเยาะร่วนไปแล้ว ที่เห็นเพื่อนร่วมชาติทะเลาะกัน และสถาบันถูกบั่นทอนครั้งใหญ่เจียนทรุด!!! ซึ่งเวลานี้เกิดปรากฏการณ์วิจารณ์เจ้ากันเมามัน ไม่มีเหตุผล  ไม่รู้เหนือรู้ใต้ ไม่รู้ใครเป็นใคร ไม่สนใจฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ  ไม่นำพาประวัติศาสตร์การต่อสู้สร้างบ้านแปงเมืองของบรรพชน ยินแต่คำว่า ดึงฟ้าต่ำ ทำหินแตก แยกสังคม
               
เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปสมัยทักษิณ ชินวัตรขึ้นครองเมืองใหม่ๆ เบื้องหลังของเขาล้วนเต็มไปด้วยผู้คนที่มาพร้อมกับความมุ่งมั่น  รอยแค้นและรัฐไทยใหม่  ยุคนั้นพูดกันเบาๆว่า คอมมิวนิสต์หลงยุค อาศัยปีกทุนของทักษิณมาล้างแค้น ล้มเจ้า สถาปนารัฐไทยใหม่ และทักษิณคือพาหนะนำไปสู่เป้าหมาย  ขณะที่ปลายทางคือ ประธานาธิบดี และสมัยแรกคงไม่พ้น  “ทักษิณ”
               
ในยุคนั้นระบบคอมพิวเตอร์ยังไม่เจริญเท่าวันนี้และ สังคมออนไลน์ยังไม่มี  กระนั้นก็ยังเกิดเว็บไซต์จาบจ้วงสถาบันจนได้  ซึ่งร้อนแรงพอทำเนา เรื่องที่ไม่เคยเล่า ไม่เคยพูด ก็เกิดเสียงซุบซิบและเร่งให้เซ็งแซ่  ขบวนการล้มเจ้าเกิดขึ้น ณ จุดนี้ ในเวลานั้น

ทั้งเว็บจีโอซิตี หรือ เว็บมนุษยา ดอท คอม  ต่างเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ไม่ต่างจากสิ่งที่สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล พูดในรายการตอบโจทย์ เนื้อหาส่วนใหญ่คับแคบ วนเวียนมาจากหนังสือเล่มเดียวคือ “กงจักรปีศาจ” เล่มนี้ที่ว่า “ต้องห้าม” แต่ไม่ใช่อื่นใด นอกจาก”เหตุผลรองรับ”แทบไม่มี
               
ต่อมามีการเปิดเผยว่า สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเยล คลอดหนังสือที่เขียนโดย พอล เฮนรี่  นักข่าวฝรั่งที่เคยประจำอยู่กรุงเทพ  ชื่อ  เดอะคิงเนเวอร์สไมล์ หนังสือต้องห้ามเล่มนี้ก็เอาความตอนหนึ่งมาจาก ๑๓ บทของกงจักรปีศาจ
               
ร่ำลือกันว่า “คนหูกระต่าย” ที่ปรึกษาใหญ่คนแดนไกล เลือกผีโม่แป้งฝรั่งคนนี้มาเขียนเพราะหิ้วง่าย สั่งได้จากร้านเหล้าแถวศาลาแดง คนหูกระต่ายกำหนดบทเดินเรื่องให้เสร็จสรรพ แถมช่วยออกทุน  ช่วยนำออกไปพิมพ์ จำได้ว่าเคยประจันหน้ากับคนเขียนที่นิวยอร์ค พบว่าฐานะเขาดีขึ้น ยังอาศัยในวอชิงตันดีซี 
               
ช่วงเวลาที่ทักษิณเรืองอำนาจ บนเวทีพันธมิตรฯที่สวนลุมพินี เป็นผู้เริ่มเปิดฉากแฉขบวนการล้มเจ้า เปิดโปงเว้บไซต์มานุษยา ดอท คอม ที่ทำจากต่างแดน แต่ทุนใหญ่ไหลออกไปจากกรุงเทพ จุดนั้นทำให้คนใกล้ตัวทักษิณสายคอมมิวนิสต์ ถูกเพ่งเล็งมากที่สุด

สุดท้ายทักษิณกับพฤติกรรมที่ตีตนเสมอเจ้าและคำพูดคำที่ลบหลู่ ก็ดันให้เขาเข้าไปรวมกับกลุ่มคอมมิวนิสต์หลงยุค จนเป็นที่มาของ ขบวนการล้มปืน ล้มทุน ล้มเจ้า เพื่อสร้างรัฐไทยใหม่ และเป็นที่มาของเสียงซุบซิบถึงคำว่า ประธานาธิบดี
               
เมื่อทักษิณถูกประชาชนขับไล่ด้วยเครื่องมือชื่อ รัฐประหาร  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาพบว่าขบวนการล้มเจ้าเริ่มชัดเจนโหมฟืนเร่งไฟ
               
ในต่างจังหวัดมีการริเริ่มใช้สีแดงของคอมมิวนิสต์มาแบ่งกลุ่มคน คนจน-รากหญ้า ถูกแยกออกจากคนเมืองและเมืองหลวง ให้เป็นคนเสื้อแดงสร้างวาทกรรมอำมาตย์ –ไพร่ สร้างนิยายความเหลื่อมล้ำต่ำสูงไม่เป็นธรรม 
               
มีการจัดตั้งกลุ่ม นปช.ขีดวงล้อมในพื้นที่อ่อนแอ ชักจูงง่ายโดยเฉพาะคนอีสาน คนเหนือ
               
ผู้คนจำนวนมากถูกปั่นหัว ล้างสมองว่าทักษิณคือคนดี เก่ง ผู้วิเศษที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงพลิกโฉม พลิกฟ้า คว่ำดินวาทกรรมว่า ทักษิณทำได้ทำดีจนคนรักและสุดท้ายโดน “เจ้าอิจฉา”หาเรื่อง”ปฏิวัติ” ไล่ออกนอกประเทศ และโยงเอากรณี “ปรีดี พนมยงค์” มาเทียบเคียงกับทักษิณว่าเหมือนกัน ที่นั่งเดียวกัน ชะตากรรมเดียวกัน …กงจักรปีศาจเปิดฉากถล่มเจ้าเริ่มที่จุดนี้!!!

ข้อมูลเหล่านี้มาในรูปของ ซีดี ดีวีดี แผ่นพับ ใบปลิว และวิทยุชุมชนโปรยไปทั่วอีสาน-ภาคเหนือ โดยบริวารของคนแดนไกล
               
ตอนนั้นเกิด “เว็บหมิ่น” ผุดขึ้นมากมายราวดอกเห็ด  ปฏิบัติการน้ำหยดลงหิน ทุกวันๆ หินกร่อนจนแตก แยกคนออกจากในหลวง เปลี่ยนพสกนิกของพระองค์เป็นประชาชนของผม และเปลี่ยนคนไทยให้เป็นเสื้อแดง และเร่งฟืนโหมไฟใส่แดงทั้งแผ่นดิน กองทัพเหล่านี้มากับท่อน้ำเลี้ยงที่ต่อจากแดนไกล ผ่านเครือข่ายทั้งนักธุรกิจ แม่ค้าเพชร และ นักการเมือง
               
พลัง นปช.คนเสื้อแดงเกิดขึ้นครั้งแรกที่สนามหลวง  มีสหายเก่าจากป่า  เช่น หมอเหวง ป้าธิดา วีระ และ ตู่ –เต้น คือดาวจรัสแสงของทักษิณ  มีการจัดเวทีปราศรัยทุกคืนด้านหน้าประตูธรรมศาสตร์  ฉากหลังเวทีสะท้อนให้เห็นการจาบจ้วงรุนแรง และแล้ว “ดา ตอร์ปิโด” ก็สะดุดขาตัวเองเมื่อ “ด่าทอ” เกิน “วิจารณ์” การล้ม กม.๑๑๒  เริ่มทำงาน เปิดฉากนักวิชาการ –สื่อ กางเกงในแดง
               
วิทยุชุมชน และ ทีวีดาวเทียมเสื้อแดงถูกจัดตั้งเกลื่อนไปหมด  แต่รัฐบาลขิงแก่ และ ผู้หลักผู้ใหญ่ในแผ่นดินนี้ยุคนั้นก็ยังไม่นำพา
               
เทคโนโลยี่การสื่อสารที่ก้าวหน้าล้ำสมัยเข้ามารวดเร็ว  เครื่องมือเหล่านี้ถูกนำมาใช้บั่นทอนรัฐบาลสุรยุทธพุ่งโจมตีสถาบันสูงสุด ตอกย้ำ - กล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังรัฐประหาร และย้ำคำว่า “อิจฉา”  จนติดลม
               
เมื่อการเลือกตั้งเสร็จสิ้น มีรัฐบาลนอมินี มีสมัคร สุนทรเวช มีสมชาย วงศ์สวัสดิ์  มีการชุมนุม  และพันธมิตรคือ อัศวินขี่ม้าขาวของชาวประชา
               
การชุมนุมของพันธมิตรครั้งที่สองล้มรัฐบาลสมัครและสมชาย จนเกิด รัฐบาลอภิสิทธิ์  การตอบโต้ในรูปแบบเดียวกันก็เริ่มต้นอย่างรวดเร็วจนไม่ทันตั้งตัว  ทั้งล้มการประชุมซัมมิท พัทยา สงกรานต์เลือด บ้านเมืองวิกฤตแต่การรับมือก็ยังไม่เข้มแข็ง 

เหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมในปีถัดมา คราวนี้รัฐบาลอภิสิทธิ์ถึงต้องยุบสภาเมื่อกองทัพเสื้อแดงตั้งเวทีปิดแยกผ่านฟ้า แยกราชประสงค์  โจมตี มุ่งร้าย เลียบค่าย จาบจ้วง  ยึดเมือง  เผากรุง และ ประกาศ “ปลดรูปที่มีทุกบ้าน” ...ขบวนการล้มเจ้าเดินออกจากป่าเข้าสู่กลางเมืองหลวงด้วยกองทัพเสื้อแดงนำหน้า
               
การเมืองเปลี่ยนค่ายผลัดมือมาสู่เพื่อไทย ชัยชนะที่นำพานารียิ่งลักษณ์เข้าทำเนียบ ทำให้สังคมไทยในยุคเฟส บุ๊ค– ยูทูบ เริ่มหันมองทักษิณและพวกแดงเต็มตา  ข้อมูลล้มเจ้าเกลื่อนสื่อโซเชียลมีเดีย และผู้นำคือ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล  แต่ข้อมูลวนเวียนในวงเดิม  เว็บหมิ่นเกลื่อน  เฟส บุ๊คหมิ่นผุดขึ้นจนพรุนเหมือนตามด  แต่รัฐบาลทำเฉยเหมือนตีสองหน้า

ประชาธิปัตย์ไม่เพียงตกเป็นฝ่ายค้าน แต่ยังเป็นจำเลยคดี ๙๘ ศพจากการกระชับพื้นที่  หัวหน้าพรรคและอดีตเลขาธิการพรรค เริ่มตระหนักรู้ถึงพิษสงการสื่อสารเมื่อยามสาย  เขาสองคนพาพรรคพวกเดินสายเปิดเวทีผ่าความจริง และ ความจริงที่ไม่ตายกำลังเดินเครื่องจนหนทางกลับบ้านของทักษิณสั้นและแคบลง
               
เวลา ๑ ปีเศษของยิ่งลักษณ์เต็มไปด้วยปัญหาทุจริตคอรัปชั่นจากนโยบายประชานิยมที่มอมเมาประชาชนให้เคลิบเคลิ้มตกเป็นทาส  ขณะเดียวกันกลุ่มล้มเจ้าก็เขยิบขึ้นมามากขึ้น  สื่อทันสมัยเข้าถึงประชาชนรวดเร็วและง่ายดายเป็นเครื่องนำสารสกปรกไปถึงทุกคน วิวาทะระหว่างคนรักในหลวงและคนล้มเจ้าเริ่มเดือดแรง  และ นิติราษฏร์ ล้ม กม.๑๑๒ เริ่มมีเดช พร้อม ๆ กับการประกาศตัวของสื่อเลือกข้าง และเกิดสื่อสีแดง  - สีฟ้า ต่อสู้ชัดเจนด้านข้อมูล
               
ประเด็นสถาบันสูงสุดถูกการเมืองนำมาใช้อย่างฟุ่มเฟือย  แม้คนชังไม่เท่าคนรัก  แต่การวิจารณ์เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินในสื่อออนไลน์จาบจ้วงรุนแรงจนน่ากลัวถ้อยคำหยาบคายมากขึ้นอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์  แรงรักและแรงต้านยันกันรุนแรง แต่ก็แค่ออนไลน์ และ ใต้ดิน
               
จนเมื่อหัวข้อสถาบันพระมหากษัตริย์  ถูกหยิบขึ้นมาพูดในรายการตอบโจทย์ ของทีวีสาธารณะ ไทยพีบีเอสโดยนายภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ที่พา สมศักดื เจียมธีรสกุล อาจารย์สายประวัติศาสตร์จากธรรมศาสตร์ขึ้นจากใต้ดินมาสู่โลกสาธารณะครั้งแรก สังคมไทยก็ถึงจุดระเบิดและไม่ยอมอีกต่อไป

สารพัดม๊อบจึงดาหน้าบุกไทยพีบีเอส กดดัน และบีบคั้นจนพิธีกรลาออก  ยุติรายการตอบโจทย์ที่แสลงใจประชาชน ขณะที่ไทยพีบีเอสเริ่มกระบวนการสอบสวนหาความจริงว่า ใครอยู่เบื้องหลัง “ตอบโจทย์” ตอน ล้มเจ้า?และทบทวนกันเองว่า ไทยพีบีเอสเป็นสื่อสาธารณะหรือเครื่องมือคนแดงล้มเจ้า ?
               
คำถามเกิดขึ้นมากมาย สังคมเริ่มถกเถียง  เรื่องเหลวไหลไร้หลักฐานก็ถูกหยิบขึ้นมาชำแหละด้วยปากของ อจ สมศักดิ์ เจียมฯต่อไปแม้โดนแรงต้านหนักทั้งซีกทหารและตำรวจ
               
บ้านเมืองวุ่นวายร้อนเร่าไปหมด  ความโกลาหลเกินขึ้นจนเห็นลางหายนะแต่รัฐบาลไม่นำพา กลับเดินหน้ากู้เงินนอกระบบก่อหนี้เกินตัว  ยัดเยียดประชานิยมโกหกหาเสียงการเมืองด้วยภาษีประชาชน และ เปิดเกมสกปรกแก้กฎหมายพา “ทักษิณ” จอมโจรปล้นชาติกลับบ้านมาเสวยสุข 
               
นี่คือเหตุที่เกิดคำทำนายของหมอดูชื่อดัง  คนคำนวณมิสู้ฟ้าลิขิต  เขาถึงกลัวกันนักว่า เมษาฮาวายจะหวนคืนกลับมา ตั้งท่ารับมือกันดีๆ อย่าให้ซ้ำรอย “บิ๊กบัง” ที่ฉี่ไม่สะเด็ดน้ำแล้วกัน
               
ม็อบไทยพีบีเอสผ่านไป  สารพัดม็อบกำลังตามมา หนึ่งในนั้นคือม็อบการเมืองจากค่ายสหัษวรรษที่จับมือกับ กลุ่ม ๑๓ สยามไท เริ่มที่ทวงคืนพระวิหารและทำท่าจะลามเข้ามาทำเนียบรัฐบาล  ยินว่าเมษายนนี้ “ร้อนและเดือด”
               
หายนะของประเทศกำลังรออยู่เบื้องหน้ากับการก่อหนี้-บิดเบือนความจริง-ทุจริตเงินประชาชน และ ล้มสถาบันฯ 
               
การผ่าตัดเพื่อรักษาประเทศไทยต้องเร่งลงมือ  มิเช่นนั้นบ้านเกิดเมืองนอนของเราไม่พ้น “ชิบหาย” อย่างแน่นอนมิต้องสงสัย
               
ยุคนี้สมัยนี้...ทหารก็ของเขา -ตำรวจไม่ต้องพูดถึง -ข้าราชการพึ่งอะไรไม่ได้ สิ่งเหลืออยู่สุดท้ายคือ “ประชาชน”
               
เราเป็นเจ้าของประเทศนี้ร่วมกันมีหุ้นส่วนเท่าๆกัน ถ้าเราไม่รับผิดชอบกับบ้านนี้เมืองนี้ตอนนี้ แล้วเราจะทำกันเมื่อไร  อย่าถือว่าธุระไม่ใช่  อย่าแชเชือน จงเก็บความกลัวแปรเป็นความกล้า  เดินออกมาพร้อม ๆ กันและตะโกนบอกทักษิณ –ยิ่งลักษณ์ –เยาวภาว่า “พอกันที” แต่รู้ไหม? “เสียงเดียวไม่พอ – ต้องหลายเสียงประสาน”
               
ถ้ากลัวอย่าทำ ถ้ากล้าต้องเริ่มแล้วหากช้ากว่านี้สุดท้ายเราอาจไม่เหลืออะไรเลยแม้แต่ “ร่มเกล้า” ของเราเผ่าไทย



จากคอลัมน์ "เล่าหลังไมค์"
นสพ.ไทยโพสต์ ๒๒ มี.ค. ๒๕๕๖








"ความต่างที่ต้องคิด"
ผักกาดหอม


เรื่องล้มเจ้าสัปดาห์ที่แล้วพูดกันเยอะครับ ถือเป็นความสำเร็จระดับหนึ่งของกลุ่มที่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น ประเทศไทยจะเป็นแบบไหน ความหมายประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเป็นอย่างไร อะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต ผมว่าคนไทยทุกคนต้องมีสติ

เพราะอะไร? เพราะการเปลี่ยนแปลงมันเป็นกฎธรรมชาติครับ แต่จะเปลี่ยนแบบไหนอย่างไรและเพื่อใคร นี่แหละคือประเด็น

ผมไม่ชอบ "สมศักดิ์เจียม" ไม่ใช่เพราะคำพูด แต่ไม่ชอบเพราะท่าที คำพูดของสมศักดิ์เจียมในรายการตอบโจทย์ฯ ผมว่ายังพื้นๆ สำหรับเขา แต่ท่าทีที่แสดงออกมันบ่งบอกว่าเขาต้องการอะไร เพียงแต่เขาพูดไม่ได้เพราะ ม.๑๑๒ มันค้ำคออยู่

อยากรู้ว่าคนพวกนี้จะทำอะไรให้ดูได้จากผลงานของ "ใจ อึ๊งภากรณ์" ผู้ซึ่ง ม.๑๑๒ มิอาจเอาความผิดได้ เพราะหนีไปอยู่ที่อังกฤษเสียแล้วนั่นเอง อยู่ที่นั่นเขาพูดเขาเขียนไว้เยอะ

ขอยกกรณีตัวอย่างที่เกิดกับประธานาธิบดีบารัค โอบามา ซัก ๒ กรณีนะครับ

ศาลลุยส์วิลล์ มลรัฐเคนทักกี พิพากษาเมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๓ จำคุกนายจอห์นนี โลแกน สเปนเซอร์ ชาวเมืองลุยส์วิลล์ วัย ๒๘ ปี เป็นเวลา ๓๓ เดือน ข้อหาข่มขู่โอบามาด้วยการเขียนบทกวี ๑๖ บรรทัด ซึ่งมีเนื้อหาบรรยายถึงการใช้ปืนสไนเปอร์ลอบยิงประธานาธิบดีสหรัฐ

ปีเดียวกันนั้น นายลุก แองเจล อายุ ๑๗ ปี ชาวเมืองซิลโซ ในเบดฟอร์ดเชียร์ ในอังกฤษ ได้ส่งอีเมล์ไปยังทำเนียบขาว หลังจากที่เขาได้ดูรายการทีวีเกี่ยวกับเหตุการณ์ผู้ก่อการร้ายโจมตีสหรัฐเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๔ พร้อมกับเรียกนายโอบามาในอีเมล์นั้นว่า "a prick" ซึ่งเป็นศัพท์สแลงมีความหมายถึงอวัยวะเพศชาย

อีเมล์ดังกล่าวเอฟบีไอดักตรวจได้ จึงส่งข้อมูลให้ตำรวจอังกฤษทำการสืบสวนสอบสวนต่อ สุดท้ายแองเจลถูกขึ้นบัญชีดำเป็นบุคคลต้องห้ามเดินทางเข้าสหรัฐ

เป็นตัวอย่างเทียบเคียงเพื่อให้คิดต่อว่า การปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์มีความจำเป็นหรือไม่ หรือจะให้สถาบันพระมหากษัตริย์ได้รับการปกป้องเท่ากับประชาชน คือใช้กฎ หมายหมิ่นประมาทธรรมดา

และยกเลิก ม.๑๑๒ แล้วคิดต่อว่า ถ้าผมบอกว่าจะเอาปืนไปยิงสมศักดิ์เจียมให้ตาย หากมีการฟ้องร้อง ผมจะติดคุก ๓๓ เดือนหรือเปล่า

หรือถ้าผมส่งอีเมล์ด่าว่า "a  prick" ผมจะโดนขึ้นบัญชีดำหรือไม่

ที่จริงนักวิชาการต้องรู้ตรรกะพื้นฐานว่า กฎหมาย จารีต ประเพณี วัฒนธรรม จะต้องสอดคล้องต้องกันทั้งหมด

สังคมไทยมีลักษณะเฉพาะตัว การเลือกตั้งก็มีลักษณะเฉพาะตัว คือโกงกันฉิบหาย แล้วแก้ไขไม่ได้เสียด้วย มันอยู่ในสันดาน

ทางม้าลายเราลอกฝรั่งเขา แต่ก็มาใช้อีกแบบ ถึงเคยมีฝรั่งตายเพราะเดินข้ามทางม้าลายในกรุงเทพฯ แบบไม่ดูตาม้าตาเรือไงครับ

ถ้ามีใครแย้งว่ารู้ว่าไม่ดี ก็สร้างวัฒนธรรมใหม่เสียสิ จะถองให้เลย ก็เห็นเรียนกันมาตั้งแต่อนุบาลทั้งนั้น แต่พอโตขึ้นมาเห็นทางม้าลายเป็นเส้นชัยที่ต้องแข่งไปให้ถึงกันเสียหมด

นี่คือลักษณะนิสัยของสังคมไทยครับ แต่อีกด้านหนึ่ง เราก็มีวัฒนธรรมที่ดีมากมาย เช่น การอ่อนน้อมถ่อมตน ยิ้มง่าย ต้อนรับขับสู้ ก็ล้วนมาจากด้านดีของระบบอุปถัมภ์ทั้งสิ้น

ครอบครัวไทย ลูกต้องอยู่กับพ่อแม่จนโน้นแหละครับ หมาเลียตูดไม่ถึง  แต่ฝรั่งทันทีที่โตเลียตูดหมาถึงต้องหางานทำ บางคนต้องแยกไปอยู่ต่างหาก

ฝรั่งมีวัฒนธรรมใช้เท้าทำกิจกรรมต่างๆ มากมาย ล้วนหรรษาทั้งนั้น เช่นกดรีโมตทีวี สะกิดเรียกพ่อเรียกแม่ ก็ไม่รู้ว่าถ้าลูกของสมศักดิ์เจียมสะกิดเรียกด้วยหัวแม่เท้าจะรู้สึกอย่างไร

เอาหละครับพอหอมปากหอมคอ แค่ผมจะบอกว่าสังคม มีความต่าง ผู้คนต่าง ความคิดต่าง พวกอเมริกันมองอังกฤษแบบหนึ่ง ส่วนเรามองอังกฤษอย่างหนึ่ง มันไม่มีสูตรสำเร็จหรอกครับ

ถ้ายังยืนกรานว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขต้องให้ได้แบบอังกฤษ หรือญี่ปุ่น

ผมขอถามหน่อย ใครเคยกินพิซซ่าหน้าลาบหมูที่กรุงโรมบ้างมั้ยครับ?


จากคอลัมน์ "อ่านเอาเรื่อง"
นสพ.ไทยโพสต์ ๒๖ มี.ค. ๒๕๕๖








"คนไทยรักในหลวงด้วยปัญญา ไม่ใช่หลงงมงาย"
บทบ.ก.นสพ.แนวหน้า


สังคมไทยและคนไทยผูกพันใกล้ชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์มานานหลายศตวรรษ เหตุผลที่คนไทยผูกพันกับสถาบันกษัตริย์ เพราะตระหนักดีว่าพระเจ้าแผ่นดินของไทยทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อแผ่นดินไทยและคนไทยมากมายจนเกินจะพรรณา



ครั้นเมื่อวันเวลาผันผ่านไป กลับปรากฏว่าคนไทยกลุ่มหนึ่งพยายามจะแสดงตัวว่าต่อต้านระบบกษัตริย์ แต่ที่หนักยิ่งไปกว่านั้นคือ คนไทยบางกลุ่มถึงกับแสดงอาการหมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์ แต่ช่างแปลกประหลาดที่คนพวกนี้มักยกย่องตนให้ดูดีเกินจริงว่า ตนคือเสรีชนผู้มีความคิดก้าวหน้า แต่กลับเหยียดหยามคนที่เคารพเทิดทูนสถาบันกษัตริย์ว่า เป็นพวกอนุรักษ์นิยม เป็นไดโนเสาร์เต่าล้านปี เป็นพวกความคิดคับแคบล้าสมัย



เมื่อคนในขบวนการล้มเจ้าทำผิดแล้วถูกศาลพิพากษาให้ต้องโทษ ก็กลับตีโพยตีพายว่าถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง อ้างว่าถูกริดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์ เท่านั้นยังไม่พอยังจงใจไปลากจูงเอาสื่อมวลชนจากประเทศตะวันตก รวมถึงนักการเมือง และองค์กรของประเทศตะวันตกบางแห่งเข้ามาก้าวก่ายอธิปไตยของไทยด้วย



แน่นอนว่า ในปัจจุบันประเทศตะวันตกหลายประเทศไม่มีสถาบันกษัตริย์อีกต่อไปแล้ว ดังนั้นเมื่อขบวนการล้มเจ้าของไทยพยายามอ้างเหตุผลว่า ชาติตะวันตกไม่ยอมรับการลงโทษในคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์จึงเป็นเรื่องน่าขบขันยิ่ง ก็ในเมื่อเขาไม่มีสถาบันกษัตริย์ เขาก็ไม่จำเป็นต้องมีบทลงโทษในคดีหมิ่นประมาทกษัตริย์ แต่สำหรับไทยนั้นยังคงมีสถาบันกษัตริย์ ดังนั้นการจงใจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจึงถือเป็นความผิดอย่างแน่นอน จึงไม่มีข้ออ้างใด ๆ ที่ผู้จงใจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจะใช้แก้ตัวเมื่อกระทำความผิดดังกล่าวขึ้น



แน่นอนว่า สหรัฐอเมริกาไม่มีสถาบันกษัตริย์ ดังนั้นเขาจึงไม่มีบทลงโทษผู้กระทำผิดต่อกษัตริย์ แต่เขามีบทลงโทษอย่างรุนแรงกับผู้ที่จงใจกระทำผิดต่อประมุขแห่งรัฐของเขา ดังนั้นการที่นางวิคตอเรีย นูแลนด์ โฆษกทำเนียบขาวจะตอบคำถามเกี่ยวกับการกระทำผิดในมาตรา ๑๑๒ ของไทย โดยมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนจึงเป็นเรื่องไม่เหมาะสมตามหลักการระหว่างประเทศ การที่โฆษกทำเนียบขาวทำทีเป็นแสดงความห่วงใยในกรณีการลงโทษผู้กระทำผิดมาตรา ๑๑๒ แล้วทำเป็นอ้างว่าต้องการให้รัฐบาลไทยพิทักษ์สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นนั้นถือเป็นตลกร้ายทางการเมือง



หากคนไทยจะถามโฆษกทำเนียบขาวกลับว่า หากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถูกกระทำละเมิดด้วยการแสดงอาการหมิ่นประมาทอย่างรุนแรง และยังมีผู้จงใจแสดงความอาฆาตมาดร้ายหมายเอาชีวิตของนายบารัค โอบามาบ้าง รัฐบาลสหรัฐฯ จะแสดงปฏิกิริยาอย่างไร



ขอฝากบอกไปยังสื่อฯ นักการเมือง และองค์กรต่างชาติที่ไม่เข้าใจความผูกพันอย่างลึกซึ้งระหว่างสถาบันกษัตริย์กับคนไทยว่า จงอย่าร้อนรนแสดงความคิดเห็น หากไม่เข้าใจสถานการณ์จริงของสังคมไทย และขอย้ำว่าคนไทยเคารพและศรัทธาพระมหากษัตริย์ เพราะความดีงามของกษัตริย์ มิได้ทำไปเพราะความหลงงมงาย และขอยืนยันว่าคนไทยไม่มีวันยอมให้ใครแสดงอาการลบหลู่ดูหมิ่นพระเจ้าอยู่หัวของเขาอย่างแน่นอน


จากนสพ.แนวหน้า ๒๒ ก.พ. ๒๕๕๖








"รัตนโกสินทร์จะเสื่อมสิ้นสลายฤา?"
สิริอัญญา


ในยามที่ดาวหางสองดวงกำลังอยู่ระหว่างโคจรเดินทางพุ่งเข้าหาดวงอาทิตย์ ซึ่งถือว่าเป็นการเดินทางสู่จุดดับนั้น หลายสิ่งหลายอย่างกำลังเกิดขึ้นในบ้านเมือง ทำให้โหรานุโหรและโจรนุโจรทั้งหลายพากันจับจ้องมองกันไม่กะพริบ
               
บ้างก็ว่าแผ่นดินจะผันเปลี่ยนแล้ว บ้างก็ว่าพวกมหาวายร้ายที่ทำลายชาติบ้านเมืองจะถึงกาลดับสูญ
               
พูดง่าย ๆ ก็คือ หากรัตนโกสินทร์ยังไม่สิ้น ทั้งพวกอัปรีย์และพวกจัญไรก็เห็นจะต้องไปพร้อมกัน  บ้านเมืองก็จะกลับคืนสู่ความสงบร่มเย็นอีกครั้งหนึ่ง ส่วนจะเป็นทางไหนนั้นสาธุชนทั้งหลายก็ต้องช่วยกันจับตาดู

เพราะสิ่งที่เห็นกับสิ่งที่เป็นจริง สิ่งที่สัมผัสรู้สึกกับสิ่งที่เป็นจริง บางทีมันก็เป็นคนละเรื่อง เป็นคนละสิ่ง จึงบังเกิดวลีที่ว่า ความคิดเป็นของคน ความสำเร็จเป็นของฟ้า ดังที่เคยได้ยินกันมานั่นเอง
               
ปรากฏการณ์ทั้งหลายย่อมเกิดจากความคิดและการกระทำของคน และถ้าเชื่อมั่นในหลักคำสอนของทุกศาสนาที่ว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่สรรพสิ่งย่อมมีเหตุ มีปัจจัยเป็นแดนเกิดแล้ว ก็สามารถประมวลระบบความคิดและการกระทำของคนบางพวกเพื่อให้เป็นทางแห่งการติดตามจับตาสถานการณ์
               
ว่าเขาคิดและเขาทำอะไรกัน จึงบางคนบางพวกถึงกับมั่นใจว่า กรุงรัตนโกสินทร์จะสิ้นแล้ว และเท่าที่ได้ประมวลมาก็พอจะสรุปเรื่องสำคัญได้ดังนี้
               
เรื่องที่หนึ่ง คือ ความคิดขายชาติ ขายบ้านขายเมือง สมคบกันยืมมือศาลโลกเพื่อตัดสินปล้นแผ่นดินไทยให้กับเขมร เป็นพื้นที่ทางบกตลอดแนวชายแดนประมาณ ๒ ล้านไร่ และเป็นพื้นที่ในอ่าวไทยอีกประมาณ ๑๗ ล้านไร่ หากทำได้สำเร็จก็จะทำให้ประเทศไทยเสียดินแดนครั้งที่ ๑๕ ครั้งใหญ่ที่สุด เป็นเนื้อที่ถึง ๑๙ ล้านไร่
               
มหาวายร้ายอาจจะตั้งความหวังว่า เมื่อแผ่นดินต้องเสียไปถึง ๑๙ ล้านไร่ ก็อาจจะนำไปสู่การตรอมพระทัยในองค์พระประมุข เฉกเดียวกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในสมัยพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ มาแล้ว ซึ่งต้องถือว่าเป็นอนันตริยกรรมที่โหดเหี้ยมอำมหิตยิ่ง
               
เรื่องที่สอง คือความคิดขายชาติ ขายบ้านขายเมือง สมคบกับต่างชาติสร้างสถานการณ์ล้างผลาญฆ่าฟันทหารตำรวจและประชาชนไทย เพื่อใช้เป็นเหตุแยกแผ่นดิน ตั้งเป็นรัฐปัตตานี ดังที่กำลังทำกันอยู่อย่างขะมักเขม้น

หากทำได้สำเร็จ ประเทศไทยก็จะเสียดินแดน ๓ จังหวัด ๔ อำเภอของภาคใต้ คือ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และ ๔ อำเภอของจังหวัดสงขลา คือ จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย ซึ่งจะแยกออกไปตั้งเป็นรัฐปัตตานี และมีอาณาเขตทางทะเลออกไปทั้งสองฝั่งมหาสมุทร โดยเฉพาะในอ่าวไทยที่จะรวมเอาแหล่งทรัพยากรพลังงานมหาศาลออกไปด้วย และจะเป็นการเสียดินแดนครั้งที่ ๑๖ เป็นเนื้อที่ใกล้เคียงกับการเสียดินแดนครั้งที่ ๑๕

เรื่องที่สาม คือการผลาญชาติให้สิ้นเนื้อประดาตัวเหลือแต่ซากหนังหุ้มกระดูก ด้วยการก่อหนี้สร้างสินให้แก่ประเทศชาติจนล้นพ้นตัว ประสานกับการยุยงส่งเสริมให้ประชาชนชาวไทยเป็นหนี้เป็นสินครัวเรือนจนล้นพ้นตัว กลายเป็นผู้พิการง่อยเปลี้ยทางเศรษฐกิจทั้งประเทศและประชาชน

ในขณะที่ผลประโยชน์ทั้งหลายจากการผลาญชาติผลาญแผ่นดินนั้น จะไหลหลั่งไปอยู่ในมือของนักการเมืองมหาวายร้ายทั้งหลาย และจะกลายเป็นคนกลุ่มเดียวที่มีพลังอำนาจเงินของประเทศสูงที่สุด ในขณะที่ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศจะกลายเป็นขอทาน ง่อยเปลี้ยเสียขา และจะมีฐานะไม่ต่างกับข้าทาสหรือผีโม่แป้ง

เรื่องที่สี่ คือการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยกระบวนการลิดกิ่งลานใบไปเป็นขั้นเป็นตอน จนกระทั่งไม้ใหญ่ทั้งต้นที่เคยแผ่ร่มเงาไพศาลให้ความศานติร่มเย็นแก่ราชอาณาจักรและประชาชาติทั้งปวงตกอยู่ในสภาพเหมือนกับตอไม้ตอหนึ่ง

กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ริบพระราชอำนาจเปิดโอกาสให้ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เปิดโอกาสให้มีการโกงเลือกตั้งโดยไม่ต้องยุบพรรคการเมืองหรือตัดสิทธิทางการเมือง และการทำให้การเลือกตั้งเข้าสู่ระบบการซื้อขายอย่างสมบูรณ์ ก็คือกระบวนการเผด็จอำนาจเหนือประเทศไทย นำไปสู่การตั้งรัฐไทยใหม่นั่นเอง

เรื่องที่ห้า คือการยึดทรัพย์สมบัติชาติเป็นของส่วนตน ทำนองเดียวกับการยึด ปตท. โดยการตรากฎหมายลงทุนร่วมระหว่างรัฐกับเอกชน ที่เผด็จอำนาจมารวมศูนย์อยู่ที่นักการเมือง ในการที่จะเอาทรัพย์สมบัติชาติทั้งหมดไปร่วมลงทุนกับเอกชน แล้วให้เอกชนเป็นเจ้าของยึดครองหรือเผด็จอำนาจเหนือสมบัติชาติเหล่านั้น

ผลประโยชน์แห่งชาติและสมบัติของชาติไม่ว่าทรัพย์สินส่วนพระศาสนา ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่ราชพัสดุ ที่รถไฟ หรือที่ทหาร รวมทั้งกิจการรัฐวิสาหกิจทั้งปวง ย่อมอยู่ภายใต้อำนาจแห่งกฎหมายนี้ที่จะถูกฮุบไปให้กับกิจการของนักการเมืองร่วมลงทุน แต่เป็นเจ้าของบริหารจัดการเอง

ด้วยห้าประการดังกล่าวนี้จึงเป็นสัญญาณร้ายในบ้านเมือง ทำให้ดาวเดือนดินฟ้าอาเพศสิ้น แผ่นดินก็เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าดั่งเพลิงกาฬผลาญเผา ทหารแห่งชาติถูกใช้ไปในการขุดคูคลองแทนการปกป้องเอกราชอธิปไตยและพระมหากษัตริย์

ข้าราชการถูกใช้ประดุจสิ่วขวานที่ไร้จิตวิญญาณเพียงแค่ให้ทำตามคำสั่งโดยไม่ต้องคิดถึงผิดชอบชั่วดีก็เป็นพอ

ก่อนแผ่นดินจะเกิดกลียุคเป็นสามก๊ก ลางร้ายเรื่องหนึ่งก็คือไก่ตัวเมียขันได้กลายเป็นไก่ตัวผู้ บัดนี้ฟังเสียงไก่ตัวเมียโก่งคอขันคูดูสิ มันกำลังขันกลายเป็นไก่ตัวผู้แล้ว มหากลียุคกำลังเกิดขึ้น อย่าได้สงสัยเลย!


จากคอลัมน์ "บ้านเกิดเมืองนอน"
นสพ.แนวหน้า ๖ เมย. ๒๕๕๖








"สะเทือนใจ"
นิทัศน์ บุญทัน


เรียน คุณอัตถ์ ที่นับถือ
   

ผมรู้สึกสะเทือนใจกับพฤติกรรมของอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นายหนึ่ง ที่ชอบออกมาแสดงความคิดเห็นไปในทางจาบจ้วงล่วงละเมิดต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพของปวงชนชาวไทย แต่ที่น่าตำหนิมากกว่าอาจารย์นายนี้ก็คือ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ที่เห็นเป็นอาหารอันโอชะที่จะดึงดูดคนดูมาชมรายการนี้ให้เรตติงพุ่งกระฉูด เพราะเล็งเห็นแล้วว่าหากทำการสัมภาษณ์

บุคคลใดซึ่งมีความเห็นที่แปลกแยก จาบจ้วง มุ่งร้ายต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพ ก็จะมีคนสนใจดูและฟังอย่างจดจ่อ ว่านายคนนี้จะกล่าวถึงสถาบันที่เขารักเคารพอย่างไรบ้าง สถานีโทรทัศน์แห่งนี้อยู่ได้ด้วยภาษีของประชาชน แม้จะเป็นภาษีบาปก็ตาม แต่ก็น่าจะถนอมน้ำใจประชาชนผู้เสียภาษีเขาบ้าง อย่ามาทำลายศรัทธา อย่ามาสร้างคับแค้นใจให้มากกว่านี้เลย เป็นความกล้าหาญนักหรือ เป็นเรื่องสนุกสนานนักหรือ ที่สามารถยกคนจากขุมนรกมาแสดงความกักขฬะ แสดงคุตภาชนีในโลกของอารยชนได้ ลองตอบให้ชัดสักคำได้หรือไม่ว่าผู้ฟังได้ประโยชน์อะไร สังคมเสพสิ่งเหล่านี้แล้วปลื้มใจหรือไม่??
   

ยังไม่พอ สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมช่องต่าง ๆ ที่ชอบอวดอ้างว่ารักเทิดทูนสถาบันเหลือเกิน ก็เอาเรื่องนี้ไปขยายความทั้งพิธีกรทั้งเอสเอ็มเอส เอะอะโวยวายประมาณสาปแช่งต่างๆ นานา ได้ประโยชน์อะไร ผมดูแล้วไม่มีเลย แต่คนที่ได้รับประโยชน์ก็คืออาจารย์นายนั้น เอาทั้งคำพูด เอาทั้งเฟซบุ๊กของมันมาขยายความให้ดังกระหึ่มไปทั่วแผ่นดิน กลายเป็นบุคคลที่สำคัญของประเทศไปเลย ป่านนี้อาจารย์คนนี้คงหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง ไม่คาดคิดว่าขนาดพูดจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันอันเป็นที่รักของมันขนาดนี้ มันยังนำเสนอให้มันโด่งดังยังกับพลุ 
   

เมินเสียเถอะ การสาปแช่งการประณามเจ็บแสบแค่ไหน อาจารย์คนนี้ไม่สนใจหรอก เพราะคนซึ่งมีหัวสมองที่บรรจุความคิดไปในทางชั่วร้ายเช่นนี้หรือจะมีสำนึกคิด หรือว่าจะมีความละอายเกรงกลัวต่อบาป ประกอบกับกฎหมายในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะอาผิดเฉพาะฝ่ายตรงกันข้าม จึงไร้ประโยชน์ที่จะไปหวังว่าการตำหนิ การดุด่าว่ากล่าวให้เจ็บแสบแค่ไหนจะเอื้อประโยชน์แก่เรา รังแต่จะสร้างความคับแค้นใจตนเอง ทุกข์ใจก็จะตกแก่เรา 
   

เพราะทุกวันนี้เป็นยุคคนชั่วครองเมือง มีทางเดียวที่จะสกัดความดัง ความโฉด ความลำพองของอาจารย์นายนี้ได้ คือ หยุดสนใจ หยุดเสนอข่าว หยุดเอาไม้สั้นไปรันอุจจาระ หยุดเป็นเครื่องมือของมันเสีย หากมันแสดงออกโดยมีมิจฉาทิฐิเป็นตัวตั้ง มันก็จะได้รับกรรมชั่วเป็นธรรมดา ไม่มีวันหนีพ้น ขอร้องเถอะอย่าให้ความสำคัญต่อไปอีกเลย เห็นแก่สถาบันอันเป็นที่รักของเราเถอะ.
   
                       
นิทัศน์ บุญทัน
   


อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นะหรือครับ ผมว่าแกกลายเป็นบุคคลที่มีประชาชนชาวไทยรู้จักเป็นลำดับต้นๆ ของประเทศนี้ไปแล้วหละครับ 


ผมอยากให้จับเอาสิ่งที่อาจารย์คนนี้พูดมาเป็นข้อคิดนะครับ ลำดับแรกกลุ่มคนที่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ด้วยการลดบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ลงไปนั้นมีอยู่จริง และการมีอยู่จริงของคนกลุ่มนี้นั้นมีหลายระดับ 
   

แต่กลุ่มที่ต้องการให้ยกเลิกกฎหมายอาญา ม.๑๑๒ โดยอ้างว่าเพื่อให้ประเทศไทยมีประชาธิปไตยเต็มใบนั้น ขอเตือนไว้เลยกลุ่มนี้มีแนวโน้มล้มสถาบันสูง เพราะ ๒ สิ่งที่ว่าเป็นคนละเรื่องกัน แต่กลับถูกนำมาปนจนกลายเป็นเรื่องเดียวกัน
   

ลองคิดตามนะครับ กลุ่มนี้ต้องการให้การวิพากษ์วิจารณ์ สถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งที่แท้จริงแล้วคือการโจมตี สามารถทำได้โดยไม่ผิดกฎหมาย และกลุ่มนี้ก็ต้องการให้ลดบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ลง เช่น ห้ามสื่อสารโดยตรงกับประชาชน ห้ามมีโครงการพระราชดำริ เพื่อให้เหมือนอังกฤษ ญี่ปุ่น ประเทศที่ต่างวัฒนธรรมกับไทย หากปล่อยให้ ๒ สิ่งนี้มาบรรจบกัน ก็จะเป็นที่ถูกอกถูกใจของอาจารย์สมศักดิ์ครับ.

อัตถ์ อัตนัย


จากคอลัมน์ตอบปัญหา "ถูกทุกข้อ"
นสพ.ไทยโพสต์ ๒๘ มี.ค. ๒๕๕๖


บีจีจากคุณเนยสีฟ้า ไลน์จากคุณญามี่


Free TextEditor





Create Date : 17 เมษายน 2556
Last Update : 17 เมษายน 2556 10:28:22 น. 0 comments
Counter : 1566 Pageviews.

BlogGang Popular Award#13


 
haiku
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 140 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add haiku's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.