happy memories
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2556
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
22 มีนาคม 2556
 
All Blogs
 
มาตรา ๑๑๒ (๔)






บล็อกมาตรา ๑๑๒ (๑)
บล็อกมาตรา ๑๑๒ (๒)
บล็อกมาตรา ๑๑๒ (๓)



"อำมาตย์-ไพร่-ประชาธิปไตย-กษัตริย์"
เปลว สีเงิน


ผมไปนอนที่อวันติก้า หาดป่าตอง ของคุณพ่อสุนัยและคุณนอต มา ๒ คืน ลอยเรือในทะเลดูพระอาทิตย์ชักรถจมหายไปต่อหน้าระหว่างเส้นขอบน้ำกับขอบฟ้าตัดกัน ท้องฟ้า-ว่าเวิ้งว้าง, มหาสมุทร-ว่ากว้างสุดคณา ถึงกระนั้น ท้องฟ้า-มหาสมุทร ก็ยังมีขอบเขต ตรงเส้นจรด "ขอบน้ำ-ขอบฟ้า" บรรจบกัน
   

........เมื่อเป็นเช่นนั้น เป็นไปได้อย่างไร...ที่สังคมประชาธิปไตย จะไม่มีขอบเขตตรงเส้นจรด "สิทธิเสรีภาพกับกฎหมาย"?
   

มันต้องมี...เพียงแต่ว่า ในขณะหนึ่ง ที่มนุษย์ร่วมสังคมส่วนหนึ่ง ตกอยู่ในสภาพถูกซาตานมอมเมาไร้สติ อีกส่วนหนึ่งรู้-ทั้งรู้ แต่ยอมเป็นเครื่องมือซาตานเพื่อแลก ตำแหน่ง-อำนาจ-ลาภ-ยศ อันเป็นสุขเฉพาะตัวชั่วมื้อ-ชั่วคราว
   

ดังนั้น คนในอำนาจบริหารรัฐ คนมีอำนาจใช้กฎหมาย และคนในอำนาจตุลาการ ต้องทำงาน ซื่อสัตย์-เข้มแข็ง-อดทน ไม่เอนเอียง ไม่เห็นแก่หน้า ใช้กลไกตามอำนาจ-หน้าที่ "ทันการณ์-ทันเวลา" 
  

และไม่ตกอยู่ใต้....ความกลัว! 
   

แต่ทุกวันนี้ มันไม่ (ค่อย) เป็นอย่างนั้น ฉะนั้น จึงเกิดคำถามเชิงวิตกว่า แล้วบ้านเมืองไทย จะไปรอดมั้ย?
   

รอดจากอะไร...? 
   

รอดจากการยึดครองโดยระบอบทักษิณ รอดจากการเปลี่ยนระบอบ-ล้มสถาบัน แล้วเปลี่ยนประเทศเป็นแดงทั้งแผ่นดิน ด้วยเหตุที่คนกลุ่มหนึ่งใต้อามิสทักษิณ ปลุกผีคำว่า "ไพร่-อำมาตย์" ขึ้นมาปลุกปั่นคนอ่อนแอกว่าในสังคม 


และสมคบผู้เข้มแข็งทางการศึกษา โดยเฉพาะตามมหาวิทยาลัยรัฐ ที่เป็นพวกไม่ได้รับการยอมรับ มีปมด้อย หรือพวกแอบจิตโลภ จึงชูปมเด่นทางการศึกษาเป็นอีโก้คลุมตัณหาไว้ด้วยคำว่า "วิชาการ" ในการแสดงออก ช่วยกัน "ล่มชาติ" ด้วยเงื่อนไขตามรอยตีนไพร่ นปช.
   
คือเรื่องไพร่ เรื่องอำมาตย์! 
   

ระดับชาวบ้านผู้คิดตาม-ทำตาม นั่นเป็นสิ่งเข้าใจได้ แต่พวกมากศึกษาตามมหาวิทยาลัย หลายคน...ทุเรศในดีกรีนำหน้าชื่อ แต่ทำโง่ด้วยเล่ห์ แกล้งไม่รู้ว่า ระบบไพร่-อำมาตย์ ซึ่งมีแต่ครั้ง "สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ" จนถึงสังคมไทยปัจจุบัน มันจบไปนานแล้ว
   

ครั้งแรก ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่ "พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" ทรงประกาศเลิกทาส ไม่มีไพร่ในสังคมไทยแต่ครั้งนั้นแล้ว
   

และครั้งที่ ๒ ตั้งแต่นายนายปรีดี พนมยงค์ นำคณะผู้ก่อการ ล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ยึดพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ สถาปนาระบอบประชาธิปไตยขึ้นมาใช้แทน พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๗๕ 
   

ระบบอำมาตย์ ซึ่งแต่เดิมคือ ข้าราชการในราชสำนัก ตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เมื่อนายปรีดีนำระบอบประชาธิปไตยมาใช้ พระมหากษัตริย์ไม่ต้องทรงทำหน้าที่ทางการบริหารและปกครองอีกต่อไป มีรัฐสภา มีรัฐบาล มีตุลาการ นำอำนาจไปทำหน้าที่แทน
   

นั่นก็คือ "อำมาตย์" สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ถูกนายปรีดีเปลี่ยนสภาพเป็น "ข้าราชการ"
สมัยประชาธิปไตยไปหมดแล้ว!
   

นางสาวยิ่งลักษณ์ก็ดี รัฐมนตรีก็ดี ข้าราชการทหาร-ตำรวจ-พลเรือนก็ดี พวกโจรไพร่ที่ชุบตัวมาเป็นข้าราชการเมืองก็ดี พวก ส.ส.-ส.ว.ก็ดี พวกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต.-อบจ.ก็ดี รวมทั้งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ "หัวโจก" ด้วย 
   

ล้วนเป็น "ข้าราชการ" ด้วยแปลงร่างจาก "อำมาตย์" หมดแล้ว!
   

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เอ้า...ล้มซี ล้มแม่งมันไปเลย เพราะพวกนี้คืออำมาตย์ของแท้ คนละส่วน และไม่เกี่ยว "สถาบันกษัตริย์" เพราะระบบกษัตริย์ทุกวันนี้ พ้นจากคำว่า "อำมาตย์" ด้วยอำนาจทางการบริหารและปกครองทั้งสิ้น
   

แต่พวกไพร่ นปช. ทั้งด้วยไม่รู้ และทั้งด้วยเจตนาดึง "สถาบันกษัตริย์" ให้ไปอยู่ในคำรวมว่าอำมาตย์ เพื่อนำพฤติกรรมบริหาร-ปกครองที่เลวทรามของพวกข้าราชการประจำและข้าราชการการเมืองทุกวันนี้ ที่สมคบพ่อค้า-นักธุรกิจ-กลุ่มทุน รวมทั้งตัวพวกตัวเอง เอารัด-เอาเปรียบประชาชน และโกงบ้าน-กินเมือง แล้วโยนบาป-โยนโทษ จากการกระทำระยำไปที่คำว่า "อำมาตย์"
   

หวังโยงไปถึง "สถาบันพระมหากษัตริย์"!
   

ทั้งที่แท้จริงแล้ว ด้วยระบอบประชาธิปไตย ระบบรัฐสภาทุกวันนี้ ภายใต้รัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์ไม่ได้ทรงมีพระราชอำนาจทางบริหารและทางปกครองเลย
   

ทุกอย่างทางการบริหารประเทศ "นักการเมือง" ที่เรียกว่า "คณะรัฐบาล" ใช้อำนาจกับประชาชน กับบ้านเมือง ชนิดที่เรียกว่า "กินอยู่กับปาก-อยากอยู่กับท้อง" โดยตรง!
   

แต่...ดีมันเอาไป ผลจากความเลวร้ายที่คณะรัฐบาลผสมข้าราชการทำไว้กับบ้าน-กับเมือง กลับโยนใส่ หรือพยายามพูดจาให้ประชาชนเข้าใจว่า...ระบบอำมาตย์คือระบบกษัตริย์ และเพราะระบบอำมาตย์ มันถึงเป็นอย่างนี้
   

ต้องเข้าใจกันให้ชัด ทุกวันนี้ อำมาตย์ในระบบกษัตริย์ไม่มีแล้ว มีแต่ข้าราชการในระบบบริหารที่เรียกว่ารัฐบาล ดังนั้น ความเลวร้ายที่ทำให้ประชาชนไม่ชอบใจและเดือดร้อน ก็คือข้าราชการ

การเมืองคือ "รัฐบาล" และข้าราชการประจำมันสมคบกันทำ 
   

ดังนั้น ถ้าต้องการล้ม ไม่ใช่ไปล้มสถาบันกษัตริย์ ต้องไปล้มระบบบริหารโดยรัฐบาล อันมีข้าราชการเป็นลูกมือ-ลูกตีน ที่ทำให้สังคมเกิดความไม่เป็นธรรมทุกวันนี้ 
   

โปรดเข้าใจไว้อีกอย่าง คำว่าอำมาตย์ในอดีต หมายถึงสิทธิ์ผูกขาดที่ดินอันเป็นที่ทำมาหากิน แต่คำว่าข้าราชการในวันนี้...ไม่มีสิทธิ์ 
   

แต่มันใช้อำนาจสร้างอภิสิทธิ์ ผูกขาด-ครอบครองที่ดินอันเป็นที่ทำมาหากิน เป็นที่รู้กันว่า ที่ดินในประเทศไทยส่วนใหญ่วันนี้ กลุ่มทุน-กลุ่มอำนาจ-กลุ่มการเมือง ครอบครองมากที่สุด
   

ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมที่ประชาชนเรียกร้องมากที่สุดก็คือตรงนี้ ตรงที่ดินทำกินนี่แหละ และสิ่งที่เรียกว่าชนชั้น มันเกิดจากตรงนี้ เกิดจากพวกนี้ พวกนักการเมืองสมคบข้าราชการ และพวกมรดกตกทอดอำมาตย์อีกส่วนหนึ่ง
   

แต่พวกนี้ หลังจากเก็บไว้ให้หมาขี้ ตอนนี้ทยอย "ขายกิน" ไปเรื่อยๆ มีมากสู้พวกพ่อค้า-นายทุน-กลุ่มการเมืองไม่ได้แล้ว!


ถ้าจะปลุกให้ประชาชนล้มตัวการ จะล้มให้ถูกที่-ถูกตัว มันต้องล้มระบบบริหาร คือล้มรัฐบาลทักษิณ ล้มระบบนิติบัญญัติ คือล้มรัฐสภาทักษิณ ที่สร้างความเหลื่อมล้ำ ความเอารัด-เอาเปรียบสังคมในวันนี้
   

ไม่ใช่ไปล้ม "สถาบันกษัตริย์" ดังที่พวกเขาป้ายสี! 
   

ผมว่านะ...ถ้าเราหวังความสงบ ความเป็นไทยปึกแผ่น ด้วยคนไทยกลับมารักใคร่-สามัคคีกันเหมือนเดิม ไม่ต้องหมกมุ่นครุ่นคิดกับเรื่อง ระบบ-ระบอบ-สถาบัน ให้มากนักหรอก 
   

สิ่งเหล่านั้น ไม่ใช่ตัวหลักนำสังคมชาติสู่สุข เป็นเพียงรูปแบบและกลไกจัดสรรความสุขให้เป็นที่-เป็นทางเท่านั้น ถ้าสังเกต ไม่ต้องไปไกล เอาจากสมัยกรุงธนบุรีมาเป็นกรุงรัตนโกสินทร์ก็พอ เราจะเห็นว่าในรอบ ๓๐๐ ปีมานี้ สังคมชาติไทยเรา
   

ระบบ-ระบอบ-สถาบัน เปลี่ยนแปลงตามกาล-เวลา "จากเดิม" ให้เปลี่ยนไปจากเดิมมากต่อมาก หากแต่ว่าที่เราไม่มีปฏิกิริยาปฏิเสธ นั่นเพราะเข้าใจตามหลักที่ว่า ธรรมชาติกำหนดการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่มนุษย์ไปกำหนดการเปลี่ยนแปลง
   

น้ำกับฟ้า ที่ว่าไร้ขอบเขต ยังมีขอบเขตด้วยเส้นบรรจบตัดกัน แล้วทำไมล่ะ...ความแตกแยกคนไทยในสังคมประชาธิปไตย จะมีขอบเขตทางความคิดเป็นเส้นบรรจบกันไม่ได้?
   

แต่เท่าที่ฟังทุกวันนี้ เห็นจะบรรจบกันยาก เพราะฝ่ายเสื้อแดง ตีความหมายคำว่าสิทธิ-เสรีภาพ ผ่านการทำ-การพูดโดยไม่ยึดกฎหมาย 
   

ประชาธิปไตยของ นปช.เพื่อไทยและนักวิชาการในกระดองมหาวิทยาลัยรัฐอยู่ตรงที่ ล้มสถาบันผ่านคำ "ล้มระบบอำมาตย์" ได้วันไหน และทักษิณลอยชายกลับมากินเมืองได้ วันนั้น...เป็นประชาธิปไตย!
   

แต่ประชาชนคนไทยผู้ตื่นแล้วทั้งหลาย รู้จัก-เข้าใจว่า ทุกสิทธิ-เสรีภาพ ในการแสดงออกทางประชาธิปไตย จะไร้ขอบเขตกฎหมาย-กติกา-ขนบธรรมเนียม-วัฒนธรรม ไม่ได้ ความเป็นชาติ ไม่ต้องผูกขาด แต่ต้องรักษาระบบ และระบบนั้นไม่ใช่ตัวบุคคล
   

ดังนั้น ถึงทักษิณจะกลับมา ไทยก็เป็นประชาธิปไตยได้ ถึงทักษิณ-ตาย ไทยก็เป็นประชาธิปไตยได้ เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น อยู่เหนือประชาธิปไตย หากแต่อยู่ใน "ชีวิต-จิตใจ" และอยู่ใน "ความเป็นไทย" โดยตรงตะหาก!


จากคอลัมน์ "เปลว สีเงิน คนปลายซอย"
นสพ.ไทยโพสต์ ๑๘ มี.ค. ๒๕๕๖








"รัฐบาลปูต้องประท้วงอียูแทรกแซงไทยป้องแดงหมิ่นสถาบัน"
ทีมข่าวการเมืองแนวหน้า ๑ ก.พ. ๒๕๕๖


นายธนบดี วรุณศรี ผู้ประสานงานเครือข่ายเฝ้าระวังพิทักษ์และปกป้องสถาบัน นัดรวมตัวมวลชนในเครือข่ายเพื่อไปประท้วงหน้าสำนักงานผู้แทนสหภาพยุโรป(อียู)ประจำประเทศไทย ในวันที่ ๓๑ ม.ค.นี้ กรณีที่ก่อนหน้านี้สำนักงานอียูประจำประเทศไทยและคณะเอกอัครราชทูตประเทศสมาชิกอียูที่ประจำอยู่ในประเทศไทยมีมติร่วมกันให้ออกแถลงการณ์แสดงความเป็นห่วงต่อคำพิพากษาของศาลก่อนหน้านี้ที่ตัดสินจำคุกนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการนิตยสารวอยซ์ออฟทักษิณเป็นเวลา ๑o ปี ในข้อหาความผิดหมิ่นประมาทดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินีรัชทายาทหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ โดยแถลงการณ์ของเหล่าตัวแทนอียูประจำประเทศไทยอ้างว่า เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ท่าทีของอียูที่รวมหัวกันและถึงกับออกแถลงการณ์เหมือนเป็นการส่งสัญญาณข่มขู่กราย ๆ ว่า อียูพร้อมจะบอยคอตต์ไทยหากยังดำเนินคดีกับพวกหมิ่นเบื้องสูง

สำหรับ นายสมยศ นั้นเป็นหนึ่งในแกนนำคนเสื้อแดงและมีประวัติเคยเผยแพร่ข้อเขียนผ่านนิตยสารวอยซ์ออฟทักษิณในลักษณะที่จาบจ้วงต่อสถาบันเบื้องสูงอยู่บ่อยครั้ง เช่นเดียวกันอียูก่อนหน้านี้ก็เคยแสดงท่าทีปกป้องบรรดาขบวนการคนเสื้อแดงที่มักจาบจ้วงสถาบันอย่างเหิมเกริมมากขึ้นทุกขณะ

นอกจากนี้ ที่ผ่านมาประเทศสมาชิกอียูบางประเทศโดยเฉพาะเยอรมนียังแสดงท่าทีให้การช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีสถานะเป็นนักโทษหนีคุกและเป็นผู้ร้ายข้ามแดนที่ถูกออกหมายจับ โดยปล่อยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางเข้าประเทศของตัวเองโดยไม่ควบคุมตัวส่งกลับมารับโทษตามกระบวนการยุติธรรมของไทย

ประเด็นสำคัญอยู่ที่แถลงการณ์ซึ่งแสดงท่าทีของอียูครั้งล่าสุดที่ออกมาปกป้อง นายสมยศ ซึ่งถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายใน ตลอดจนสถาบันศาลของไทยอย่างน่าเกลียดไร้มารยาททางการทูตขั้นร้ายแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณี นายสมยศ เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับสถาบันเบื้องสูงของไทยซึ่งเป็นเรื่องอ่อนไหวสำหรับคนไทยทั้งประเทศ

เพราะฉะนั้นการออกมาแสดงพลังประท้วงของเครือข่ายเฝ้าระวังพิทักษ์และปกป้องสถาบันจึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีที่คนไทยมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ขณะเดียวกันก็เป็นการเตือนสติอียูให้หยุดพฤติกรรมอันอาจสร้างความไม่พอใจแก่คนไทยทั้งประเทศ

ทั้ง ๆ ที่อียูแสดงพฤติการณ์ที่ผิดมารยาททางการทูตอย่างร้ายแรง แต่น่าแปลกใจที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมทั้ง นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุลรมว.ต่างประเทศ กลับนิ่งเฉยไม่ทำหนังสือประท้วงอียูให้รู้สึกว่านี่คือประเทศไทย ภายใต้กฎหมายและศาลไทยซึ่งสถาบันเบื้องสูงเป็นสิ่งที่ล่วงละเมิดไม่ได้และที่น่าเศร้าก็คือประชาชนผู้จงรักภักดีเสียอีกที่กลับออกมาเคลื่อนไหวประท้วงอียูแทนที่จะเป็นรัฐบาล

เพราะฉะนั้นรัฐบาลปูกรรเชียงต้องออกมาแสดงท่าทีที่ชัดเจนเพื่อสั่งสอนอียู ไม่ใช่ปล่อยให้เหล่าชาติฝรั่งตาน้ำข้าวแสดงอำนาจบาตรใหญ่เข้ามาแทรกแซงแกมข่มขู่เหยียบย่ำอธิปไตยของชาติถึงในบ้าน


จากนสพ.แนวหน้า ๓๑ ม.ค. ๒๕๕๖








"ดูหมิ่นกษัตริย์ มิใช่นักโทษการเมือง"
สารส้ม


การเรียกร้อง “ปลดปล่อยนักโทษการเมือง” โดยพยายามตีขลุมรวมเอาผู้กระทำผิดในคดีดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นนักโทษการเมืองที่สมควรจะได้รับการนิรโทษกรรมด้วยนั้น ควรถูกตั้งคำถามว่าถูกต้อง เหมาะสม แค่ไหน?

๑) กฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ได้มีการใช้บังคับมาแต่เก่าก่อน ทุกยุคทุกสมัย ทุกรัฐบาล

ไม่เกี่ยวกับรัฐประหาร

ไม่เกี่ยวกับประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

ผู้ชุมนุมเกือบทั้งหมด ผู้ปราศรัยทางการเมือง นักเขียน บรรณาธิการสื่อมวลชน ฯลฯ ส่วนมากไม่ได้ถูกดำเนินคดีด้วยความผิดฐานดูหมิ่นสถาบัน ม.๑๑๒ ซึ่งมีแค่ไม่กี่คนที่มีพฤติกรรมจงใจกระทำผิดกฎหมายดังกล่าว

ไม่มีเหตุจำเป็นอันใด ที่จะต้องไปนิรโทษกรรมให้กับคนที่จงใจกระทำผิดกฎหมาย ดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ซึ่งหากต้องการได้รับการลดหย่อนโทษหรืออภัยโทษ ก็มีกระบวนการยุติธรรมตามปกติอยู่แล้ว

๒) กฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ มีสภาใช้บังคับโดยถูกต้องชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ดังที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว ใจความบางประเด็นชี้ชัดว่า

ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ บัญญัติอยู่ในภาคความผิดลักษณะที่ ๑ ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หมวด ๑ ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เป็นมาตรการของรัฐที่มีขึ้นเพื่อคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์จากหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ซึ่งการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ย่อมก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ เพราะพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองและคุ้มครองไว้ และเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศไทย ดังนั้นประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ จึงเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรที่มีความหมายเช่นเดียวกับการเป็นกฎหมายที่มีขึ้นเพื่อการรักษาความมั่นคงของรัฐ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๔๕ วรรคสอง ที่เป็นเงื่อนไขแห่งการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๔๕ วรรคหนึ่ง

“อัตราโทษตามที่ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ กำหนดไว้ก็เป็นการกำหนดเท่าที่จำเป็นเพื่อให้รัฐธรรมนูญมาตรา ๘ ที่รับรองสถานะของพระมหากษัตริย์มีผลใช้ได้อย่างสมบูรณ์ในทางปฏิบัติ และเป็นการจำแนกการกระทำความผิดที่เหมาะสมและได้สัดส่วนกับสถานะของบุคคลที่ประมวลกฎหมายอาญาได้กำหนดไว้ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้เป็นการทั่วไป ไม่ได้มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจงและไม่ได้กระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๕ วรรคหนึ่ง แต่ประการใดเพราะบุคคลทุกคนยังมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นภายในขอบเขตที่ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ นี้”

๓) การพิพากษาคดีดูหมิ่นสถาบัน แต่ละคดีก็มีข้อเท็จจริงและประเด็นข้อกฎหมายชัดเจน

ศาลยุติธรรมมิได้พิพากษาคดีไปตามอำเภอใจ

ยกตัวอย่างล่าสุด กรณีคดีนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข

คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า นายสมยศหมิ่นประมาท ดูหมิ่นและแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทย ด้วยการจัดพิมพ์ จัดจำหน่ายและเผยแพร่นิตยสารเสียงทักษิณ (Voice of Taksin) ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑๕ ปักษ์หลังกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ บทความของผู้ใช้นามปากกา จิตร พลจันทร์ เรื่องแผนนองเลือด กับยิงข้ามรุ่น และนิตยสารเสียงทักษิณ (Voice of Taksin) ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑๖ ปักษ์แรก มีนาคม ๒๕๕๓ บทความคมความคิดของผู้ใช้นามปากกาว่า จิตร พลจันทร์ เรื่อง ๖ ตุลาคม ๒๕๕๓ โดยทั้งสองบทความมีเนื้อหาใส่ร้ายสถาบันเบื้องสูง เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นองค์พระมหากษัตริย์

ศาลพิพากษาชัดเจนทั้งพฤติกรรมแห่งการกระทำผิด และประเด็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด มีพยานหลักฐานชัดเจน น่าเชื่อถือ

คำพิพากษาระบุว่า บทความคมความคิดในนิตยสารเสียงทักษิณทั้ง ๒ ฉบับ มีเนื้อหาที่ไม่ได้กล่าวถึงชื่อบุคคล แต่เขียนโดยมีเจตนาเชื่อมโยงเหตุการณ์ในอดีต เมื่อนำเหตุการณ์ในอดีตมาเชื่อมโยงแล้วสามารถระบุได้ว่าหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเนื้อหาของบทความเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น และแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ การที่จำเลยนำบทความไปจัดพิมพ์ จัดจำหน่าย และเผยแพร่ จึงมีเจตนาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น และแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ และเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒

เมื่อมีการจัดพิมพ์นิตยสาร ๒ ฉบับ ต่างกรรมต่างวาระกัน จึงเป็นการกระทำสองกรรม

พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ให้จำคุกกระทงละ ๕ ปี รวมสองกระทงแล้ว จำคุก ๑o ปี บวกโทษจำคุก ๑ ปีในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.๑o๗๘/๒๕๕๒ ของศาลอาญา รวมเป็นจำคุก ๑๑ ปี

หากพิจารณาคำพิพากษาด้วยใจเป็นธรรม จะเห็นว่า ศาลยุติธรรมได้ใช้ความละเอียด ถี่ถ้วน และไม่ได้ใช้อำนาจเกินเลยกฎหมายหรือตามอำเภอใจเลย

ในเมื่อกฎหมายอาญาแผ่นดินบัญญัติห้ามไว้แล้ว แต่ยังมีการกระทำผิด จะไม่ให้ศาลยุติธรรมพิพากษาคดีตามกฎหมายได้อย่างไร? แล้วสถาบันพระมหากษัตริย์จะดำรงสถานะตามรัฐธรรมนูญได้อย่างไร?

ใครด่านักการเมือง ยังต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมายหมิ่นประมาท

แต่สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง ใครริจะด่า ใส่ร้ายป้ายสี โจมตีเพื่อความสะใจ หรือหวังผลบางประการ จะถือว่าเป็นเรื่องการเมือง ลบล้างกันได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?

กฎหมายบ้านเมือง จะศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร?


จากคอลัมน์ "กวนน้ำให้ใส"
แนวหน้า ๑ ก.พ. ๒๕๕๖








"จดหมายถึง... โธมัส ฟุลเลอร์ แห่ง นิวยอร์ค ไทมส์ กรณีพูดถึง สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ผู้พยายามบ่อนทำลายความจงรักภักดีของคนไทยที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ?"


ตอนสายวันนี้ ผมนำข้อเขียนจากบทความรับเชิญในเว็บไซด์เจ้าพระยา เรื่อง “อีกด้านของสมศักดิ เจียมฯ ที่ โธมัส ฟุลเลอร์ แห่ง นิวยอร์คไทมส์ อาจไม่รู้” มานำเสนอใน Blog ของผม

หลังจากอ่านบทความนั้นแล้ว ผมจึงไปควานหา บทความที่ โธมัส ฟุลเลอร์ เขียน เพราะอยากรู้ว่า นักข่าวของนิวยอร์ค โทมส์ คนนี้มีทัศนคติอย่างไรกับสังคมไทย…. แต่ก็มีข้อมูลเกี่ยวกับเขาน้อยมาก

“ Google บอกว่า โธมัส ฟุลเลอร์ เป็นนักข่าวชาวต่างชาติอีกคนหนึ่งที่กำลังสัมภาษณ์ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง และเป็นผู้รายงานข่าวนี้ไปยังต้นสังกัดจนข่าว เสธ.แดงถูกยิงถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก”

ผมจึงไม่แปลกใจหาก โธมัส ฟุลเลอร์ จะเกาะติดความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง และแนวร่วมกลุ่มต่าง ๆ เพื่อรายงานความคืบหน้าของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในเมืองไทย ในลักษณะของข่าวและบทความอย่างต่อเนื่องต่อไป

นอกจากบทความชิ้นนี้แล้ว โธมัส ฟุลเลอร์ เคยรายงานความคืบหน้าของคดีที่เกิดจากการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์ ซึ่งต่อมารัฐบาลได้นำกำลังทหารเข้าขอพื้นที่คืน

จนทำให้กลุ่มแกนนำคนเสื้อแดงบนเวทีปราศรัย อาทิ นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ นายแพทย์เหวง โตจิราการ และอีกหลายคน ถูกดำเนินคดีในข้อหาผู้ก่อการการร้ายในเวลาต่อมา

เห็นงานของเขาแล้วต้องยอมรับว่า โธมัส ฟุลเลอร์ เป็นนักข่าวมืออาชีพ ในบทความที่เขาเขียน จึงมีคำสัมภาษณ์ของบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นประชาชนผู้มาร่วมชุมนุม คนเสื้อแดง ตลอดจนเจ้าหน้าที่ของบ้านเมือง เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่รอบด้าน เหมือนที่เคยเขียนมาแล้วเมื่อวันที่ ๒๔ ม.ค. ๕๔

สำหรับบทความที่ โธมัส ฟุลเลอร์ เขียนถึง สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นั้น เท่าที่ผมได้อ่านซ้ำหลายรอบ ก็มีลักษณะทำนองนั้น เป็นการเก็บข้อมูลและพฤติการณ์ของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ที่มีต่อสังคมไทย โดยได้ย้อนให้คนอ่านเห็นอดีตบางด้านของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล พอสรุปได้ว่า

…..เป็นผู้เขียนบทความเกี่ยวกับราชวงศ์ไทยติดต่อกันมาถึง ๑๗ ปี และได้พยายามที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลงสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยการเสนอหลัก ๘ ประการ รวมถึงพยายามเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา ๑๑๒

พฤติการณ์ของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ทำให้กองทัพบกมอบอำนาจให้ นายทหารพระธรรมนูญแจ้งความให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีสมศักดิ์ เจียมธุรสกุล  ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา ๑๑๒ มีโทษจำคุก ๓ – ๑๕ ปี ..ซึ่งเป็นเรื่องที่ชาวไทยผู้จงรักภักดีต่างก็ทราบจากข่าวมาแล้ว

แต่ที่ผมติดใจ จนต้องตัดสินใจเขียนจดหมายถึง โธมัส ฟุลเลอร์ ก็เพราะว่า …

งานเขียนของ โธมัส ฟุลเลอร์ ชิ้นนี้ เหมือนเกิดจาก “ฟังความข้างเดียว” หรืออาจไม่ได้แสวงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล มาประกอบ

บทความของโธมัส ฟุลเลอร์ จึงอาจทำให้ผู้อ่านที่ไม่ใช่คนไทย ไม่รู้ขนบธรรมเนียมไทย และไม่รู้จักกำพรืดของ สมศักดิ์ เจียมธุรสกุล มาก่อนเข้าใจสังคมไทยผิด ๆ ได้

ผมอยากเรียนให้ โธมัส ฟุลเลอร์ ทราบว่า ก่อนที่ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล จะมาเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น ในปี พ.ศ. ๒๕๑๙ เขาคือ นักศึกษาที่หลงใหลในลัทธิคอมมิวนิสต์เหมือนกับเพื่อน ๆ ของเขาอีกหลายคน และพยายามเผยแพร่ลัทธิดังกล่าวไปยังประชาชน จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๒๕๑๙

เหตุการณ์ในครั้งนั้น เพื่อนของเขาคนหนึ่งถูกแขวนคอตายต่อหน้าต่อตา โดยที่เขาให้ความช่วยเหลือเพื่อนเขาไม่ได้ .... สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล คง “ช๊อก” ที่เห็นเหตุการณ์ดังกล่าว เขาจึงมีความรู้สึกเจ็บแค้นชนิดฝั่งอยู่ใจ จนอยากจะทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยมือของเขาเอง

สังเกตได้จาก การเขียนบทความเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมืองไม่ว่าจะเป็น ๑๔ ตุลา ๑๙ , ๖ ตุลา ๑๙ หรือเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ และเหตุการณ์ล่าสุดที่ราชประสงค์

 สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล จะพยายามโยงเหตุการณ์ต่าง ๆ ไปให้ถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ทุกครั้ง ราวกับว่า สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ต้องการคนไทยเกิดความเข้าใจบางอย่างผิดไปจากความเป็นจริง

เพราะเหตุการณ์ทางการเมือง หลังวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ที่เกิดขึ้นในเมืองไทยนั้น เป็นการ แย่งชิงอำนาจระหว่างนักการเมืองกับนักการเมือง หรือไม่ก็ระหว่างนักการเมืองกับคณะนายทหาร..

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของไทย มิได้ทรงเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งก็เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญโดยแท้

โดยเฉพาะเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๑๙ นั้น มันผ่านไปแล้วถึง ๓๕ ปี.. ...แต่เขาก็พยายามรื้อฟื้นมันขึ้นมา บางครั้งนอกจากการเขียนบทความเพื่อให้คนไทยเข้าใจสถาบันผิด ๆ แล้ว เขายังพยายามไปค้นหา “ข่าว” จากหนังสือพิมพ์รายวัน เมื่อ ๓๕ ปีมาเป็นองค์ประกอบของบทความที่เขาเขียนอีกด้วย

หลังได้รับการนิรโทษกรรมจากความหลงผิด แทนที่ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล จะสำนึกในบุญคุณของแผ่นดินไทย ที่ให้ที่ซุกหัวนอนแก่พ่อที่หนีภัยมาจากแผ่นดินใหญ่ ด้วยการเป็นอาจารย์ที่ดีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยการสอนนักศึกษาให้สำนึกในความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล กลับฉวยโอกาสอาศัย สถานะทางสังคม คือการเป็นอาจารย์เขียนบทความบิดเบือนความจริงทางประวัติศาสตร์หลายเรื่องเผยแพร่ในหมู่คนรุ่นใหม่ให้เข้าใจประวัติศาสตร์ผิด ๆ  โดยเฉพาะประวัติศาสตร์พระราชวงศ์จักรีหลายเรื่อง

และไม่เพียงเท่านั้น สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ยังทำตัวเป็นแก่นแกนของกลุ่มนักวิชาการมหาวิทยาลัย ที่ออกมาเรียกร้องให้มีการยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาตรา ๑๑๒ จนกระทั่งเรื่องนี้ขยายวงออกไปยังกลุ่มต่าง ๆ ในขณะนี้

ในปี ๒๕๕๔ นี้ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เขียนบทความเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ ท้าทายกฎหมายหมิ่นฯ มาตรา ๑๑_ เอาไว้หลายชิ้น... บางชิ้น(๑ เม.ย. ๕๔) เขาท้าทายคนในสังคมไทยว่า

“พูดจริง ๆ นะครับ ยกเลิก ม.๘ รธน. ยกเลิก ๑๑๒ (เป็นอย่างน้อย)ให้ผมสิครับ แล้วผมจะแสดงให้ดูว่า สามารถที่จะมีข้อมูลและเหตุผลสนับสนุนในทางตรงกันข้ามเลยกับข้อสรุปข้างบนอย่างไรบ้าง” เป็นต้น

นี่คือพฤติกรรมของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล  ที่ “สั่งสม” มาอย่างยาวนาน โดยมีเป้าหมายคือ พยายามพูดและเขียนบทความบ่อนทำลายความศรัทธาที่ประชาชนคนไทยมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ลดน้อยถอยลงหรือหมดไปในที่สุด

ในบทความอันเป็นต้นเหตุให้เขาถูกแจ้งความดำเนินคดีนั้น สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เขียนเหมือนเป็นการชิมลาง คือ “ท้าทาย” กฎหมายมาตรา ๑๑๒ ว่า หากเขียนถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ซึ่งเป็นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินพระองค์หนึ่ง โดยใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสม ทั้ง ๆ ที่เขาเองก็รู้ดีอยู่เต็มอกว่าไม่ควร

เขาจะถูกฟ้องหรือไม่... และไม่เพียงเท่านั้น ในบทความชิ้นเดียวกัน

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ยังได้เขียนบิดเบือน “ข่าวในพระราชสำนัก” ที่เผยแพร่พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์  ให้ประชาชนได้ชื่นชมพระบารมีมาอย่างยาวนานอย่างไม่น่าให้อภัยจริง ๆ

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เรียกประเพณีที่สืบทอดกันมาในสังคมไทยคือ“ข่าวในพระราชสำนัก” ว่า “ระบบการประชาสัมพันธ์ด้านเดียวอบรมบ่มเพาะด้านเดียว” ที่ผมบอกว่าไม่น่าให้อภัย เพราะเขาใช้คำดังกล่าวนี้ ซ้ำแล้วซ้ำอีกในบทความชิ้นนั้นกว่า ๑o ครั้ง

ส่อให้เห็นถึงความจงใจที่จะบ่อนทำลาย ความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระมหากษัตริย์ทรงมีต่อพสกนิกรให้ลดน้อยลงนั่นเอง

ผมเชื่อเหลือเกินว่า หากบทความชิ้นดังกล่าวเผยแพร่ออกไปแล้ว ไม่มีหน่วยงานใด หรือแม้แต่ กองทัพบก แจ้งความดำเนินคดีในมาตรา ๑๑๒ แล้วไซร้

ต่อไป คนไทยคงจะได้เห็น คนอย่าง สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และเพื่อน ๆ  เขียนบทความเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยภาษาที่ปรากฏในบทความชิ้นนี้อย่างต่อเนื่องอย่างแน่นอน

และในอนาคต หากมีใครก็ตามเขียนที่บทความเกี่ยวกับสถาบันด้วยภาษาในลักษณะนี้ แล้วถูกแจ้งให้มีการจับกุมเพื่อดำเนินคดี คนเหล่านั้นก็คงจะใช้บทความของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เป็นบรรทัดฐานในการอ้างอิงให้พ้นผิดจนได้

กรณีที่กองทัพบกต้องแจ้งความดำเนินคดีต่อ นายสมศักดิ์ เจียรมธีรสกุล ในครั้งนี้ จึงมิได้เกิดจากการเคลื่อนไหวของเขาเมื่อปีที่แล้ว หรือบทความที่เพิ่งเขียนนะครับ โธมัส ฟุลเลอร์

โธมัส ฟุลเลอร์.... ในฐานะที่อยู่อาชีพนักข่าวเหมือนกัน แต่คุณอาจคิดเหมือนที่ผมกำลังคิดก็ได้ว่า

วันนี้ “สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” หรือแม้แต่ทายาทลัทธิคอมมิวนิสต์ในอดีต มีได้มีเป้าหมายที่จะโค่นล้มราชบัลลังก์อย่างเดียวดายอีกแล้ว

แต่วันนี้เขามีแนวร่วมที่มีเป้าหมายเดียวกัน นั่นก็คือ“คนเสื้อแดง” บางกลุ่ม

คุณว่ามีความเป็นไปได้ไหม ที่คนเหล่านั้นกำลังประสานมือกันโค่นล้มราชบัลลังก์อันเป็นที่รักยิ่งของคนไทย

หากประสบชัยชนะ ไม่เพียงแต่ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้เยียวยาสภาพจิตใจของเขาให้คืนสู่ภาวะปกติเหมือนคนทั่วไปเท่านั้น แต่ทว่า เขาได้“แก้แค้น” แทนเพื่อนที่ตายไปเมื่อ ๓๕ ที่แล้ว..

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล มีพฤติการณ์ที่แสดงตนเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยการเขียนบทความเกี่ยวกับราชวงศ์ไทยมาแล้วอย่างยาวนานถึง ๑๗ ปี...อย่างที่คุณเกริ่นนำเอาไว้ในบทความของคุณจริง ๆ

ผมไม่สงวนลิขสิทธิ์ สำหรับบทความชิ้นนี้ แต่จะขอบคุณอย่างยิ่ง หากคุณจะนำทั้งหมดหรือส่วนใดส่วนหนึ่งที่ผมเขียน ไปเผยแพร่ใน นิตยสารนิวยอร์ค ไทมส์ ของคุณ เพื่อให้คนทั้งโลกรู้จักสันดานของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อีกด้านหนึ่ง


จาก บล็อกผู้เฒ่าเล่าเรื่อง








"สถาบันกษัตริย์ไทยเคยทำร้ายคนไทยเช่นนั้นหรือ"
เฉลิมชัย ยอดมาลัย


เป็นความจริงที่ว่าในอดีตจนถึงขณะนี้ สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยได้ถูกคนกลุ่มหนึ่งจ้องจะล้มล้างมาโดยตลอด แม้คนกลุ่มที่ว่านี้จะมีจำนวนไม่มากนักเมื่อเทียบกับคนไทยทั้งแผ่นดินก็ตาม ผู้คิดล้มล้างสถาบันกษัตริย์ไทยใช้กรรมวิธีต่าง ๆ มาโดยตลอด ส่วนกรรมวิธีหนึ่งที่ใช้ในปัจจุบันคือการชูประเด็นมาตรา ๑๑๒ ขึ้นมา แล้วแอบอ้างว่าเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศไทย

อ้างตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ บัญญัติว่า ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี คำถามคือการมีกฏหมายมาตรานี้มันทำให้ประเทศไทยไม่พัฒนาอย่างไร

ผู้ที่ต้องการให้ล้มล้างสถาบันกษัตริย์คิดและเชื่อใช่ไหมว่า การที่จะทำให้ประเทศไทยเจริญได้ ก็ต้องสามารถแสดงอาการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อองค์พระประมุข พระราชินี องค์รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้กระนั้นหรือ ถ้าเช่นนั้นก็จงตอบให้ชัดด้วยว่า ทำไมจึงต้องหมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ แล้วการแสดงพฤติกรรมดังกล่าวจะช่วยพัฒนาประเทศได้อย่างไร

อนุสนธิ์จากการเขียนบทความนี้เกิดมาจากการได้ดูรายการตอบโจทย์ ทางสถานีทีวีไทยเมื่อคืนวันพุธที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๖ เมื่อดู ฟังแล้ววิเคราะห์จากเนื้อหารายการ โดยเฉพาะจากคำถามของพิธีกร (ภิญโญ สุริยธรรมา) ที่ถามวสิษฐ เดชกุญชร อดีตนายตำรวจประจำราชสำนัก แล้วตีความได้ว่า สังคมไทยกำลังเกิดคำถามว่า สถาบันพระมหากษัตริย์มีความสำคัญและจำเป็นต่อสังคมไทยมากน้อยเพียงใด

คำตอบที่ได้จากผู้ให้สัมภาษณ์คือจำเป็นและสำคัญมาก รวมถึงจำเป็นอย่างยิ่งที่คนไทยจะต้องช่วยกันปกป้องรักษาสถาบันนี้ไว้ เนื่องจากมีคุณูปการมากมายนานัปการ ในขณะที่พิธีกรถามว่า พระมหากษัตริย์ทรงดำรงสถานะอย่างไรท่ามกลางความขัดแย้งด้านอุดมการณ์การเมือง และความขัดแย้งทางการเมือง

ผู้ให้สัมภาษณ์ตอบได้ชัดเจนว่า ทรงวางตัวเป็นกลางในความขัดแย้งทางการเมืองอย่างเคร่งครัด แต่ไม่สามารถจะทรงนิ่งเฉยได้กับความขัดแย้งด้านอุดมการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะในยุคที่ประเทศชาติกำลังตกอยู่ในภัยคุกคามของลัทธิเผด็จการคอมมิวนิสต์ เพราะหากปล่อยให้ลัทธิคอมมิวนิสต์มีอำนาจเหนือได้ ก็หมายความว่ารัฐไทยในระบอบประชาธิปไตยและสถาบันพระมหากษัตริย์ก็จะต้องสิ้นสุดลงไปโดยปริยาย

การได้ดูรายการในคืนนั้น ทำให้ผู้เขียนได้ความจริงประการหนึ่งว่า สื่อมวลชนไทยกลุ่มหนึ่งยังคงแสดงอาการองุ่นเปรี้ยวมาโดยตลอด ซึ่งอาการดังกล่าวเป็นลักษณะของพวกที่ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ในด้านคุณวุฒิและวัยวุฒิ ชอบทำสิ่งที่หวือหวา ชอบแตะเรื่องที่วูบวาบฉาบฉวย โดยไม่สามารถลงลึกถึงแก่นสาร ผู้เขียนอาจอนุมานว่ารู้ความต้องการลึก ๆ ของผู้ดำเนินรายการในคืนนั้นโดยอาศัยข้อมูลจากการตั้งคำถามเป็นเกณฑ์ จึงขอฝากผู้ทำงานสื่อฯไว้ว่า หากคิดจะนำเสนอเพื่อสนับสนุนการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์โดยไม่สามารถหาหลักฐานชัดเจนมาประกอบได้ ก็จงทบทวนการทำงานของตนเองเสีย แล้วต้องตอบให้ชัดก่อนว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยทำร้ายประชาชนไทยอย่างไร และเมื่อไร


จากนสพ.แนวหน้า ๑๖ มี.ค. ๒๕๕๖








"ม. ๑๑๒"
ราชัน บุญชู


เรียน คุณอัตถ์ อัตนัย ที่นับถือ


เป็นอันว่า มาตรา ๑๑๒ เป็นพิษกับเสื้อแดงอย่างมากเพราะด่าในหลวงไม่ได้ ท่านเสื้อแดงทั้งหลายอ่านตรงนี้บ้าง ในหลวงเป็นที่เคารพรักของผู้คนจำนวนมาก (มากกว่าเสื้อแดงละกัน) ทักษิณเป็นคนที่เสื้อแดงหยิบมือเดียวเคารพรัก ใครแตะไม่ได้ต้องออกมาปกป้อง แล้วเรารักในหลวงของเรา จะปกป้องของเราไม่ได้หรือ
   

๑๑๒ มาตรานี้ถ้าคุณ ๆ ไม่ไปแตะต้อง ก็ไม่เห็นผิดตรงไหน ไม่จำเป็นต้องประชดว่า ต้องสรรเสริญ เยินยออย่างเดียว ในหลวงท่านไม่เคยบอกให้ใครมาสรรเสริญเยินยอ ถ้าพวกท่านไม่ไปเกาะแกะ ล่วงเกิน ก็ไม่เห็นผิดตรงไหน ก็พวกท่านคอยกระแนะกระแหนถึงท่าน ดึงฟ้าลงมาต่ำทำไม (ขอถาม??) เขาถึงได้ตรากฎหมายมาตรานี้ขึ้นมาเพื่อปกป้องพระองค์ท่าน เหมือนกับกฎหมายยุบพรรคการเมืองเหมือนกัน ถ้าไม่ทำผิดหลักที่เขาวางไว้ ไม่เห็นจะน่ากลัวอะไรเลย
   

ผมขับรถตามกฎจราจร ขับทุกวัน ๕-๖ ปียังไม่เคยเจอใบสั่งเลย อาชีพผมต้องขับรถทั้งรถบรรทุกหนักและรถส่วนตัว มันก็อีหรอบเดียวกันนั่นแหละ  กฎอะไรที่เขามีวางไว้ก็ทำตามนั้น ไม่เห็นมันจะไปกระทบอะไรใคร ถ้าเราไม่ตะแบงเข้าข้างตัวเองและหมู่พวก (ชิมิ) ถ้าท่านเสื้อแดงทั้งหลายมีใจเป็นประชาธิปไตยจริง รวมทั้งมีวิญญาณประชาธิปไตย ก็ลองทำตามกฎของบ้านเมืองไม่เห็นจะลำบากตรงไหนเลย ผมเองก็ไม่เคยไปพูดให้ใครฟังว่าสรรเสริญเยินยอพระองค์ท่านเลย อยู่ในใจครับ และไม่เคยไปต่ำ ๆ สูง ๆ กับพระองค์ท่านผมก็คนเหมือนอย่างพวกคุณนั่นแหละ

ทำไมผมไม่เดือดร้อน และพวกคุณ ๆ ทำไมเดือดร้อนกับพระองค์ท่านนัก-หือ รัฐธรรมนูญไม่รู้กี่ฉบับตั้งแต่ผมเกิดมา ๗๐ กว่าปีแล้ว ทั้งปฏิวัติ เผด็จการ และแบบปัจจุบัน ผมก็อยู่มาได้ไม่เคยเดือดร้อน ทำไมพวกท่านถึงเดือดร้อนกินไม่ได้นอนไม่หลับกับแค่รัฐธรรมนูญ (๒๕๕๐) นักล่ะ

ก็พวกท่านนั่นแหละที่บัญญัติมันขึ้นมา พอไม่ถูกใจ ไม่พอใจก็โวยวาย สมยศติดคุก ผมจะนั่งดูนอนดูเห็น (เหวง) บอกชาติจะแตก จะเกิดสงครามกลางเมือง เอาละครับผมจะคอยดู (ถามเหวงกับพรรคพวกอีกนานมะ พวกคุณมันดีเอ็นเอเดียวกับทักษิณ) ผมอ่อนใจกับพวกท่านเพียงหยิบมือเดียวที่ก่อกรรมทำเข็ญกับบ้านเมือง พวกท่านเคยเผาศาลากลางฯ เผากรุงเทพฯ

เอางี้นะผมขอท้า.....ให้พวกท่านประกาศเผาวัง ทุกวังในประเทศนี้ให้เหี้ยนเตียน ดูซิว่าธรณีนี้จะเป็นของเสื้อแดงหรือของคนไทยส่วนใหญ่ แน่จริงเผาวังเลยถ้าเกลียดในหลวงนัก เอาซี่ เอาเล้ย!!!
   

ประเทศไทยไม่สิ้นคนดี (เดี๋ยวก็มีพระเอกขี่ม้าเขียวออกมากำราบเองว่ะ) ประเทศไทยเป็นของคนไทย ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มเดียว เรามีชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์เป็นหลักยึด ส่วนพวกท่านมีทักษิณ เงิน และมวลชนหยิบมือเดียว เป็นคนเจริญแล้วบ้านเมืองมีกติกา ศาลสถิตยุติธรรม องค์กรอิสระ อย่าไปแตะต้องมิใช่ว่าเราอยู่แบบเช้าชามเย็นชามเมื่อไหร่ล่ะ เราดู เราฟัง เราอ่าน และเราก็เขียนด้วย อะไรที่ส่วนใหญ่ว่าดีเราก็ว่าดี อะไรที่ส่วนน้อยว่าไม่ดีเราก็ไม่เอามาไตร่ตรอง พวกท่านอย่าเดือดเนื้อร้อนใจนักเลย อยู่เฉยๆ ให้บ้านเมืองสงบบ้างเถอะนะ    
   

แผ่นดินนี้ถ้าพวกท่านอยากอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข พวกท่านต้องฟังคนส่วนใหญ่ของประเทศเขาบ้าง เราเองยังฟังพวกท่านเลย เราคนไทยแผ่นดินเดียวกัน ไม่อายเขมร ลาว เวียดนามหรือ มัวแต่ทะเลาะเบาะแว้งกัน (เหมือนไก่ในเข่งวันตรุษจีน) ผมรักชาติปกป้องชาติด้วยชีวิตมาแล้ว พวกท่านก็รักชาติเรารู้ แต่ขอเถอะนะ ไหว้ล่ะ อย่าไปว่าในหลวงท่านเลย ท่านอยู่ของท่านเฉย ๆ เรามีพระมหากษัตริย์ปกครองและเป็นผู้นำทั้งเสียสละและชีวิตเพื่อปกป้องชาติบ้านเมืองในอดีตจนจวบปัจจุบัน พระองค์ท่านเป็นผู้นำที่เสียสละ ที่เราและพวกท่านไม่มีอย่างพระองค์ท่าน
   

ขอเถอะหยุดด่า มาตรา ๑๑๒ ซะเถอะ เพราะมันเป็นการกระทบจิตใจของผู้คนจำนวนมาก ที่ไหนมีโกรธ มีเกลียด ที่นั่นมีทุกข์ ที่ไหนมีรัก มีชอบที่นั่นมีสุข.
                               
ด้วยความนับถือ
ราชัน บุญชู
   

มีความพยายามเข้าถึงการโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์โดยถูกกฎหมายมาสักพักใหญ่แล้วครับ โดยใช้ข้ออ้างเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และอ้างว่าสังคมประชาธิปไตยทุกคนต้องเท่าเทียมกัน วัตถุประสงค์ก็อย่างที่ทราบ ๆ กัน 
   

ส่วนตัวแล้วผมเห็นด้วยกับการแก้ไข ม.๑๑๒ เพื่อไม่ให้มีการนำกฎหมายนี้ไปใช้เป็นอาวุธประหัตประหารกันทางการเมือง แต่ไม่เห็นด้วยเด็ดขาดกับการแก้ไขโดยมีเจตนาเพื่อโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ ง่ายๆ ครับ คนที่อยากวิจารณ์สถาบัน ลองให้คนอื่นวิจารณ์พ่อแม่ตัวเองดูก่อนดีมั้ยครับ ดูว่ารับได้มั้ย หรือเอาเบาะๆ ลองให้คนอื่นวิจารณ์ตัวเองดู ว่าจะควันออกหูหรือเปล่า
   
ผมว่า ๙๙.๙๙% ของพวกที่ออกมาเรียกร้อง ไม่พอใจที่ตัวเองถูกวิจารณ์หรอกครับ  
   
ที่ร้ายสุดมีการเสนอให้ยกเลิก ม.๑๑๒ ไปเลย คนที่เสนอมีเจตนาที่ชัดเจนคือล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์  
   

ประเทศไทยไม่สิ้นคนดีแน่นอนครับ แต่คนดีมักนอนหลับอยู่กับบ้าน เลือกตั้งแต่ละทีไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่เข้าคูหาเลือกตั้ง มองการเมืองเป็นเรื่องขยะ ทั้งๆ ที่การเมืองเข้าไปเกี่ยวพันกับชีวิตประจำวันตั้งแต่ตื่นยันหลับ ดูเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.คราวที่แล้วซิครับ ไปใช้สิทธิ์กันแค่ ๕๑% อีก ๔๙% ไม่สนใจ แต่พอได้ผู้ว่าฯ ที่ทำงานไม่เป็น คนกลุ่มนี้แหละครับที่จะออกมาโวยวายเป็นพวกแรก.

อัตถ์ อัตนัย
   


จากคอลัมน์ตอบจดหมาย "ถูกทุกข้อ"
นสพ.ไทยโพสต์ ๖ ก.พ. ๒๕๕๖








"พลังเงียบตื่นได้แล้ว"
ภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์ อดีตผู้อำนวยการ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ


ท่านผู้อ่านสงสัยอย่างที่ผู้เขียนสงสัยบ้างหรือไม่ว่า ระยะ ๕ - ๖ ปีที่ผ่านมา ทำไมจึงมีการใส่ร้ายป้ายสี หมิ่นประมาท อาฆาตพระมหากษัตริย์และพระราชินีอย่างรุนแรง อย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย และไม่เกรงใจคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน

ท่านผู้อ่านสงสัยบ้างหรือไม่ว่า ทำไมนักวิชาการกลุ่มหนึ่งจึงรู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจอย่างเหลือเกิน ทนไม่ได้กับการที่ยังมี ม.๑๑๒ กฎหมายอาญาไว้คอยปกป้องคุ้มครองพระมหากษัตริย์ คนไทยหลายคนอาจรู้สึกหงุดหงิดกับรายการโทรทัศน์แห่งหนึ่งที่มุ่งกล่าวหาว่าสถาบันกษัตริย์ไม่เป็นประชาธิปไตย ล้าหลังไม่พัฒนา ต้องมีการปฏิรูป โดยเสนอขั้นต้นให้มีการแก้ไข ม.๑๑๒ เพื่อเอาสถาบันกษัตริย์มาวิจารณ์ได้ในที่สาธารณะ ร่วมมือกับฝรั่งขุดคุ้ยเรื่องในอดีตที่ยุติไปแล้วมาเล่นอีก ซึ่งมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากมุ่งบ่อนทำลายพระมหากษัตริย์พระองค์นี้เป็นการเฉพาะ

หากเปรียบเทียบเหตุการณ์กล่าวร้ายป้ายสี ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ช่วงก่อนการรัฐประหาร ๑๙ ก.ย. ๒๕๔๙ ถือว่า มีไม่มาก จากประสบการณ์ของผู้เขียนพบว่า ขณะที่ไทยต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) คอมมิวนิสต์ก็ไม่เคยโจมตีสถาบันกษัตริย์โดยตรง นอกจากใช้คำว่า “เจ้าศักดินาใหญ่” ในเชิงสัญลักษณ์ เพราะ พคท.รู้ดีว่า หากโจมตีสถาบันกษัตริย์เมื่อไร คนไทยจะหันมาสู้กับ พคท.ทันที

เหตุการณ์วันที่ ๖ ต.ค. ๒๕๑๙ เป็นการต่อสู้ห้ำหั่นกันระหว่าง “ฝ่ายซ้ายจัด” และ “ฝ่ายขวาจัด” ที่มีทหารเป็นแกนนำช่วงชิงอำนาจคืนมาหลังจากที่เสียไปใน ๑๔ ต.ค. ๒๕๑๔ มีการปล่อยข่าวที่ยังคาใจ อดีตนักศึกษาบางคนยังติดใจ และเคลื่อนไหวต่อต้านสถาบันมาจนถึงขณะนี้

ในช่วงเฉลิมฉลองครบ ๒oo ปี กรุงรัตนโกสินทร์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๕ มี “หนังสือปกเหลือง” โจมตีสถาบันกษัตริย์ออกมาเผยแพร่ ซึ่งเจ้าหน้าที่จับกุมผู้จัดทำได้ในที่สุด ก็เพียงเท่านั้น หลังจากนั้นได้มี “หนังสือปกขาว” ที่คนไทยในสหรัฐจัดทำส่งมาเผยแพร่ในไทยไม่กี่เล่ม

แต่หลังปี ๒๕๔๙ ฝ่ายสูญเสียอำนาจเดินสายต่างประเทศไปเพ็ดทูล กล่าวหาว่า สถาบันสูงสุดอยู่เบื้องหลังการสูญเสียอำนาจของตน บางประเทศก็เชื่อ บางประเทศก็ไม่เชื่อ ทั้งหมดเกิดจากการได้ข้อมูลที่ผิดหรือจินตนาการเอาเอง ในขณะที่บรรดาลูกสมุนในประเทศไทยออกมาปลุกระดมโฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อ มีเว็บไซต์จากในและต่างประเทศ ใส่ร้ายป้ายสีสถาบันสูงสุด ยุยงให้ปลดรูป ฯลฯ

บางครั้งมีการพูดคุยอยากให้กษัตริย์เป็นเพียงสัญลักษณ์ เช่น สวีเดน ญี่ปุ่น กัมพูชา บางคนไปไกลถึงขนาดเสนอโมเดลโรมานอฟที่ชาวรัสเซีย ฮือล้มพระเจ้าซาร์แห่งราชวงศ์โรมานอฟ และโมเดลเนปาลที่เพิ่งยกเลิกระบบกษัตริย์ไปเมื่อ ๒ - ๓ ปีมานี้ คนที่ออกมาเคลื่อนไหวส่วนใหญ่ก็เป็นคนกลุ่มเดียว คณะเดียว|ที่พัวพันกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน

คนไทยหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ฝ่ายการเมืองซึ่งต่อสู้กัน ทำไมไปลากเอากษัตริย์ลงมาเกี่ยวข้องด้วย ลามปามไปถึงการย่ำยีพระมหากษัตริย์และพระราชินีทั้งทางตรง และทางอ้อม ฝ่ายการเมืองทะเลาะกันแล้วทำไมถึงต้องเขยิบไปถึงสองพระองค์ด้วย คนไทยยังสงสัยต่อไปว่า เรื่องการล่วงละเมิด จาบจ้วงดูถูกดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์นั้น ทำไมรัฐบาลชุดนี้จึงไม่จัดการทั้งที่เป็นหน้าที่โดยตรง แต่กลับพยายามนิรโทษกรรมคลุมไปถึงคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วย ทำให้ประชาชนเคลือบแคลงว่ารัฐบาลชุดนี้รู้เห็นเป็นใจกับกลุ่มต่อต้านกษัตริย์หรือเปล่า เพราะภาพของคนกลุ่มนี้แยกไม่ออกกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน

นักวิชาการบางคนฉวยโอกาสเรียกร้องให้มีการยกเลิกกฎหมายอาญา ม.๑๑๒ ซึ่งเป็นเครื่องมือในการปกป้องคุ้มครองกษัตริย์ และเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ซึ่งเป็นเรื่องของชาติบ้านเมือง ไม่ใช่เรื่องบุคคล คนเหล่านี้ต้องการให้กษัตริย์มีฐานะเหมือนคนธรรมดา ถูกวิจารณ์ได้ ล้อเลียนได้ ให้พระมหากษัตริย์สาบานตนต่อสภาผู้แทนราษฎร ห้ามกษัตริย์มีพระราชดำรัสสดดังเช่นที่เคยมีมาในวันที่ ๔ ธ.ค.ของทุกปีที่กษัตริย์มีโอกาสพูดกับพสกนิกรของพระองค์ท่านปีละครั้ง คนไทยสงสัยว่าพวกนี้ต้องการเลิก ม.๑๑๒ เพื่อเอากษัตริย์มาย่ำยีเพื่อให้ดูไม่มีราคาใช่ไหม และทำไมคนเหล่านี้ดูจะเดือดเนื้อร้อนใจเหลือเกินเมื่อประชาชนยกย่องเทิดทูนกษัตริย์

คนเหล่านี้ไม่ได้ให้ความยุติธรรมแก่พระมหากษัตริย์เลย พระองค์ท่านในฐานะพลเมืองไทยคนหนึ่งไม่สามารถใช้สิทธิเสรีภาพเท่ากับพลเมืองไทยเช่นประชาชนทั่วไปได้ พวกเราสามารถพูดอะไรก็ได้ตามใจชอบ ชมคนอื่นดัง ๆ ก็ได้ ว่าคนอื่นก็ได้ หากถูกละเมิดก็พูดตอบโต้กลับได้ หรือฟ้องศาลได้ แต่พระมหากษัตริย์ไทยไม่สามารถไปฟ้องร้องคนที่กล่าวร้ายป้ายสี อาฆาตพยาบาท หรือตอบโต้ได้ทั้งที่รู้ว่าสิ่งที่เขาพูดมานั้นไม่จริง แม้แต่ สส.และ สว.ต่างก็ได้รับความคุ้มครองเมื่อพูดอภิปรายในสภา

ด้วยเหตุนี้ ประชาชนจึงให้มี ม.๑๑๒ เพื่อให้ความคุ้มครองแก่พระองค์ท่านโดยที่พระองค์ท่านไม่ได้เรียกร้อง แต่คนไทยให้เอง

ม.๑๑๒ ไม่ได้คลุมกว้างทั่วไป แต่จำกัดเฉพาะ ๔ พระองค์และบุคคลเท่านั้น คือ พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทำไมคนเหล่านั้นถึงต้องเดือดร้อนนัก ในขณะที่คนไทยอีกร้อยละ ๙๙ ไม่ได้เดือดร้อนกับมาตรานี้เลย ถ้าคนพวกนี้อยากจะแก้ไข หรือยกเลิก ฯลฯ เคยถามประชาชนบ้างไหม ทำไมไม่ลองเสนอต่อรัฐบาล หรือสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนให้แก้ไข คนไทยก็อยากจะดูว่า รัฐบาลและสภาชุดนี้จะดำเนินการในเรื่องนี้อย่างไร อย่างไรก็ดี การที่คนกลุ่มนี้เปิดตัวออกมาถือว่าเป็นเรื่องดีแม้อ้างว่าทำไปด้วยเจตนาดี แต่ “กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา”

ประเทศไทยมี “รากเหง้า” ของตนเองมีประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ เรามี “ที่มาที่ไป” ซึ่งแตกต่างไปจากประเทศอื่น กฎ กติกาเป็น “ภาพสะท้อน” ของสังคมไทย สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่คู่กับประเทศไทยมาโดยตลอดกว่า ๗oo ปี สถาบันกษัตริย์เป็นสิ่งที่หลอมใจคนไทยทุกเชื้อชาติ ศาสนา เผ่าพันธุ์ให้เป็นหนึ่งเดียว สังคมไทยมีอะไรที่มากไปกว่าสิทธิเสรีภาพ การจะทำอะไรต้องคิดถึงคำว่า “กาละ เทศะ” ความเหมาะสม ความควรไม่ควรด้วย

นับแต่ทรงมีพระปฐมบรมราโชบายในพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อ ๕ พ.ค. ๒๔๙๓ ที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุข แห่งมหาชนชาวสยาม” จนถึงวันนี้ผ่านไป ๖๒ ปีแล้ว พระองค์ท่านทรงทำตามที่ให้สัตย์ปฏิญาณเป็น “สัญญาประชาคม” กับพสกนิกรของพระองค์ทุกประการ

แล้วคนไทยล่ะได้ทำอะไรเพื่อพระองค์ท่านบ้าง จงอย่าเป็นพลังเงียบ ไม่เช่นนั้น วันหนึ่งเราจะต้องกอดคอกันร้องไห้ เราต้องออกมาแสดงบทบาทเพื่อให้ต่างชาติที่จ้องมองอยู่รู้ว่า คนไทยพร้อมที่จะสู้เพื่อปกป้องในหลวงและสถาบันกษัตริย์ไทย


จาก posttoday.com



บีจีจากคุณเนยสีฟ้า ไลน์จากคุณญามี่


Free TextEditor





Create Date : 22 มีนาคม 2556
Last Update : 22 มีนาคม 2556 9:35:55 น. 0 comments
Counter : 1731 Pageviews.

Valentine's Month


 
haiku
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 142 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add haiku's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.