เวลวที่หายไป - บทที่ 26


คืนนั้นเมื่อแยกจากเจนนิเฟอร์แล้ว ทิพย์สุรางค์ก็กลับอพาร์ตเมนท์เล็กๆ ที่เธอเช่าอยู่ตามลำพัง เปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมเข้านอนแต่ก็ยังไม่ได้ขึ้นเตียง นั่งคิดทบทวนถึงเรื่องของคริสที่ได้ยินจากเจนนิเฟอร์ ฟังดูแล้วนายคริสคนนี้หรือนายเคนคนนั้นมีอดีตหรือพื้นฐานที่ไม่ธรรมดาเลย เขาเป็นทายาทเศรษฐี มีหน้าที่การงานที่มั่นคงและมีเกียรติ มีคู่หมั้นที่พ่อแม่เขาคงสนับสนุนเห็นชอบด้วย คู่หมั้นของเขาเป็นผู้หญิงไทยและคงสวย คู่หมั้นของเขาชื่อลลิตา 

พอคิดมาถึงตรงนี้หญิงสาวก็เริ่มสะดุดใจ ลลิตา..ลลิตา เธอเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนนี่นา ได้ยินจากไหน? จากไหนหนอ? แล้วทันใดนั้นทิพย์สุรางค์ก็สะดุ้งวาบ ลลิตา ลิตา ลิตา! ใช่แล้วเธอเคยได้ยินจริงๆ จากไหนหรือ? ก็จากปากของนายเคนนั่นไง คืนแห่งความอัปยศของเธอนั่นไง ! คำๆนั้นหรือชื่อๆนั้น ที่หลุดออกจากปากเขานั่นแหละ ที่ปลุกสติสัมปชัญญะของเธอให้กลับคืนมา....หลังจากที่สายจนเกินแก้ไปแล้ว

ทิพย์สุรางค์รู้สึกว่าเนื้อตัวของเธอเย็นวาบแล้วก็เปลี่ยนเป็นร้อนวูบ เมื่อบอกตัวเองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนนั้น เกิดขึ้นเพราะจิตใต้สำนึกของเขามีผู้หญิงที่ชื่อลลิตาหรือ ‘ลิตา’ ฝังแน่นอยู่ ไม่ว่าเขาจะลืมอดีตหรือไม่ สมองส่วนความจำของเขาอาจจะมีปัญหา แต่หัวใจที่ซื่อสัตย์มั่นคงของเขาไม่เคยลืมเธอคนนั้น !! ใช่แล้ว...คืนนั้นเธอเป็นเพียงตัวแทนที่มีเลือดมีเนื้อของผู้หญิงคนนั้นเท่านั้นเอง !!

ถ้าเช่นนั้น...ที่เขาเคยบอกว่าไม่มีเจตนาจะทำให้เธอเสียหายก็คงเป็นความจริง เขาไม่เคยหลงไหลได้ปลื้ม ไม่ว่าเธอจะสวยงามหรือสูงส่งเลิศเลอเพียงใด เขารักแต่ผู้หญิงคนนั้นเพียงคนเดียว เธอไม่ควรหลับหูหลับตาหลอกตัวเองอีกต่อไป ว่าเขาอาจจะขาดสติลืมตัวล่วงเกินเธอเพราะความรัก เขาไม่ได้รักเธอ มันเป็นความผิดของเธอเองที่พาตัวเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่ล่อแหลมแบบนั้น จนเกิดเรื่องขึ้นมา แล้วจะโทษใคร!!

เมื่อคิดเช่นนี้ทิพย์สุรางค์ก็แทบเลิกล้มความตั้งใจที่จะแก้แค้นเขา ถ้าหากว่าเขาผิดเธอเองก็คงผิดด้วย เธอน่าจะทำตามคำแนะนำด้วยความหวังดีของเจนนิเฟอร์ ลืมอดีตที่เลวร้ายเสียให้หมดแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่กับผู้ชายดีๆสักคนหนึ่ง เธอเพิ่งอายุ 25 ปีเท่านั้นเอง ถ้าคิดจะแก้แค้นเขาเธอก็จะต้องพาตัวเข้าไปเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้งหนึ่ง แล้วเธออาจจะต้องเจ็บปวดยิ่งกว่าเดิม เพราะเขามีคู่หมั้นที่เจนนิเฟอร์บอกว่ารักกันมาก รักกันมานานเกือบสิบปี

แต่แล้วใจที่สับสนวุ่นวายของทิพย์สุรางค์ก็หวนโกรธแค้นขึ้นมาอีก เขามีคู่หมั้นอยู่แล้วก่อนจะมาพบเธอ แล้วทำไมยังมาวุ่นวายกับเธออีก อ้อ...เขาอ้างว่าจำอดีตไม่ได้ ถ้าเขาลืมอดีตได้ครั้งหนึ่งทำไมเขาจะลืมอดีต สมัยที่ซัดเซไปพึ่งพาเวียงพุกามของเธอไม่ได้ ถ้าเขาไม่ลืมอดีตช่วงนั้นทำไมเขาจึงไม่เคยกลับไปที่เวียงพุกามแม้แต่ครั้งเดียวเลยเล่า 

หลังจากที่พยายามอย่างเต็มที่แล้วก็ยังไม่สามารถหลับได้ จิตใจที่ว้าวุ่นสับสนคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรต่อไป พาทิพย์สุรางค์ให้ไปนั่งอยู่หน้าพระพุทธรูปองค์น้อยที่นำติดตัวมาจากเมืองไทย เธอเพ่งมององค์พระอยู่นาน แล้วในที่สุดก็บอกตัวเองว่า เมื่อเธอเป็นพุทธมามกะเธอก็ควรเชื่อในเรื่องกฏแห่งกรรม เธอคงเคยสร้างเวรสร้างกรรมไว้กับเขาในอดีตชาติ ชาตินี้จึงต้องมาใช้หนี้กรรมให้เขา ดังนั้นเธอก็ควรก้มหน้าก้มตาใช้หนี้ให้เขาไปเสียให้หมด เลิกอาฆาตแค้นเขาเสีย

เมื่อคิดได้แล้ว ทิพย์สุรางค์ก็รู้สึกว่าจิตใจปลอดโปร่งขึ้นจนสามารถนอนหลับได้ วันรุ่งขึ้นแต่เช้าหญิงสาวก็โทรศัพท์ไปบอกเจนนิเฟอร์ ว่าเธอไม่ต้องการให้สืบเรื่องคริสอีกต่อไปแล้ว ขอให้ทุกอย่างจบลงเพียงแค่นี้ เธอพร้อมแล้วที่จะลืมทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขาแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ต่อไป

ในช่วงเวลาต่อจากนั้นทิพย์สุรางค์ก็เริ่มทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับเจนนิเฟอร์ ด้วยการออกเดทกับชายหนุ่มสองสามคน ที่เจนนิเฟอร์แนะนำให้บ้าง ที่เคยรู้จักกันในงานปาร์ตี้บ้าง แม้จะไม่ได้นึกชอบใครเป็นพิเศษแต่อย่างน้อยหญิงสาวก็เริ่มรู้สึกดีขึ้น ไม่ต้องมานั่งหมกมุ่นครุ่นคิดถึงเรื่องเก่าๆ และเธอก็คงจะลืมอดีตได้สำเร็จถ้าวันหนึ่งเจนนิเฟอร์จะไม่โทรศัพท์มาหา หนึ่งเดือนหลังจากนั้น

“ไฮ ทิปปี้ ” เจนนิเฟอร์ทักทาย มีความตื่นเต้นอยู่ในน้ำเสียง “เป็นไงมั่ง สบายดีใช่ไหม  ได้ข่าวว่าเธอออกเดทหลายครั้งแล้วนี่ ”
“ก็โอเคนะ ” ทิพย์สุรางค์ตอบด้วยน้ำเสียงที่รื่นเริงไม่แพ้กัน “ว่าแต่มีอะไรหรือ? เสียงเธอตื่นเต้นจัง จะมีข่าวดีหรือไงจ๊ะ  ”

“โอ้..โน ยังหรอก ฉันมีข่าวจะบอกเธอ แต่ขอถามก่อนว่าตอนนี้เธอสบายใจ ลืมนายคริสนั่นได้แล้วใช่ไหม ”
ฉันไม่สนใจเขาอีกแล้ว ฉันทำตามที่เธอบอกแล้วก็รู้สึกดีขึ้น ว่าแต่มีอะไรจะบอกฉันหรือ”

“นี่ ทิปปี้ อีกสองอาทิตย์ว่างไหม ถ้าว่างฉันอยากชวนมางานปาร์ตี้ไฮโซหน่อย ว่าไง ”

“ตอนนี้ก็ยังว่างอยู่หรอก อาจจะไปได้ แต่บอกก่อนว่าปาร์ตี้อะไร ”

เสียงจากปลายสายอีกด้านหนึ่งเงียบไปชั่วครู่เหมือนกำลังชั่งใจ

“ถ้าเธอแน่ใจว่าลืมนายคริสนั่นได้แล้วจริงๆ ฉันก็อยากให้เธอไปงานฉลองคริสต์มาสที่บริษัทพ่อคริสเขาจัดขึ้นวันที่ 18 นี้ เป็นงานที่จัดก่อนวันคริสต์มาสน่ะ ”

เมื่อไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยจากทิพย์สุรางค์ เจนนิเฟอร์ก็รีบพูดต่อโดยเร็ว

“เท่าที่ฉันรู้ เขาเชิญเฉพาะพวกนักธุรกิจด้วยกันและพนักงานระดับสูงในบริษัทเขาเท่านั้นแหละ พ่อแม่ฉันก็ได้รับเชิญด้วย ฉันก็ได้รับเชิญเหมือนกัน เขาระบุว่าให้พาแฟนหรือเพื่อนไปด้วยได้หนึ่งคน ฉันโทร.ไปถามคริสแล้ว ว่าจะพาเพื่อนสนิทที่เป็นผู้หญิงไปด้วยได้ไหม เขาบอกว่าโอเค ”

ทิพย์สุรางค์ยังเงียบกริบอยู่เหมือนเดิม ทำให้เจนนิเฟอร์ร้อนใจจนต้องถามว่า “เฮ้..ทิปปี้ ฟังฉันอยู่หรือเปล่า ?”

“ฟังอยู่ ” ในที่สุดทิพย์สุรางค์ก็ตอบกลับมา “ทำไมฉันจะต้องไปด้วยล่ะ ฉันไม่ได้อยู่ในวงการของพวกเขา ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องด้วยเลย เธอลองชวนบ๊อบดีกว่า ” เธอหมายถึงหนุ่มอเมริกันที่เจนนิเฟอร์ออกเดทด้วยเป็นประจำ

“นี่ ทิปปี้ ฟังนะ ” คราวนี้เสียงของเจนนิเฟอร์เป็นงานเป็นการมากขึ้น “ที่ฉันอยากให้เธอไปก็เพราะฉันรู้จากเพื่อนคนนั้น ว่าในงานจะมีการประกาศหมั้นอย่างเป็นทางการของคริสกับผู้หญิงคนนั้นด้วย ฉันอยากให้เธอไปเพื่อที่จะพิสูจน์ใจตัวเองว่าลืมเขาได้แล้วจริงๆ ไม่มีอะไรติดค้างอยู่ในใจ แต่ถ้าเธอยังไม่พร้อมก็ไม่เป็นไร ฉันจะลองชวนบ๊อบดู ”

ทิพย์สุรางค์เงียบไปนาน จนเจนนิเฟอร์คิดว่าเพื่อนของเธอวางโทรศัพท์ไปแล้ว แต่ในที่สุดเสียงเรียบๆปราศจากอารมณ์ของทิพย์สุรางค์ก็ตอบกลับมาว่า “ก็ดีเหมือนกัน ฉันจะพิสูจน์ให้เธอดูว่านายคนนั้น ไม่เคยมีความหมายอะไรกับฉันเลย”

“ดีมาก เพื่อนรัก งานจะมีที่โรงแรมเลย์ตันของพวกเขานั่นแหละ เป็นโรงแรมเล็กๆประมาณห้าสิบห้องเท่านั้น แต่เลิศหรูอลังการ งานนี้เครื่องเพชรพราวไปทั้งงานแน่ มีแต่คนระดับไฮโซทั้งนั้น อย่าลืมแต่งตัวให้เนี๊ยบไปเลยล่ะ ทำให้นายคริสนั่นเสียดายจนน้ำลายหกได้ยิ่งดี ”


แล้ววันนั้นก็มาถึง ทิพย์สุรางค์แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอมองดูตัวเองในกระจกเงาบานยาว นานแค่ไหนแล้วที่เธอไม่ได้แต่งตัวเต็มที่อย่างวันนี้ ชุดราตรีใหม่เอี่ยมสวยหรูสีโอวัลตินเข้มจับเดรบทั้งตัว ตัดจากผ้าลูกไม้นุ่มเบาหวิวลายละเอียดจากสวิสเซอร์แลนด์ ที่เธอนำมาจากเมืองไทยในการเดินทางครั้งล่าสุด รัดรูปทรงทุกส่วนสัดให้เห็นทรวดทรงสูงระหงโปร่งบาง สะโพกที่ผายรับกับเอวคอดกิ่ว ตัวเสื้อที่ตัดแบบกระโจมอกแต่เว้าลึกตรงกลาง เผยให้เห็นทรวงอกที่อวดความอิ่มเอิบงามสมบูรณ์ของวัยสาว

ผิวพรรณที่เปล่งปลั่งปราศจากไฝฝ้าราคี ถูกขับให้ผุดผาดบาดตายิ่งขึ้นด้วยสีแดงเข้มของเครื่องประดับ เธอสวมตุ้มหูระย้าทับทิมสีแดงเข้มล้อมเพชร ที่คอก็มีสร้อยอุบะทับทิมล้อมเพชรส่องประกายวูบวาบ ชายกระโปรงยาว กรอมเท้าที่แหวกด้านข้าง เวลาก้าวเดินจะสะบัดพริ้วเห็นช่วงขาเรียวยาวขาวผ่องวับๆแวมๆ

ดวงหน้าได้รับการลูบไล้ด้วยรองพื้นเบาบาง คิ้วเข้มที่ดกหนาตรงหัวคิ้วแล้วค่อยๆเรียวยาวโค้งไปจนสุดปลายตาและขนตาที่ดกดำยาวราวกับขนตาปลอมของเธอ ถูกปล่อยทิ้งไว้ตามธรรมชาติโดยไม่จำเป็นต้องแต่งเติม ริมฝีปากอิ่มเอิบแสนสวยของเธอแตะแต้มด้วยลิปสติกสีน้ำตาลประกายทอง ผมหยักโศกยาวสลวยถูกรวบขึ้นสูงไว้กลางศรีษะ เปิดให้เห็นหน้าผากลาดนูนที่ล้อมรอบด้วยลูกผมขดเป็นวงเล็กๆ เธอสวยสง่าราวกับเจ้าหญิงจนเกือบจำตัวเองไม่ได้

วันนี้เธอตั้งใจที่จะสวยเป็นพิเศษ จะทำให้นายเคนหรือนายคริสซึ่งไม่เคยเห็นเธอในเครื่องแต่งกายแบบนี้มาก่อน จะได้เห็นเป็นครั้งแรกและอาจจะเป็นครั้งสุดท้าย ว่าทิพย์สุรางค์คนที่มักจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าหลวมๆตามสบาย เวลาอยู่ที่เวียงพุกาม จะสามารถสวยได้ถึงเพียงนี้ในเวลาที่อยากจะสวย เธอจะให้เขาได้เห็นว่าเธอไม่แคร์เขาเลย เธอมีน้ำใจนักกีฬาพอที่จะมาเป็นสักขีพยาน ในงานประกาศหมั้นอย่างเป็นทางการของคนที่ทำลายชีวิตเธอ โดยไม่รู้สึกอะไรเลยแม้แต่น้อย

เจนนิเฟอร์ซึ่งขับรถสปอร์ตคันโก้ของเธอมารับที่อพาร์ทเมนต์ ถึงกับอ้าปากค้างเมื่อทิพย์สุรางค์เดินมาที่รถ ถือโค้ตยาวสีดำติดมือมาด้วย

“โอ้โฮ ทิปปี้ !” เธอร้องอุทานออกมา “ เธอสวยจนแม้แต่ฉันยังตาค้างเลยนะ สงสัยนายคริสคงเสียดายเธอใจจะขาดเลย ทำไมวันนี้เธอถึงสวยได้ขนาดนี้ล่ะ ? ”

เจนนิเฟอร์ชมไม่ขาดปาก ไม่รู้หรอกว่าทิพย์สุรางค์ต้องการจะสวยที่สุดในชีวิต เพื่อให้เขา...เสียดายเธอแทบขาดใจ...เหมือนที่เจนนิเฟอร์พูดแบบเล่นๆนั่นแหละ !!

“งั้นหรือ ?” ทิพย์สุรางค์ถามแล้วก็เปิดประตูรถขึ้นมานั่งเคียงข้างเพื่อนสาว ที่ค่อยๆพารถเคลื่อนที่ไปบนถนนที่การจราจรค่อนข้างแออัด

ทิพย์สุรางค์หันไปมองเพื่อนแล้วเอ่ยปากชมว่า “เจนนี่ วันนี้เธอก็สวยมากเลยนะ ชุดใหม่ที่เธอไปลองวันนั้นใช่ไหม? เธอใส่ชุดนี้แล้วเหมือนเดินออกมาจากแมกกาซีนโวคเลย ”

เจนนิเฟอร์ยักคิ้วให้เพื่อน “แน่ละ งานเขาออกหรูฉันก็ต้องลงทุนหน่อยซิ ”

ขับรถไปได้ครู่หนึ่งเจนนิเฟอร์ก็หันมาถามอย่างเป็นห่วงว่า “เธอแน่ใจแล้วนะว่าพร้อมที่จะเผชิญหน้าคริสกับคู่หมั้นของเขา?”

สีหน้าของหญิงสาวราบเรียบเป็นปกติเมื่อตอบว่า “แน่ใจ แต่ขอร้องอย่างหนึ่งนะเจนนี่ ไม่ต้องแนะนำฉันกับใครทั้งนั้น ถ้าไม่จำเป็น ”

เจนนิเฟอร์ซึ่งกำลังขับรถอย่างระมัดระวังหันมาตอบว่า “ ดูก่อนก็แล้วกันนะ ถ้าจำเป็นฉันก็จะแนะนำแต่ชื่อเธอ แต่คงไม่บอกว่าเธอเป็นใครมาจากไหน แต่ว่าพ่อแม่ฉันก็รู้จักเธอดีนี่นา ”

“พ่อแม่เธอน่ะ ไม่เป็นไรหรอก ท่านรู้ว่าฉันกับเธอเคยเรียนหนังสือมาด้วยกันนานหลายปีเท่านั้น ไม่รู้จักบ้านทางเหนือของฉันหรอก”

ที่ทิพย์สุรางค์ขอร้องเจนนิเฟอร์อย่างนั้น เพราะไม่แน่ใจว่าบิดามารดาของคริส หรือแม้แต่คู่หมั้นของเขา รู้เรื่องที่เธอและเวียงพุกามเคยให้ความช่วยเหลือคริสหรือไม่ ถ้ารู้เธอก็ยิ่งไม่อยากแสดงตัวให้เป็นปัญหากับใคร

“เออนี่..ทิปปี้ ฉันมีอีกข่าวแล้วนะ มีคนบอกว่าคริสน่ะอาจจะลาออกจากทหาร มาช่วยธุรกิจของครอบครัวหลังแต่งงาน ความจริงพ่อแม่เขาไม่อยากให้เป็นทหารมาตั้งแต่ต้นแล้ว อยากให้ทำธุรกิจมากกว่า บ้านเขามีกิจการหลายอย่าง แล้วก็มีเขาคนเดียวที่เป็นทายาท ”

ทิพย์สุรางค์ไม่วิจารณ์ว่าอย่างไร เพียงแต่ยิ้มนิดๆ “งั้นหรือ ?”

ในที่สุดหลังจากแล่นฝ่าการจราจรที่ค่อนข้างติดขัด ในเย็นวันศุกร์สุดสัปดาห์มาประมาณสี่สิบห้านาที รถสปอร์ตสีเหลืองมะนาวคันนั้นก็มาถึงโรงแรมเลย์ตันบนถนนเล็กซิงตัน ที่เจนนิเฟอร์บอกว่าเล็กๆแต่เลิศหรู

หลังจากลงรถที่บริเวณหน้าโรงแรม ปล่อยให้พนักงานรับรถนำรถไปจอดในลานจอดแล้ว สองสาวก็เดินผ่านประตูกระจกเข้าไป กดลิฟขึ้นไปบนชั้นเก้าซึ่งเป็นที่จัดงาน แต่ก่อนที่จะถึงหน้าห้องจัดงานเจนนิเฟอร์ก็กระตุกแขนทิพย์สุรางค์ให้หยุดเดิน

“นี่โอกาสสุดท้ายแล้วนะ ทิปปี้ ถ้าเธอยังทำใจไม่ได้หรือยังรักเขาอยู่ก็ดึงเขาเอาไว้ ”

“เจนนี่ เลิกพูดได้แล้ว ฉันไม่เคยรักเขา และถ้าสมมติว่าฉันเคยรักเขา ตอนนี้มันก็สายเกินไปแล้ว เราต่างก็มีทางเดินของตัวเอง อดีตก็คืออดีต ” ทิพย์สุรางค์ตอบอย่างหนักแน่น

“เอาละ..ฉันจะเชื่อเธอ แต่ขอถามอีกคำ ไหนๆก็มาถึงนี่แล้ว เธอไม่คิดจะพบปะพูดจากับเขาสักครั้งก่อนลาจากกันไปมั่งหรือ”

หญิงสาวสั่นศรีษะ “ไม่ละ ไม่จำเป็น ทุกอย่างมันจบไปนานแล้ว เข้าไปในงานกันเถอะ ”

สถานที่จัดงานแบ่งออกเป็นสองส่วน เมื่อเดินผ่านประตูบานใหญ่ซึ่งมีตุ๊กตาซานตาคลอสตัวใหญ่สองตัวยืนอยู่สองข้างประตูเข้าไป ทิพย์สุรางค์เห็นส่วนแรกซึ่งเป็นห้องกว้าง มีเก้าอี้นวมที่จัดเป็นชุดๆเรียงรายกันอยู่ตรงด้านยาวของห้อง มีคนนั่งพูดคุยดื่มเครื่องดื่มกันอยู่ไม่มากนัก หลายคนเดินไปเดินมา ในมือมีแก้วเครื่องดื่มหลากหลายตั้งแต่วิสกี้ เหล้าผสมไปจนถึงน้ำอัดลม ซึ่งคงจะหยิบมาจากบาร์เครื่องดื่มที่ตั้งอยู่มุมห้อง

ตรงกลางห้องมีโต๊ะยาวหลายตัวที่นำมาต่อกันจนเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส คลุมด้วยผ้าปูโต๊ะจับเดรปอย่างสวยงามที่คลุมยาวลงมาจนถึงพื้น เธอคิดว่าคงเป็นโต๊ะอาหารซึ่งจัดแบบบุฟเฟ่ต์ เพราะบนโต๊ะเหล่านั้นมีอุปกรณ์บรรจุอาหาร ที่ทำจากสแตนเลสมีฝาปิดวางเรียงรายอยู่ ซึ่งคงจัดไว้ให้แขกที่มาร่วมงานออกมาเลือกตักอาหารที่ห้องนี้ แล้วนำเข้าไปรับประทานในห้องใหญ่ด้านใน บริเวณห้องตกแต่งเรียบๆดูโปร่งสบาย

เมื่อเจนนิเฟอร์และทิพย์สุรางค์เดินเข้ามาก็มีพนักงานหญิง มารับเสื้อโค้ตที่ถอดออก นำไปเก็บไว้ในห้องเล็กๆมีประตูปิดที่อยู่ใกล้ๆ อารามรีบร้อนทำให้หญิงสาวทั้งสองไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่า ดวงตาหลายคู่ในห้องนั้นมองมาที่พวกเธอเป็นตาเดียวกัน รวมทั้งกล้องถ่ายวีดีโอที่ตั้งอยู่มุมหนึ่งซึ่งทำงานของมันโดยอัตโนมัติตลอดเวลา

“เรามาเร็วกว่ากำหนดเกือบสิบนาที ” เจนนิเฟอร์กระซิบกระซาบ หลังจากหันไปถามอะไรพนักงานรับเสื้อโค้ตสองสามคำ “ถ้าเธอยังไม่อยากเจอคริสตอนนี้เราก็ควรเข้าไปหาโต๊ะนั่งด้านใน คนดูแลเสื้อโค้ตบอกฉันว่าสองคนนั่นยังอยู่ข้างบน อีกสักครู่คงจะลงมา เพราะแขกเริ่มมากันบ้างแล้ว ”

พูดขาดคำเจนนิเฟอร์ก็หันไปเห็นจอห์น เลย์ตัน ประธานกรรมการบริหารบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เลย์ตัน บิดาของคริส ยืนอยู่ใกล้เก้าอี้ชุดหนึ่งกำลังพูดคุยกับแขกบางคน ผู้หญิงเอเซียวัยกลางคนหน้าตาดี ท่าทางภูมิฐานในชุดแต่งกายงามหรูยืนอยู่เคียงข้างเขา สาวอเมริกันสะกิดทิพย์สุรางค์ให้มองไปทางนั้น

“ทิปปี้ นั่นไงพ่อคริส ผู้หญิงแต่งชุดสีม่วงที่ยืนข้างๆ น่าจะเป็นแม่เขานะ ”

ทิพย์สุรางค์มองตามแต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร เจนนิเฟอร์ก็ดึงมือให้ตามไป “ไฮ มิสเตอร์เลย์ตัน! จำฉันได้ไหมคะ? เจนนิเฟอร์ โฮเวิร์ด ค่ะ ”

จอห์น เลย์ตันหันมาเห็นเจนนิเฟอร์ก็ยิ้มกว้างแล้วส่งมือมาให้จับ “ไฮ.. เจนนิเฟอร์ จำได้สิ ที่รัก..นี่เจนนิเฟอร์ ลูกสาวบ๊อบ โฮเวิร์ด ”

เขาหันไปแนะนำเธอกับภรรยาแล้วหันมามองทิพย์สุรางค์เป็นเชิงถาม ทำให้เจนนิเฟอร์ต้องรีบแนะนำ

“นี่เพื่อนของฉันค่ะ เธอชื่อ..เอ้อ..ทิปปี้ ”

ทิพย์สุรางค์สัมผัสมือกับสองสามีภรรยา เพียงแวบเดียวที่ได้เห็นสตรีวัยกลางคนท่าทางภูมิฐานผู้นั้น เธอก็นึกทันทีว่าคริสเหมือนมารดา ที่มีหน้าตาคมเข้มของเขามากกว่าบิดา

คุณธัญญากล่าวคำทักทายทิพย์สุรางค์เป็นภาษาอังกฤษ มองหญิงสาวร่างสูงโปร่งงามระหงที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างทึ่ง เธอคิดว่าหญิงสาวผู้นี้มีใบหน้าที่งามอย่างประหลาด เป็นความงามที่คลาสสิคราวกับรูปปั้น ปากจมูกคิ้วคางของเธองามเหมาะเจาะรับกันราวกับพระผู้เป็นเจ้าจงใจปั้น ทั้งๆที่ใบหน้านั้นมีรอยแตะแต้มแต่งเติม ด้วยเครื่องสำอางเพียงน้อยนิด รูปร่างผิวพรรณในชุดราตรียาวผ้าลูกไม้ลายละเอียดยิบสีแปลกนั่น ก็ช่างกลมกลึงขาวผ่อง ราวกับรูปสลักโดยปฏิมากรชั้นเลิศ เธอคิดว่าหญิงสาวผู้นี้คงเป็นคนญี่ปุ่นหรือฟิลิปปินส์ ไม่ได้อยู่ในความนึกคิดของคุณธัญญาเลยแม้แต่น้อย ว่าจะเป็นผู้หญิงไทยเช่นเดียวกับตัวเธอ

คุณธัญญามองตามหลังร่างของหญิงสาวสองคน ที่กำลังเดินเข้าไปในห้องด้านใน คิดในใจว่าแม้แต่ท่าเดินตัวตรงของผู้หญิงที่ชื่อทิปปี้คนนั้นก็ช่างงามสง่าแต่อ่อนช้อย บ่งบอกถึงพื้นฐานที่ไม่ธรรมดา เธอเป็นหญิงงามที่ไม่เหมือนผู้หญิงสวยคนอื่นๆ ที่คุณธัญญาเคยเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เธอเชื่อว่าแม้แต่สามีของเธอก็คงคิดไม่แตกต่างจากเธอ เห็นได้จากสายตาชื่นชมของเขาที่มองผู้หญิงคนนั้น

คุณธัญญาอดคิดถึงผู้หญิงสวยหาคนเปรียบได้ยากอีกคนหนึ่งไม่ได้ ลลิตา ภักดีวงค์ ว่าที่ลูกสะใภ้ของเธอเป็นหญิงที่มีความงามเป็นเลิศ แต่คนละแบบกับผู้หญิงคนเมื่อกี้ ตรงที่เธอสวยหวานแบบบางน่าทะนุถนอม กิริยาท่าทีแช่มช้อยอ่อนโยนแบบผู้หญิงไทยแท้ ไม่ได้งามสง่าแบบนางพญาเหมือนผู้หญิงคนที่เพิ่งเดินหายเข้าไปในห้องจัดงานด้านใน

“ทิปปี้ ขอโทษนะ แต่ฉันจำเป็นต้องแนะนำเธอกับพ่อแม่คริส พราะเราเป็นแขกของเขา ” เจนนิเฟอร์กระซิบกระซาบขอโทษ

ทิพย์สุรางค์ยิ้มรับคำพูดของเพื่อนสาวแต่ไม่ตอบว่าอะไร

เจนนิเฟอร์เดินนำทิพย์สุรางค์เข้าไปในห้องถัดไป ซึ่งทางเข้าไม่มีบานประตู แต่เป็นซุ้มประตูรูปโค้งค่อนข้างกว้าง ที่นำไปสู่ห้องด้านในซึ่งเป็นส่วนหลักของงาน แล้วตรงลิ่วไปที่โต๊ะอาหารตัวที่อยู่ลึกเข้าไปสุดมุมห้อง ซึ่งยังว่างเปล่าผู้คน

เมื่อนั่งลงแล้วทิพย์สุรางค์ก็มองไปรอบๆห้องและพบว่า มันเป็นห้องขนาดใหญ่ที่ทั้งกว้างและยาว พื้นห้องปูพรมกำมะหยี่สีแดงเข้ม ตรงเกือบปลายสุดของห้องมีเวทีขนาดใหญ่ ซึ่งคงจะจัดไว้เป็นฟลอร์เต้นรำไปด้วยในตัว มีเครื่องดนตรีครบชุดตั้งอยู่บนยกพื้นเตี้ยๆทางด้านหนึ่งของเวที นักดนตรีกำลังบรรเลงเพลงที่เกี่ยวกับคริสต์มาสอยู่อย่างไพเราะ

ถัดจากเวทีออกมาเป็นที่ว่าง หลังที่ว่างนี้มีโต๊ะตัวยาวคลุมด้วยผ้าปูโต๊ะสีขาว บนโต๊ะมีก้อนน้ำแข็งแกะสลักเป็นตัวซานตาคลอส ขนาดเท่าครึ่งหนึ่งของตัวคน มีดอกไม้หลากสีตกแต่งเป็นช่อขนาดมหึมาวางทอดยาวไปตามความยาวของโต๊ะ สวยงามราวกับชะลอเอาสวนดอกไม้มาไว้ในห้อง

ทิพย์สุรางค์มองไปรอบห้อง เห็นโต๊ะอาหารรูปทรงกลมหลายสิบโต๊ะจัดเรียงรายไว้ทั่วห้อง แต่โต๊ะที่อยู่กลางห้องค่อนไปทางด้านหน้าจัดเป็นโต๊ะรูปยาว มีเก้าอี้ประมาณสิบตัวจัดวางไว้เพียงด้านเดียวที่หันไปทางหน้าเวที เจนนิเฟอร์กระซิบกระซาบว่า คงเป็นโต๊ะที่จัดไว้สำหรับเจ้าภาพและแขกพิเศษบางคน

ขณะนี้เริ่มมีแขกที่มาร่วมงานเดินเข้ามาในห้องมากขึ้นเรื่อยๆ ทิพย์สุรางค์แหงนหน้าขึ้นมองเพดานห้อง ซึ่งงดงามวิจิตรพิศดารด้วยภาพเขียนแบบโบราณที่มองเห็นไม่ชัดนัก ในแสงสลัวที่สาดส่องออกมาจากโคมระย้าแก้วเจียรนัยหลายสิบช่อที่ห้อยลงมาจากเพดาน เธอเห็นไฟดิมจำนวนมากที่กระจายอยู่บนเพดาน หญิงสาวคิดว่าพนักงานคงจะเปิดไฟเหล่านี้ ซึ่งสว่างกว่าไฟจากโคมระย้าเมื่อถึงตอนสำคัญของงาน

สองสาวรับเครื่องดื่มจากพนักงานเสิร์ฟที่นำมาให้เลือกถึงโต๊ะ เจนนิเฟอร์เลือกเหล้าผสมที่ชื่อบลัดดี้แมรี่ ส่วนทิพย์สุรางค์เลือกมาการิตต้า แล้วต่างคนต่างก็นั่งจิบเหล้าของตัวเองอยู่เงียบๆ

สาวอเมริกันสนใจมองหาคนรู้จักในหมู่แขกที่มาร่วมงาน ในขณะที่เพื่อนของเธอต้องใช้กำลังใจอย่างมากที่จะควบคุมสีหน้าแววตาให้เป็นปกติ แม้ใจจะระริกระรัวขึ้นมาบ้าง เมื่อเข้ามาร่วมอยู่ในสถานที่ๆรู้แน่แก่ใจว่ากำลังจะมีเหตุการณ์สำคัญ ที่บรรดาแขกผู้มาร่วมงานจะกลายเป็นสักขีพยาน ในการหมั้นหมายอย่างเป็นทางการของหญิงชายสองคน ที่จะประกาศให้สังคมได้รับรู้ ถึงความเป็นเจ้าของซึ่งกันและกันอย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่ง ก่อนที่จะมีพิธีวิวาห์ในโอกาสต่อไป และสักขีพยานที่ว่านั่นจะรวมเธอเข้าไปด้วยอีกหนึ่งคน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้



Create Date : 11 เมษายน 2567
Last Update : 11 เมษายน 2567 11:44:44 น.
Counter : 350 Pageviews.

10 comments
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณฟ้าใสวันใหม่, คุณอาจารย์สุวิมล, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณmultiple, คุณปัญญา Dh, คุณปรศุราม, คุณจันทราน็อคเทิร์น, คุณสองแผ่นดิน, คุณhaiku, คุณnewyorknurse, คุณหอมกร, คุณดาวริมทะเล, คุณThe Kop Civil, คุณSweet_pills, คุณmariabamboo, คุณtanjira

  
สวัสดี จ้ะ น้องดอยสะเก็ด

แหม ครูนึกว่า บล็อกนี้ คริสต์และทิพย์สุรางค์จะได้เจอกันแล้ว
เสียอีก แล้วทั้งคู่จะวางตัวอย่างไร ความเข้าใจผิดที่ทิพย์สุรางค์ที่มีต้อ
คริสต์ว่า ไม่เคยกลับไปที่เวียงพุกาม คริสต์จะบอกเธอไหม อิอิ
รออ่านต่อ นะจ๊ะ เนื้อเรื่องขมวดปม และเข้มข้นมากแล้ว จ้ะ ห้าห้า

โหวดหมวด งานเขียน ฯ
โดย: อาจารย์สุวิมล วันที่: 11 เมษายน 2567 เวลา:15:21:04 น.
  
คงเจอกันหลังสงกรานต์ใช่มั๊ยคะคุณตุ้ย

โดย: หอมกร วันที่: 11 เมษายน 2567 เวลา:17:32:02 น.
  
คงไม่ไปไหนหรอกจ้า ร้อนขนาดนี้อยู่บ้านดีทึสุด แล้วก็คงจะโพสตฺ์นิยายไปเรื่อยๆ
โดย: ดอยสะเก็ด วันที่: 11 เมษายน 2567 เวลา:18:53:37 น.
  
โอ้ เรื่องของความรัก ถ่านไฟเก่านี่
ถ้าจิตใจไม่เข้มแข็งละก็ ไปล้อเล่นไม่ได้เลยเชียวนะครับ

ถ้าจะตัด ก็ต้องตัดให้ขาด นี่แสดงว่า
ตัดบัวยังเหลือเยื่อใยนะครับ

โธ่ๆ หนูทิปปี้ ช่างน่าสงสารจัง ไม่น่าเล้ย มาๆเดี๋ยว อ.เต๊ะ จะพาไปปลอบใจน้า อิอิ

คุณตุ้ย บอก เดี๊ยะๆ เอ็งไม่ต้องมายุ่งกับนางเอกข้า
ขนาดในนิยาย เอ็งยังไม่ละเว้นเล้ย เดี๋ยวเอ็งจะโดน เย้ย555

โดย: multiple วันที่: 12 เมษายน 2567 เวลา:5:45:56 น.
  
สวัสดีครับ
โดย: ปัญญา Dh วันที่: 14 เมษายน 2567 เวลา:20:03:49 น.
  
❤ ประโยชน์บางประการของศาสนาอิสลาม 💙

💙 ประตูสู่สรวงสวรรค์ชั่วนิจนิรันดร

❤ การช่วยให้พ้นจากขุมนรก

💙 ความเกษมสำราญและความสันติภายในอย่างแท้จริง

❤ การให้อภัยต่อบาปที่ผ่านมาทั้งปวง

💙 สิทธิมนุษยชนและความยุติธรรมในศาสนาอิสลาม

❤ านภาพของสตรีในศาสนาอิสลามเป็นอย่างไร?

💙 ครอบครัวในศาสนาอิสลาม

❤ ชาวมุสลิมปฏิบัติต่อผู้สูงอายุอย่างไร?

💙 ชาวมุสลิมมีความเชื่อเกี่ยวกับพระเยซูอย่างไร?


https://justpaste.it/b790p
โดย: ศาสนาอิสลาม IP: 51.81.85.242 วันที่: 15 เมษายน 2567 เวลา:4:53:29 น.
  
สวัสดีเทศกาลวันสงกรานต์ค่ะ

ขอให้มีความสุข สุขภาพแข็งแรงนะคะ

โดย: tanjira วันที่: 15 เมษายน 2567 เวลา:6:40:21 น.
  
ไหนคุณตุ้ยโม้ว่าจะอัพนิยายไงคะ

โดย: หอมกร วันที่: 15 เมษายน 2567 เวลา:18:48:47 น.
  
ไม่ชอบคำว่า "โม้" เลยค่ะคุณหอม เหมือนเป็นคนขึ้โกหกยังไงก็ไม่รู้
โดย: ดอยสะเก็ด วันที่: 16 เมษายน 2567 เวลา:13:17:52 น.
  
ขอชี้แจงหน่อยค่ะว่า จะลงบทใหม่ต่อเมื่อมีคนเข้ามาอ่านเกิน 200 ต่ะ
โดย: ดอยสะเก็ด วันที่: 16 เมษายน 2567 เวลา:13:22:06 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

ดอยสะเก็ด
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 55 คน [?]



New Comments
Group Blog
เมษายน 2567

 
1
2
3
4
5
7
8
9
10
12
13
14
15
17
18
19
20
22
23
24
25
26
28
29
30
 
 
All Blog
Friends Blog
[Add ดอยสะเก็ด's blog to your weblog]
  •  Bloggang.com