แต่ประชาชนคนไทยก็ได้เห็นภาพยนตร์เรื่องเดิม เปลี่ยนแต่ตัวผู้แสดงนำและตัวประกอบบางตัว แต่บทเจรจาในเนื้อเรื่อง ทั้งเนื้อหา สาระ โต้ตอบไปมาระหว่างผู้แสดง แทบจะมิได้มีอะไรแตกต่างกันเลย
ยกเว้นคราวนี้ที่คำวิจารณ์ของนายพีรยศกลับเปิดประเด็นแตกต่างไปจากของเดิม โดยให้เหตุผลว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมีมากกว่าเรื่องแบ่งแยกดินแดน
เมื่อนายพีรยศรู้แล้วมาแถลงกับสื่อ มีคำถามว่าผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดในสถานการณ์รู้เช่นเดียวกับนายพีรยศหรือไม่ (งานด้านข่าวกรองของทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ฯลฯ ที่นายกรัฐมนตรีว่าต้องบูรณาการให้หมดทั้ง 17 กระทรวง 66 หน่วยงาน หูหนวก ตาบอด ไม่ได้ยินได้เห็นอย่างนายพีรยศหรือไม่)
รับรองว่าคำตอบที่ได้คือรู้ แต่สิ่งที่รู้แล้วจะนำมาแก้ไขปรับปรุงหาแนวทางที่จะให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปรกติเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก โดยมีข้ออ้างว่าเป็นเรื่องซับซ้อน สั่งสมมายาวนาน ต้องใช้เวลา และที่สำคัญทุกเรื่องมีผลประโยชน์แอบแฝงทับซ้อนเหลื่อมกันอีนุงตุงนังไปหมด ทั้งฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบด้วยกันเอง ฝ่ายเจ้าหน้าที่กับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ และฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งหน่วยเดียวกันและต่างหน่วยขบเหลี่ยมกันอยู่
สรุปก็คือปัญหาสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีผลประโยชน์เป็นตัวตั้ง และเหตุรุนแรงต่างๆเป็นตัวแปรตาม
ในมุมมองของตำรวจ 8 ปีที่ผ่านมาเป็นระยะเวลายาวนานพอสมควรที่จะศึกษา รวบรวมข้อมูลว่าปัญหาที่เกิดขึ้น อะไรเป็นสาเหตุแห่งปัญหา ถ้าจะแก้ไขปัญหาควรต้องดับที่เหตุ
เปรียบเทียบได้กับการแก้ไขปัญหาสงครามแย่งชิงประชาชนระหว่างรัฐกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ที่ใช้เวลาฟักตัว 20 ปี (2486-2506) รัฐบาลต้องใช้เวลาปราบปราม 20 ปี (2506-2526) จึงคลำเป้าเจอยุทธวิธีการเมืองนำการทหาร และสามารถยุติการสู้รบกลับมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยได้
ต่างไปจากสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ขณะนี้ ความขัดแย้งระหว่างรัฐไทย (รัฐสยาม) ในอดีตกับรัฐปัตตานีสั่งสมมาเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 100 ปี การจะแก้ไขปัญหาเพื่อดับเหตุจึงเป็นเรื่องยากและยุ่ง เนื่องเพราะความแตกต่างทั้งภาษา ศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรม การจะเข้าถึง เข้าใจ คลำเป้าให้ถูกจุดจึงต้องอาศัยเวลาและความอดทนมากกว่าการระงับดับเหตุการณ์ของผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยในอดีตหลายเท่าพันทวี
ที่สำคัญก็คือผู้มีส่วนร่วมรับผิดชอบต้องมาบูรณาการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้จะมีกี่มากน้อยที่ได้ศึกษาหาข้อมูลให้รู้ซึ้งถึงปัญหาที่เป็นมาในอดีตว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร จะกำหนดแนวทางแก้ไขสถานการณ์ในปัจจุบันอย่างไร และจะวางแผนป้องกันอย่างยั่งยืนสำหรับอนาคตอย่างไร
1.การที่จะเลือกสรรตั้งแต่งข้าราชการออกไปประจำมณฑลเช่นนี้ ต้องเปนผู้มีคุณวิเศษในนิไสยอัธยาศรัยอยู่ในจำพวกที่มีความสุขุมเยือกเย็น รู้จักการได้การเสีย รู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาวโดยรอบคอบ ประกอบด้วยองค์เปนผู้ใหญ่ ไม่ใช่เปนบุคคลชนิดวู่วามหรือหนุ่มแก่ความคิด ข้อสำคัญก็คือ อย่าเอาผู้ที่ไม่เหมาะแก่กิจกรรมชั้นในไปไว้โดยคิดเห็นเปนท้องที่ที่มีการงานน้อยนั้นไม่ได้
2.ข้าราชการซึ่งจะรับราชการให้ได้ผลบริบูรณ์ในที่นั้น จักต้องมีคุณวุฒิอีกอย่างหนึ่งซึ่งจำเปน ต้องรู้ภาษาพูดจาติดต่อกันได้ มิฉะนั้นย่อมเปนการลำบากในทางบังคับบัญชาแลสมาคมกับหมู่ชน ยิ่งกว่านั้นเปนการจำเปนที่จะต้องเอาใจใส่ศึกษาการสาสนาแลลัทธิประเพณีบางอย่างที่ควรจะรู้ จะเข้าใจแต่เพียงว่าแขกไม่รับพระราชทานหมูอย่างเดียวหาพอไม่
อ่านแล้วจะเห็นว่ามีคำตอบชัดเจนว่า 8 ปีที่ผ่านมาไม่มีใครได้ศึกษานำพา “อดีต” มาเป็นบทเรียนในการแก้ไขปัญหาเลย
ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 7 ฉบับที่ 358 วันที่ 5-11 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 หน้า 9 คอลัมน์ โลกสีกากี โดย พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช
ที่มา นสพ โลกวันนี้มีสุข