1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30
19 กันยายน 2569
ไม่ได้หายไปไหน แค่หมดแรงจะเถียงกับประเทศนี้
ไม่ได้มาเขียนบล็อกเสียนาน นานจนบางครั้งก็คิดว่า เอาเข้าจริงแล้วจะกลับมาเขียนทำไม ในเมื่อเรื่องราวหลายอย่างที่เคยเขียน เคยบ่น เคยตั้งคำถาม วันนี้ก็ยังวนกลับมาอยู่ที่เดิม เพียงแต่เปลี่ยนหน้าคน เปลี่ยนชื่อโครงการ เปลี่ยนคำโฆษณา แล้วก็ทำเหมือนว่าเรากำลังเริ่มต้นอะไรใหม่เอี่ยม ทั้งที่คนแก่ๆ อย่างเรามองออกว่า มันคือเรื่องเดิมที่เอากลับมาใส่เสื้อใหม่เท่านั้นเอง แต่จะหายไปเฉยๆ ก็คงไม่ดีนัก เลยคิดว่ามาบอกลากันอย่างเป็นทางการเสียหน่อย ไม่ได้หมายความว่าจะหายไปจากโลกออนไลน์เสียทีเดียวหรอก ยังคงแวะเข้ามาอ่านอยู่บ้าง อ่านเงียบๆ ไม่ค่อยได้คอมเมนต์ และคงไม่ได้เขียนบล็อกเพิ่มบ่อยเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ชีวิตตอนนี้ไม่ได้มีอะไรให้ต้องรีบร้อนมากนัก กินข้าว นอน อ่านข่าว มองผู้คน แล้วก็รอวันหนึ่งที่ร่างกายจะบอกว่า พอแล้ว พูดง่ายๆ คือ แก่จนเริ่มขี้เกียจเถียงกับโลก แต่ก่อนเห็นอะไรไม่ถูกใจก็อยากอธิบาย อยากโต้ อยากเถียง อยากเอาหลักฐานมาวางเรียงกันให้คนเห็นว่าเรื่องมันไม่ได้ง่ายอย่างที่พูดกัน เดี๋ยวนี้บางเรื่องอ่านแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ เออ...เอาตามสบายเลย โลกมันเป็นของพวกมึงแล้วนี่ ผู้ว่าฯ กทม. เราก็มีมาแล้ว และวันนี้ก็ยังเป็นคนเดิม ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2565 ก็ไม่ได้ผิดคาดอะไรนัก บ้านเมืองนี้มีอะไรให้ผิดคาดด้วยหรือ เปลี่ยนคนบริหาร เปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนนโยบาย เปลี่ยนคำขวัญ เปลี่ยนชื่อโครงการ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ค่อยเปลี่ยนคือ วิธีที่ผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยมองคนที่อายุน้อยกว่า เราเคยพูดมานานแล้วว่า ผู้ใหญ่ในประเทศนี้จำนวนหนึ่งไม่ได้ "เกลียดเด็ก" แบบออกมายืนตะโกนว่า กูเกลียดเด็ก มันละเอียดกว่านั้น มันเป็นความรู้สึกประมาณว่า เด็กไม่ควรพูด เด็กไม่ควรถาม เด็กไม่ควรยุ่งเรื่องของผู้ใหญ่ เด็กมีหน้าที่เรียนๆ ไป ทำตามๆ ไป เชื่อๆ ไป แล้ววันหนึ่งพออายุถึงเกณฑ์ก็ออกมารับภาระที่คนรุ่นก่อนทิ้งเอาไว้ให้อาจารย์แพทย์นะเนี่ยะ ถ้ามีปัญหา ก็ให้เด็กรับ ถ้ามีหนี้ ก็ให้เด็กรับ ถ้ามีความเสียหาย ก็ให้เด็กรับ ถ้ามีสงคราม ก็ให้ลูกหลานรับความเสี่ยง ผู้ใหญ่จำนวนหนึ่งอาจไม่ได้พูดออกมาตรงๆ หรอกว่า "อนาคตของพวกมึงไม่สำคัญ" แต่บางครั้งวิธีตัดสินใจของสังคมก็ทำให้เด็กเข้าใจประโยคนั้นได้เอง ช่วงที่ความขัดแย้งไทยกัมพูชาตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนแก่คนนี้รู้สึกแปลกๆ ไม่ใช่แค่เรื่องชายแดน แต่คือเสียงของคนที่อยากให้คนอื่นไปรบ คนที่พูดเรื่องสงครามเสียงดังที่สุด บางครั้งกลับเป็นคนที่ไม่มีวันต้องเดินเข้าไปอยู่แนวหน้า เรื่องนี้ไม่ใช่การปฏิเสธสิทธิของใครที่จะรักประเทศ หรือเห็นว่าการปกป้องอธิปไตยเป็นเรื่องสำคัญ รัฐเองก็ยืนยันเรื่องการดูแลความปลอดภัยและอธิปไตยของประเทศอยู่เสมอ แต่ผมมีคำถามง่ายๆ อยู่ข้อหนึ่ง ถ้าความแค้นมันมากขนาดนั้น ทำไมคนที่ตะโกนเรียกร้องให้รบจึงไม่เคยต้องเป็นคนจ่ายราคาของสงครามเอง?ชาตินิยมกระจอก (แต่เถื่อน) สงครามไม่เคยส่งใบเสร็จไปเก็บเงินจากคนพูดในโทรทัศน์ มันไปเก็บกับคนที่อยู่ชายแดน ไปเก็บกับทหาร ไปเก็บกับครอบครัว ไปเก็บกับเด็กที่พ่อไม่กลับบ้าน และไปเก็บกับคนหนุ่มสาวที่ไม่เคยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอะไรเลย ความรักชาติที่ดีควรทำให้คนอยากรักษาชีวิตของคนในชาติด้วย ไม่ใช่แค่ทำให้คนอยากเห็นฝ่ายตรงข้ามเจ็บ ไม่อย่างนั้นมันก็เหลือเพียงความสะใจที่แต่งตัวด้วยธงชาติเท่านั้นเอง มีวันหนึ่งผมไปตลาดพลู ของกินเยอะ อร่อย และคนยังคุยกันเหมือนตลาดที่มีชีวิตอยู่เสมอ มีเรื่องโครงการช่วยค่าครองชีพแบบ 60/40 ที่รัฐบาลประกาศใช้ในปีนี้ รัฐร่วมจ่ายตามเงื่อนไขของโครงการ ผมเห็นพ่อค้าแม่ค้าคุยกับลูกค้าเรื่องการใช้สิทธิ ประมาณว่า รุ่นเราก็ใช้ๆ ไปเถอะ มีให้ใช้ก็ใช้ ไม่ต้องไปคิดมากเรื่องหนี้ในอนาคต แล้วมีคนหนึ่งชี้ไปทางเด็กวัยรุ่นแถวนั้นแล้วพูดทำนองว่า รุ่นพวกนี้ต่างหากที่ต้องใช้หนี้ ทุกคนหัวเราะ แต่เด็กคนนั้นไม่ได้หัวเราะด้วย เขาตอบกลับประมาณว่า "ถ้าวันหนึ่งใช้หนี้ไม่ไหว กูจะเอาสมบัติของชาติไปขายใช้หนี้แทนคนรุ่นก่อน" จำคำพูดเป๊ะๆ ไม่ได้แล้ว แต่จำสีหน้าได้ เด็กโกรธจริง ส่วนคนรอบๆ เงียบไปพักหนึ่ง ผมเองก็เงียบ เพราะจู่ๆ ก็รู้สึกว่า เรื่องนี้มันไม่ได้เกี่ยวกับเงินไม่กี่บาทที่รัฐช่วยประชาชน มันเกี่ยวกับความรู้สึกของคนสองรุ่นที่มองอนาคตไม่เหมือนกันวิธีแก้ไขปัญหานอมินี ฉบับ ส.ว. คนหนึ่งมองว่า วันนี้มีอะไรให้ใช้ก็ใช้เสีย อีกคนมองว่า แล้วพรุ่งนี้ล่ะ? และนั่นเป็นคำถามที่ผู้ใหญ่จำนวนมากไม่ค่อยชอบฟัง เด็กคนนั้นพูดเรื่อง "สมบัติชาติ" ราวกับว่า วันหนึ่งสมบัติทั้งหมดจะถูกส่งมอบให้เขา ผมอยากบอกว่า อย่าเพิ่งมั่นใจขนาดนั้น ไม่ใช่เพราะใครจะเอาประเทศไปให้ใคร แต่เพราะในโลกจริง การถือครองทรัพย์สิน ที่ดิน ธุรกิจ หรือทรัพยากร มันซับซ้อนกว่าคำว่า "ของชาติ" ที่เราใช้กันง่ายๆ มาก กรณีภูเก็ตและพื้นที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ก็มีการดำเนินคดีเรื่องโครงสร้างนอมินีต่างชาติจริง มีการสอบสวนเครือข่ายที่ถูกกล่าวหาว่าใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางในการถือหุ้นและทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เรื่องที่ควรถามจึงไม่ใช่เพียงว่า "ต่างชาติจะมายึดประเทศหรือเปล่า" แต่ควรถามว่า กฎหมายของเราป้องกันการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางได้ดีแค่ไหน เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายจริงจังแค่ไหน ใครได้ประโยชน์จากช่องโหว่ และสุดท้าย คนไทยธรรมดาๆ ยังสามารถมีบ้าน มีที่ดิน มีธุรกิจในประเทศของตัวเองโดยไม่ต้องกลายเป็นเพียงคนเช่าหรือไม่ นี่เป็นคำถามที่น่ากลัวกว่าการปลุกให้คนกลัวศัตรูจากข้างนอกเสียอีก เพราะศัตรูที่น่ากลัวที่สุดบางครั้งไม่ใช่คนต่างชาติ แต่อาจเป็นระบบที่ปล่อยให้กติกาถูกใช้ไม่เท่ากัน ถึงวันนั้น เด็กๆ อาจไม่ได้ต้องกลัวว่าใครจะมายึดแผ่นดิน แค่ต้องเตรียมเงินไว้จ่ายค่าเช่าก็พอ เช่าหนี่มา อีกเรื่องที่ทำให้คนแก่คนนี้ปวดหัวคือเรื่องเทคโนโลยี ทุกวันนี้อะไรๆ ก็ AI พูดกันเหมือน AI เป็นไม้กายสิทธิ์ พูดภาษาอังกฤษคำหนึ่ง ไทยคำหนึ่ง แล้วทำหน้าจริงจังเหมือนคนฟังจะเข้าใจเองโดยอัตโนมัติ ผมไม่ได้มีปัญหากับภาษาอังกฤษ ภาษาอะไรก็ใช้ได้ทั้งนั้น ถ้ามันทำให้คนเข้าใจ แต่การพูดเรื่องยากให้คนฟังไม่รู้เรื่อง ไม่ได้แปลว่าคนพูดฉลาด บางครั้งมันแค่แปลว่า คนพูดยังอธิบายสิ่งที่ตัวเองพูดให้มนุษย์คนอื่นเข้าใจไม่ได้ AI จะเก่งแค่ไหนก็เรื่องหนึ่ง แต่ถ้าคนใช้ AI แล้วตอบประชาชนไม่ได้ว่า มันทำอะไร เก็บข้อมูลอะไร ใครรับผิดชอบ และถ้ามันผิดใครจะเป็นคนรับผิดชอบ ต่อให้ติดป้ายว่า AI ตัวโตๆ ก็ไม่ได้ทำให้มันฉลาดขึ้นหรอก "กาจอกกกก ก็ยังเป็นกาจอกกกก" อยู่ดี เรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ก็เหมือนกัน เราได้ยินคำว่า Data Center แล้วรู้สึกทันสมัย Cloud, AI, Digital Economy, Big Data ฟังแล้วเหมือนประเทศกำลังจะขึ้นยานอวกาศ แต่พอพูดถึงความปลอดภัยจริง ๆ คนธรรมดาก็อยากรู้แค่ว่า ตั้งอยู่ตรงไหน ได้มาตรฐานหรือไม่ ระบบไฟฟ้าเป็นอย่างไร ระบบสำรองเป็นอย่างไร มีน้ำมันสำรองเท่าไร ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมา ใครเป็นคนรับผิดชอบพูดเหี้ยอะไรของมึงวะ ฟังไม่รู้เรื่อง แล้วเรื่องนี่ล่ะ? เทคโนโลยีไม่ใช่ของวิเศษ มันเป็นโครงสร้างพื้นฐาน และโครงสร้างพื้นฐานทุกชนิดมีความเสี่ยง ยิ่งของใหญ่เท่าไร ยิ่งต้องตรวจสอบให้มากเท่านั้น คนแก่ไม่ได้กลัว AI คนแก่กลัวคนที่พูดว่า "ไม่ต้องห่วง ทุกอย่างเรียบร้อย" มากกว่า เพราะในชีวิตที่ผ่านมา คำว่า "เรียบร้อยแล้วครับ" มักเป็นประโยคที่ควรทำให้เราเริ่มตรวจสอบทันที มีข่าวนักเรียนก่อเหตุรุนแรงในโรงเรียน แล้วก็มีเสียงจากครูบางคนตำหนิเด็กยุคนี้อย่างรุนแรง ผมเข้าใจความเหนื่อยของครู ครูบางคนต้องรับมือกับเด็กที่มีปัญหาจริง ต้องรับแรงกดดันจากโรงเรียน จากผู้ปกครอง จากระบบ และจากสังคม ดังนั้นถ้าครูคนหนึ่งพูดว่าเด็กบางกลุ่มมีปัญหา ผมไม่คิดว่าเราควรรีบประณามเขาทันที แต่สิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยคือการเหมารวม เด็กไม่ใช่ก้อนเดียวกัน เด็กแต่ละคนมีบ้าน มีปัญหา มีความฝัน มีความกลัว และมีประสบการณ์ไม่เหมือนกัน เมื่อประมาณสี่สิบห้าสิบปีก่อน คนไทยบางกลุ่มที่เดินทางไปต่างประเทศก็เคยถูกมองด้วยอคติแบบเหมารวมจากคนต่างชาติ ผู้หญิงไทยจำนวนไม่น้อยเคยถูกตีตราด้วยคำพูดหยาบคายและภาพจำทางเพศว่าเป็นกระหรี่ เราเคยเจ็บกับการถูกเหมารวมแบบนั้นไม่ใช่หรือ? ถ้าอย่างนั้นทำไมเราถึงคิดว่าการเหมารวมคนอื่นเป็นเรื่องถูกต้อง เพียงเพราะครั้งนี้เราเป็นฝ่ายถืออำนาจอยู่? เราชอบพูดว่าประเทศนี้มีคุณธรรม พูดเรื่องศีลธรรม พูดเรื่องความดี พูดเรื่องเด็กต้องเป็นคนดี แต่ความดีที่มองไม่เห็นความเป็นมนุษย์ของคนอื่น มันก็เป็นเพียงคำสวยๆ บนป้ายเท่านั้น ช่วงหลังผมกลับชอบ X มากขึ้น ไม่ใช่เพราะอยากตามดราม่า แก่แล้ว ไม่ค่อยมีแรงดูคนทะเลาะกัน ผมใช้มันเป็นห้องเก็บเอกสารมากกว่า เจอข่าวอะไรที่คิดว่าน่าสนใจก็กด repost เก็บไว้ หลายเรื่องกลับมาเปิดอ่านทีหลังแล้วพบว่า อ้าว เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นด้วยหรือ? สังคมลืมไปแล้วหรือ? ข่าวบางข่าวเมื่อสองสามปีก่อนเคยดังจนเหมือนโลกจะแตก วันนี้แทบไม่มีใครจำได้แล้ว นี่แหละคือความน่ากลัวของโลกข่าวสาร เราไม่ได้อยู่ในโลกที่ไม่มีข้อมูล เราอยู่ในโลกที่มีข้อมูลมากจนไม่มีใครจำอะไรได้
ผมเองตามข่าวไม่ไหวแล้ว ไม่ได้ทำงานแล้วด้วยซ้ำ ใช้ชีวิตไปวันๆ กินข้าว อ่านหนังสือ เล่นอินเทอร์เน็ต แล้วก็รอวันที่ร่างกายจะเลิกทำงาน ยังตามข่าวไม่ทันเลย แต่ก็น่าสนใจดี อย่างน้อย X ก็ทำให้เรามีห้องเก็บความทรงจำของสังคม ถึงจะเป็นห้องที่รกฉิบหายก็เถอะ สุดท้ายนี้อยากฝากอะไรถึงคนรุ่นใหม่สักหน่อย ถ้ามึงยังมีแรง สู้ไปเถอะ ถ้ามึงยังมีความหวัง รักษามันไว้ ถ้ามึงยังเชื่อว่าประเทศนี้เปลี่ยนได้ ก็ลองเปลี่ยนมัน แต่ถ้าวันหนึ่งมึงพบว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ที่มึงสามารถมีชีวิตอย่างที่ต้องการได้ และมึงมีความสามารถ มีโอกาส มีช่องทางที่จะไปเริ่มต้นชีวิตที่อื่น ก็ไปเถอะ ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิด การออกจากสถานที่ที่ทำให้เราไม่มีความสุขไม่ใช่การทรยศ บางทีคนรุ่นเก่าอย่างผมอาจถูกสอนมาให้เชื่อว่าเราต้องอดทน ต้องอยู่กับบ้านเกิด ต้องรักแผ่นดิน ต้องเสียสละ แต่เมื่ออายุมากขึ้น ผมกลับคิดว่า ชีวิตคนหนึ่งชีวิตก็มีค่าเหมือนกัน เราไม่จำเป็นต้องเสียชีวิตทั้งชีวิตเพื่อพิสูจน์ว่าเรารักประเทศ ส่วนตัวผมเองคงสู้ไม่ไหวแล้ว ยอมรับตามตรง บางครั้งก็นั่งคิดว่า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้สักสี่สิบกว่าปี ผมอาจตัดสินใจบางอย่างต่างออกไป อาจไปอยู่ที่อื่น อาจเริ่มชีวิตใหม่ แต่ชีวิตไม่มีปุ่มย้อนกลับ เหลือแค่คนแก่คนหนึ่งนั่งมองโลกแล้วคิดว่า เออ...กูก็พยายามมาพอสมควรแล้วนะ แล้วเรื่องรัฐประหารล่ะ? ผมไม่คิดว่าประวัติศาสตร์การเมืองไทยจะหยุดอยู่ตรงนี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งต่อไปจะมาในรูปแบบไหน การเมืองไม่ได้เปลี่ยนเพียงเพราะมีใครออกมาประกาศ บางครั้งมันเปลี่ยนจากองค์กร จากกฎหมาย จากศาล จากระบบราชการ จากเศรษฐกิจ จากการเลือกตั้ง จากคนรุ่นใหม่ หรือจากเหตุการณ์บางอย่างที่ตอนนี้เรายังนึกไม่ออกด้วยซ้ำ ดังนั้นผมไม่กล้าทำนายว่าจะเกิดอะไรขึ้นก่อนปี 2576 (อันนี้ข่าวจากสายมู เอาจริงๆ อยากเห็นวันครบรอบ 100 ปี การอภิวัฒน์สยาม) แต่ถ้ายังมีชีวิตอยู่ถึงวันนั้น ผมก็อยากเห็นเหมือนกัน อยากเห็นว่าประเทศนี้จะเดินไปทางไหน อยากรู้ว่าเด็กที่วันนี้ถูกบอกว่า "ยังเด็ก อย่าเพิ่งพูด" จะโตขึ้นมาเป็นคนแบบไหน อยากรู้ว่าพวกเขาจะให้อภัยคนรุ่นผมหรือเปล่า และที่สำคัญที่สุด อยากรู้ว่าพวกเขาจะสร้างประเทศที่คนแก่ในวันนี้มองแล้วไม่ต้องถอนหายใจหรือไม่ ส่วนผม คงไม่ได้เขียนอะไรอีกมากแล้ว ถ้ายังเห็นชื่อผมโผล่ขึ้นมาในนี้บ้าง ก็ถือเสียว่า คนแก่คนหนึ่งยังไม่ตายดี และยังแอบเปิดประตูเข้ามาดูโลกอยู่เป็นครั้งคราว อาจไม่คอมเมนต์ อาจไม่เขียน อาจไม่เถียง แต่อ่านอยู่ เหมือนคนดูละครเรื่องเดิมที่เล่นมานานหลายสิบปี รู้ตอนจบของบางเรื่องแล้ว แต่ก็ยังอยากรู้ว่า ตอนสุดท้ายจริง ๆ มันจะจบลงอย่างไร ลาก่อนครับ หรือเอาจริงๆ ก็ไม่ต้องลาก็ได้ เดี๋ยวผมแวะกลับมาอ่านเอง ถ้ายังไม่ตายเสียก่อน โลกคู่ขนาน เขียนในวันที่ 19 กันยายน 2569 วันครบรอบ 20 ปี การรัฐประหารที่เหี้ยที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย
Create Date : 19 กันยายน 2569
4 comments
Last Update : 19 กันยายน 2569 15:12:56 น.
Counter : 83 Pageviews.
โดย: หอมกร 19 กันยายน 2569 16:34:07 น.
โดย: multiple 19 กันยายน 2569 18:32:05 น.
โดย: กะว่าก๋า 19 กันยายน 2569 20:37:08 น.
โดย: คุณต่อ (toor36 ) 19 กันยายน 2569 21:41:36 น.
สมาชิกหมายเลข 7115969
Location :
[ดู Profile ทั้งหมด]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [? ]
การเมือง - สังคม เป็นเรื่องของทุกคน เป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คุณคิด ถ้าคุณหันหน้าหนีการเมือง การเมืองจะตามไปเล่นงานคุณอย่างไม่ต้องสงสัย active citizen!! สิ่งรอบตัวเราแท้จริงแล้วเป็นเรื่องการเมืองทั้งสิ้น แม้คุณจะไม่อยากยุ่งกับการเมืองแต่การเมืองยังไงก็จะมีผลกระทบกับคุณ โลกคู่ขนาน เรียกเราแบบนี้ก็แล้วกัน ในเมื่อระบบสมาชิกแบบเฟสบุ๊คไม่สามารถตั้งชื่อได้ เรามีตัวตนในโลกนี้ที่เป็น "light" งั้นเราก็จะเป็น "darkness" เพื่อปลดปล่อยความรู้สึกที่มีอยู่