Release my darkness to the world
<<
พฤษภาคม 2569
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
23 พฤษภาคม 2569

ถนนสายนี้ ... ... มีตะพาบ หลักกิโลเมตรที่ 401 "ไม่เข็ด"

โจทย์ครั้งนี้ คุณ toor36 เป็นคนกำหนด ไม่จำกัดรูปแบบงานเขียน

โจทย์คราวนี้หัวข้อคือ "ไม่เข็ด"




การแก้ปัญหาแบบ “ตัดทิ้ง” คือวิธีคิดของรัฐมนตรี หรือความล้มเหลวของระบบคมนาคมไทย?

หลังเกิดอุบัติเหตุรถไฟชนรถโดยสาร จนมีแนวคิดจากฝ่ายนโยบายที่จะ “ยกเลิกรถไฟเข้ากรุงเทพชั้นใน” สิ่งที่ประชาชนจำนวนมากรู้สึกไม่ใช่ความปลอดภัย แต่คือคำถามว่า “คนคิดเคยนั่งรถไฟจริงหรือไม่?”

เพราะสำหรับคนชั้นกลางระดับล่าง คนหาเช้ากินค่ำ คนต่างจังหวัดที่ต้องเข้ามาทำงานในเมือง รถไฟไม่ใช่ของเล่น ไม่ใช่ภาพลักษณ์เชย ๆ ที่จะตัดออกจากเมืองหลวงเมื่อไรก็ได้ แต่มันคือเส้นเลือดหลักของชีวิตคนจำนวนมหาศาล

สิ่งที่น่าตกใจที่สุด คือแทนที่รัฐจะพูดถึงการแก้ปัญหาความปลอดภัยอย่างจริงจัง เช่น ปรับปรุงจุดตัดทางรถไฟ เพิ่มระบบอัตโนมัติ ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน หรือจัดระเบียบการเดินรถ กลับเลือกใช้วิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับคนมีอำนาจ คือ “เลิกรถไฟเข้าชั้นในไปเลย”

นี่ไม่ใช่การแก้ปัญหา นี่คือการผลักภาระให้ประชาชน

คนที่เสนอแนวคิดนี้อาจมีรถส่วนตัว มีคนขับ มีทางเลือกในการเดินทาง จะพูดว่าให้ประชาชนต่อรถอีกสองสามต่อก็อาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่สำหรับคนที่ต้องตื่นตีสี่ เดินทางสองชั่วโมงเพื่อมาทำงาน ค่าเดินทางเพิ่มวันละ 50-100 บาท มันคือค่ากับข้าวทั้งครอบครัวในหนึ่งวัน

รัฐอาจมองว่าการเปลี่ยนให้ประชาชนไปใช้รถไฟฟ้าเป็น “ความทันสมัย” แต่คำถามคือ ค่าโดยสารรถไฟฟ้าทุกวันนี้สอดคล้องกับรายได้ประชาชนจริงหรือ?

รถไฟธรรมดาหลายสาย ค่าโดยสารไม่ถึง 20 บาท แต่ถ้าต้องเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้า ต่อรถเมล์ ต่อวินมอเตอร์ไซค์ ค่าใช้จ่ายอาจพุ่งเป็นหลักร้อยต่อวันทันที แล้วใครจะรับผิดชอบ?

ที่น่าขันยิ่งกว่านั้น คือแนวคิดการ “ชดเชย” ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ราวกับว่าประชาชนทุกคนในประเทศถือบัตรใบนี้ทั้งหมด

แล้วคนอีกจำนวนมหาศาลที่ไม่ได้อยู่ในระบบบัตรสวัสดิการ แต่ก็ไม่ได้ร่ำรวยล่ะ?

มนุษย์เงินเดือนรายได้น้อย คนทำงานอิสระ พ่อค้าแม่ค้า คนต่างจังหวัดที่ต้องเข้ากรุงเทพทุกวัน พวกเขาจะต้องแบกค่าใช้จ่ายเพิ่มเองใช่หรือไม่?

สุดท้ายแล้ว เงินชดเชยเหล่านั้นก็มาจากงบประมาณแผ่นดินอยู่ดี เท่ากับรัฐกำลังใช้ภาษีประชาชนมาอุดผลกระทบจากนโยบายที่ตัวเองสร้างขึ้น แทนที่จะลงทุนแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

ประชาชนไม่ได้ปฏิเสธเรื่องความปลอดภัย ไม่มีใครอยากเห็นอุบัติเหตุซ้ำอีก แต่สิ่งที่สังคมกำลังถามคือ ทำไมทุกครั้งที่เกิดปัญหา คนที่ต้อง “เสียสละ” กลับเป็นประชาชนเสมอ

รถไฟล่าช้า ประชาชนต้องทน
ค่าโดยสารแพง ประชาชนต้องจ่าย
ระบบขนส่งล้มเหลว ประชาชนต้องปรับตัว
แต่คนออกนโยบายกลับไม่เคยต้องใช้ชีวิตแบบเดียวกันเลย

การพูดเรื่องให้คน “ต่อรถ” อาจง่ายมาก หากคุณไม่เคยต้องยืนเบียดบนรถเมล์ตอนหกโมงเช้า ไม่เคยต้องคำนวณว่าเงินในกระเป๋าจะพอถึงสิ้นเดือนหรือไม่ และไม่เคยต้องเลือกระหว่างค่าเดินทางกับค่าอาหาร

ปัญหาของประเทศนี้จึงอาจไม่ใช่แค่ระบบรางที่ล้าหลัง แต่คือวิธีคิดของผู้มีอำนาจ ที่มองประชาชนเป็นตัวเลขในรายงาน มากกว่าเป็นมนุษย์ที่ต้องใช้ชีวิตจริงทุกวัน

หากรัฐบาลต้องการพัฒนาระบบคมนาคม สิ่งที่ควรทำคือทำให้ประชาชนเดินทางได้ “ปลอดภัยขึ้น ถูกลง และสะดวกขึ้น” ไม่ใช่ผลักคนออกจากระบบเดิม โดยที่ระบบใหม่ยังแพงกว่า ไกลกว่า และไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจน

เพราะสุดท้ายแล้ว เมืองที่ดีไม่ใช่เมืองที่รถไฟหายไปจากสายตาคนมีอำนาจ
แต่คือเมืองที่คนธรรมดายังเดินทางเข้าเมืองได้ โดยไม่ต้องหมดเงินครึ่งหนึ่งของรายได้ไปกับค่าเดินทางในแต่ละวัน



ถ้ามันจะตายก็สมควรแล้ว คนพวกนี้ไม่เข็ดจริงๆ


ที่มาภาพ
นี่แหละคนไทย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ป.ล. จริงๆ เรากะว่าจะหลุดเขียนบล็อกแล้วเนื่องจากร่างกายไม่ค่อยอำนวยเท่าไหร่ แต่อดไม่ได้จริงๆ ไม่เช็ดจริงๆ



To voter

บล็อกนี้เป็นบล็อก Political Blog โปรดเลือก Political Blog เพื่อเป้าหมาย Skyfall Political Blog




 

Create Date : 23 พฤษภาคม 2569
9 comments
Last Update : 23 พฤษภาคม 2569 17:29:10 น.
Counter : 251 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 
Share to Facebook

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณmultiple, คุณหอมกร, คุณกะว่าก๋า, คุณThe Kop Civil, คุณtanjira, คุณtoor36, คุณcyberlifenlearn, คุณ**mp5**

 

สถานี มักกะสัน ใกล้ๆ จุด ที่มีอุบัติเหตุ นี่แหละครับ
สมัย อาจารย์เต๊ะ เป็น นศ ปี1 ต้องไปเรียนลาดกระบัง
จะไปรถเมล์ก็4-5 ต่อ อ้อมด้วย รถไฟนี่แหละ ถูกสุด
ค่าโดยสาร ตอนนั้น 6-7 บาทเองมั้ง
นั่งรถเมล์มาจากดอนเมือง 2 ต่อ แล้วก็ขึ้นรถไฟ ไปลง สถานี หัวตะเข้ ยังจำได้ว่า แถวนั้น รถติดมากมาย ขึ้นรถเมล์มา ถ้าได้ยินเสียงหวูดรถไฟมา ต้องรีบลงรถเมล์ วิ่งตามรถไฟไปจอดที่สถานีนะครับ 555

เพราะถ้าพลาด รออีกนาน ไปเรียนไม่ทันแน่ๆ

ส่วนเรื่องการแก้ปัญหา คนใช้รถ ก็มีส่วน การใช้ถนนก็ต้องมีวินัย
ใครก็รีบกันทุกคนนะครับ

ส่วนการแก้ปัญหา คนไม่ได้ใช้ชีวิตเดินถนน ก็คิดได้แค่นั้นแหละนะครับ



 

โดย: multiple 23 พฤษภาคม 2569 19:06:12 น.  

 

รักษาสุขภาพจ้า

 

โดย: หอมกร 23 พฤษภาคม 2569 19:44:53 น.  

 

ห้ามแล้วก็ยังไป
ห้ามกลับรถก็กลับรถ
ห้ามสวนเลนก็สวนเลน
ฯลฯ

ที่เขาบอก

"ทำอะไรตามใจคือไทยแท้"

คำนี้น่ากลัวเลยนะครับ
เพราะมันกำลังจะบอกว่า
เราไม่มีระบบระเบียบอะไรเลยในชีวิต



ทุกอย่างขึ้นราคาจริงๆครับ
โดยเฉพาะตั้แต่มีสงคราม

ตอนนี้ผมไม่หวังอะไรกับรัฐบาลเลยครับ
มีก็เหมือนไม่มี

 

โดย: กะว่าก๋า 23 พฤษภาคม 2569 21:09:17 น.  

 

อรุณสวัสดิ์ครับ

 

โดย: กะว่าก๋า 24 พฤษภาคม 2569 5:44:15 น.  

 

ผลักภาระให้ประชาชน ถนัดนักกับรัฐบาล

 

โดย: The Kop Civil 24 พฤษภาคม 2569 10:11:33 น.  

 

สวัสดีค่ะ

คิดไว้เหมือนกันนะว่า เราจะเจอเรื่องนี้ในบล็อกคุณ

คนไทยไม่เข็ด ไม่หลาบ ไม่จำ พอเกิดเรื่องราวก็โอดก็ครวญ

ผู้บริหารความคิด ปญอ คิดได้ไง ไม่ให้รถไฟเข้าเขตชั้นใน กทม.

 

โดย: tanjira 24 พฤษภาคม 2569 11:33:29 น.  

 

วินัยจราจรสะท้อนวินัยชาติ

เอาเข้าจริงถ้ายกเลิกคนกระทบเยอะนะ นักเรียน นักศึกษา คนทำงานที่นั่งรถไฟเข้าเมือง แต่ก็อย่างว่า เขาจะสนใจอะไรก็คนพวกนี้มันไม่เคยนั่งรถโดยสารสาธารณะด้วยซ้ำ ถ้าไม่ใช่ออกอีเว้นท์แล้วมีคนกันให้เต็มที่ ลองสัมผัสชีวิตอย่างคนทั่วๆ ไป อยู่ได้ไม่เกิน 2 วันหรอก ร้องแล้ว เผลอๆ ร้องตั้งแต่วันแรกเลยด้วย

 

โดย: คุณต่อ (toor36 ) 24 พฤษภาคม 2569 11:51:40 น.  

 

ประเทศเรากี่ปีไม่ปรัลปรุงเลยจริงๆ

 

โดย: cyberlifenlearn 24 พฤษภาคม 2569 14:45:54 น.  

 

เราไม่เคยเอาบทเรียนจากโศกนาฐกรรมใดๆ มาเรียนรู้อะไรเลย หรือ ลงโทษคนอย่างจริงจัง

 

โดย: cyberlifenlearn 26 พฤษภาคม 2569 7:37:20 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


สมาชิกหมายเลข 7115969
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




การเมือง - สังคม เป็นเรื่องของทุกคน เป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คุณคิด ถ้าคุณหันหน้าหนีการเมือง การเมืองจะตามไปเล่นงานคุณอย่างไม่ต้องสงสัย

active citizen!! สิ่งรอบตัวเราแท้จริงแล้วเป็นเรื่องการเมืองทั้งสิ้น แม้คุณจะไม่อยากยุ่งกับการเมืองแต่การเมืองยังไงก็จะมีผลกระทบกับคุณ


โลกคู่ขนาน เรียกเราแบบนี้ก็แล้วกัน ในเมื่อระบบสมาชิกแบบเฟสบุ๊คไม่สามารถตั้งชื่อได้ เรามีตัวตนในโลกนี้ที่เป็น "light" งั้นเราก็จะเป็น "darkness" เพื่อปลดปล่อยความรู้สึกที่มีอยู่

[Add สมาชิกหมายเลข 7115969's blog to your web]