ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 

๔๘๘ - ชีวิตกับความเกิด


บางครั้ง ก็มักจะเกิดคำถามอยู่เสมอ ว่าทำไมเราถึงเกิดมา แล้วเกิดมาทำอะไร แล้วจุดหมายของชีวิตหรือของเรา คืออะไร

คำตอบที่ได้มันแทบจะไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับช่วงอายุวัย หรือ เหตุการณ์ที่ประสบอยู่ในขณะนั้น น้อยคนที่จะมีคำตอบตายตัวและถูกต้อง จริง ๆ จะเรียกว่าถูกต้องก็ไม่น่าจะใช้คำนี้ เพราะปัจจัยพื้นฐานความคิด ประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคนมันไม่เท่ากัน
เราอาจจะคิดว่าความตอบของคำถามเรานั้นถูก แต่พอลองมองคำตอบของคนอื่นดู เราอาจจะเข้าใจผิดมาตลอดชีวิตก็ได้ ชีวิตและความคิดของมนุษย์ จึงเป็นอะไรที่ยืดหยุ่นหาความคงที่ได้ยาก

คำตอบของคำถาม เกิดมาทำอะไร จึงต้องแบ่งออกเป็นหลายแง่มุม ในแง่มุมของสิ่งมีชีวิต ก็เพื่อการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์ ในแง่มุมของศาสนาก็มีเหตุผลต่างกันตามความเชื่อของแต่ละศาสนา เช่น ในศาสนาพุทธ การเกิดมาจากผลของอวิชชา และการรับผลของกรรม การกระทำ ในแง่มุมของวิทยาศาสตร์ การเกิดน่าจะหมายถึงการวิวัฒฯ การพัฒนา การสืบ DNA จากรุ่นสู่รุ่น จริง ๆ น่าจะยังมีอีกหลายแง่หลายมุม แต่ก็ยังคิดไม่ออก ก็เอาไว้ประมาณนี้ก่อน

ทำไมเราถึงชอบการเกิด เป็นคำถามที่ตอบได้ยาก คำตอบอาจจะประมาณได้ว่า เพราะเหตุที่เราต่างประสบความสุขและความทุกข์ปะปนกันไป เหตุนั้นเราจึงปรารถนาการเกิดอย่างไม่สิ้นสุด คนที่ประสบปัญหาชีวิตรุ่นแรงถึงอยากฆ่าตัวตาย ก็อยากจะหนีต่อปัญหา และเกิดใหม่เพื่อรีเซตปัญหาที่รุงรังในภพนี้ (อันนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ) ตรงกันข้าม คนที่สุขสบายไม่ค่อยประสบปัญหาชีวิตรุนแรง ก็อยากเกิดใหม่ให้ได้อัตภาพเดิมตอนจบชีวิตลงตามอายุขัย สรุปแบบย่อ ๆ เราปรารถนาการเกิดนั้น เพราะเหตุของความไม่รู้ พอคำตอบเป็นความไม่รู้ ก็เกิดคำถามอื่น ๆ ตามมาเป็นขบวนรถไฟ ซึ่งอธิบายต่อยาวเหยียดเป็นหนังสือได้หลายเล่ม

ความไม่รู้ในศาสนาพุทธเรียก อวิชชา เป็น ๑ ใน สังโยชน์ ๑๐ ประการ (กิเลสเครื่องร้อยรัด) มันเหมือนมีแม่น้ำน้อยใหญ่ ๑๐ สายที่เราต้องทำให้มันแห้ง อวิชชาจึงเปรียบเสมือนแหล่งกำเนิดของแม่น้ำใหญ่ และเป็นต้นตอของแม่น้ำทั้งหลาย หากเราสามารถกำจัดจัดอวิชชาได้ ก็เท่ากับกำจัดต้นตอของกิเลสทั้งปวงได้ รวมทั้งการเกิดทั้งหลายในภพด้วย

คราวนี้ถ้าเราไม่เชื่อในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ตัวอวิชชา และ กรรมทั้งหลายจะยังมีผลไหม แล้วเราไม่เชื่อเรื่องเกิด เราก็ไม่ต้องเกิดอีกจริงไหม เราไม่เชื่อในผลของกรรม เราก็ไม่ต้องรับกรรมจริงไหม เรื่องนี้คล้าย ๆ กับเรามีความกลัวบางอย่าง เช่น สัตว์ร้าย หรือ ทูตผี แล้วมีคนบอกว่า ลองหลับตาสิ เดี๋ยวสิ่งเหล่านี้ก็จะหายไปเอง นั่นเป็นอาการหลอกตัวเอง

กฎแห่งกรรม มันคล้าย กับกฎธรรมดา ๆ บนโลกที่เราอาศัยอยู่ เช่น วัตถุตกลงพื้นโดยแรงโน้มถ่วง ทำให้เราไม่ลอยออกไปนอกอวกาศ เราอาจจะปฏิเสธการรับรู้ใด ๆ ก็ได้ หรือ หาความรู้มาอธิบายได้ร้อยแปด แต่เราก็ยังต้องตกอยู่ในกฎนี้เสมอ ๆ




 

Create Date : 02 มีนาคม 2563    
Last Update : 2 มีนาคม 2563 14:51:30 น.
Counter : 247 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

๔๘๗ - นามรูปัง ฯ

หลายปีก่อน (๑๐ +) ที่เริ่มศึกษาธรรมะ ได้มีโอกาสไปงานศพของญาติเพื่อน ในระหว่างที่บรรดาญาติ ๆ เขากำลังทอดผ้าสำหรับบังสุกุล ก็จะคนที่คอยเกริ่นนำ มีบทหนึ่งให้ท่องตาม

“นามรูปัง อนิจจัง นามรูปัง ทุกขัง นามรูปัง อนัตตา” ว่าโดยความหมายก็คือ นาม รูป (ขันธ์ ๕) ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตนสำหรับความยึดถือ แยกคำออกมาจะเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นสามัญลักษณะที่สัตว์ทั้งหลาย (หมายถึงสิ่งที่วนเวียน ตาย เกิด ในวัฏสงสาร) ตกอยู่ภายใต้กฎแห่งไตรลักษณ์นี้ ถ้าเราศึกษาธรรมะมาพอสมควร เราก็จะเข้าใจได้ไม่ยาก และมองเห็นสภาพธรรมะที่ปรากฏอยู่ข้างหน้า แต่คนทั่วไปก็อาจจะเข้าใจว่าเป็นบทที่ต้องพูดตามพิธีกรรม หรือ บทส่งวิญญาณอะไรไปทำนองนั้น ที่บทธรรมบทเดียวนี้มันแทบจะย่นย่อธรรมะของพระพุทธเจ้าได้จากพระไตรปิฎกหลาย ๆ เล่มเลยทีเดียว เพราะสุดท้ายปลายทางก็การปล่อยวางจากนามรูปที่เรายึดถือนั่นเอง

ก่อนหน้านี้ก็ได้รับหนังสือจากกัลยาณมิตรท่านหนึ่ง ที่ไม่ได้รู้จักกันใด ๆ แต่เป็นเพื่อนของเพื่อนข้าพเจ้า เขารู้ว่าเราสนใจศาสนา ก็เลยเอา CD และหนังสือ ๗ เดือนบรรลุธรรม (ของคุณดังตฤณ) กับ คู่มือมนุษย์ ของพระพุทธทาสภิกขุ ซึ่งได้อ่านจนจบ และยอมรับว่าเป็นหนังสือสรุปหลักธรรมทางพุทธศาสนาได้อย่างเข้าใจง่าย โดยเฉพาะกฎแห่งไตรลักษณ์นี้ แต่ตอนนั้นอ่านจบใหม่ ๆ มาก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ จนสัปดาห์เดียวกันมางานเผาศพญาติเพื่อนที่อธิบายข้างต้น ก็เลยเข้าใจ บทสรุปของมัน “นามรูปัง อนิจจัง นามรูปัง ทุกขัง นามรูปัง อนัตตา” ตามที่ว่ามา

เวลาที่อยู่คนเดียว ก็ชอบที่จะพิจารณาตรองดูเสมอ พิจารณาถึงความไม่เที่ยงของสรรพสิ่งรอบ ๆ ตัว ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย มันเกิดได้ทุก ๆ ขณะ แม้แต่อารมณ์ ความคิดเราก็มีเกิดขึ้น มีการสืบดำรงอยู่ และดับจางหายไป จากนั้นก็เกิดอารมณ์ ใหม่รองรับ วนเวียนไปอย่างนี้ ไม่สิ้นสุด เมื่อเราตั้งใจพิจารณา ส่วนใหญ่จะมองเห็นความเกิดขึ้นของอารมณ์ แต่อารมณ์ดับไปตอนไหน ก็จับไม่ค่อยทัน ทำให้คนทั่ว ๆ ไป ที่ไม่ได้ฝึกปฏิบัติ รู้ไม่เท่าทัน กลายเป็นความยึดว่าเราเป็นของเรา ยึดขันธ์ ๕ ว่าเป็นเราเป็นของเราไป เมื่อถึงเวลาความพรากจากไปของสิ่งนั้น เราก็ย่อมมีความโศก เพราะความยึดนั้น

โดยแท้แล้วธรรมชาติทั้งหลายรอบ ๆ ตัว มีเกิดขึ้นเพราะมีเหตุและปัจจัย เสื่อมสลายไปก็เพราะเหตุและปัจจัย การตั้งตนอยู่เป็นรูปร่างที่เรายึดถือนั้น ก็เกิดจากธาตุทั้งหลายมาประชุมกัน เกิดเป็นตัวตน เป็นคน สัตว์ สิ่งของ ต่าง ๆ ความยึดถือโดยมาก ภาษาโลกเรียกความรัก ความหวง ในสิ่ง ๆ หนึ่ง มากไปหรือน้อยไปก็เกิดโทษเสมอ ความเกลียด ความผลักไส ความไม่อยากได้ อยากเป็น นั้น เป็นสิ่งตรงข้ามกันกับความรัก ความปรารถนา แต่หากเราลองพิจารณาให้ดี มันก็เป็นสิ่งเดียวกัน นั่นเพราะความที่เรายึดถือในสิ่ง ๆ หนึ่ง เมื่อไม่ถูกใจเราก็เกลียดชัง เมื่อถูกใจเราก็เกิดความรัก ความชอบ อย่างนั้น

นามรูปัง จึงเป็นตัวแทนของสิ่ง ๆ หนึ่งที่เรายึดมาตั่งแต่เกิด ไปจวบจนวันตาย หากไม่ได้บรรลุธรรมขั้นใดขั้นหนึ่ง เราก็จะตกเป็นทาสของขันธ์ ๕ ตลอดสังสารวัฏอันยาวนานแสนนานทีเดียว




 

Create Date : 24 กุมภาพันธ์ 2563    
Last Update : 24 กุมภาพันธ์ 2563 22:36:04 น.
Counter : 131 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

๔๘๖ - บุคคลย่อมเศร้าโศกเพราะของรัก

[๒๖] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กล่าว
คาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า
คนมีบุตรย่อมยินดีเพราะบุตรทั้งหลาย คนมีโค ย่อมยินดี
เพราะโคทั้งหลายเหมือนกันฉะนั้น เพราะอุปธิเป็นความดีของ
คน บุคคลใดไม่มีอุปธิ บุคคลนั้นไม่มียินดีเลย ฯ
[๒๗] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
บุคคลมีบุตร ย่อมเศร้าโศกเพราะบุตรทั้งหลาย บุคคลมีโค
ย่อมเศร้าโศกเพราะโคทั้งหลายเหมือนกันฉะนั้น เพราะอุปธิ
เป็นความเศร้าโศกของคน บุคคลใดไม่มีอุปธิ บุคคลนั้น
ไม่เศร้าโศกเลย ฯ

จากนันทิสูตรที่ ๒


พุทธพจน์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ ยังวนเวียนอยู่ในหัวมานานหลายปี ธรรมดาคนเรามักยินดีในสิ่งที่ตนได้มา หรือ ปรารถนาแล้วได้สิ่ง ๆ นั้น เมื่อสิ่งนั้นจากไป ก็มีความเศร้าโศก เสียใจเป็นธรรมดา วิธีทำลายความโศกทั้งหลายคือความไม่มี ไม่ติดในความยินดีและยินร้ายทั้งหลาย คงต้องตัดสังโยชน์เบื้องสูงได้ จึงจะเข้าถึงธรรมเหล่านั้น ธรรมดาปุถุชนผู้ข้องอยู่ ก็ไม่อาจจะเข้าถึงธรรมในข้อนั้นได้เลย แม้จะเข้าใจในข้ออรรถ แต่การได้เข้าถึงสภาวะนั้นเป็นของยากยิ่ง ธรรมนี้จึงเป็นของบัณฑิต เป็นของผู้รู้ เป็นผู้ใคร่ครวญเสมอ ๆ

กลับมาย้อนดูตัวเองบ้าง เราอาจจะไม่มีบุตร ไม่มีโค แต่ก็มีสิ่งอื่นที่เทียบเคียงกันได้ หลายต่อหลายครั้งลองจินตนาการว่า สิ่งของที่เรารักต้องเสียหาย หรือ ถูกพรากจากไป หรือ คนที่เรารักจากไป เราจะรู้สึกอย่างไร คำตอบมันก็คือรู้สึกเสียใจ บางทีแค่คิด น้ำตามันก็ไหล นั่งเศร้าใจเป็นชั่วโมง ๆ ทั้งที่เหตุการณ์เหล่านั้นยังไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ จริง ๆ เราอ่อนไหวเกินไปไหม คำตอบก็ต้องว่าใช่ เหตุเพราะความไม่รู้ ความกลัว ทำให้เราเสียใจ เสียน้ำตามามายนัก

พระศาสดามักจะเปรียบเทียบเสมอว่าน้ำตาที่เราร้องไห้ให้กับโลกนี้ หากไม่เหือดแห้งหายไป ก็จะมีปริมาณมากมายกว่าน้ำในมหาสมุทร แต่ถึงเป็นแบบนี้ เราก็ยังไม่อาจจะอดกลั้นความเศร้าโศกไปได้

ธรรมชาติมักจะมีวิธีเยียวยาให้เราเสมอ สิ่งนั้น คือ เวลา เวลาจะค่อย ๆ บรรเทาความเศร้าโศกในครั้งนี้ พร้อมกันนั้น เวลาก็จะนำพาความเศร้าโศกครั้งใหม่มาให้เราเสมอ ๆ มันก็วนเวียนเป็นวัฏจักรอย่างไม่มีสิ้นสุด เหมือนคบเพลิงที่ลุกโพรงด้วยไฟ ติดไฟได้สักระยะหนึ่ง และกำลังใกล้มอดดับ ก็มีคบเพลิงอีกอันมาต่อไฟอีก เป็นอย่างนี้เรื่อย ๆ

เช่นกันวันนี้ เราเสียน้ำให้กับคนที่เรารัก วันหนึ่งคนที่รักเรา เขาก็จะเสียน้ำตาให้กับเรา สืบต่อกับเป็นทอด ๆ เหมือนดั่งคบเพลิงที่อุปมาไว้ข้างต้น




 

Create Date : 20 กุมภาพันธ์ 2563    
Last Update : 20 กุมภาพันธ์ 2563 21:08:04 น.
Counter : 101 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

๔๘๕ สิ่งดูดกลืนความสุข


เป็นเวลาอันยาวนานแสนนานที่ห่างจากการปรับปรุงเพิ่มเนื้อหาของ blog จริง ๆ ก็เกือบจะเลิกเขียนแล้ว สาเหตุก็มีหลายอย่าง อย่างหนึ่งเลยก็คือสมาธิ และเวลา แล้วก็อีกอย่างเริ่มรู้สึกว่าเขียนไปมากเท่าไหร่ รูปแบบการเขียนก็ยังคงวนเวียนอยู่กับที่ พูดง่ายก็คือหมดการพัฒนาทางการสื่อสารภาษาเขียน อีกอย่างคือตั้งแต่ออกจากงานประจำเมื่อห้าปีก่อน ก็ต้องทำงานหนักมาก ๆ ๆ ๆ ขึ้น เวลาที่ออกไปตามวัดวาก็น้อยลงอย่างน่าใจหาย

แต่ก็ไม่ได้ลืมธรรมะ ยังคงฟังธรรมบ้าง ปฏิบัติน้อยลงมาก เรียกถูกกิเลสเข้าครอบงำจนหมดสภาพทีเดียว แต่ก็พออ้างได้บ้างว่ายังอยู่ในสายธรรมเหมือนเดิม เพราะก็ยังนึกถึงพระพุทธเจ้าเสมอ อีกไม่กี่วันข้างหน้าก็จะเดินทางไปอินเดีย เป็นครั้งที่ ๔ ในรอบ สอง ปี ซึ่งก็ถือว่าเยอะสำหรับคนทั่ว ๆ ไป

ในใจอยากจะเขียนเรื่องราวของอินเดียเหลือเกิน แต่มันยังไม่มีเวลาลงตัว อยากจะจบ Blog ให้ถึง ๕๐๐ บท แล้วค่อยใส่บทเสริม อินเดียเข้าไปก็น่าจะดี แต่คงไม่ค่อยมีใครเข้ามาอ่าน ซึ่งก็เข้าใจดี เพราะข้อมูลทุกวันนี้มีเยอะมาก ๆ มีหลายต่อหลายคนก็เขียนรีวิวไว้อย่างดีแล้วก็เลยไม่รีบ แต่ขอบอกเลยว่าทำแน่นอน เพราะอินเดียมีเรื่องราวน่าสนใจมากมาย

โพสหัวเรื่องไว้ แต่สิ่งที่เกริ่นออกจะหลุดจากหัวเรื่องไปไกล เอาล่ะ กลับมาเข้าเรื่อง

ในหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา ลองถามตัวเองเสมอ ๆ ว่าความสุขของเราอยู่ในระดับไหน คำตอบกับรู้สึกลดลงกว่าสมัยก่อนมาก ๆ เรามีความสะดวกสบายทางการติดต่อสื่อสาร การหาข้อมูล อาหารการกิน แต่ทำไมความสุขมันดูหดลดน้อยลงล่ะ

ข้าพเจ้ามีหนังสือที่ซื้อดองไว้มากมาย แต่เกือบทุกเล่มไม่เคยได้หยิบมาอ่านอย่างจริงจัง จากแต่ก่อนเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาก ๆ เคยถามตัวเองหลายครั้งว่ามันเกิดอะไรขึ้น ความสุขที่เราเคยมีในครั้งก่อนมันกำลังถูกดูดกลืนหายไปหรือเปล่า หรือ ว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นไปตามยุคสมัย ตัวข้าพเจ้าเองก็เสพสิ่งออนไลน์บ่อยมาก ๆ มากจนคิดว่า

“นี่มันอะไรกัน สิ่ง ๆ นี้ทำไมมันดึงดูดเราได้มากมาย ” บางทีก็เกิดคำถามบ่อย ๆ ว่า เราได้อะไรจากมันกันแน่ หรือว่าเรากำลังสูญเสีย สิ่งที่เรียกว่าความสุขในครั้งเก่า ๆ ที่งดงามไป

นึกถึงตัวเองมีความสุขกับการอ่านหนังสือพุทธประวัติเล่มโตริมระเบียงสมัยเมื่อ ๑๐ ก่อน มันมีความสุขมาก ไม่มีไลน์มากเด้งกวน หรือ เฟสบุ๊ค และอื่น ๆ
นี่คงเป็นสิ่งดูดกลืนความสุขของข้าพเจ้า คนอื่นอาจจะมีความสุขกับการได้เสพสิ่งออนไลน์เหล่านั้น

แต่เราลองคิดกันดี ๆ แล้ว มันก็คงเป็นดาบสองคมอย่างสำนวนโบราณว่าไว้ สิ่งใดมีคุณอนันต์ สิ่งนั้นก็มีโทษมหันต์ สุดท้ายมันก็คงอยู่กับตัวเราว่าจะยอมให้มันดูดกลืนต่อไป หรือจะพยายามงัดแงะเอาความสุขเก่า ๆ ออกมากัน... (รีบสรุปตัดบทเลย +555 บอกแล้วทักษะทางการเขียนเริ่มพัฒนาลงเรื่อย ๆ )




 

Create Date : 19 กุมภาพันธ์ 2563    
Last Update : 19 กุมภาพันธ์ 2563 22:09:10 น.
Counter : 138 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

๔๘๔ ดินแดนของผู้ชดใช้ (ตอนที่ ๒ จบ)


ชายนักเดินทางสะดุ้งตื่นกลางดึก เพราะได้ยินเสียงคล้ายหมาป่าหอนมาแต่ไกล มันทำให้กลางคืนที่ควรจะเงียบสงัดเกิดความวังเวงอย่างบอกไม่ถูก เขาลุกขึ้นจากที่นอน แสงไฟหรี่ ๆ ภายในบ้าน กับแสงจันทร์ในคืนเดือนหงายทำให้มองออกไปข้างนอกได้ค่อนข้างชัดเจน

‘คุณลุง...? ‘ เขาตรึกนึกถึงคุณลุงคนนั้น ลองเดินไปในบ้านก็ไม่พบใคร แสดงว่าคุณลุงออกไปข้างนอกตั้งแต่ตอนค่ำแล้วยังไม่กลับมา
ชายนักเดินทางรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างจากชายแปลกหน้าคนนั้น และมันก็ทำให้เกิดความระแวงมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเสียงหมาหอนดังถี่มากขึ้น

โดยปกติเขาใช้ชีวิตกินนอนอยู่ในป่าเป็นเรื่องปกติ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกกังวลได้มากเท่านี้ เขามองผ่านออกไปนอกหน้าต่าง เนื่องจากหางตาได้สัมผัสกับต้นไม้ที่ไหวเอนผิดธรรมชาติ มันบิดตัวหลบราวกับมีสัตว์ยักษ์ใหญ่ คลื่นไหวผ่าน การเคลื่อนที่ของมันไปทิศทางรอบ ๆ บ้าน

“อมนุษย์ ...” เขาคิดไม่ผิดแน่ ๆ สิ่ง ๆ นั้นต้องเป็นอมนุษย์ เพียงแต่ตอนนี้เขายังมองไม่เห็นตัวตนของมัน สักพักก็บังเกิดเสียงโหยหวน ด้วยความเจ็บปวด ดังสะท้านไปทั่วป่า ราวกับสัตว์ตนนั้นต้องทุกข์ทรมานในแดนนรก เป็นอย่างนี้ไปสักพักหนึ่ง ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบสงบ พร้อมกับแสงรุ่งอรุณจากเช้าวันใหม่

ชายนักเดินทางลืมตาตื่นขึ้นมา แม้การนอนในค่ำคืนนั้นจะดูแสนสั้น
เสียงฝีเท้าของใครคนหนึ่งดังมาทางประตูหน้าบ้าน เดาไว้ก็คงไม่ผิดว่าต้องเป็นชายชราผู้นั้น ใบหน้าที่ดูยิ้มแย้มตัดกับสีหน้าที่ดูซีดเผือก บ่งบอกถึงความขัดกันอย่างสิ้นเชิง

“สวัสดียามเช้าครับ คุณลุง...” ชายนักเดินทางทักก่อน ทันทีที่ชายชราผู้นั้นเปิดประตูบ้านเข้ามา

“เป็นไงบ้าง พ่อหนุ่ม นอนหลับสบายไหม ...” ชายชราเอ่ยถาม

“สบายกว่านอนอยู่ในป่านะ เมื่อคืนคุณลุงไปไหนมาครับ...” ชายนักเดินทางถาม

“นี่พ่อหนุ่มไม่ได้ยินเสียงอะไรใช่ไหม...เมื่อคืน” ชายชราถามกลับ ทำให้ชายนักเดินทางลังเล ว่าจะตอบความจริงหรือบอกเป็นนัยดี

“ผมเห็นอมนุษย์ตนหนึ่ง คุณลุงรู้ใช่ไหม...” สายตาของชายนักเดินทางมองแบบเค้นหาคำตอบจากฝ่ายตรงข้าม

“ฮ่า ๆ ... ใช่ ๆ ลุงเอง...” เป็นคำตอบที่เปรยด้วยรอยยิ้มแห้ง ๆ หลังจากนั้นความเงียบของคู่สนทนาก็บังเกิดขึ้น ชายนักเดินทางเองไม่แน่ใจว่าจะถามคำถามอีกไหม เพราะเขาเองก็รู้โดยนัยอยู่แล้ว เนื่องจากการเดินทางที่ผ่านมาเขาได้เจอเรื่องราวประหลาด ๆ มากมาย

“พ่อหนุ่มมองไปนอกหน้าต่างนั่นสิ พระอาทิตย์กำลังขึ้นอยู่เหนือทิวเขา เช้าวันใหม่กำลังเริ่ม ชีวิตของลุงในแต่ละวันก็เช่นกัน กลางวันมีร่างกายเป็นมนุษย์ มีฤทธิ์สื่อสารกับเหล่าเทพได้ แต่กลางคืนต้องกลายร่างเป็นอสุรกายล่องหน ตาบอด เดินวนเวียนอยู่ในป่า น้ำลายที่กลืนกินเข้าไป กลายเป็นน้ำกรดที่กัดกินอวัยวะข้างใน ปวดแสบร้อนราวกับไฟนรกแผดเผากาย ชีวิตเป็นอย่างนี้นับร้อยนับพันปี แม้จะตายก็ตายไม่ได้ ลุงต้องใช้ชีวิตอย่างนี้จนกว่าจะหมดอายุขัย ซึ่งก็อีกยาวนานทีเดียว” ชายชราเล่าแบบย่อ นั่นก็พอที่จะทำให้ชายนักเดินทางเกิดเวทนาสงสาร

“เพราะกรรมใช่ไหม ลุง...” ชายนักเดินทางเปรยถามอย่างพอจะเข้าใจเรื่องราว

“นี่เป็นเพียงเศษกรรมของลุง กรรมหนักลุงชดใช้ไปแล้ว ” ชายชราตอบ
ชายนักเดินทางคิดว่า นี่ขนาดเศษกรรมยังมีผลร้ายแรงขนาดนี้ ไม่อยากจะถามเลยว่าลุงไปทำกรรมอะไรมา

“มีอะไรให้ผมช่วยได้ไหม...” ชายนักเดินทางถาม

“ไม่ต้องหรอกพ่อหนุ่ม ไม่มีอะไรช่วยลุงได้ตอนนี้ เพียงแต่อยากให้พ่อหนุ่มคิดไตร่ตรองการกระทำและผลของกรรมให้ดี ๆ ไม่อยากตกอยู่ในสภาพเดียวกับลุงนะ หากการเดินทางสำเร็จแค่คิดถึงลุงบ้างก็พอ ความทุกข์ในตอนกลางคืนคงจะพอบรรเทาลงได้บ้าง...” ชายนักเดินทางพยักหน้ารับ

ชายนักเดินทางถอนหายใจ รู้ปรงกับสภาพของคุณลุง และหวังว่าแกจะพ้นไปจากสภาพทุกข์นี้โดยไว

ทุกการเดินทาง ทุกชีวิต มีกรรมเป็นที่รองรับ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย สัตว์ทั้งหลายทำกรรมสิ่งใดไว้ ไม่ว่าชั่วหรือดี ก็จะได้รับผลของการกระทำเหล่านั้นในช่วงกาลเวลาหนึ่ง ๆ เหมือนดั่งบุรุษผู้โปรยผงฝุ่นขึ้นบนเหนือศีรษะ ไม่ช้าผงฝุ่นก็ตกลงมาเข้าตาบ้าง หล่นลงบนศีรษะบุรุษผู้นั้นบ้าง หรือ บุรุษผู้โปรยดอกไม้หอมขึ้นในอากาศ กลิ่นหอมจากดอกไม้นั้น ก็ตกลงสู่จมูกของบุรุษผู้นั้น กรรมหรือการกระทำจึงเปรียบเหมือนกฎสมดุลทางธรรมชาติ ซึ่งมีผลต่อที่ผู้ที่ยังข้องในวัฏสงสารนั้น ๆ




 

Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2563    
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2563 22:27:13 น.
Counter : 89 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  

BlogGang Popular Award#16


 
อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.