ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 

๔๘๓ - ดินแดนของผู้ชดใช้ (ตอนที่ ๑)




ดูเหมือนว่าเส้นทางของชายนักเดินทางยังคงอยู่อีกไกลแสนไกล เขาเองก็ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าตัวเองได้เดินทางมาถึงไหนแล้ว และอีกไกลแค่ไหนที่จะถึงจุดหมายปลายทางคือ ดินแดนนิพพาน อย่างที่ตั้งใจไว้

การเดินทางที่ไม่มีทางรู้ได้ว่าจะถึงจุดหมายเมื่อไหร่ หรือเดินทางมาถึงไหนแล้ว และจะต้องเจออุปสรรคอะไรอีกบ้าง สิ่งเหล่านี้หากเกิดขึ้นกับคนทั่วไป คนเหล่านั้นย่อมเกิดการท้อแท้และคิดที่จะยกเลิกการเดินทางไปแล้ว ยิ่งระหว่างทางได้พบกับสิ่งล่อหลอกให้จิตใจเกิดความไขว้เขว หรือถูกข่มขู่หมายเอาชีวิต สำหรับคนที่มีศรัทธา ปัญญา ความเพียร เท่านั้นถึงจะผ่านเรื่องราวเหล่านี้ไปได้

การเกิดในวัฏฏะสงสารบ่อย ก็เป็นดั่งเช่นนักเดินทางที่ต้องเผชิญ เขาย่อมพบทุกข์สุขจากภพนั้น ๆ หากไม่สัญญาเดิมที่แน่วแน่ก็สามารถลืมการเดินทางได้โดยง่าย

ชายนักเดินทางเดินมาไกลมาก ๆ จากเมืองของพระราชาที่หมายเอาชีวิตของเขา เดินสลับวิ่ง รอนแรมห่างมาเป็นระยะเวลาเกือบ ๑ เดือน ซึ่งคาดว่าภัยอันตรายต่าง ๆ จากมนุษย์หรืออมนุษย์จะยุติลงบ้าง เขาทอดกายลงข้างลำธารเล็ก ๆ เอามือที่เหลือข้างเดียวกวักน้ำล้างหน้า เงาที่สะท้อนในน้ำ ทำให้เห็นใบหน้าที่เสื่อมโทรม ผมรุงรัง มีสีขาวแทรกมา แสดงถึงอายุที่ผ่านกาลเวลามานานพอสมควร

เขาตรึกนึกเกี่ยวกับร่างกายของตัวเองสักระยะหนึ่ง แล้วก็สลัดความคิดเสียดายในรูปนั้นทิ้งไปเสียแล้ว เขาเดินทางมาไกลขนาดนี้ ร่างกายก็จะเสื่อมโทรมอยู่เป็นธรรมดา

ภายใต้ร่มไม้อันร่มรื่น ข้างลำธาร ก็เป็นสถานที่อันรื่นรมย์ น่าพักกายลงนอนพักผ่อน เขาจึงเอนกายลงข้างต้นไม้ และหลับตาลงอย่างช้า ๆ

“เป็นอย่างไรบ้าง พ่อหนุ่ม ...” เสียงชายชราดังมากระทบโสต ทำให้ชายนักเดินทางสะดุ้งตื่นขึ้น

“ลุง ๆ เป็นใคร ? มาจากไหน... ” ชายนักเดินทางตะโกนถามทั้งที่ยังไม่ได้กวาดสายต่อพิจารณาคู่สนทนาอย่างละเอียด

“ฮ่า ๆ ลุงสิ ต้องถามพ่อหนุ่ม..” เสียงชายคนนั้นตอบกลับ
จากประสบการเดินทางของชายนักเดินทางทำให้เขาไม่สามารถเชื่อต่อสิ่งที่เห็นได้ หรือแม้แต่คนที่สนทนาด้วยจะเป็นมนุษย์

“ลุงเป็นคนจริง ๆ ใช่ไหม…” ชายนักเดินทางถามย้ำ

“ใช่ สิ ลุงเป็นมนุษย์ อยู่ในสถานที่แห่งนี้มานานแสนนานแล้ว มนุษย์ที่อยู่ในสถานที่แห่งนี้มีอายุยืนยาว ลุงอยู่มาหกหมื่นปีแล้ว แต่ก็ว่าจะอยู่ต่ออีกสีหมื่นปี...” ชายชราพูดอย่างมั่นใจ

ชายนักเดินทางลุกขึ้นและรีบถอยหลังชนกับต้นไม้ ด้วยการตกใจ เพราะหากคุณลุงนี้ไม่ได้พูดโกหก เขาจะต้องเป็นอมนุษย์เป็นแน่ เพราะไม่มีมนุษย์คนใดจะอายุยืนยาวขนาดนั้น

“ดูจากรูปร่างของพ่อหนุ่มคงเดินทางรอนแรมมาไกลใช่ไหม ?... หน้าตาดูทรุดโทรมเกินวัย เอาอย่างนี้ไหม มากินอาหารที่บ้านลุงก่อน แล้วไปอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า พักผ่อนสักระยะ แล้วค่อยเดินทางต่อไปก็ได้” ชายชรามอบข้อเสนอ

ชายนักเดินทางที่ไม่ค่อยเชื่อใครโดยง่าย ก็เกิดความลังเลเป็นธรรมดา ยิ่งคู่สนทนา อยู่ ๆ ก็ใจดีเสนออาหารและที่พักให้ แล้วเขารู้ได้อย่างไรว่าจะต้องเดินทางต่อ โดยที่เขาไม่ได้บอกอะไรเลย

“ผมเป็นนักเดินทาง กำลังจะเดินไปดินแดน...”

“นิพพาน ... ลุงรู้ดี พ่อหนุ่มกำลังจะเดินทางไปที่แห่งนั้น มีเทพบุตรตนหนึ่งมีแจ้งข่าวลุงไว้หลายวันที่ผ่านมา” ชายชรารีบตอบ

“เทพบุตร หรือ สมุนของมารตนนั้น...” ชายนักเดินทางพูดพร้อม ๆ กับชายชราพยักหน้ารับ ทำให้เขายิ่งหวาดระแวงมากขึ้น

“ไม่ต้องกลัวหรอก เทพบุตรหรือมารตนนั้น สำนึกผิดแล้ว ก็เลยมาแจ้งข่าวเพื่อให้ลุงมาช่วยดูแลพ่อหนุ่มเป็นการไถ่โทษ ขึ้นชื่อว่าเทพบุตรบนสวรรค์ แม้จะมีความดีและไม่ดีบ้าง อิจฉาบ้าง แต่ก็ไม่มีใครอยากจะทำร้ายผู้อื่นจนให้ตัวเองตกลงนรกอเวจี เพราะเหตุนั้นไม่คุ้มค่ากันโดยสิ้นเชิง ยกเว้นคนที่จองเวรกันอย่างหนักแน่น” ชายชราอธิบาย ชายนักเดินทางพยักหน้ารับ ด้วยเหตุที่เขาเริ่มเชื่อว่าชายชราผู้นี้ไม่ได้โกหก แถมยังอายุยืน และคุยกับเทพเทวดาได้ด้วย ชายชราผู้นี้คงมีอะไรที่ไม่ธรรมดาแน่ บางทีอาจจะตอบคำถามเรื่องจุดหมายปลายทางของเขาได้ ดังนั้นเขาคิดว่าจะรับข้อเสนอของชายชราครั้งนี้

“ทำไมลุงถึงอายุยืนยาวราวกับพวกเทวดาล่ะครับ” ชายนักเดินทางถาม

“มันเป็นกรรมอย่างหนึ่งนะพ่อหนุ่ม กรรมที่ลุงต้องชดใช้ ถ้าเป็นไปได้ลุงก็อยากมีชีวิตเช่นพ่อหนุ่ม” ชายชราตอบด้วยแววตาอันเศร้า ยิ่งทำให้ชายนักเดินทางยิ่งงงฉงน ขึ้นชื่อว่ากรรมหรือการกระทำ มีทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว ลุงท่านนี้คงทำกรรมดีไว้มากเลยมีอายุยืนยาวราวกับเทพเทวา แต่เขาสังเกตแววตาของคุณลุงแล้ว ความร่าเริงเมื่อกี้เริ่มหายไป และเปลี่ยนเป็นแววตาที่เศร้ามาแทน หรือว่าชายนักเดินทางจะถามคำถามผิดไปแทงใจดำเขา

ชายชราพาเขามาที่บ้านพักที่อยู่ไม่ไกลจากลำธารมากนัก ในบ้านมีอาหารและเสื้อผ้า ที่นอนที่แสนนุ่ม ซึ่งชายนักเดินทางไม่ได้สัมผัสมานานแสนนาน
พระอาทิตย์เริ่มจะตกดิน แสงสว่างของกลางวันเริ่มเลือนหายไป

“พ่อหนุ่ม พักนอนหลับในบ้านหลังนี้นะ คืนนี้ลุงมีธุระต้องไปข้างนอก ถ้าได้ยินแสงอะไรแปลก ๆ พ่อหนุ่มไม่ต้องออกไปนะ ดินแดนนี้ยังมีอะไรที่พ่อหนุ่มไม่รู้อีกมาก เดี๋ยวเอาไว้ลุงจะอธิบายให้ฟังภายหลัง...” ชายชราพูดอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะกำชับให้ชายนักเดินทางห้ามออกไปข้างนอกบ้านในตอนกลางคืนอีกถึง ๓ ครั้ง ก่อนจะเดินหายไปในป่า พร้อมกับความมืดมิด ทิ้งปมความสงสัยไว้กับชายนักเดินทางอย่างมากมาย

ติดตามต่อตอนที่ ๒




 

Create Date : 30 ธันวาคม 2561    
Last Update : 30 ธันวาคม 2561 21:16:15 น.
Counter : 69 Pageviews.  

๔๘๒ - สายพานแห่งเวลา

วันเวลาผ่านไปเกือบสองปี ที่ไม่ได้ทำการเขียนข้อมูลใหม่ ๆ ลง blog เลย มันดูเหมือนเวลาช่างนานแสนนานในมิติของ bloggang หากแต่มองจากมิติของกิจกรรมอื่น ๆ ที่ต้องทำนั้น เวลามันผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ข้าพเจ้ากลับหวนกลับมาคิดถึงเรื่องราวใน Blog หลังจากได้พักผ่อน 2-3 วัน ก่อนขึ้นปีใหม่ 2562 อยากจะเขียนเรื่องราวประสบการณ์ที่พบเจอมาในช่วง 2 ปี แต่เหมือนความกังวลในหน้าที่การงาน จะดูดกลืนความรู้สึกนั้นไปเสียแล้ว บางทีวันก็น่าเสียดายมาก อยากให้ความรู้สึกดี ๆ เหมือนเดิมกลับมา แต่มันก็เหมือนจะทำไม่ได้

เส้นทางธรรม ยังคงดำเนินต่อไป หากแต่ไม่เข้มข้นเหมือนเดิม แม้ว่าปี 2561 จะไปแสวงบุญที่อินเดียถึง 2 หน และวางแผนจะไปอีกในต้นปี 2562 แต่นั่นก็ยังไม่ได้เติมเต็มความรู้สึกที่มันขาดแคลนธรรมะ และการฟังธรรมะลดน้อยลงมาก ๆ โชคดีที่ยังระลึกถึงทุก ๆ วัน การปฏิบัติสมาธิก็หย่อนยานอย่างที่สุด ทุก ๆ วัน กามกิเลสเข้ามาครอบครองหัวใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แต่การปฏิบัติรักษาศีลยังคงเหมือนเดิม ฟังเพลงมากขึ้น แต่ก็เป็นเพลงเก่า ๆ ความเครียดจากการทำงานเพิ่มเป็นทวีคูณ จากที่ผันตัวเองมาเปิดบริษัทรับเหมางานเองที่ช่วง 4-5ปีที่ผ่านมา นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้เวลาสำหรับธรรมะลดน้อยลง แต่ก็อาจจะเป็นข้ออ้างก็ได้ กิเลสมันก็สามารถอ้างหรือแก้ตัวได้สารพัดอย่าง

เรื่องราวการไปแสวงบุญที่อินเดีย ได้จดบันทึก ถ่ายรูป วีดีโอ ไว้มากมาย แต่ก็ยังไม่ได้มีเวลาเรียบเรียงข้อมูลลง Blog แต่คิดว่าจะนำเสนอในเวบพันทิปมากกว่า ก็รอติดตาม คิดว่าภายในปี 2562 ก็น่าจะทำข้อมูลได้สำเร็จ

ข้าพเจ้ามักจะบ่นตัดท้อเรื่องราวของเวลาเสมอ เวลาเป็นสิ่งสมมติบ้าง เวลาเป็นฆาตกรบ้าง เวลาเป็นตัวละลายและสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ บ้าง และอื่น ๆ อีกมากมาย

สมมติว่าเวลาเป็นสายพานเลื่อน ที่มันเลื่อนไปข้างหน้าอย่างคงที่ เราต้องการถึงจุดหมายเร็วขึ้นก็เพียงวิ่งไปข้างหน้า แต่เราจะเหนื่อยและใช้พลังงานมาก เราไม่อยากถึงจุดหมายก็วิ่งไปตรงข้ามสายพาน แต่อย่างไรมันก็จะพาเราไปยังจุดหมายที่เราอาจจะไม่ต้องการเสมอ เราเร่งรัดสายพานให้มันช้าหรือเร็วได้ ไม่ว่าเราจะเคลื่อนที่เร็วหรือช้า สายพานที่เรายืนอยู่ก็จะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่เสมอ เหมือนกับความเร็วแสงในทฤษฏีฟิสิกส์ที่จะคงที่เสมอ ไม่ว่าเราจะเคลื่อนที่เข้าหาแหล่งกำเนิดแสง หรือ วิ่งออกห่าง

สายพานแห่งชีวิต มันชัดนำเราเคลื่อนที่ไปเรื่อย ๆ ซึ่งวันหนึ่งมันก็จะสิ้นสุด แล้วเราก็ต้องกระโดดขึ้นยังสายพานเส้นใหม่ นั่นหมายถึงวาระสุดท้ายของชีวิต และการเกิดในภพใหม่แบบทันที เป็นการนับหนึ่งของฐานเวลาใหม่ และเป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ นี่เป็นวัฏฏะสงสารในมิติของเวลา หากเราได้พิจารณาอย่างรอบคอบ ก็สามารถเชื่อมโยงหาเหตุ เพื่อนำไปสู่ผล นำธรรมะของพระพุทธเจ้ามาใช้อธิบาย และประยุกต์ใช้จนเกิดความเข้าใจ ในกลไกของวัฏฏะที่หลอกลวงให้สัตว์ทั้งหลายติดข้องอยู่เป็นอันมาก




 

Create Date : 29 ธันวาคม 2561    
Last Update : 29 ธันวาคม 2561 21:19:54 น.
Counter : 36 Pageviews.  

๔๘๑ - เวลากับสิ่งเปลี่ยนแปลง



หลายต่อหลายครั้งที่เรารู้สึกเสียดายความรู้สึกดี ๆ ในวันเก่า ๆ ซึ่งเวลานั้นกลืนกิน จนไม่เหลือร่องรอยของสิ่งที่เป็นรูปธรรม เหลือเพียงความทรงจำที่เป็นนามธรรมให้เราหวนนึกถึงอยู่ และความทรงจำนี้ก็ไม่เที่ยงมันก็ค่อย ๆ เลือนหายไปตามสังขารร่างกาย

เวลาอาจเป็นเพชฌฆาตที่ดูดกลืนทุกอย่างเหมือนหลุมดำ แต่เวลาก็สร้างสรรค์สิ่งดีงามกับสิ่งเลวร้ายให้กับตัวเราเอง ก่อนที่สิ่งเหล่านั้นจะถูกทำลายลงและสร้างใหม่ วนไปเวียนมาอย่างไม่มีจบสิ้น

สำหรับข้าพเจ้า บางทีก็ทำตัวเองให้อยู่นิ่ง ๆ ปล่อยกาลเวลาให้เดินผ่านตัวเราไปช้า ๆ แม้ว่าการทำตัวเองให้หยุดนิ่ง จะเป็นเพียงการหลอกตัวเอง ใช้จินตนาการในความคิดอันดิ่งลงสุด สักระยะหนึ่ง เมื่อรู้สึกตัว เราก็ยังอยู่บนเส้นของกาลเวลา เวลาไม่ได้หยุดตามความคิดเรา เหมือนเช่นเรือที่กำลังแล่นไปในทะเลกว้างใหญ่ ต่อให้เราหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหวอยู่บนเรือ เรือก็ยังคงเคลื่อนที่ไปตามทางของมัน และพาเราเดินไปตามเส้นแห่งกาลเวลานั้น

วันหนึ่งหากสังขารคือร่างกายเราแตกดับลง กาลเวลานั้นจะยังคงอยู่หรือ...?

เวลาในฐานสมมติหนึ่งจะยังคงเดินทางของมัน ตัวเราเองก็อาจจะล่วงเข้าไปสู่อีกฐานสมมติหนึ่งที่มีเวลา และองค์ประกอบอื่นที่แตกต่างกันไป

สมมติมีเชือกเส้นใหญ่เส้นหนึ่ง ถูกทำให้สั่นด้วยความถี่ค่าหนึ่งตลอดเวลา ตัวเราเป็นอนุภาคที่เกาะเกี่ยว เดินอยู่บนเชือกเส้นนั้น และสั่นด้วยความถี่ที่ใกล้เคียงกัน เราจึงเกาะอยู่บนเส้นเชือกนั้นได้ วันหนึ่งเราไม่สามารถรักษาความถี่ภายในตัวเราเองได้ อนุภาคที่ประกอบเป็นตัวเราสั่นรุนแรงมากขึ้น หรือ อาจจะสั่นช้าลง เราก็จะหลุดจากเส้นเชือกเส้นนั้น แล้วก็ถูกดึงดูดโดยเส้นเชือกเส้นใหม่ที่มีความถี่ใกล้เคียงกับตัวเรา

ในที่นี้ เส้นเชือกนั้นเปรียบกับภพ(แดนเกิดของสรรพสัตว์) ถูกสั่นด้วยความถี่ หมายถึง ทุก ๆ อย่างมันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ภายใต้ฐานเวลาสมมติค่าหนึ่ง อนุภาค คือ องค์ประกอบที่กำเนิดเป็นตัวเรา ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นเรา มีตัวตน การสั่นของอนุภาคที่เปลี่ยนไป เป็นการโยกย้ายภพภูมิ หมายถึงการตาย การเกิดใหม่

ตราบใดที่เรายังเกาะเกี่ยวกับอนุภาค(สังขาร) ที่มีความสั่นด้วยความถี่หนึ่ง ๆ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราก็ไม่อาจจะหลุดพ้นไปจากเส้นเชือก ที่มีกระแสแห่งกาลเวลาไหลเวียนเป็นอนันต์ไปได้



thank you image from //www.erichernandezministries.com/wp-content/uploads/2015/04/darktime.jpg




 

Create Date : 24 มกราคม 2560    
Last Update : 24 มกราคม 2560 1:25:24 น.
Counter : 825 Pageviews.  


อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.