ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 

๑๙๐-ชักกะเย่อ



สภาวะจิตของนักปฏิบัตินั้น ไม่ต่างอะไรกับการเล่นชักกะเย่อกับกิเลส บางครั้งมันก็ดึงเราจะหัวทิ่มหัวตำ บางเราก็สามารถฉุดยื้อดึงมันได้สำเร็จ ด้วยอำนาจของสติเป็นหลักใหญ่ ส่วนปัญญาคือตัวรู้ หมายถึงรู้วิธีการที่จะทำอย่างไร ที่เราจะสามารถดึงเอาชนะกิเลสตัณหานี้ได้

แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใคร ๆ ก็นึกได้แล้วก็สามารถทำได้ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเริ่มด้วยการฝึกฝน ใช้ความเพียรเป็นหลัก หากเรายังไม่มีสติ ปัญญา กล้าแข็งเพียงพอ อย่างน้อยเรามีความเพียรไม่ลดละความพยายาม เรก็ต้องชนะในเกมชักกะเย่อสักวันหนึ่งอย่างแน่นอน

เพราะการปฎิบัติธรรมตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การนั่งหลับตามทำสมาธิ แต่อยู่ที่การวางใจ การแก้ไขปัญหาทางจิต โดยการอาศัยสิ่งที่เข้ามากระทบทาง หู ตา จมูก ลิ้น กาย ซึ่งเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันต่างหาก นั่นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากเราฝึกปฏิบัติมาอย่างดี เรียนรู้กายใจของตนเองได้ การมีชีวิตกับโลกวันนี้ก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ เช่นเดียวกับนักบวชที่ห่มผ้าขาว หรือ ผ้าเหลือง อย่างนี้เรียกว่า การบวชใจ คือการรู้จักยับยั้งใจไม่ให้หลงไปตามกิเลส หรือ สิ่งมากระทบ อันที่จะเป็นไปในการสร้างภพสร้างชาติต่อเนื่องไปอีก

พระพุทธเจ้าให้ความหมายของภิกษุ คือ “ผู้เห็นภัยในสังสารวัฎ” ดังนั้นไม่ว่าใครก็ตามที่เห็นโทษเห็นพิษภัยจากการเวียนว่ายตายเกิด ผู้นั้นเรียกว่า ภิกษุทั้งสิ้น ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะแต่งกายด้วยชุดสีอะไร เสื้อผ้าจะเก่าขาดหรือรกรุงรังมากแค่ไหนก็ตามที

ข้าพเจ้าไม่สามารถระลึกชาติได้ แต่ก็รู้ได้ตามคำสอนของพระพุทธองค์ ช่วงนี้มีข่าวกระแสเรื่องการระลึกชาติอยู่พอสมควร ไม่ว่าเรื่องราวที่มีคนนำมาเล่านั้นจะจริง เท็จอย่างไร สิ่งนั้นคงไม่เกี่ยวหรือมีส่วนกระทบต่อความเชื่อของข้าพเจ้า เพราะหากมีการพิสูจน์ภายหลังว่าเรื่องราวนั้นเป็นเรื่องแต่งขึ้นมา ก็ไม่ได้ทำให้ข้าพเจ้าหมดสิ้นศรัทธา ไปจากพระพุทธเจ้าและหลักคำสอนไปได้

เพราะเรื่องราวการระลึกชาตินั้น เปรียบได้แค่เพียงเปลือกของต้นไม้ก็เท่านั้น วันหนึ่งก็ต้องหลุดร่อนออกไปอยู่ดี เอาไปใช้ประโยชน์ได้เพียงชั่วคราว เพราะหัวใจสำคัญของพุทธศาสนาคือ หยุดวงจรการเวียนว่ายตายเกิด น่าเสียดายที่คนที่ระลึกชาติได้ ก็ยังคงมีแววตาอันเป็นไป ในความลังเลสงสัยอยู่อีก และเชื่อบางคนก็ยังปรารถนาการเกิดอยู่นั่นเอง

ข้าพเจ้าเองก็รู้สึกว่าน่าเสียดายอยู่ เพราะเขาเองได้มีโอกาสได้โอกาสสัมผัส สิ่งที่พุทธศาสนากล่าวสอนไว้โดยตรง น่าจะใช้ประสบการณ์ของตนนี้ ให้เป็นไปเพื่อสวรรค์ เพื่อนิพพานตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้นะครับ



ขอบคุณรูปภาพจาก //medya.todayszaman.com




 

Create Date : 02 ตุลาคม 2552    
Last Update : 2 ตุลาคม 2552 8:32:55 น.
Counter : 423 Pageviews.  

๑๘๙-หักดิบ




นานมาแล้วทีเดียว ที่ข้าพเจ้าสามารถหนีห่างไกลจากเหล้าสุราได้ มันเหมือนกับชีวิตที่ไม่เคยคาดฝันมาก่อนว่าจะสามารถเเลิกได้ เพราะอาการของการเสพสิ่งเสพติดชนิดนี้ มันดูอาการว่าจะไม่สามารถเลิกได้ง่าย ๆ เลย บางคนบอกว่า

“กินเหล้าแล้วยังไง ก็ไม่เคยได้ทำให้ใครเดือดร้อน...(นี่หว่า) จะมาห้ามกันทำไม” ความจริงแล้วจะคิดอย่างนี้มันก็ใช่อยู่
ถึงแม้ว่าเราจะไม่ทำให้ใครเดือดร้อน แต่อย่างน้อยคนที่เดือดร้อนนั้นก็คือตัวเราเองแน่นอน ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง

อดีตนั้นข้าพเจ้าเองก็ดื่มเหล้าอย่างหนักเช่นกัน จึงสามารถเข้าใจบรรดานักเลงสุราเป็นอย่างดี ว่าเขาคิดกันอย่างไร เพราะการทำงานในสายงานทางวิศวกรรมนั้น ยากที่จะพ้นไปจากการเลี้ยงดื่มฉลองได้อย่างเด็ดขาด

แต่หลังจากเข้ามาอยู่ในสายแห่งการปฏิบัติธรรม ก็สามารถเลิกเหล้าได้อย่างน่าอัศจรรย์...

ทุกวันนี้จึงระวังตัวอย่างที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเราไม่ต้องการผิดศีลอีกต่อไป แต่ก็ไม่ได้เคร่งครัดจนเกินน่าผิดสังเกต บางครั้งก็ต้องหาวิธีเหลียกเลี่ยงเอา หากไม่ได้ก็ต้องใช้วิธีอธิษฐานจิต ก็คือบอกในใจว่า

“เรากินเหล้าแก้วนี้ หาใช่เพื่อความมัวเมา หรือ ความติดยึดในรสชาดไม่ หากแต่ด้วยความจำเป็นจริง ๆ ขอสุราในแก้วนี้จงเป็นน้ำแก้ว ธรรมดา ๆ เถิด” ก็มีเพียงประมาณนี้

แล้วก็ดื่มไปครับ แต่ดื่มเพียงแก้วเดียวน่ะ คือ แก้วนั้นแก้วไม่ต้องเติมอะไรลงไปอีก เรียกเอาว่าแก้วเดียวอยู่ได้ทั้งคืน(๕๕๕) ส่วนผลที่ได้เหรอครับ ก็เพราะผมไม่ใช่พระอรหันต์จี้กง รสชาดยังไงก็ยังเป็นรสสุราที่เราคุ้นเคยอยู่ดี จากนั้นก็แกล้งเล่นละครคออ่อนไปตามปัจจัย โชคดีอยู่อย่างคือว่าข้าพเจ้าได้ย้ายที่ทำงานแล้ว ดัังนั้นจึงเป็นผลดีที่ไม่มีใครทราบ ถึงการมีชีวิตเป็นนักดื่มของข้าพเจ้าในอดีต


ในทางพุทธศาสนาเราถือเจตนาเป็นเรื่องสำคัญ หากการกระทำใดกระทำโดยเจตนา และลุล่วงสมดั่งความปรารถนา การกระทำนั้นก็จะส่งผลมาก ไม่ว่าจะเป็นการกระทำในทางบุญหรือทางบาปก็ตาม ทุกอย่างจะเริ่มต้นจากเจตนาทั้งสิ้น

วันนี้เอาเรื่องหักดิบกับชีวิตในอดีตมาเล่าย้อนให้ฟังครับ เหตุก็เพราะเพิ่งไปเลี้ยงฉลองปิดงานที่เชียงใหม่มา ทำให้นึกถึงเรื่องราวในอดีต ก็เลยเขียนมาเล่าไว้เป็นบันทึกธรรม เพราะไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้ อาจจะกำลังมีคนเดินทางอยู่ในสายทางแห่งธรรม และเคยจมปักอยู่ในเหล้าสุรา อย่างที่ข้าพเจ้าเคยเดินผ่านมาแล้ว...ก็เป็นไปได้



ขอบคุณภาพจาก//www.klongdigital.com มาก ๆ ครับ




 

Create Date : 30 กันยายน 2552    
Last Update : 30 กันยายน 2552 7:49:25 น.
Counter : 777 Pageviews.  

๑๘๘-ติดกับอดีต



วันหยุดเสาร์-อาทิตย์นี้ ได้มีโอกาสนั่งทำงานอยู่ในห้องครับ ไม่ได้ออกไปไหนไกล อย่างมากก็ร้านอาหาร และวัดใกล้ ๆที่พัก
ข่าว ละคร และรายการโทรทัศน์เริ่มมีอาการน่าเบื่อมากขึ้นเรื่อย ๆ ความจริงข้าพเจ้าก็เบื่อมานานพอสมควร มีแต่อิจฉาริษยา ตบตี แก่งแย่งกัน ทุกวันนี้ก็เริ่มแยกแยะไม่ออกว่าอะไรคือ ชีวิตจริงหรือละครกันแน่

ดังนั้นก็เลยหันมาเปิดช่องเพลงในอดีตครับ ก็ย้อนไม่ไกลมาก สักสิบ หรือ สิบห้าปีที่แล้ว ดูแล้วก็ให้ความรู้สึกนึกถึงอดีตขึ้นมา ซึ่งหลาย ๆ ท่านก็อาจจะมีความรู้สึกเช่นเดียวกับข้าพเจ้า

บางเพลงก็อยู่ในช่วงที่เรากำลังเรียนมหาวิทยาลัย บางเพลงก็อยู่ในช่วงที่เรียนมัธยม เป็นต้น จากนั้นก็ทำให้นึกย้อนกลับมาดูความคิดของตัวเองเสมอ

ข้าพเจ้ารู้สึกว่าตัวเองนั้นเดินทางมาไกลมาก ไกลมาจากอดีตที่ไม่อาจหวนคืนมา ไกลจากความเป็นเด็ก ไกลจากความเป็นนักศึกษา ไกลจากความฝันที่เคยวาดไว้ตอนเรียนจบ ไกลจากหลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่าง

การได้มาเป็นและมีชีวิตอยู่ ณ ปัจจุบันตอนนี้ แทบไม่เคยคาดหวังมาก่อน นั่นคือการได้ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมของพระพุทธเจ้า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่วิเศษและชัดเจนที่สุด ถึงแม้ตอนนี้ไม่ได้บวชก็ไม่เป็นไร เพราะถึงจะบวชหรือไม่บวชก็มีค่าเสมอกัน

และการมีชีวิตที่รอบล้อมไปด้วยที่ยั่วยวน ล่อตาล่อใจมากมายในชีวิตประจำวัน เป็นสิ่งที่ทดสอบจิตใจมากกว่าการมีชีวิตในป่าในเขาอยู่มาก บางครั้งก็เผลอบ้างไปตามเหตุตามปัจจัย แต่ไม่นานอำนาจของสติ ก็เรียกตัวเรียกใจกลับมาได้ และอยู่ในที่ที่มันควรจะอยู่

ก็คิดอยู่เสมอว่าขนาดเราฝึกฝนเกือบทุกวัน ยังเผลอยังหลงได้มากมายขนาดนี้ แล้วจะเอาอะไรกลับคนทั่วไปที่เขาไม่ได้ฝึกอบรม จะย่ำแย่ขนาดไหน...

หลัง ๆ มานี้แค่ข้าพเจ้าเดินผ่านผู้คนก็รู้สึกได้ถึงแรงอำนาจของกิเลส มองเห็นอำนาจของความหลงในสงสาร มองเห็นอำนาจความหลงติดกับความเป็นไปของโลกธรรม การไม่รู้ทุกข์ และหลงในสุขที่เป็นสิ่งเจือปนในกาม ฯ (ก่อนจะรู้สึกแบบนี้ได้ ต้องรู้กิเลสภายในตัวเราก่อนเสมอ แล้วจึงค่อยน้อมไปข้างนอกครับ)

เมื่อข้าพเจ้าถอยห่างจากความสุขแบบที่โลกเขาสรรหากัน ข้าพเจ้าจึงกลายเป็นคนจืดชื่นในสายคนรอบข้างไปทันที...



ขอบคุณ ภาพจาก
//www.thaipoetsociety.com




 

Create Date : 21 กันยายน 2552    
Last Update : 21 กันยายน 2552 7:56:52 น.
Counter : 198 Pageviews.  

๑๘๗-เรื่องของผีเสื้อ 2 ชนิด



ท่านผู้อ่านเคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวของผีเสื้อ 2 ชนิดบ้างไหมครับ อืม...
คงไม่เคยได้ยินมาก่อนอยู่แล้ว เพราะข้าพเจ้าก็ยังไม่เคยเล่าให้ใครฟังมาก่อนเลย(+๕๕๕ แล้วจะถามทำไมเนี่ย...?)

เรื่องเล่ามีอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่ง ณ ดินแดนอันเขียวชอุ่มไปด้วยพืชนานาพันธุ์ สมัยนั้นยังไม่มีมนุษย์คนใดถือกำเนิดขึ้นบนโลกใบนี้ และ ณ ชายป่าอันเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของบรรดาสัตว์ทั้งหลายนั่นเอง มีทุ่งดอกไม้ขนาดใหญ่กำลังพร้อมใจกันเบ่งบาน ออกดอกผลแข่งขันกันอย่างน่าดูชม บรรดาสัตว์ปีกขนาดเล็ก ที่เป็นต้นตระกูลของผึ้งในปัจจุบัน ต่างก็ตรอมดม ดูดกินน้ำหวานของดอกไม้อย่างสบายใจ

ในทุ่งดอกไม้นี้เองมีผีเสื้ออาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก (ผีเสื้อสมัยนั้นมีรูปร่างค่อนข้างใหญ่) ผีเสื้อส่วนใหญ่จะมีปีก และรูปร่างที่สวยงามสะดุดตาต่อใครก็ตามที่พบเห็น โดยเฉพาะสัตว์จำพวกผีเสื้อด้วยกันเอง หน้าที่ของผีเสื้อเหล่านี้ คือ สร้างความสมดุลให้กับทุ่งดอกไม้ เพื่อให้วงจรชีวิตในธรรมชาติได้เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ไม่เสื่อมสลาย สูญพันธุ์เร็วเกินไป

การผสมเกสรดอกไม้ และขยายพันธุ์ไม้ ให้กว้างขวางออกไป เพื่อเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ที่อยู่ในป่า จึงหน้าที่สำคัญซึ่งถูกปลูกฝังมาโดยสัญชาติญาณนับรุ่นต่อรุ่น สืบทอดกันมานับหลายร้อยปี ด้วยเหตุนั้นดอกไม้ในทุ่งนี้ จึงได้เบ่งบานสวยงามมาโดยตลอดทุกปี

สิ่งที่เป็นผลตอบแทนจากการทำงานครั้งนี้ คือ รูปร่าง ความงามของร่างกาย ปีก และกลิ่น(โฮโมน)ที่เย้ายวนเพศตรงข้าม ทำให้น่าปรารถนาในการหาคู่มากขึ้น

จนกระทั่งมาถึงวันหนึ่ง เมื่อผีเสื้อส่วนใหญ่ต่างก็พยายามจับคู่ ชื่นชมความงามซึ่งกันและกัน ตำหนิรูปร่างของคนที่ด้อยกว่า กีดกันแบ่งพรรคพวกเฉพาะที่มีรูปร่างสวยงามอย่างเดียวกัน ไม่ยอมทำหน้าที่อย่างที่เคย ทำมาในครั้งอดีต ดอกไม้ในทุ่งจึงค่อย ๆ เฉาลงไปเรื่อย ๆ

แต่แล้วก็มีผีเสื้อฝูงเล็ก ๆ ฝูงหนึ่งที่ยังคงทำตามหน้าที่เดิม พยายามผสมเกสรดอกไม้ให้ทุ่งกลับมางดงามเช่นเดิม เมื่อผีเสื้อทั้งสองกลุ่มพบกันก็ได้สนทนากันขึ้น

“สวัสดีครับ...พวกท่านทำไมขยันผสมเกสรกันจัง!...ไม่เหนื่อยบ้างเหรอ” ผีเสื้อตัวที่หนึ่งถามขึ้น

“เหนื่อยก็เหนื่อยอยู่...แต่เป็นหน้าที่...ก็ต้องทำ” ผีเสื้อตัวที่สองตอบ

“ทำไมพวกท่าน ไม่รู้จักเอาเวลาหาความสุขใส่ตัวกันบ้างน่ะ ตัวอย่างข้าสิ ข้ามีครอบครัว ข้ามีลูก มีภรรยาที่แสนสวย มีเครื่องอำนวยความสะดวกทุกอย่าง ไม่เชื่อเจ้าลองมาเที่ยวที่บ้านข้าก็ได้ ” ผีเสื้อตัวที่หนึ่งชวน

“โอ...ไม่ล่ะ พวกผมไม่ต้องการสิ่งนั้นหรอก ผมต้องการเพียงให้ทุ่งดอกไม้ เบ่งบานสวยงามเช่นเดิม” ผีเสื้อตัวที่สองปฏิเสธ

“ท่านจะทำงานหนักไปเพื่ออะไรกัน เราหาความสุขไป ทำงานไปก็ได้นี่...” ผีเสื้อตัวที่หนึ่งพูด

“นั่นแหละคือปัญหา แต่ก่อนผีเสื้ออย่างพวกเรา ก็มีโอกาสได้พักผ่อนบ้าง เพราะทุกคนต่างช่วยกันทำงาน งานจึงเสร็จเร็ว แต่เดี๋ยวนี้ทุกคนต่าง เห็นแก่ตัวหาความสุขแต่เฉพาะ แบ่งปันเขตแดนกัน ไม่ช่วยกันทำงานเหมือนในอดีต พวกข้ากลุ่มเล็ก ๆ จึงไม่มีเวลาพักผ่อนเลย” ผีเสื้อตัวที่สองอธิบาย

“ก็น่าเห็นใจนะท่าน แต่ข้าก็คงไปช่วยท่านไม่ได้เต็มแรงนักหรอก เพราะข้ายังปรารถนา ความสุขที่ได้จากชีวิตคู่อยู่ แล้วภาระของข้าก็มากด้วย แค่งานผสมเกสรอย่างที่ท่านทำ ไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงครอบครัวข้าได้อีกต่อไป นี่..ข้า...กำลังจะออกไป โชว์ตัวที่ชายป่าด้านโน้นสักหน่อย พวกสัตว์ที่ไม่เคยเคยเห็นความสวยงามของปีกพวกเรา เขาให้ค่าตอบแทนที่ดีมากเลยน่ะ เอาล่ะ...แล้วพบกันใหม่... ” ผีเสื้อตัวที่หนึ่งกล่าวลา




 

Create Date : 18 กันยายน 2552    
Last Update : 8 ธันวาคม 2552 18:05:49 น.
Counter : 446 Pageviews.  

๑๘๖-เม็ดทรายบนฝ่ามือ




ธรรมดาชีวิตของสัตว์ที่ยังวนเวียนว่ายตายเกิดนี้ก็มากอยู่ ท่านทั้งหลายโปรดพึงพิจารณาเถิด ยามที่ท่านไปเที่ยวชาดหาด ชายทะเล ในที่ที่มีเม็ดทรายเต็มชายหาด จนมองไปสุดสายตา

จำนวนเม็ดทรายที่ท่านมองเห็นอยู่นี้ก็ยังมีจำนวนน้อยกว่า สัตว์ที่ยังวนเวียนว่ายตายเกิดในไตรภพนี้เสียอีก

ท่านทั้งหลายจงพิจารณาดูอีกครั้งเถิด เอามือเล็ก ๆ ของท่านนี้กอบทรายเข้ามาในอุ้งมือ แล้วแบขึ้นมาดูเถิด

จำนวนเม็ดทรายที่ท่านเห็นในอุ้งมือนี้มีประมาณได้ เท่ากับจำนวนมนุษย์ที่ได้มีโอกาสเกิดขึ้นมา อาศัยอยู่บนโลกในเวลานี้...

จากนั้นให้ท่านลองปล่อยเม็ดทรายในมือช้า ๆ แต่ยังคงกำมือหลวม ๆ เอาไว้ จำนวนเม็ดทรายที่อยู่ในมือเวลานี้ คือ ปริมาณของคนที่มีโอกาสเกิดมาพบพุทธศาสนา...

จากนั้นให้ท่านคว่ำมือลง ทิ้งทรายที่อยู่ในกำมือจนหมด และหงายมือขึ้นเพื่อดูเม็ดทรายที่หลงเหลือ ติดอยู่กับมือ

จำนวนเม็ดทรายที่ติดอยู่ในมือนี้เอง เทียบได้กับมนุษย์ผู้ที่เกิดมามีสัมมาทิฏฐิโดยสมบูรณ์แบบ

จากนั้นให้ท่านลองสลัดมือไปสัก สาม ครั้ง จำนวนเม็ดทรายที่ติดอยู่ในมือเวลานี้เอง คือ จำนวนพระอริยบุคคล ผู้มีดวงตาเห็นธรรมและดำรงขันธ์อยู่ในปัจจุบัน

สิ่งที่ข้าพเจ้าอธิบายมานี้ แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำให้เห็นเป็นรูปธรรม ดังเช่นวิทยาศาสตร์เขาทำกัน ซึ่งอาจจะคิดกันไปได้ว่า เป็นการเพ้อเจ้อ เหลวไหล ไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่ถึงอย่างไรเสีย ตามความเชื่อของข้าพเจ้าแล้ว มันไม่ได้ไกลเกินความเป็นจริงนักหรอก

เราเกิดมาโชคดีขนาดไหนแล้ว ที่ได้มีโอกาสพบกับพระพุทธศาสนา อยู่บนแนวทางอันถูกอันควร ที่ครูบาอาจารย์ท่านอบรม ต่อ ๆ กันมาตั่งแต่ครั้งสมัยพุทธกาล

ท่านอาจจะเป็นเม็ดทรายที่เกาะอยู่ในกำมือ เป็นผู้ที่ปฏิบัติเพื่อถึงธรรมในขั้นสุดท้าย คือ พระนิพพาน หรือ จะยอมปล่อยตัวปล่อยใจให้ตกลงปะปนอยู่กับเม็ดทราย เม็ดอื่น ๆ รอวันเวลาที่ถูกคลื่น ลมซัดไปมา ร่อนเร่ วนเวียนอยู่ในมหาสมุทรแห่งการเวียนว่ายตายเกิดนี้...ก็สุดกำลังของแต่ละคนแล้วกันครับ






 

Create Date : 16 กันยายน 2552    
Last Update : 16 กันยายน 2552 8:07:50 น.
Counter : 941 Pageviews.  

1  2  

BlogGang Popular Award#13


 
อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.