ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 

๑๓๐-เรื่องของมารและบารมี(ของเรา ๆ ท่าน ๆ)




“เอาน่ะ…ไม่เป็นไรหรอก ทำไปเถอะ” เสียงครูบาวัดป่าแห่งหนึ่ง พูดลองใจข้าพเจ้า ขณะที่กำลังสนทนาในเรื่องอกุศลกรรมจิต และการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสงสารแห่งนี้
“ครูบา…ครับ ผมว่าการไปเกี่ยวข้องกับผู้หญิง มันเป็นเรื่องร้ายแรงสำหรับผมนะครับ หากผมรักษาจิตไว้ไม่ได้…จบเลยนะครับ ครูบา สิ่งต่าง ๆ ที่สร้างสมมาแล้ว มันคงพังทลายลง ผมจะฝืนชะตาทนเวียนว่ายตายเกิดไปอีกกี่ภพกี่ชาติกันครับ หากเกิดในชาติหน้า แล้วอำนาจของสัญญาเก่าไม่มีความแรงเพียงพอ มีหวังผมต้องทำบาป ทำอกุศลเพิ่มมากขึ้นอีก นี่ใหญ่หลวงมากเลยนะครับ ครูบา”

“เห่อ ๆๆ …เออ เวลาครูบาอาจารย์สายพระป่าเขาสอบอารมณ์ ก็ไม่มีอะไรมากหรอก ส่วนใหญ่จะถามลองใจกันดูก่อน เห็นท่าโยมคงต้องคุยกันอีกยาว มาบวชอยู่ด้วยกันที่นี่เลยดีมั้ย” ครูบาหนุ่มวัยพรรษาเศษ ๆ พูดชักชวน แต่ข้าพเจ้าก็ยกเหตุผลร้อยแปดประการมาอ้างไปก่อน ทั้งที่ใจจริงก็อยากไปบวชเหมือนกัน

“ผลัดไปก่อนนะครับครูบา ผมยังมีธุระทางกรุงเทพฯ ต้องไปทำอีกนานหลายปี มองไปทางนั้นก็เห็นเมฆดำทมึนของเจ้ากรรมนายเวร พวกเขาตั้งหน้ารอรับผมอยู่ที่นั่นครับ ถ้าผ่านมาได้ ผมกับครูบาจะต้องได้พบกันอีกอย่างแน่นอนครับ” ข้าพเจ้าพูดอธิบาย โดยยังติดนิสัยพูด ‘ผม’แทนคำว่า ‘โยม’ อยู่เสมอ ๆ

หลวงปู่ท่านบอกว่ามันเป็นเวรเป็นกรรม ที่ข้าพเจ้าต้องเผชิญ ซึ่งก็รู้และคิดเอาไว้แล้วว่านั่นเป็นกรรมของตัวเราเอง
แม้จะรู้ชัดในคู่บารมีของข้าพเจ้าได้ปรากฏตัวขึ้นมาแล้ว มันเป็นความผูกพันที่ยากจะตัดใจอย่างไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ โชคดีที่เธอคนนั้นมีแฟนแล้ว และก็ยังรักกันมากเสียด้วย ข้าพเจ้าเองก็ปรารถนา และภาวนาให้เขาทั้งคู่ได้แต่งงานกันโดยเร็ววัน ยิ่งเร็วเท่าไหร่ ข้าพเจ้าก็คงจะสงบจิตสงบใจได้มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งมันจะเป็นผลดีต่อการปฏิบัติธรรมของข้าพเจ้าเองมากกว่า

ตลอดเวลาที่จิตพิจารณาถึงหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นอารมณ์ส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวัน แต่อารมณ์ที่แทรกเข้ามาตรงกลางเสมอนั่นคือภาพเธอคนนั้น คนที่ข้าพเจ้ามั่นใจว่าเป็นคู่บารมีที่เคยรักกันมาในอดีตชาติ แต่วันนี้เราไม่ได้อยู่ด้วยกัน คงเป็นเพราะกฎแห่งกรรมมากกว่าสิ่งอื่นใด แต่ทว่าข้าพเจ้ายิ่งพยายามหนีไปให้ไกลจากเธอมากเพียงใด ก็ยิ่งดูเหมือนเธอผู้นั้นกำลังเข้ามาใกล้ข้าพเจ้ามากขึ้นเท่านั้น ๆ

นี่วัฏฏะสงสารมันกำลังมาไม้ไหนกันแน่…?

ข้าพเจ้าเองก็ยังมองไม่เห็นบอกไม่ถูก หากแต่ได้เตรียมสติ ไว้คอยตั้งรับอยู่เสมอ นอกจากนั้นยังเสริมรากฐานแห่งสมาธิ ที่ค่อย ๆ ก้าวหน้ามากขึ้นทุกวัน ๆ แต่ทว่าเกมแห่งการเวียนว่ายตายเกิดนี้ยังต้องดูกันอีกยาวนาน

หรือนี่…จะเป็นกลลวงของสมุนเหล่าพญามาร

เพราะบรรดามารทั้งหลายนั้น ร้ายกาจยิ่งนัก พวกมันรู้จุดอ่อนของนักปฏิบัติเสมอ ๆ แม้แต่พระโพธิสัตว์ ที่กำลังแห่งสติและบารมียังไม่เพียงพอก็ยังอยู่ใต้อำนาจของสมุนพญามาร

ข้าพเจ้าไม่อาจจะเดาหรืออนุมาน หาเหตุหาผลมายืนยันความคิดความรู้สึกในครั้งนี้ได้ แต่เชื่อว่าอีกไม่นานนี้ สงครามระหว่างสมุนแห่งมารกับข้าพเจ้าจะต้องประทุขึ้นอย่างแน่นอน ถึงเวลานั้นก็จะมีแต่ผู้แพ้หรือผู้ชนะ จะไม่มีการยอมความต่อรองสงบศึกกันอีกต่อไป

คงจะมีแค่เพียงรูปกาย คือชีวิตในชาตินี้เท่านั้น ที่จะถูกวางไว้เป็นเดิมพัน…

*อธิบายคู่บารมีเพิ่มเติม
ในที่นี้หมายถึง ผู้ที่ตั้งความปรารถนาจะพบกัน ครองคู่กันทุกภพทุกชาติ และต้องการที่จะก้าวไปยังพระนิพพานด้วยกัน อย่างน้อย หากบารมีของใครคนใดคนหนึ่ง ถึงระดับที่สามารถเกิดความจำได้ ก็จะสามารถระลึกถึงอานัติสัญญาในอดีตชาติได้ ซึ่งมันจะคอยย้ำเตือนให้คิด ให้กระทำตามความปรารถนานั้น ๆ ระหว่างกันอยู่เสมอ ๆ ถ้าหากกำลังของการอธิษฐานมีมาก เชื่อได้เลยว่ายังไงก็หนีกันไม่พ้นอย่างแน่นอน

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางแก้ไข หากอีกฝ่ายหนึ่งมีบารมีที่เพียงพอจะก้าวขึ้นสู่ขั้นเป็นพระอริยบุคคล แต่อีกฝ่ายหนึ่งยังง่อนแง่นเต็มที คือเข็ญยังไงก็คงไม่ขึ้นเสียแล้วในชาตินี้ จึงมีอยู่สองทางให้เลือกปฏิบัติ

1)ยกอารมณ์ขึ้นสู่ขั้นวิปัสสนากรรมฐานเต็มกำลัง ตัด ละทิ้งความผูกพันในอดีตชาติและปัจจุบันชาตินั้นเสีย พิจารณาให้เห็นถึงกลมายา แห่งการเวียนว่ายตายเกิดในครั้งนี้
2)พยายามช่วยเหลือคู่บารมีของตน โดยตัดเอาอารมณ์พิจารณาทางวิปัสสนากรรมฐานเก็บใส่ตู้เซฟไว้ชั่วคราวก่อน และน้อมไปทางสมถภาวนาให้มาก ๆ และก็พยายามชักชวนคู่บารมีคนนั้น ทำบุญ ทำทาน รักษาศีล เจริญสมถภาวนาและวิปัสสนากรรมฐาน ตามลำดับขั้น แล้วเอาไปวัดดวงกันในชาติถัดไป

ในประเด็นข้อที่ ๑ หากคุณมีความสามารถ คิดว่าถ้าก้าวสู่ภูมิแห่งพระอริยบุคคลแล้ว สามารถที่จะสั่งสอนคู่บารมีของตนให้รู้ธรรมตามในชาตินี้ได้ ก็ให้ทำตามข้อ ๑
หากแต่อย่างไรเสีย คิดว่าคู่บารมีของตน คงยากที่จะเสี้ยมสอน อาจจะเป็นเพราะกิเลสตัณหาหรือกรรมเก่าในอดีตส่งผลอยู่ คุณปรารถนาที่จะช่วยคู่บารมีให้ข้ามพ้นไปด้วยกันในชาติถัดไป (ซึ่งยังไม่อีกกี่ภพกี่ชาติ)โปรดเลือกข้อ ๒ ครับ… (จบ)




 

Create Date : 27 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 27 กุมภาพันธ์ 2552 8:18:23 น.
Counter : 291 Pageviews.  

๑๒๙-ใช้ชีวิตในที่สูง



ธรรมชาติอาจจะสอนให้มนุษย์หรือสรรพสัตว์รู้จักเอาตัวรอด รู้จักการแข่งขันชิงดี เพื่อการดำรงและมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้

แต่ที่ไม่เข้าใจคือว่าธรรมชาติจริง ๆ นั้นมันเป็นต้นเหตุของแรงผลักดัน หรือสิ่งที่อยู่ภายใต้จิตใจของเหล่าสัตว์เองเป็นตัวผลักดัน เช่น การอยากเอาชีวิตรอด และอยากอยู่เหนือผู้อื่น

จนเราต้องทำลายล้างกันเพื่อให้ได้มาซึ่งเขตดิน อาหาร ที่อยู่อาศัย หรือ ทรัพย์สมบัติ นี่คงเป็นความเห็นผิดอย่างมาก เห็นว่าโลกนี้เที่ยงไม่เปลี่ยนแปลงตนเองและพวกเท่านั้นจะต้องครอบครองที่แห่งนี้ไปตลอดกาล ซึ่งประวัติศาสตร์ในอดีตมันก็เป็นตัวตอกย้ำให้เห็นแล้วว่า ไม่มีใครหรือสิ่งใดจะอยู่รุ่งเรืองไปตลอดกาล

ศาสนาพุทธเองก็เช่นเดียวกัน ก็มีวันเสื่อมสลายไปตามกฏแห่งความไม่เที่ยง ซึ่งก็สอดคล้องกับคำสอน อันเป็นหลักหัวใจสำคัญของศาสนา แม้พระพุทธเจ้าจะปรารถนาให้สัตว์ทั้งหลายได้พ้นทุกข์ แต่ทุกอย่างทุก ๆ มันได้มีข้อจำกัดของมันเป็นลักษณะเฉพาะตน โดยลักษณะเฉพาะตนนั่นก็คือทิฏฐิประจำตัวนั่นเอง ทุกคนเกิดมามีทิฏฐิอย่างแน่นอน แต่มีความหนาแน่นไม่เท่ากัน โดยใช้ตาชั่งที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ แน่นอนว่าศาสนาอื่นเขาก็มีทิฏฐิ มีตาชั่งที่เป็นของเขาเอง เพียงแต่ใครจะแม่นยำ ถูกต้อง และเที่ยงตรงมากกว่ากันเท่านั้น

จุดเด่นของศาสนาพุทธอยู่ตรงที่สามารถพิสูจน์ และทำให้เห็นในชาติเดียว และทุกคนที่เข้าถึงก็จะมีสภาวะที่เป็นอย่างเดียวกัน ไม่มีอย่างอื่น จึงไม่ต้องรอให้ตายจากโลกนี้ไปก่อน แล้วค่อยพูดว่า ‘เป็นอย่างนั้นจริง ๆ’

โดยในความหมายที่ต้องการจะสื่อสารนี้คือ สภาวะนิพพาน ซึ่งเป็นสภาวะสูงสุดที่พวกเราปรารถนา เราในที่นี้ขอเจาะจงว่าเป็นพวกทีี่มีสัมมาทิฏฐิ และได้ฟังธรรมจากสัตตบุรุษเท่านั้น ไม่ว่าจะเคยฟังมาแล้วในอดีตชาติ หรือในปัจจุบันชาติก็ตาม

กล่าวคือสัมมาทิฏฐินี้ เป็นการฟังธรรมแล้วเกิดศรัทธา เกิดปัญญา เชื่อตามคำสอน และพร้อมจะปฏิบัติตนเพื่อเข้าสู่กระแสแห่งนิพพาน ตามแนวทางแห่งมรรคแห่งผล อาจจะเดินโซเซ ไปตามกิเลสตัณหาบ้างก็ยังไม่ถือว่าออกนอกลู่นอกทางเท่าไหร่

ความเห็นผิด ที่สะสมมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน มันมีกำลังมากว่าความเห็นถูกในปัจจุบันชาตินั่นเอง ซึ่งแน่นอนจำนวนชาติ ที่ได้เิกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทวดาแล้วได้มีสัมมาทิฏฐิปฏิบัติถูกปฏิบัติชอบนั้น เป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง


เราได้เกิดมาแล้วในชาตินี้ เราเกิดมาเพื่อสร้างกุศลอันยิ่งใหญ่ แต่เวลาที่เขาให้กับเรานั้นน้อยสั้นยิ่งนัก เราจะ…
เอาเวลาอันน้อยสั้นนั้น หมดไปกับการเสพ การกิน การแสวงหาวัตถุ
เอาเวลาอันน้อยสั้นนั้น ไปเพิ่มพูลกิเลส ตัณหา สร้างชาติ สร้างภพ สร้างทุกข์ให้กับตัวเองกันทำไม




 

Create Date : 25 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 25 กุมภาพันธ์ 2552 8:24:18 น.
Counter : 205 Pageviews.  

๑๒๘-มนุษย์ไร้ปีก



เรื่องราวของการเดินทางของชายนักเดินทางมาถึงช่วง ๆ หนึ่ง เป็นช่วงที่เขาได้ผ่านได้พบอะไรมามากมายในชีวิต เขาดิ้นรนค้นหาความหมายของชีวิต และเรียนรู้กับมันไปเรื่อย ๆ สุดท้ายเขาเชื่อว่าเขาจะได้ถึงยังสถานที่ ที่เรียกว่านิพพาน

หลายครั้งที่เขาพบอุปสรรค ขวางกั้นจนแทบเอาชีวิตไม่รอด บางเหตุการณ์ทำให้เขาต้องสูญเสียอวัยวะ สูญเสียกำลังใจ แต่ด้วยแรงศรัทธาทำให้เขายืนหยัด และเดินทางมาจนถึงดินแดนแห่งนี้

บนท้องฟ้ามีสิ่งมีชีวิตมากมาย กำลังโบยบินกันอย่างมีความสุข สถานที่แห่งนี้เป็นที่ี่ที่ทุกคนมีปีก สามารถใช้โบยบินไปไหนมาหนได้อย่างอิสระ ไม่มีศรัตรู ไม่มีการปองร้าย
และที่สำคัญไม่มีใครปรารถนาที่จะเดินกัน เพราะทุกคนมีปีก การใช้ปีกบินพาตัวพาใจไปไหนเดินทางไปดูจะรวดเร็วทันใจกว่า

แต่ชายนักเดินทางไม่มีปีก เขาจะหาปีกได้จากที่ไหนกััน หรือว่าจะมีขาย
แต่ถึงจะมีขายเขาก็ไม่มีเงินซื้อ พอดีมนุษย์มีปีกได้บินเข้ามาใกล้ ๆ เขาชายนักเดินทางจึงร้องเรียกให้บุคคลผู้นั้นหยุดและลงมาสนทนาด้วยกับเขา

“คุณครับ ๆ ผมมีเรื่องอยากจะถาม” ชายนักเดินทางร้องตะโกนออกไป

“อ้าว สวัสดีครับ มนุษย์ไร้ปีก” ชายผู้นั้นพูด โดยที่เขายังสยายปีกโบยบินอยู่เหนือพื้น

“ผมเป็นนักเดินทางครับ บังเอิญผ่านมาทางนี้ และอยากจะรู้ว่าทำอย่างไรจึงจะมีปีกเช่นเดียวกับพวกคุณได้” ชายนักเดินทางถาม

“คุณอยากมีปีกเหรอ…คนที่นี่เขามีกันทุกคน ใครก็ตามที่หลงเข้ามายังสถานที่แห่งนี้ ปีกด้านหลังก็จะงอกออกมาโดยอัตโนมัติเลย แต่คุณแปลกประหลาดทีเดียวที่ปีกไม่งอกออกมา” ชายผู้มีปีกอธิบาย

“คุณพอจะลงมายืนสนทนากับผมก่อนได้ไหม ผมรู้สึกปวดคอที่ต้องเงยหน้าคุยกัน โดยที่คุณยังบินอยู่บนอากาศ” ชายนักเดินทางขอร้อง

“คงจะไม่ได้หรอก ผมลืมวิธีการยืน และเดินไปแล้ว” ชายผู้นั้นพูด

นี่มันอะไรกัน สถานที่แห่งนี้ช่างแปลกประหลาดนัก ผู้คนติดปีกกันจนลืมการเดิน การยืนไปเชียวเหรอ หรือว่าการติดปีก การโบยบินมันน่าประทับใจมากกว่าขนาดนั้น

“งั้นก็ไม่เป็นไรครับ แต่คุณพอจะแนะนำให้ผมมีปีกได้บ้างไหม” ชายนักเดินทางขอร้อง

“ผมก็อยากจะช่วยนะ เพราะมีปีกนี้สุขสบายเหรือเกิน เราอยากจะไปไหนทำอะไรก็สะดวกดี เชื่อไหมว่าขนาดตอนหลับ พวกผมยังนอนหลับกันในอากาศเลยทีเดียว การที่คุณอยากมีปีก คุณต้องมีความอยาก ถ้าไม่มีความอยาก ก็มีปีกไม่ได้” ชายผู้นั้นอธิบายเพิ่ม

“ผมกำลังอยากจะมีปีกครับ” ชายนักเดินทางพูด ไม่ช้าก็มีปีกเล็ก ๆ โพล่ ขึ้นมาจากกลางหลังของเขา

“นั่นไง ๆ ปีกงอกอกมาแล้ว แต่มันมีขนาดเล็กเกินไป คุณต้องมีความอยากมากกว่านี้อีก” ชายผู้นั้นแนะนำเพิ่ม

ชายนักเดินทางพยายามทำใจให้อยากบินอยากมีปีก แต่ปีกนั้นก็ไม่ได้งอก ขยายใหญ่ได้เลย ไม่ว่าเขาจะต้องการหรือทำใจอย่างไรก็ไ่ม่ประสบความสำเร็จ
เขานั่งกลุ้มใจอยู่เป็นอาทิตย์ ปีกของเขาก็ไม่ขยายใหญ่ แต่มันกลับหดสั้นลงกว่าเดิมอีก หรือว่าจะไม่เหมาะกับสถานที่แห่งนี้อีก

ภาพชายชราคนหนึ่งเดินเข้ามาหาชายนักเดินทาง ชายชราผู้นั้นไม่มีปีก เขาใช้เท้าก้าวเดินเช่นเดียวกันกับชายนักเดินทาง ชายนักเดินทางดีใจมากที่เห็นชายขราผู้นั้น เขารู้สึกเหมือนกับตัวเองได้พบเืพื่อนระหว่างทาง

“พ่อหนุ่มอยากมีปีกเหรอ” ชายชราถาม

“ใช่ครับ ผมอยากมีปีก อยากบินได้เหมือนกับคนในโลกนี้”

“แต่ธรรมชาติไม่ได้สร้างให้คนมีปีกนะ” ชายชราพูด ในระหว่างนั้นเอง ปีกอันสั้นของชายนักเดินทางก็หดหายไปทันที เขาได้นึกไตร่ตรองตามคำพูดของชายชรา

“ถูกของลุงครับ ผมเดินทางผ่านมาก็ไม่เคยเห็นใครมีปีกเลย”

“ใช่แล้ว อันว่าปีกหรือตัณหาของมนุษย์นั้นมันมีมากมายนัก มากจนพวกเขาลืมไปว่าพวกเขานั้นสามารถเดินได้ สามารถยืนได้ ทั้งที่เขาทำได้แต่พวกเขาไม่อยากทำ และไม่ได้ปรารถนาที่จะทำ เพราะเขาชอบใช้ปีกมากกว่า ดังนั้นปีกนั้นจึงติดแน่นอยู่บนหลังของพวกเขา ไม่มีวันที่จะสลัดลงไปได้ พ่อหนุ่มดูให้ดี ๆ นะ ถ้าหากพ่อหนุ่มบินได้พ่อหนุ่มก็จะต้องอยู่ภายในโลกนี้ตลอดไป โลกนี้มันไม่ได้พ้นไปจากไฟบรรลัยกัลป์หรอกนะ สักวันหนึ่งข้างหน้าที่นี่ต้องถูกทำลาย คนพวกนี้จะต้องมอดไหม้ สูญสลายตายไปทั้งนั้น แต่การที่จะหนีไปจากโลกนี้ได้ ต้องไม่ใช้ปีก เพราะฟากฟ้าเบื้องบนมันมีตาข่ายเหล็กปิดกั้นอยู่ ไม่มีใครที่มีปีกจะบินหนีออกไปได้ มีวิธีเดียวคือการใช้เท้าเดินไปเท่านั้น ” ชายชราอธิบาย

ชายนักเดินทางได้ยินแค่ไฟบรรลัยกัลป์ ก็ทำให้เขาสะท้อนและสะเทือนใจที่สุด เพราะที่ผ่านมามันได้ทำลายชีวิตของคนรัก และแขนซ้ายของเขาไป ทำให้เขารู้สึกกลัวไฟบรรลัยกัลป์มากเสียยิ่งกว่าสิ่งใด

“ขอบคุณลุงมากครับ ที่เตือนสติผม ต่อไปผมจะตั้งใจเดินทางครับ” ชายนักเดินทางพูด

“ดีมาก…แล้วพบกันใหม่” จากนั้นชายขราก็เดินหายไปในป่าเบื้องหน้า

จบ –

ปีกที่เปรียบเสมือนตัณหาเบื้องลึกของมนุษย์ มันได้งอกเงยและเติบโตอยู่บนหลังของพวกเรามานานแสนนาน นานจนพวกเราคิดว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต จนในที่สุด พวกเราก็ลืมการเดิน และการยืนไปหมดสิ้น

การมีปีกในสายตาพวกเรานั้น เป็นสิ่งดี เป็นสิ่งที่วิเศษ แต่ในสายตาของคนที่เคยผ่านการเดินทาง ผ่านชีวิต และประสบเคราะห์ภัยมาแล้ว เขารู้สึกกลัวต่อปีกหรือตัณหาของมนุษย์นี้อย่างมาก แต่คุณคงไม่สามารถที่จะจินตนาการ หรือสร้างความรู้สึกตามร่วมได้ ตราบใดที่คุณยังไม่ยอมสลัดตัณหา สลัดปีกที่อยู่บนหลังนั้นทิ้งไปเสียก่อน




 

Create Date : 23 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 23 กุมภาพันธ์ 2552 10:22:29 น.
Counter : 274 Pageviews.  

๑๒๗- ต่อสู้กับสิ่งรบกวน



เสียงดังจากรถยนต์ที่วิ่งกันตลอดทั้งคืน มันดังมาตลอด อยากจะย้ายที่พักออกไปไกล ๆ แต่ก็ติดขัดเรื่องค่าใช้จ่ายและการเดินทาง จึงทำให้ต้องทนอยู่ที่เดิม
แต่จะเรียกว่าทนก็คงจะไม่ถูกนัก ที่อยู่ปัจจุบันนี้ก็ดีมาก ๆ แต่เสียอย่างเดียวคืออยู่ใกล้กับถนน มีรถวิ่งไปมาตลอด
หลายครั้งที่เคยเดินไปตามคลองลาดพร้าวเพื่อหาที่อยู่ใหม่ ยิ่งออกไกลจากถนน เรารู้สึกสงบมากขึ้น ยิ่งเห็นต้นไม้ สวนผลไม้ก็ยิ่งสงบขึ้นอีก แต่ก็ยังไม่อยากย้ายที่พักในตอนนี้

เราจะรู้สึกสงบก็ต่อเมื่อหนีห่างจากความวุ่นวาย และเช่นเดียวกัน เราจะรู้ว่าทุกอย่างมันวุ่นวายเมื่อเราออกห่างจากความสงบ

เราจะรู้จักทุกข์ได้ก็เมื่อมันมาเยือนแล้วเท่านั้น เพราะเป็นธรรมดาของสัตว์ทั้งหลายที่ไม่มีใครวิ่งเข้าหาทุกข์กัน มีแต่คนต้องการหลีกหนีห่างออกไป

แต่การเดินหนีห่างออกไปตามความคิดของคนทั่วไป มันเป็นการหนีแบบไม่มีแผน สักวันเขาก็ต้องประสบทุกข์อยู่วัยยังค่ำ เหมือนกับถูบ้านด้วยผ้าที่สกปรก คนเราจะเข้าใจว่าได้ทำความสะอาดแล้ว ได้เช็ดพื้นแล้ว แต่เขาไม่ได้ดูว่ามันสะอาดจริง ๆ หรือ สกปรกมากขึ้นกันแน่

เมื่อทิ้งให้เวลาผ่านไปสักพักหนึ่งพื้นที่เราถูและคิดว่าสะอาดสะอ้านนั้น ก็จะปรารฏเป็นรอยคราบขึ้นมา นี่แหละเป็นวิธีการแ้ปัญหาแก้ทุกข์ของคนในสมัยปัจจุบัน เป็นการแก้ทุกข์โดยยกเอาทุกข์มาแก้ มันก็เป็นทุกข์เพิ่มขึ้นอีก

ดังนั้นข้าพเจ้าคิดว่าคงยังไม่หนีไปจากสิ่งรบกวนนี้ จะอยู่จะอดทน จะทำความเข้าใจกับมัน สิ่งรบกวนภายนอก เสียงมันก็แค่นั้น ทุกวันก็ยังทำสมาธิได้นานโดยที่มันเข้ามารู้สึก เข้ามามีบทบาทน้อยลง หรืออาจจะเป็นความเคยชินไปแล้วก็ได้




 

Create Date : 20 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 20 กุมภาพันธ์ 2552 19:15:34 น.
Counter : 216 Pageviews.  

๑๒๖-เมืองสวรรค์(อยู่ใกล้ ๆ นี่เอง)




มีคนส่วนมากพูดว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ ก็คงไม่เกินจริงนัก เพราะศาสนาให้ความสำคัญกับจิตใจมากกว่าสิ่งอื่นใด
แต่เรามาลองดูอีกแง่มุมหนึ่ง สวรรค์ไม่ได้อยู่แค่ในอก แต่อยู่รอบ ๆ ตัวเรานี่เอง ลองพิจารณาดู

คนจนที่ไม่บ้านเป็นของตัวเอง ไม่ต่างอะไรกับภุมมาเทวดา หรือ รุกขเทวดา ที่จะต้องให้ทางรัฐบาลจัดสรรบ้านเอื้ออาทรให้ หรือ พอมีเงินบ้างก็ซื้อ ก็ผ่อนจากธนาคารตามอัตภาพ ไม่ต่างอะไรกับเทวดาชั้น จตุมหาราชิกา*

สื่อสารมวลชน การขนส่งการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารข้อมูล รวดร็ว ยิ่งกว่าญาณ ทิพย์จักษุของเทวดาชั้นดาวดึงส์*

โลกมนุษย์เริ่มไม่มีกลางวันและกลางคืนเหมือนสรวงสวรรค์ของเทวดาชั้นยามา* คือพ้นจากแสงสุริยจันทร์ ไม่มีมืดไม่มีค่ำ เพราะเรามีสิ่งที่เรียกว่า ไฟ้ฟ้า หรือเครื่องปั่นไฟ ส่องสว่างให้กับอาคาร บ้านเมืองอยู่ทั้งกลางวันกลางคืน

คนที่มีความสุข สงบใจ จากการทำบุญ บริจาคชอบช่วยเหลือ บรรเทาสาธารณภัย และอยู่เป็นสุข เมื่อเห็นผู้อื่นได้ดี ก็ไม่ต่างอะไรกับสวรรค์ชั้นดุสิต*

เราปรารถนาเสียงเพลงที่นิ่มนวลถูกใจ ก็แค่โหลด ๆ ไม่กี่อึดใจ ก็จะได้เสพ ได้เพลิดเพลิน ปานประหนึ่งว่าอยู่สวรรค์ชั้น นิมมานรดี*

เราปรารถนาความสุขทางกามคุณสิ่งเหล่าใด ขอให้มีแค่กระดาษคือสิ่ง ที่เขาเรียกกันว่า เงิน ก็จะมีคนเสกสรรค์ให้ ประหนึ่งว่าเป็นเทพเทวดาชั้น ปรนิมมิตวสวัสตี*

ที่ยกมาเป็นเพียงเปรียบเทียบคุณสมบัติตามชั้นของสวรรค์ ตามชั้นนั้น ๆ โดยยกมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าจะให้บรรยายมากกว่านี้รับรองว่าเป็นเป็นมหากาพย์เรื่องยาวแน่ ๆ

*หมายเหตุ ศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมของสวรรค์แต่ละชั้นเอาเองครับ และลองพิจารณาดู จะรู้ว่าสวรรค์ไม่ได้อยู่สูงขึ้นไปบนฟ้า หรืออยู่แค่ในอกตามที่เราเข้าใจกัน




 

Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2552 17:49:01 น.
Counter : 4186 Pageviews.  

1  2  

BlogGang Popular Award#13


 
อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.