ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 

๓๔๐ - ศรัทธาเข้าเส้น




ในยุคที่มีความเจริญรุ่งเรื่องทางวัตถุเช่นในปัจจุบัน ค่านิยมทางตะวันตกไหลบ่าเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตและความคิดของคนตะวันออก ประเทศไทยของเราก็ได้รับอิทธิพลดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ วัฒนธรรมค่านิยมทางวัตถุ ดนตรี การแต่งกาย อาหาร ฯ ดูจะมีอิทธิพลก่อนใครเพื่อน เพราะเป็นสิ่งที่สามารถจับต้องได้ สัมผัสได้ และสามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานของเราได้จริง ๆ เราจึงติดกับดักและเสพสรรวัตถุที่สร้างมาตอบสนองกิเลสตัณหา อย่างไม่รู้จักพอ สิ่งนี้จึงเกิดเป็นกลไกลทางเศรษฐกิจให้ดำเนินต่อไป และเราก็สูบเอาทรัพยากรบนโลกที่มีอยู่อย่างจำกัดมาใช้อย่างเมามัน ยิ่งโลกทุกวันนี้สามารถติดต่อสื่อสารกันด้วยความรวดเร็ว ข่าวสารจากซีกโลกหนึ่งสามารถรับรู้จากอีกซีกโลกหนึ่งได้ด้วยเวลาเพียงเสี้ยววินาทีด้วยแล้ว วัฒนธรรมการเสพวัตถุ เทคโนโลยี ก็ยิ่งมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของเรา เช่น ทุกวันนี้หากใครไม่รู้จักสินค้าตระกูลแอปเปิ้ลก็นับว่าเชยตกยุคคุยกับชาวบ้านไม่รู้เรื่อง หรือบางคนเสพติดพวกนี้บ่อยมาก จนวัน ๆ คิดอย่างอื่นไม่ค่อยเป็นคุยและเล่นกับเทคโนโยลีเหล่านี้ จนดูเหมือนว่ามันกลายเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของเราไปแล้ว


แต่ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปมากเท่าไหร่ ความทุกข์ ความสุขก็ยังเป็นสิ่งที่มนุษย์ยังคงต้องเผชิญ ในอนาคตความทุกข์ยากมีแนวโน้มจะเข้าใกล้ชิดมนุษย์มากยิ่งขึ้น มนุษย์บางคนเริ่มหาทางออกในสิ่งที่ตัวเองผิดหวัง และไขว่คว้าหาสิ่งทดแทนจากความล้มเหลวบางอย่าง เมื่อถึงเวลานั้นคนเราจะเริ่มมองหาสิ่งที่เป็นนามธรรม หาสิ่งที่สามารถเป็นที่พึ่งทางจิตใจได้ มองหาและศรัทธาในบางสิ่งที่จะช่วยให้ตนเองรู้สึกปลอดภัย แม้บางคราวสิ่งเหล่านั้นจะดูเลื่อนลอยในบางที แต่เราพูดปลอบใจกันจนติดปากเสมอว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่...” อะไรประมาณนั้น

ความเชื่อและความศรัทธาในบางสิ่งมันมีพลังในการทำให้เราสามารถทำสิ่งที่ยากและสำเร็จได้โดยง่าย คนเราหากขาดศรัทธาแล้วก็เหมือนกับต้นไม้ที่ขาดน้ำหล่อเลี้ยง ไม่ช้าก็ต้องยืนต้นตาย ศรัทธานี้ไม่ใช่เพียงความศรัทธาในศาสนาเพียงอย่างเดียว หากแต่รวมไปถึงศรัทธาต่อตัวเราเองด้วย เราต้องมีความเชื่อมั่นและศรัทธาในตัวเราเองก่อน แล้วจึงจะสามารถลงมือทำงาน ทำหน้าที่ให้ลุล่วงได้ด้วยดี คนที่ขาดพลังศรัทธาในตัวเองก็สังเกตุได้ไม่ยาก เช่น พวกที่ทำงานไปวัน ๆ ทำงานตามคำสั่งคิดเองไม่ค่อยเป็น ทำตัวเป็นหุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมมา เป็นต้น

แล้วความงมงายล่ะ ถือเป็นศรัทธาอย่างหนึ่งหรือเปล่า...? เพราะมันเองก็มีรากเง้ามาจากจิตใจของเรา ไม่ต่างอะไรจากความเชื่อความศรัทธาเลย

หลายคนคงสามารถตอบคำถามได้ ความงมงายเป็นศรัทธาที่ขาดตัวปัญญา เป็นความจมดิ่งอยู่ในวังวนแห่งความยึดติด หาทางออกทางสว่างไม่ได้ เปรียบเหมือนคนที่หลงทางอยู่ในถ้ำเขาวงกต ไม่มีแสงสว่างนำทาง ดังนั้นรากฐานที่แท้ที่จะช่วยให้เรามีศรัทธาที่ถูกต้องแท้จริงก็คือ ปัญญา แต่ปัญญาเองก็มีความหมายโดยนัยที่กว้างมาก พูดออกมาลอยก็ไม่สามารถบอกและอธิบายได้ถูกว่าเป็นปัญญาแบบไหน เช่น

มีคนบอกว่า “เด็กคนนี้ เป็นคนที่มีปัญญามาก...” เราได้ยินอย่างนี้เราก็ต้องคิดว่าเด็กคนนี้ต้องเป็นคนเก่งแน่ ๆ ต้องสอบได้ที่หนึ่ง ได้เกรดจากการเรียนระดับเทพ เป็นต้น นั่นเป็นปัญญาในทางโลก ในทางวิชาแขนงอื่นอาจจะไม่ใช่ก็ได้

การใช้ปัญญาในทางที่ถูกคือ การใช้ปัญญาในการแสวงทางพ้นทุกข์ ใช้ปัญญาเป็นองค์ประกอบกับศรัทธาในทางที่ถูกต้อง เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อและไตร่ตรองก่อนเสมอ นี่เป็นการใช้ปัญญากับศรัทธาร่วมกันอย่างถูกต้อง

แต่สำหรับคนสมัยนี้ เป็นยุคของข่าวสารที่มีความรวดเร็ว เรามักจะเชื่อกับข่าวสารโดยที่ไม่ทันได้พิจารณาก่อน หากข่าวสารนั้นเป็นไปในทางปลุกปั่นปั้นน้ำเป็นตัว ก็จะเป็นสาเหตุให้สังคมเกิดความวุ่นวายได้ในที่สุด

คราวนี้มาลองดูความศรัทธาทางพุทธศาสนาบ้าง คนไทยมีศรัทธาต่อพุทธศาสนามาอย่างช้านาน เรียกนับตั่งแต่ก่อตั้งชาติมาเลยก็ว่าได้ พุทธศาสนาจึงเป็นแกนหลักสำคัญที่ทำให้ชาติบ้านเมืองของเรานี้มั่นคงอยู่ได้ พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงเป็นผู้อุปถัมป์ค้ำชูพุทธศาสนามาตั่งแต่ในอดีตจนถึงในปัจจุบัน เรามีประเพณีการบวช มีการประกอบพิธีสำคัญทางพุทธศาสนามากมาย เรียกได้ว่าพื้นฐานของชาวไทยเรามีศรัทธาทางพุทธศาสนาเป็นสำคัญ

ดังนั้นศรัทธาของพวกเราชาวไทยนั้นจึงเป็นศรัทธาใหญ่ เป็นเส้นเลือดใหญ่ เป็นดั่งเส้นเอ็นที่ยึดความเป็นชาติไทยไว้ด้วยกัน ในปัจจุบันและอนาคตเราจึงควรเสริมสร้างศรัทธาในศาสนาและคุณงามความดีให้เข้มแข็งมากขึ้น ต่อสู้กับวิถีโลกตะวันตกที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงความคิดและการใช้ชีวิตของเรา ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นความโลภ ความอยากได้อยากมีของเรา ทำให้ประเทศของเราวุ่นวายมากขึ้น และขออย่าให้สิ่งเหล่านั้นต้องกัดกลืนความเป็นพุทธศาสนาและความเป็นไทยให้เหือดหายไปเลย...นะครับ

ขอขอบคุณรูปภาพงาม ๆ จาก //www.ktc.co.th

สารบัญ




 

Create Date : 27 ธันวาคม 2554    
Last Update : 27 ธันวาคม 2554 20:46:42 น.
Counter : 457 Pageviews.  

๓๓๙ - อะไรเป็นของเรา




มนุษย์เรานี่คิดดูแล้วก็น่าขันสิ้นดี แก่งแย่งแข่งกันแทบตาย พอบทสุดท้ายของชีวิตเราก็ไม่สามารถเอาอะไรติดตัวไปได้เลย ทุกสิ่งที่ทุกอย่างก็คืนให้กับโลกหมด แม้แต่ร่างกายของเรานี้เอง

ทุกวันนี้เราใช้ชีวิตอยู่อย่างไร เราปรารถนาสิ่งใดในชีวิต ทุกคนต่างปรารถนาความสุข แต่ใครกันเล่าที่บอกเรื่องราวของความสุขได้ท่องแท้และยั่งยืนที่สุด พระราชากับขอทาน ต่างก็ไขว่ขว้าหาความสุขพอ ๆ กัน พระราชาก็หาความสุขอย่างพระราชา ขอทานก็หาความสุขกันแบบขอทาน ทุกคนมีเป้าหมายเหมือนกัน แต่ต่างกันที่องค์ประกอบและความปราณีตของความสุขที่ได้รับ

แต่ไม่ว่าการจะได้มาซึ่งความสุขของโลกีย์ประเภทใดก็ดี ก็ล้วนแต่ตกอยู่ภายใต้กฎแห่งความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ (คือสภาพที่ทนอยู่ยาก) และอนัตตา (คือความไม่ใช่ตัวตนที่เราจะเป็นยึดติดได้ว่านี่ของเรานั่นของเรา) คำความเป็นอนัตตาเป็นบทธรรมที่มีความลึกซึ้งมากมายยากต่อการเข้าใจ ไม่ใช่ว่าบุรุษเกิดมาแล้วท่องจำถ้อยคำเหล่านี้ทั้งหมด จะสามารถเข้าใจคำว่าอนัตตาได้ แม้ว่าอาจจะเข้าใจแต่การมองเห็นสภาวะทั่วไปรอบตัวมีความเป็นอนัตตานั้น ยิ่งยากแสนยาก เพราะการเห็นนี้สำคัญ ยังแบ่งออกเป็นสองประเภทคือ การเห็นด้วยสัญญา และการเห็นด้วยปัญญา

การเห็นด้วยสัญญาก็ได้แก่การท่องจำ หรือรับฟังมาและมีใจน้อมตาม แต่ความรู้นั้นไม่สามารถเข้าถึงจิตใจเบื้องลึกได้ ไม่สามารถทำลายกิเลสได้ หมายถึง ยังไม่อาจจะทะลุชั้นของกิเลสชั้นแรกของเรา ยังต้องฝึกฝนอีกมาก

การเห็นด้วยปัญญา คือการเห็นด้วยความรู้ (วิชชา) ที่สามารถรู้เท่าทันต่อการปรุงแต่งของกิเลส เป็นการเห็นอนัตตาของพระอริยเจ้าผู้มีภพชาติเหลืออยู่น้อย เป็นการมองเห็นทุก ๆ สิ่งอยู่ภายใต้กฎแห่งความไม่ใช่ตัวตน คือการมองเห็นว่าไม่ควรยึดถือสิ่งต่าง ๆ โดยเฉพาะร่างกายของเราเอง ว่าเป็นเราเป็นของเรา และอนัตตาเป็นสภาพของการที่เราไม่สามารถควบคุมสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไปตามที่เราต้องการได้ เพราะหากเราสามารถควบคุมสิ่งต่าง ๆ ได้ เราก็คงไม่ต้องเกิดมามีความทุกข์ซ้ำซากอีก เป็นต้น

หากเราจะหมั่นฝึกฝนพิจารณาตามกฎไตรลักษณ์ การพิจารณากายเป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ง่ายที่สุด เพราะกายนี้แหละเป็นบทเรียนอันล้ำค่า กายเรามีการเกิด การดับแสดงให้เห็นอยู่ทุกเวลา แล้วว่าเราจะสามารถสังเหตุเห็นหรือไม่ เช่น

- ผมของเรามีการงอกและหลุดร่วงอยู่เสมอ
- ขนของเราก็มีการหลุดร่วงและงอกใหม่เสมอ
- เล็บของเราก็มีการงอกใหม่หลักจากทำการตัดเสมอ
- ฟันของเราก็มีการผุกร่อนเสื่อมหลุดร่วงได้เสมอ
- หนังของเราก็มีการผลัดเปลี่ยนตายเป็นไคลได้เสมอ

แม้ว่าหลายอย่างภายในร่างกายจะสามารถเกิดและสร้างใหม่ได้ แต่มันก็มีขีดจำกัดมีอายุของมัน เช่น ฟันน้ำนมก็หลุดได้เพียงครั้งเดียว เมื่องอกใหม่ก็เป็นฟันแท้ หลุดแล้วก็หลุดเลย ผมเมื่องอกมามาก ๆ มีอายุวัยมากขึ้นก็เปลี่ยนเป็นสีขาว และไม่ค่อยอยากจะงอกใหม่อีก เป็นต้น

นี่แหละธรรมชาติของร่างกายที่มันเปลี่ยนแปลงไปทุก ๆ วัน ทุก ๆ ครั้งที่เราอาบน้ำเราอาจะไม่ได้สังเกตุร่างกายของตัวเองเท่าไหร่ ห่วงแต่รักสวยรักงามรักความหล่อเหลา จึงมองข้ามสภาวะธรรมที่ธรรมชาติกำลังสั่งสอนเราอยู่ทุกเมื่อทุกวัน

คนเราทุกวันนี้หลงมัวเมาอยู่กับสภาพแห่งความปรุงแต่งที่ไม่สามรถจะยึดติดได้ มีความมัวเมาลุ่มหลงอยู่กับร่างกายของตัวเองบ้าง ลำพังแค่เมาร่างกายของตัวเองไม่พอ แต่ก็ยังมัวเมาร่างกายของคนอื่น เมาจากการตกแต่งร่างกายจนเกินพอดี เมาบ้าน เมาทรัพย์สิน เมาลูก เมาเมีย เมายศ เมาศักดิ์ เมาสัตว์เลี้ยง เป็นต้น จนกระทั่งลืมพิจารณาว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้น ย่อมมีความเสื่อมสลายแตกดับไปเป็นธรรมดา ในกาลข้างหน้าหากสิ่งที่มัวเมานั้นต้องมีอันจากเราไป ความเศร้าโศกก็ย่อมมาเยือนเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และยิ่งเรามัวเมากับสิ่งหนึ่งสิ่งใดมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเศร้ามากขึ้นเป็นทวีคูณ เมื่อถึงคราวที่สิ่งนั้นต้องจากเราไปอย่างถาวร นี่เป็นความไม่รู้ชั้นแรก ๆ ที่สร้างความทุกข์ให้เรา มันเป็นความไม่รู้ในกฎแห่งไตรลักษณ์ธรรมดา ๆ แต่ยากที่คนทั่วไปจะมองเห็น

ความทุกข์ ความโศกเศร้า ความร่ำไรรำพัน จึงเป็นเพื่อนที่เราสนิทที่สุด เท่าที่เรารู้จักมา และตามเราไป ๆ มา ๆ อยู่ทุกภพทุกชาติ ตราบเท่าที่เรายังไม่จักวิธีทำลายมันอย่างถาวร...

ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก //www.indepencil.com มากมาย ครับ

สารบัญ




 

Create Date : 22 ธันวาคม 2554    
Last Update : 22 ธันวาคม 2554 22:01:04 น.
Counter : 424 Pageviews.  

๓๓๘ - เยื่อใยแห่งตัณหา (ตอนจบ)



ต่อจากตอนที่ ๓

“เป็นเธอจริง ๆ ด้วย ไม่นึกจริง ๆ ว่าเราจะได้พบกันอีก...ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นเธอ...” ชายนักเดินทางพูดด้วยน้ำเสียงอันสั่นคลอ

“ใช่แล้ว...ฉันตายไปแล้ว ฉันจากเธอวันนั้น แล้วก็ไปจุติใหม่ยังภพอันไกลโพ้น เวียนเกิดตายอยู่หลายชาติ เพื่อรอเธออีกครั้ง ไม่นึกว่าวันนี้เราจะได้พบเจอกันอีก ฉันฝันถึงเธอมาหลายต่อหลายคืนติดกัน และแน่ใจว่าจะต้องได้พบเจอเธอ” หญิงสาวพร่ำ ทั้งสองเดินเข้ามาจับมือกัน มองตากันแสดงถึงความอาทรและห่วงหาในอดีต อำนาจแห่งชาติภพฉายภาพแห่งความหลังที่ชัดเจน ชายนักเดินทางรอนแรมเดินทางมาตลอด เขามีชีวิตอยู่นานแสนนานตามภพภูมิที่อาศัย แต่ก็ยังไม่ถึงคราวสิ้นอายุขัย หากแต่หญิงสาวผู้อาภัพได้เวียนตายเกิดมาหลายต่อหลายชาติแล้ว ด้วยจิตใจที่ยังผูกพันถึงคนรักเก่า ทำให้วันนี้สายใยแห่งตัณหาชักจูงคนทั้งสองกลับมาพบกันอีก ในสภาพของต่างคนต่างวัยกันราวกับรุ่นพ่อลูก

ชายนักเดินทางหลับตานึกภาพในอดีต ระลึกถึงความผิดพลาดที่ไม่อาจจะช่วยชีวิตของเธอได้ในคราวนั้น มันเป็นฝันร้ายที่คอยตามหลอกหลอนชีวิตเขา ซึ่งกว่าที่ความรู้สึกนั้นจะจางลงได้ ก็ต้องด้วยกาลเวลาผ่านไปแล้วเนิ่นนาน

“ได้ยินว่าเธอเริ่มเดินทางไปนิพพานอีกครั้งใช่ไหม ” หญิงสาวถามด้วยแววตาเอื้ออาทร

“ถูกต้องแล้ว ตั่งแต่เธอจากไปครั้งก่อน ฉันก็เริ่มเดินทางจนมาถึงที่นี่ ฉันมีเรื่องราวระหว่างการเดินทางมากมายที่จะเล่าให้เธอฟัง ฉันเกือบเอาชีวิตไม่รอดในหลายครั้ง เคยตกเหวและบาดเจ็บอย่างสาหัส เคยตายแล้วฟื้น เคยหลงป่า ถูกไฟป่าล้อมจนหาทางออกไม่ได้ หลงในดินแดนมนุษย์มีปีก พบเจอสัตว์ประหลาด งูยักษ์ ติดวังวนของกาลเวลานับพันปี ” ชายนักเดินทางพูด แต่ดูสายตาของหญิงสาวนั้นเริ่มมีอาการเศร้าสร้อยลง

'“แต่เธอก็ยังมีชีวิตอยู่ ไม่เวียนตายเกิดบ่อย รู้ไหมว่าทุกครั้งที่ความทรงจำเราถูกลบเลือน และถูกฟื้นกลับมาใหม่ พร้อมกับความทรงจำใจอดีต ความรู้สึกโหยหากับอดีตชาติมันเจ็บปวดมากสักเพียงไหน เธอรู้บ้างไหม ” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงอันสั่นเคลือ

“นั่นสินะ...เธอต้องเจ็บปวดทุกข์ทนต่อการเกิด และความพลัดพรากมากมายกว่าฉัน ฉันอาจจะแค่เฉียดตาย แต่เธอต้องตายจริง ๆ ฉัน ๆ ๆ ขอโทษที่ทำให้เธอต้องเสียใจ...” ชายนักเดินทางพูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา

“เอาเถอะน่ะ อย่างน้อยวันนี้เราก็ได้พบเจอกัน เธออยู่กับฉันที่นี่ได้ไหม ฉันอยากใช้ชีวิตร่วมกับเธออีกครั้ง แม้ว่าตอนนี้วัยเราจะต่างกันมาก หากพูดดี ๆ พ่อฉันท่านต้องเข้าใจในความรักของเราเป็นแน่... ” หญิงสาวพูด แต่นี่เป็นครั้งที่สองแล้ว ที่ชายนักเดินทางรู้สึกกับคำพูดแบบนี้

“แต่ ๆ ฉัน...”

“เธอไม่อาจจะล้มเลิกการเดินทางใช่ไหม...” หญิงสาวพูดอย่างรู้ทัน ชายนักเดินทางพยักหน้ารับ

“ทำไมกัน ทำไมการเดินทางไปยังดินแดนอันเลื่อนลอยถึงสำคัญกับเธอนัก ฉันรักเธอมาก และรอคอยเธอมาหลายต่อหลายชาติ เพื่อให้เราได้เจอกันวันนี้ แต่เธอก็กำลังจากฉันไปอีกอย่างไม่มีเยื่อใย ทำไมกัน...” หญิงสาวเริ่มอารมณ์เสีย แสดงถึงความเอาแต่ใจออกมาอย่างลืมอาย

“ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ฉันรู้เพียงแต่ว่าฉันไม่อาจจะหยุดการเดินทางได้ และไม่อาจจะล้มเลิกได้ด้วย ทำไม ๆ เธอจึงไม่เดินทางไปกับฉันล่ะ เราจะได้ไปที่นั่นด้วยกัน...” ชายนักเดินทางเสนอทางออก

“แต่ฉันไม่ชอบชีวิตการเดินทางเธอก็รู้ดี ชีวิตของคนเราต้องรู้จักการตั้งถิ่นฐาน และใช้ชีวิตทำมาหากิน ดำรงชีพเป็นกลุ่มสังคม ไม่ใช่การเดินทางที่เลื่อนลอยไร้จุดหมายเช่นนี้ ” หญิงสาวพูดประชด เหมือนกับเป็นคำพูดที่รอคอยมานานแสนนาน

“ฉัน ๆ เข้าใจความหมายของเธอดี แต่เธอก็ทราบดีว่าชีวิตของคนเรานั้นไม่มีความเที่ยงแท้แน่นอน เรารักกันเพียงใดเราก็ต้องจากกันอยู่ดี ”

“นี่เธอพูดเหมือนไม่มีเยื่อใยให้กับฉันแล้วใช่ไหม...” หญิงสาวเริ่มเดือดอีก

“ฉันขอโทษเธอจริง ๆ ฉันไม่อาจจะรักเธอเหมือนเป็นคนรักทั่วไปได้อีก ไม่ว่าภพนี้หรือภพไหน ๆ ” คำพูดของชายนักเดินทางนั้นบาดใจหญิงสาวยิ่งนัก มือที่เมื่อสักครู่ที่จับกันแน่น ถูกสะบัดออกจากฝ่ายตรงข้าม น้ำตาของหญิงสาวที่แสดงถึงความผิดหวัง พรั่งไหลออกมาจากเบ้าตา การรอคอยเพื่อหวังคำตอบมานานหลายภพหลายชาติ หมดความหมายไปในพริบตา

ความรักนี่ร้ายกาจยิ่งหนอ มันสร้างให้เรามีความหวังและรอคอย แต่เมื่อทุกอย่างมันไม่สมหวัง มันก็สร้างความทุกข์ที่แสนปวดร้าว การระลึกชาติได้นั้น ไม่เป็นผลดีอย่างใดเลยหากเลือกได้หญิงสาวคงอยากเกิดเป็นคนธรรมดาที่มีความทรงจำในอดีตมารบกวนจะดีกว่า พุทธองค์ตรัสว่า การเกิดบ่อย ๆนั้นย่อมเป็นทุกข์ก็เห็นจะเป็นเรื่องจริงในคราวนี้

ชายนักเดินทางก็รู้สึกว่าตัวเองนั้นพูดแรงเกินไป แต่ก็ไม่มีเรี่ยวแรงที่จะพูดปลอบใจได้ทันเวลา หญิงสาวเดินจากไปแล้ว เธอกำลังเดินไปจากสายตาของเขาไปด้วยน้ำตาของผู้ผิดหวังในความรัก นี่คงเป็นภาพสุดท้ายที่ชายนักเดินทางจะได้พบเห็นเธอ ไม่ว่าในชาตินี้หรือชาติภพต่อ ๆ ไป เยื่อใยแห่งตัณหาของคนทั้งสองต้องขาดสะบั้นลง

น้ำตาของผู้ชายบาง ๆ ไหลออกมาจากตา มันเป็นความรู้สึกที่ยากเกินอธิบาย เขาต้องพูดเพื่อให้เธอตัดใจจากเขา และเขาก็ต้องตัดใจจากเธอ การเดินทางสู่ดินแดนนิพพานแม้ว่าจะเดินทางร่วมกับคนที่มีอุดมการณ์เดียวกันได้ แต่ก็มีคนอีกมากมายที่คิดต่างกันไป การช่วยเหลือกันแม้เป็นสิ่งดี แต่หากมันเกินที่จะช่วยได้ ไม่อาจจะเหนี่ยวให้เชื่อได้ อธิบายมาแล้วข้ามภพข้ามชาติก็ไม่อาจจะชักนำความเห็นของเธอได้ เขาเองก็ต้องปล่อยไปตามกรรมของสัตว์ แม้ในใจลึก ๆ ก็ยังปรารถนาให้เธอเดินทางไปด้วยกัน แต่นั่นมันเป็นเหตุสุดวิสัยที่เขาจะทำได้อีกต่อไป
-จบ-

เป็นอีกครั้งที่ชายนักเดินทางต้องพบเจออุปสรรคสำคัญระหว่างการเดินทาง ตอนจบไม่ได้สวยหรูเหมือนเช่นนิยายที่เขาแต่งมาเพื่อความบันเทิง ชีวิตเราต่างมีพบ มีจากกันไปเป็นธรรมดา การยึดติดต่ออารมณ์ความห่วงหาอาลัยย่อมเป็นเหตุให้สร้างทุกข์ขึ้นมา ข้าพเจ้าเขียนตอนนี้มาด้วยสื่อเป็นนัยตามนี้ เรื่องราวก็ลุ้นไปด้วยกับผู้อ่านเช่นกันว่าตอนท้ายจะเป็นเช่นไร เพราะไม่ได้วางพล๊อตไว้ล่วงหน้า เรียกว่าเขียนกันไปตามน้ำ ออกมาอย่างไรก็อย่างนั้นไม่นั่งกลับไปแก้สองรอบสามรอบอีกเป็นแน่ แม้ตอนจบจะดูเศร้าไปสักหน่อย และรู้สึกห่อเหี่ยวใจไม่น้อย แต่ถ้าอ่านเรื่องราวการเดินทางของชายนักเดินทางตั่งแต่เริ่มต้นเดินทางก็จะสามารถเข้าใจเหตุผลได้เป็นอย่างดี...

ขอบคุณรูปภาพงาม ๆ จาก //board.goosiam.com มากมายครับ




สารบัญ




 

Create Date : 20 ธันวาคม 2554    
Last Update : 20 ธันวาคม 2554 22:48:41 น.
Counter : 289 Pageviews.  

๓๓๗ - น้ำค้างในตอนเช้า





เช้าวันหนึ่ง ในวันที่อากาศหนาวเย็นมากผิดปกติ เสียงอึกทึกครึกโครมจากการร่วมฉลองวันขึ้นปีใหม่ได้เงียบหายไปนานแล้ว ทุกคนต่างเข้าที่พักเพราะอากาศเมื่อคืนหนาวเย็นมาก และอีกไม่กี่นาทีแสงแรกเริ่มของวันใหม่ ปีใหม่ก็กำลังจะปรากฎ

ข้าพเจ้าฝืนความง่วงของตัวเองขึ้นมาเพื่อชมพระอาทิตย์แสงแรกแห่งปี เพื่อจะเก็บบรรยากาศเช่นเดียวกับทุก ๆ ปี เมื่อเดินไปรอบ ๆ ที่พัก ก็เต็มไปด้วยกลุ่มหมอกหนาทึบ ไอหมอกกลั่นตัวกลายเป็นหยดน้ำ เกาะบนปลายหญ้า และบนต้นไม้ต่าง ๆ ข้าพเจ้าสูดอากาศอันแสนจะสดชื่น แล้วรู้สึกมีความสุขมาก บรรยากาศอย่างนี้คงหาไม่ได้ในเมืองกรุง ที่เต็มไปด้วยฝุ่นละอองและไอของควันพิษ

หลังจากชื่นชมกับแสงแรกแห่งปีเป็นที่เรียบร้อย ธรรมชาติก็ยังความเป็นไปของมันตามรูปแบบ พระอาทิตย์ โลก พระจันทร์ ไม่มีการหยุดพัก ไม่มีปีใหม่เดือนใหม่ มีการดำเนินตามวิถีทางของมันเอง มนุษย์ต่างหากที่สมมติสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมา แล้วก็ให้ตัวเองวิ่งตามไขว่ขว้าในสิ่งที่ตัวเองสมมติขึ้น ในบางครั้งกิจกรรมบางอย่างก็ขัดต่อการเป็นไปของธรรมชาติ ทำไมเราไม่ลองใช้ชีวิตตามแบบธรรมชาติดูบ้าง เช่น ไม่มีการกำนนดรูปแบบว่าชีวิตเราต้องวาดฝันจะเป็นอย่างไรในอนาคต ให้ใช้ชีวิตที่เรียบง่ายไปตามที่ธรรมชาติกำหนด เป็นต้น

กลับมาถึงที่พักในตอนสาย หมอกยังคงหนาจัดอยู่ แต่ก็พอมองเห็นดวงอาทิตย์ลาง ๆ บนยอดหญ้ามีหยดน้ำเกาะอยู่เต็มไปหมด ข้าพเจ้านั่งลงมองดู สังเกตุหยดน้ำพวกนั้น ในอีกไม่นานหนอ น้ำค้างนี้ก็จะต้องระเหยไปเพราะความร้อนจากแสงอาทิตย์ ชีวิตของน้ำค้างเองก็เกิดได้ไม่นาน สร้างความชุ่มชื้นให้กอหญ้าไม่นาน มันก็ต้องลาจากไป

ชีวิตของคนทั่วไปคงไม่ต่างกัน คนที่เกิดมาเอาแต่หาเรื่องสนุกสนาน ไม่ยอมประกอบกุศลกรรมความดี มีชีวิตอันประกอบด้วยการละเมิดศีล ๕ อยู่เป็นประจำ ชีวิตคนเหล่านั้นก็ไม่ต่างอะไรกับน้ำค้างบนยอดหญ้า ที่เกิดมาสร้างสีสันให้กับโลกได้ไม่นาน แล้วก็ต้องระเหยจากไป

ชีวิตของมนุษย์นี้จึงเป็นชีวิตแสนสั้นนักหนาท่านทั้งหลาย ท่านเปรียบได้ดั่งน้ำค้างในตอนเช้า (เมื่อเทียบกับอายุขัยของเหล่าเทวดาชั้นสูง) แต่ในมุมมองของมนุษย์ก็คิดว่าตัวเองนั้นอายุยืน ซึ่งหากเราคิดออกนอกกรอบ ไม่ยอมเข้าข้างตัวเอง เราก็จะรู้ว่าชีวิตของเราแสนสั้นมาก ๆ (เลยนะ) สัตว์จำพวก แมลงวัน แมลงปอ ในความของมันก็คงคิดว่าชีวิตของมันนั้นยืนยาว นี่เองเป็นความเห็นผิดที่กักขังเราอยู่ในสังสารวัฏฏะ และประมาทในการกระทำความดี

เราจะใช้เวลาที่มีอยู่แสนสั้นนี้ทำอย่างไร ให้เกิดประโยชน์ผลสูงสุดนั่นเป็นโจทย์ที่ทุกคนต้องมาหาคำตอบกัน ซึ่งคำตอบก็อาจจะแตกต่างกันไปตามความและประสบการณ์ของแต่ละคน บางคนก็คิดไปทางอกุศลแบบสุดขั้วคือ ชีวิตต้องหาผลประโยชน์ให้กับตัวเองให้ได้มากที่สุด เพราะคิดว่าเราเกิดมาชาติเดียว ต้องรีบหาความสุขใส่ตัวไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม คนที่มีความคิดเหล่านี้ ส่วนใหญ่ก็เกิดมาจากสัตว์เดรัจฉานบ้าง เปรตบ้าง สัตว์นรกบ้าง เพราะสัตว์เหล่านี้มีความทุกข์ทรมาณมากจากภพที่จากมา การได้เกิดเป็นมนุษย์ นับได้ว่าเป็นภพอันแสนสบาย ไม่ทุกข์ร้อนเท่าภพภูมิก่อน เมื่อได้อัติภาพของมนุษย์ก็หาความสุขกันเต็มที่ การที่จะนึกถึงภพที่สูงกว่าละเอียดกว่า เป็นเรื่องที่เหนือวิสัยของคนจำพวกนี้ และด้วยอกุศลที่ทำนั้น เมื่อสังขารแตกดับก็ชักนำให้เขากลับไปยังภพเดิมที่จากมาอีกวนเวียนเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ การที่จะมีใครสักคนไปชี้แนะแนวทางบอกว่า นั่นสวรรค์ นั่นนรก ก็เป็นไปได้ยาก เพราะขนาดอยู่บนโลกมนุษย์ก็ยังไม่ฟังกันเลย เป็นต้น

ก็ฝากไว้กับท่านทั้ง การจะทำอย่างไรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ต้องคิดไตร่ตรองกันให้มากว่ามันผิดกับศีลทั้ง ๕ ข้อ ในชั้นของฆราวาสหรือเปล่า หากผิดครั้งต่อไปก็ควรเว้น การสมาทานศีลซ้ำแล้วซ้ำเล่า ย่อมไม่เป็นผลดีเท่ากับการระลึกรู้ถึงความดีงาม การตั้งใจเว้นจากการผิดศีล เพื่อผลประโยชน์ต่อตัวของท่านทั้งหลายเองในปัจจุบันและอนาคต อย่าได้กลายเป็นเพียงหยดน้ำค้างหยดเดียวที่รอการระเหยและจากไป จงประพฤติตัวเพื่อให้เป็นดั่งสระโบกขรณีที่มีอายุยืนยาวไม่กลัวต่อความร้อนของแสงอาทิตย์ และสร้างความชุ่มเย็น ชุ่มชื้นให้กับธรรมชาติได้ยาวนานแสนนาน...

-ขอบคุณรูปภาพจาก //statics.atcloud.com มาก ๆ ครับ




 

Create Date : 17 ธันวาคม 2554    
Last Update : 17 ธันวาคม 2554 0:12:24 น.
Counter : 2278 Pageviews.  

๓๓๖ - ชีวิตกับรถยนต์




หากเราเปรียบเทียบชีวิตของเราเป็นดั่งรถยนต์ที่ต้องเดินทางตลอด จากสถานที่แห่งหนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ต้องเจอกับสถานที่ที่แตกต่างกัน ทั้งทางลูกรัง ลาดยาง สภาพการจราจรที่ติดขัด อุบัติเหตุ ต่าง ๆ นา ๆ

ชีวิตของคนนั้นก็ไม่ต่างกัน คนเราเมื่อยามเกิดมาใหม่ ก็เปรียบเหมือนกับรถที่เพิ่งออกจาศูนย์บริการ ที่มีน้ำมันอยู่เต็มถัง มีชีวิตชีวาที่สามารถโลดแล่นไปไหนมาไหนก็ได้โดยที่ไม่ต้องกังวลอะไรมาก แต่เราทุกคนต่างรู้ดีว่า รถยนต์ยานพาหนะนั้น ต่างต้องอาศัยน้ำมันในการขับเคลื่อน แต่จะมีกี่คนรู้ไหมว่าชีวิตของเรานั้นขับเคลื่อนอยู่ได้ด้วยอะไร

บางคนบอกว่าอาหาร ซึ่งนั่นก็ยังไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องและดีที่สุด เพราะหากเราใช้มุมมองอย่างที่พระพุทธเจ้ามองแล้วจะพบว่า ชีวิตหนึ่ง ๆ นั้น ต่างมีเกิด ดับ แก่ ตาย กันว่ายวนอยู่อย่างไม่รู้จบ บางครั้งเราก็เกิดเป็นมนุษย์ เทวดา เปรต สัตว์เดรัจฉาน บางชาติก็จมดิ่งอยู่ในนรกอยู่นานแสนนาน อาหารที่เรากินกันก็เป็นเพียงองค์ประกอบที่ทำให้เรามีชิวิตอยู่ในภพของมนุษย์และสัตว์เดรัจฉานเท่านั้น แต่นอกนั้นสิ่งที่ขับเคลื่อนเราได้ ก็คือ ความดี ความชั่ว

ความดีส่งผลให้เราได้เกิดในภพภูมิที่ดีมีชีวิตที่ดี
ความชั่วก็ส่งผลให้เราได้เกิดในภพภูมิที่ไม่ดี เช่น อบายภูมิเป็นต้น

ไม่ต้องมองไปไหนไกล สิ่งเหล่านี้อยู่ใกล้ตัวของเราในภพนี้ ชาตินี้เอง เช่น หากเราทำความดี เราก็ย่อมมีคนยกย่อง สรรเสริญ มีชีวิตในปัจจุบันที่ดี หากเราทำชั่ว ทำผิดกฎหมายบ้านเมือง เราก็ติดคุกผจญกับชีวิตที่ยากลำบากในที่กักกัน เป็นต้น

การรู้จักสร้างความดี เป็นการรู้จักเติมน้ำมันให้กับชีวิตเรา ให้สามารถเดินทางต่อไปในวัฏฏะสงสารได้อย่างไม่สะดุด บางคนชะล่าใจคิดว่าชีวิตนี้ยาวนาน เอาไว้ค่อยทำความดีในภายหลังตอนแก่เฒ่า และใช้ชีวิตในช่วงหนุ่มสาวอย่างประมาท ไม่ยอมทำกุศลความดี เมื่อต้องถึงเวลาละโลกนี้ไปก็ไม่มีความดีส่งหนุนต้องตกต่ำไปเกิดยังอบายภูมิ เป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก ชีวิตคนประเภทนี้น่าสงสารมาก ๆ เป็นชีวิตที่คล้ายจะมีแสงสว่าง แต่กลับกลายเป็นความมืดบอด

ผู้คนทุกวันนี้เริ่มน่าสงสารมากขึ้นทุกวัน ทุกคนมีความสะดวกสบายมากขึ้น แต่ลองถามตัวเองดูบ้างไหม ว่าความสุขของเราเพิ่มขึ้นมากหรือลดลง ในแต่ละวัน ยิ่งเราไขว่ขว้าสิ่งต่าง ๆ มากขึ้นเท่าไหร่ เราต้องเหนื่อยมากขึ้น เสาะแสวงหาช่องทางลัดให้ตัวเองรวยเร็วขึ้น ไม่สนใจเรื่องศีลธรรม ว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นจะถูกต้องมากน้อยเพียงไหน และใช้ชีวิตในแต่ละวันจมอยู่กับการเสาะแสวงหาความสุขที่อยู่ไกลตัว แต่หารู้ไม่ว่าความสุขที่แท้จริงนั้นก็อยู่เพียงปลายจมูกและการรู้จักวางความคิดของตัวเอง เท่านั้นเอง

ย้อนกลับมาเรื่องรถยนต์กันบ้าง คนขับรถยนต์ที่ฉลาดมักจะสำรวจรถของตัวเองเสมอ และหมั่นเข้าศูนย์บริการตรวจสอบตามตาราง ในการเดินทางก็ต้องวางแผนการเดินทาง และการรู้จักเติมน้ำมันเป็นระยะไม่ให้น้ำมันเหลือน้อยจนเกินไป เพราะการเดินทางไกล ๆ ย่อมมีสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอ การใช้ชีวิตของคนเราก็ไม่ต่างกัน คนเราก็ต้องรู้จักสำรวจตัวเอง ว่าตัวเองเป็นอย่างไร ต้องการอะไร มีสิ่งใดที่ตัวเองยังขาดแคลนบกพร่องก็ต้องรีบเร่งแก้ไข ไม่พยายามหาสิ่งที่ไม่ดีเข้าหาตัวเอง และต้องรู้จักเติมน้ำมันคือบุญกุศลให้กับตัวเองเสมอ เพราะเราคาดการณ์ไม่ได้ว่า อนาคตของเราจะเดินทางไปสิ้นสุดที่ไหน รถยนต์ (ชีวิตของเรา) จะหยุดเดินทางเมื่อไหร่ ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้ มีแต่การเตรียมพร้อมเท่านั้น ที่จะทำให้ชีวิตของเราในกาลข้างหน้า ไม่ต้องประสบพิษภัยแห่งความทุกข์อันเผ็ดร้อน

ทุกวันนี้ข้าพเจ้าเองก็พยายามทำตัวเอง ให้ประกอบบุญกุศลมากที่สุดเท่าที่สภาวการณ์จะอำนวย หลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่างในสังคมนี้ มันเริ่มเปลี่ยนไป ไม่ใช่ความเจริญทางวัตถุอย่างเดียว ค่านิยมความคิดเห็นของคนก็เปลี่ยนไปด้วย การโฆษณาเพื่อให้เกิดความอยากได้อยากมีมันถูกกระตุ้นอยู่เสมอในทุก ๆ ที หากเราไม่ได้ปฏิบัติธรรมเราก็จะไม่มีสติ ปัญญาในการยั้งคิด และเรียนรู้ทันต่อกระแสกับสิ่งเหล่านั้น

เพราะฉะนั้นเราจึงควรหาเวลาว่างให้กับชีวิตบ้าง เสาะแสวงหากุศลให้กับตัวเอง มาฝึกปฏิบัติธรรมอย่างง่าย ๆ ให้กับตัวเอง รู้จักปล่อยวางในบางสิ่ง เก็บเกี่ยวในบางสิ่ง ละทิ้งสิ่งที่คุ้นเคยที่เป็นโทษ แสวงหาสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตกัน...

ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก //www.wallpapersshop.comมากมาย ครับ



สารบัญ




 

Create Date : 14 ธันวาคม 2554    
Last Update : 14 ธันวาคม 2554 21:09:01 น.
Counter : 243 Pageviews.  

1  2  

อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.