ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 

๓๒๐ - ธรรมชาติที่เปลี่ยนไป



ช่วงนี้เป็นปลายฤดูฝน อากาศเริ่มเย็นลงพอสมควร ทำให้ข้าพเจ้าหวนนึกถึงอากาศหนาวอีกครั้ง ช่วงฤดูหนาวเป็นช่วงที่ข้าพเจ้ามีความสุขมากช่วงหนึ่งซึ่งก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น อาจเป็นเพราะอากาศที่ไม่ร้อนทำให้นอนสบายก็เป็นไปได้

แต่ปลายฤดูฝนของปีนี้ นับว่าเป็นปีที่เลวร้ายที่สุดก็ว่าได้ ขณะที่เขียนบทความนี้ ที่พักอาศัยก็กำลังจะถูกน้ำท่วมในอีกไม่เกินสองถึงสามวัน ซึ่งก็ยอมรับและทำใจได้ในที่สุด เพราะสิ่งเหล่านี้ มันเป็นธรรมชาติ เป็นภัยพิบัติ แล้วก็มันเป็นเช่นนั้นเอง ไม่ช้าไม่เร็วมันก็ต้องเกิด เพราะมันมีมาแล้วตั่งแต่อดีต มันเป็นวงรอบแห่งการเปลี่ยนแปลง เพียงแต่คนเราไม่มีความเข้าใจธรรมชาติของธรรมชาติ เราเกิดมาในภายหลัง และก่อสร้างสิ่งต่าง ๆ มากมาย ในพื้นที่ ๆ เคยเป็นที่เก็บน้ำและระบายน้ำเราก็สร้าง ที่อาศัย โรงงาน ถนน ฯ กั้นขวางเอาไว้ มันก็เลยต้องท่วม เราไม่เข้าใจ หรือไม่พยายามที่จะเข้าใจ ก็เลยตีโพยตีพาย เดือนร้อนวุ่นวาย กันไปหมด

น้ำท่วมนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่สิ่งที่ร้ายแรงกว่านั้น คือการที่คนเรา โต้เถียงกัน โยนความผิด ต่อว่ากัน แก่งแย่งอาหาร กักตุนอาหารเกินความจำเป็น ทะเลาะกัน สิ่งเหล่านี้น่ากลัวกว่าภัยธรรมชาติมาก

คนไทยอาจจะโชคดีเกินไปที่มาในดินแดนที่ร่มเย็นไม่ค่อยพบเจอภัยพิบัติร้ายแรง พอเจอเข้าทีก็สบสนวุ่นวายกันไปหมด เพราะเหตุเราขาดภูมิคุ้มกันทางจิตใจอย่างถูกต้อง เรามีพุทธศาสนาที่มีคำสอนที่ดีงามเยอะแยะมากมาย แต่พอเวลาคับขันเรากับไม่นำคำสอนเหล่านั้นมาช่วยเหลือตนเองและกับผู้อื่น เช่น หลัก พรหมวิหาร ๔ [เมตตา - กรุณา - มุทิตา - อุเบกขา] สังคหวัตุ ๔ [ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา สมานัตตา] หลักธรรมหมวดนี้มีความจำเป็นมากมายในช่วงที่เกิดภัยพิบัติ และเราจะสามารถวิกฤติไปด้วยกันด้วยความสามัคคี ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และเห็นผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนของตัวเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีแทรกอยู่ในหมวดธรรมที่ข้าพเจ้ายกมาข้างต้น แต่เราขาดการศึกษาและใช้งานมันอย่างถูกวิธีก็เท่านั้นเอง

แต่ก็อย่างว่า ในสังคมนั้นมีคนมากมาย ปะปนกันอยู่การที่จะทำให้สังคมทั้งหมดมีความคิดตรงเสมอกันนั้นนับเป็นเรื่องที่ยากแสนยาก เพราะแต่ละคนต่างมีความเห็น มีมุมมองในเรื่องนั้น ๆ ต่างกันออกไป

นึกย้อนกลับมาดูตัวเองกันให้มาก ๆ ก่อนที่จะกล่าวโทษต่อคนอื่น ว่าเราเองก็มีส่วนให้ภัยธรรมชาตินั้น เกิดขึ้นและรุนแรงขึ้น จะมีสักกี่คนที่ย้อนนึกขึ้นได้ ว่าสิ่งเหล่านี้ ส่วนหนึ่งเราก็มีส่วนให้มันเป็นไปเช่นนั้น ขอยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งนามสมมติในท้องเรื่องว่า บี และเขาอย่างได้อุปกรณ์ไฮเทค คือ แทบเลตตัวหนึ่ง บีก็เดินไปซื้อที่ร้านค้าไอที และเขาก็ได้มันมาเป็นเจ้าของในที่สุด ในตอนที่ซื้อนั้นเอง เขาก็ทำให้ยอดขายของอุปกรณ์รุ่นนั้นเพิ่มขึ้นมาหนึ่งหน่วย และในช่วงนั้นมีคนอย่างนาย บี สักหนึ่งหมื่นคน ทางโรงงานเห็นว่ามียอดขายอุปกรณ์แทบเลตมีความต้องการสูงมากขึ้น ก็สั่งเพิ่มยอดการผลิต จนกระทั่งเจ้าของโรงงานมีแผนที่จะขยายโรงงาน ซึ่งต้องมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมมากมาย เช่น ต้องถมที่สร้างโรงงาน ต้องสร้างถนนเข้าโรงงาน ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่ม ซึ่งมีผลให้การไฟฟ้าต้องผลิดกระแสไฟฟ้าเพิ่ม โดยการเผาไหม้จากถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมัน เพิ่มเติม ผลที่ได้จากการเผาไหม้คือความร้อน และก๊าซคาร์บอนได้อ๊อกไซด์ ส่งผลให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย



โชคดีที่นาย บี ต้องการเพียงแทบเลตแล้วทำให้โลกมีอุหณภูมิสูงขึ้นเพียงเล็กน้อยถึงน้อยมาก จนไม่สามารถวัดค่าได้ แต่ทว่าความต้องการของมนุษย์มันยังไม่หมดเท่านั้น มันยังมีอุปกรณ์อื่น ๆ ที่อำนวยความสะดวกอีกมากมายเช่น เครื่องซักผ้า เตาอบ รถยนต์ ทีวี ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเหตุให้เกิดกิจกรรมที่มีผลให้อุณหภูมิของโลกโดยรวมมันสูงขึ้น ๆ ๆ เมื่อรวมกันหลาย ๆ แห่ง หลาย ๆ โรงงาน หลาย ๆ กิจกรรมบนท้องถนน ซึ่งเป็นตัวปล่อยก๊าซเสียจากการเผาไหม้มากที่สุดแบบหนึ่งด้วยแล้ว

เมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมีอัตราค่าสูงขึ้น โชคดีนิดหน่อยที่อาจจะสูงไม่มากนัก คือ สัก ๑ – ๒ องศาเซลเซียส ซึ่งตามธรรมชาติแล้ว หากไม่มีกิจกรรมของมนุษย์เป็นตัวกระตุ้นโลกอาจต้องใช้เวลานับพันปีเพื่อที่จะให้อุณหภูมิสูงขึ้นสัก ๑ องศาเซลเซียส

แต่นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเกินไป เพราะใช้เวลาไม่ถึงศตวรรษเท่านั้นเอง ในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ แม้อาจจะดูเพียงเล็กน้อย แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่ เช่น มีผลต่ออัตราการระเหยของน้ำทะเล เกิดการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำอุ่นและน้ำเย็น ซึ่งกระแสน้ำอุ่นน้ำเย็นและอุณหภูมิในทะเล ณ เวลานั้น เมื่อเกิดความผิดปกติและแตกต่างกันมาก ก็จะเกิดการหวุนเวียนและเคลื่อนที่ของมวลอากาศ เกิดเป็นพายุชนิดต่าง ๆ ขึ้นมาในที่สุด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงตามกฎทางอุณหพลศาสตร์ ไม่ได้เกิดจากการดลบัลดาลของเทวดาตนใด ๆ แต่เป็นเพียงการปรับดุลทางธรรมชาติธรรมดา และเมื่อเกิดการเปลี่ยนทางสภาพอากาศ พื้นที่บางพื้นที่ที่ไม่เคยมีฝนตก ก็จะตกมากผิดปกติ ส่วนพื้นที่ที่เคยตกบ้าง บางปีก็จะแห้งแล้งผิดปกติ บางพื้นที่ทะเลทรายก็อาจจะมีอากาศหนาวเย็นจนหิมะตก บางพื้นที่ก็อาจจะมีพายุเยอะมากผิดปกติ จนเกิดปัญหาน้ำท่วมในแต่ละพื้นที่ได้ ซึ่งก็กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน



แล้ววันหนึ่งมวลน้ำฝนที่เกิดจากพายุนั้นก็ตก และไหลสะสมมาท่วมบ้านนาย บี ซึ่งไม่เคยท่วมมาก่อน และนาย บี ซึ่งพยายามทำตัวไม่รู้อิโหน่ อิเหน่ ก็ด่าทอ บ่นต่อว่าคนอื่น ๆ ไปหมดโดยเฉพาะรัฐบาลของเขาเอง
จบ -

หลายต่อหลายคนคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไกลตัว และยากที่จะยอมรับได้ยาก ว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง หรือบางคนยอมรับ แต่ก็ไม่ใส่ใจ หรือให้ความสนใจแต่อย่างใด พยายามเพ่งโทษต่อความผิดพลาดของคนอื่น ๆ อยู่ร่ำไป แต่โทษของตัวเองมองไม่เห็น

จำไว้ว่าเราคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ธรรมชาติก็เป็นส่วนหนึ่งของเรา เมื่อเราเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตการดำรงอยู่ ธรรมชาติก็ต้องเปลี่ยนแปลงบ้าง เมื่อธรรมชาติเกิดการเปลี่ยนแปลง เราก็ต้องได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา ซึ่งบอกได้คำเดียวว่า …มันก็เป็นเช่นนั้นเอง

ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก //www.mh.ac.thมากมาย ครับ

ปล หาอ่านข้อมูลเพิ่มเติมจาก //th.wikipedia.org/wiki/ปรากฎการณ์โลกร้อน




 

Create Date : 27 ตุลาคม 2554    
Last Update : 27 ตุลาคม 2554 8:39:39 น.
Counter : 459 Pageviews.  

๓๑๙ - หิวขั้นเทพ



ชีวิตของเราเกิดมาในดินแดนที่อุดมสมบูรณ์อย่างประเทศไทยนี้ นับว่าพวกเราโชคดีหนักหนา แถมยังเป็นดินแดนที่ปกครองด้วยประชาธิปไตย มีพระราชาที่เปี่ยมไปด้วยทศพิธราชธรรม มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์

ไม่บ่อยครั้งที่ข้าพเจ้าจะปล่อยตัวเองให้เกิดความหิวขั้นหนัก แต่เมื่อเดือนก่อน มันเกิดความผิดปกติบางอย่าง ทั้งที่ก็สามารถกินอาหารเช้าได้มากปกติ แต่พอตกเย็นเกิดความหิวที่เรียกว่ากินช้างได้ทั้งโขลง มือไม้สั่นเป็นเจ้าเข้า แสบท้องอย่างบอกไม่ถูก เรี่ยวแรงกับหมดไปดื้อ ๆ ไม่เคยหิวอะไรอย่างนี้มาก่อนเลยก็ว่าได้ หิวขนาดนี้ทำให้นึกถึงวิสัยแห่งเปรตขึ้นมา หรือว่าผีเปรต อสุรกายจะเข้าสิงก็ไม่รู้ (+๕๕๕) แต่คงไม่ขนาดนั้นหรอก...

ที่ต้องทำมาเขียนเป็นบันทึกก็เพราะว่า ในวันหนึ่งข้างหน้าเราอาจจะประสบกับความหิวมากมายขนาดนี้ก็ได้ แล้วเราจะรับมือกับสิ่งนั้นอย่างไร ข้าพเจ้ามักจะนึกเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาและสอนใจตัวเองได้ตลอด จนบางครั้งคนรอบตัวมองว่าเป็นคนคิดมาก (สังเกตุที่ศีรษะ) และมองเรื่องต่าง ๆ เป็นเรื่องจุบจิบละเอียดไปหมด (นี่มันนิสัยผู้หญิงชัด ๆ ) แต่จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้ถึงขนาดนั้นซะทีเดียว มีบางเรื่องมากมายที่ขี้เกียจทำ และไม่อยากจะสนใจ ซึ่งก็ไม่ได้ทุกเรื่องเสมอไปนะ...

ย้อนกลับมาถึงเรื่องความหิว ข้าพเจ้ารู้ในครั้งนี้เป็นครั้งที่สองในเรื่องความหิว ว่ามันเป็นความทรมาณอย่างหนึ่งเลยทีเดียว พุทธภาษิตที่ว่า ความหิวเป็นโรค ก็เห็นจะจริง หากเราไม่มีความหิว เราก็ไม่ต้องทเยอนอยาก แต่ความอยากบางประเภทนอกเสียจากความกินเพื่อดำรงอยู่แล้ว บางคนก็กินด้วยความสนุกสนาน ด้วยความเมามันในรสชาติของอาหาร ทั้งที่สิ่งที่เรากินเข้าไปนั้นเกินความพอดีของร่างกายที่จะสามารถรับได้แล้ว
แต่ด้วยความอร่อยของรสทำให้เรากินกันจนเลยความพอดี ผลสุดท้ายก็เกิดโรคอื่น ๆ ตามมามากมายเช่น โรคอ้วน มะเร็ง เบาหวาน เป็นต้น

เคยไปกินอาหารกับเพื่อน ๆ บ่อยครั้งที่จะได้ยินประโยคที่ว่า

“ต้องกินให้หมดเดี๋ยวจะไม่คุ้มค่า”

ทุกคนก็เลยซัดกันจนพุงกลาง บางคนก็ท้องเสียป่วยจนเสียงานเสียการ หรือเข้าโรงพยาบาลไปก็มี นั่นเองเป็นเหตุของความกินอย่างไม่พอ เลยขีดกำหนดของร่างกายที่จะรับได้ ความคุ้มค่าที่แท้จริงจึงไม่ได้หมายถึงว่า ต้องกินทุกอย่างที่อยู่ข้างหน้าให้หมด แต่การรู้จักเลือกที่จะกินให้พอดีและเป็นประโยชน์ เท่าที่ร่างกายในเวลานั้นต้องการ

ความอร่อยในรสชาติของอาหาร เมื่อลองพิจารณาดี ๆ จะพบว่าเมื่อเราอิ่มเต็มที่ พ้นไปแล้ว ความอร่อยนั้นก็ดับไป จากไป ...แล้วจะเอาสาระอะไรกับความอร่อย

หากมันอร่อยจริง รสชาติของอาหารมันมีอยู่จริง ๆ ดีจริง ๆ นึกทีไรมันก็ต้องอิ่มอยู่ตลอดสินะ แต่นี่มันไม่ใช่ ยิ่งนึกมันก็ยิ่งต้องหาเข้ามาเสพ มากิน เพื่อบรรเทาความอยากเช่นนี้อีก รสของอาหารจึงเป็นเหยื่อล่อของเหล่าสัตว์ชั้นดีให้ติดกับและทำกรรมอื่น ๆ ได้อีกมากมาย...อย่างนี้เอง

แต่ระวังว่าระหว่างความหิวกับความอยากอาหาร บางครั้งเราก็ต้องแยกแยะให้ออก เช่น เราหิวจะตายแล้ว ถ้าไม่ได้กินอาหารวันนี้ต้องตายแน่ ๆ อย่างนี้เป็นความหิวอยาก แต่ความหิวอีกประเภทหนึ่งคือ หิวในสิ่งที่ไม่เป็นสาระกับร่างกาย ไม่จำเป็นต้องกิน ต้องทานเข้าไปก็ได้ไม่ตายวันนี้หรอก เช่น พวกเครื่องดื่ม ชา กาแฟ สุรา เป็นต้น สิ่งนี้เรียกว่าความอยากหิว มันต่างกันหนา...

อีกนัยหนึ่งความหิวเป็นวิสัยของเปรต อย่างที่ยกมาในตอนต้น ข้าพเจ้าคิดแล้วก็แวบเข้าไปสัมผัสภพ และความรู้สึกของสัตว์เหล่านั้นได้ บางครั้งอาจจะเป็นเพราะเคยเป็นเปรตมานานแล้วก็ไม่ทราบ (+๕๕๕) แต่ไม่ต้องตกใจไปเพราะในสังสารวัฏ ไม่มีใครที่ไม่เคยเกิดเป็นเปรต สัตว์นรก เดรัจฉาน เทวดา ฯ มาก่อน ข้าพเจ้าเชื่อว่าตัวเองและผู้อ่านเคยผ่านกันมาหมด แต่ถูกภพ ชาติในปัจจุบันปิดบังไว้ (อย่าโกรธกันล่ะ พูดไปตามตำราจริง ๆ ) คนมีความโลภเป็นพื้นฐาน เมื่อตายไปก็สามารถซื้อตั๋วไปอยู่กับพวกเปตรได้สบาย ๆ ด้วยวิบากกรรมที่มีแต่ความอยากได้ ซึ่งต้องแก้ไขด้วยการปล่อยให้อดอยาก จะได้รักษาจิตของสัตว์ให้มีความสมดุล และวนเวียนอยู่ในวัฏฏะได้ ก็ต้องทรมาณให้เข็ดหลาบด้วยความหิวโหยกันอย่างนี้แหละ เพราะฉะนั้นเปรตบางจำพวกจึงมีความหิวอยู่ตลอดเวลา มีรูปร่างผอม น่าเกลียดน่ากลัว เป็นต้น

ในบทนี้ก็พอรู้เรื่องราวแง่มุมเกี่ยวกับความหิวกันบ้าง เขียนไปเขียนมาก็มาจบในเรื่องเปรตเสียได้ แต่อย่างที่กล่าวไว้แล้ว เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเรา ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่รอบ ๆ ตัวเราเล็กน้อย หรือใหญ่หลวงเพียงใดนั้น มันสามารถนำมาสอนตัวเราเองได้เสมอ ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้เราประมาทในการดำรงชีวิต แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่า ใครจะหยิบยกมาพิจารณา หรือจะมองผ่านไป ก็เท่านั้นเอง...

ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก //fic.ifrpd.ku.ac.thมากมาย ครับ





 

Create Date : 17 ตุลาคม 2554    
Last Update : 17 ตุลาคม 2554 19:43:22 น.
Counter : 306 Pageviews.  

๓๑๘ - ดินเดินได้




ความวุ่นวายวกวนอยู่กับกามราคะดูท่าทางจะค่อย ๆ ทุเลาลงไปมาก ช่วงนี้จิตใจเริ่มกลับมาดีเหมือนแต่ก่อน การพิจารณาสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา จนบางครั้งดูเหมือนตัวเองฟุ้งซ่านไปมาก จนสงสัยตัวเองว่ากำลังเลอะเลือนไปบ้างหรือเปล่า
เพราะบางครั้งก็ถูกมารเข้าครอบงำความรู้สึกได้ง่าย เช่น การแสวงหาความรักเช่นเดียวกับเพื่อน ๆ ทั้งหลาย การนึกถึงคิดถึงคนที่เคยคบหากันมาในอดีต ซึ่งก็มีความรู้สึกผูกพันและนึกถึงอยู่บ้าง ซึ่งข้าพเจ้าไม่ขอปฏิเสธว่ายังมีอารมณ์เหล่านี้อยู่ มันไม่สามารถที่จะสลัดทิ้งไปได้โดยง่ายเลย เยื่อแห่งกามตัณหานี่มันพยายามหาทางออกทุกทิศทุกทางทีเดียว

มันน่าแปลกตรงที่เรารู้ทั้งรู้ แต่ก็ยังไม่อาจหักห้ามความรู้สึกถึงอารมณ์รัก ๆ ใคร่ ๆ ได้
อาจจะเป็นเพราะข้าพเจ้ายังฝึกฝนไม่ถึงขั้นก็เป็นไปได้

ช่วงเที่ยงวันหนึ่ง กำลังรับประทานอาหารกลางวันกับเพื่อน ๆ เหมือนเช่นทุก ๆ วัน ความอิ่มของอาหารก็ทำให้รู้สึกแน่นท้องอย่างบอกไม่ถูก และยังเหลือข้าวอีกเกือบครึ่งจาน มองดูหน้าเพื่อน ๆ ก็คงกินข้าวกันอีกนานทีเดียว ข้าพเจ้านึกถึงอาหาเรปฏิกูลสัญญาขึ้นมา คือการพิจาณาอาหารว่าเป็นสิ่งปฏิกูล เหตุที่เพราะสามารถยกมาพิจารณาได้ก็คงเพราะอิ่มแล้ว หากสภาวะปกติก็คงตั้งหน้าตั้งตากินอย่างเดียว (+๕๕๕)



การพิจารณาอาหารไม่ต่างอะไรกับเป็นสิ่งปฏิกูล เพราะไม่นานอาหารที่เรารับประทานเข้าไป ก็ต้องกลายสภาพเป็นของปฏิกูลไป ไม่เชื่อท่านก็ลองทานข้าวไปแล้วก็อาเจียนออกมาดูก็ได้ ผักเอย หมูเอย ข้าวเอย มันจะคงสภาพเหมือนออกมาจากหม้อจากเตาใหม่หรือเปล่า..

เพราะเหตุที่เราไม่ได้พิจารณาถึงความเป็นธาตุของอาหาร จึงทำให้เรายึดติดลุ่มหลงอยู่ในรสชาติของมัน และมีการสร้างความอยากในรสอาหารใหม่ ๆ อย่างไม่มีวันสิ้นสุด เช่น มีการคิดเมนูอาหารที่แปลกใหม่อยู่เรื่อย ๆ จนกระทั่งไปถึงการคิดค้นเมนูสัตว์พิศดาร เป็นต้น

คราวนี้ลองมาพิจารณาดูร่างกายของเราบ้าง ร่างกายของเราดำรงอยู่ได้ด้วยการเคลื่อนไหวของลม น้ำ และอาหารที่เราทานเข้าไป ซึ่งทั้งสามประการนี้ เข้าไปเผาพลาญกันภายใน จนเกิดความร้อนทำให้ร่างกายเรามีพลังงานและความอบอุ่น โดยสรุปคือ ร่างกายของเราประกอบด้วยธาตุ ๔ น้ำ ดิน ลม ไฟ เคลื่อนไหวหมุนวนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราจึงสามารถเคลื่อนไหวและมีชีวิตอยู่ได้ ในส่วนของธาตุดินซึ่งเป็นส่วนที่มีองค์ประกอบของความแข็ง อ่อน นุ่ม เช่น เนื้อเยื่อ กระดูก เล็บ ผม ผิวหนัง เป็นต้น แต่ที่มาของมัน ก็มาจากอาหารนั่นเอง

คราวนี้เราลองมาพิจารณาอาหารอีกครั้ง ว่าที่ไปที่มานั้นมาจากไหน ขอยกตัวอย่างจากข้าวแล้วกัน เพราะว่าเรากินกันทุกวัน (ถึงแม้ว่าบางคนจะเถียงว่ากินก๋วยเตี๋ยวแทนก็เถอะ)



ข้าวเป็นพืชที่เราปลูกขึ้นมา ซึ่งอาศัยดิน น้ำ อากาศ ความร้อน ในการเจริญเติบโต เห็นไหมว่าข้าวก็ยังต้องการองค์ประกอบของธาตุทั้ง ๔ ซึ่งมีดินเป็นองค์ประกอบหลัก เพราะข้าวก็อาศัยแร่ธาตุจากดินมาช่วยสร้างความเจริญเติบโต เรากินข้าวเข้าไปก็เท่ากับเรากินองค์ประกอบของธาตุดินเข้าไปโดยไม่รู้ตัว (เพียงแต่ไม่ได้กินดินโดยตรงก็แค่นั้นเอง)

เห็นไหมว่าชีวิตของเรา ร่างกายของเราก็มีองค์ประกอบมาจากดิน คราวนี้ถ้าเห็นใครเดินมา เราก็พิจารณาทันทีเลยว่า

“อ้าว...นั่นไง ๆ ดินเดินได้ โอ้ว...”

แล้วคราวนี้ความสวยงามของมนุษย์มันจะตกไปอยู่ไหนกัน ก็ในเมื่อหลายต่อหลายส่วนของร่างกายของมนุษย์มีที่มามาจากดิน ความไม่งามมันมีอยู่เพียงแต่ถูกซ่อนอยู่ภายได้หนังที่บางเพียงสามมิลลิเมตร เมื่อลอกผิวหนังชั้นนอกออก ทุกคนในโลกก็จะสวยเท่ากันหมดจริงมั้ย

ดินเดินได้ คือร่างกายของมนุษย์ สัตว์ ที่มีวิญญาณครอง หากไม่มีวิญญาณครองเสียแล้วร่างกายของเราก็จะกลับกลายสภาพ เสื่อมสลายกลายเป็นดินไปอีกครั้ง แต่ก่อนนั้นก็ต้องทนเป็นบ้าน และอาหารของพวกหนอนไปก่อน...

ร่างกายนี้จึงไม่มีสาระอันใดที่เราจะมายึดติดหรือแย่งครองกัน ความสวยงามของร่างกายก็หาได้จีรังยั่งยืนไม่ มันมีความอ่อนไหว ง่ายต่อการยุบสลายและเสื่อมไป และต้องการดูแลทะนุถนอมตลอดเวลา
เคยมีเพื่อนผู้หญิงบ่นให้ฟังว่า วันไหนที่เธอไม่ได้แต่งหน้าก็แทบไม่อยากออกไปนอกบ้าน หรือแทบจะมองหน้าตัวเองไม่ได้เลยทีเดียว

ความสวยงามนั้นแล มันฉาบทาและหลอกให้เราหลงยึดติดเวียนวน ในความไม่รู้ในสภาวะทุกข์ที่ซ่อนอยู่ สัตว์ทั้งหลายจึงเวียนเกิดเวียนตาย เป็นอย่างนี้ทุกภพทุกชาตินั่นนา...

ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก //www.oknation.netมากมาย ครับ




 

Create Date : 10 ตุลาคม 2554    
Last Update : 10 ตุลาคม 2554 9:02:50 น.
Counter : 250 Pageviews.  

๓๑๗ - ท่ามกลางกระแส



ปัจจุบันนี้ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ท่ามกลางความโลภ โกรธ หลงของชนทั้งหลาย ลำพังกิเลสของตัวเองก็ลำบากในการดูแลอยู่แล้ว ยังต้องมีสิ่งกระทบจากกิเลสผู้คนรอบตัวมากมาย
ต่างคนต่างความคิดต่างความรู้สึก กระทำกรรมร่วมกันบ้าง ชดใช้กรรมของตัวเองบ้าง ร่วมกันชดใช้บ้าง ต่างกรรมต่างวาระที่จะสนอง มีความเชื่อยิบย่อยที่ต่างกันออกไป มีเรื่องราวปัญหามากมายให้แก้ไข และร่วมกันสร้างปัญหาใหม่ ๆ มาเสมอ

สังคมทุกวันนี้วุ่นวาย ซับซ้อนกว่าสมัยก่อน ความทันสมัยเทคโนโลยีเข้ามาครอบงำ และมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์มาก ทุก ๆ วันเรามักจะได้ยินเพื่อนร่วมงานคุยกันเรื่องโทรศัพท์ ที่กำลังออกมาใหม่ หรือรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ และอีกเยอะแยะมากมาย

แต่การปฏิบัติธรรม เพื่อลดละกิเลสเรากลับไม่ค่อยสนใจ หรือใครสนใจก็จะเป็นเป้าสายตา คนอื่นจะมองด้วยสายตาประหลาดทันที คือมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ข้าพเจ้าเองทุกวันก็เจอมากับตัวเอง หลายครั้งที่เราเข้าใจธรรมชาติของคนที่อยู่รอบตัว เพราะสมัยก่อนข้าพเจ้าก็เป็นอย่างเช่นคนเหล่านั้น ที่มองคนที่ศึกษาธรรมะเป็นคนแปลกประหลาดแตกต่างจากคนอื่น ไม่ค่อยน่าคบ ไม่มีชีวิตชีวา ฯ

ซึ่งก็เป็นเรื่อง นานาจิตตัง การรู้จักวางเฉยมักจะถูกนำมาใช้บ่อย ๆ รู้อะไรน่าตื่นเต้นก็นิ่งไว้ก่อน วางตัวเสมอกับคนรอบข้าง แต่ไม่ไหลตามกิเลสของคนเหล่านั้น สั่งสอนอบรมบ้างตามสิ่งที่เขาจะพอรับได้ หากมากไปพวกเขาก็จะรู้สึกต่อต้านและมองการปฏิบัติธรรมเป็นไปในทางลบ น่าอึดอัด การสั่งสอนคนให้เกิดสัมมาทิฏฐินี้เป็นเรื่องยากเอาการ เพราะแต่ละคนต่างก็สั่งสมความรู้ของตัวเองมาไม่เหมือนกัน ผ่านสังสารวัฏ ร้อน หนาวมาไม่เหมือนกัน เช่น คนที่เป็นชาวพุทธแท้ ๆ แต่ก็ยังลังเลสงสัยว่าพระพุทธเจ้ามีจริงหรือเปล่า กรรมมีจริงหรือเปล่า ฯ ซึ่งก็ยังมีให้เห็นอยู่มาก

บางคนมีความเชื่อมันในตัวเองสูง ถือว่าตนเองอ่านมามาก ฟังมามาก เราพูดอย่างไรก็เถียงตอบได้ทุกเรื่อง และจะเฉไปเรื่องที่ตนเองถนัด ชอบคุยโวมากว่า คนจำพวกนี้น่ากลัวอีกแบบ เพราะเขาจะสั่งสมอัตตาของตัวเองไว้มาก เป็นสนิมเหล็กที่เกาะแน่นยากที่จะคลายได้ หากคนจำพวกนี้ไม่ยอมรับการปฏิบัติธรรม ไม่สนใจในการปฏิบัติ ย่อมยากในการอบรมสั่งสอน

เรียกได้ว่านิสัยของคนที่อยู่รอบข้างนั้นมีเยอะแยะมากมายทีเดียว บางครั้งมันทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกเบื่อต่อทิฏฐิของคนเหล่านั้น ทุกวันนี้ทนอยู่ก็ยิ่งทรมาณ อึดอัดพอสมควร แต่ก็ต้องทน เพราะหน้าที่คือส่วนหนึ่ง เพราะเหตุแห่งวาระกรรมอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าต้องชดใช้กับคนเหล่านั้น เพราะมีกรรมที่ผูกมัดด้วยกันมา

นั่นแหละเป็นวาระแห่งกรรม ซึ่งผูกสัตว์ทั้งหลาย และมีอิทธิพลต่อชีวิตของสัตว์ในสังสารวัฏนี้ ซ้ำร้ายกิเลสที่พอกพูลอยู่ในกมลจิตสันดาน ก็พลักดันให้เรากระทำกรรมซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างไม่มีเบื่อ แต่เล่ห์กลของกามภพนั้นมีความละเอียดซับซ้อนมาก มันไม่ได้รังสรรค์ให้เรามีความทุกข์เสียอย่างเดียว หรือสุขอยู่เพียงอย่างเดียว แต่มันเปลี่ยนแปลงหมุนไป ทำให้เราหลงคิดว่าสุขคือสิ่งน่าหลงไหล และทุกข์คือสิ่งที่น่าพลักไสออกไป เราจึงวิ่งหาความสุขกันโดยมาก แต่วิ่งอย่างไร ก็ไม่อาจจะทิ้งความทุกข์ไปได้ เพราะธรรมชาติมันต้องเป็นอยู่อย่างนั้น แต่เราไม่ได้เรียนรู้มัน พอความทุกข์ตามเรามาทัน ก็เกิดความเศร้าเสียใจ เสียดายความสุข และดิ้นรนหาความสุขใหม่ ๆ เพื่อให้ความทุกข์ปัจจุบันคลายไป เป็นอย่างนี้ว่ายวนอย่างไม่มีที่สุด




ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก //www.212cafe.comมากมาย ครับ




 

Create Date : 05 ตุลาคม 2554    
Last Update : 5 ตุลาคม 2554 21:03:47 น.
Counter : 258 Pageviews.  

๓๑๖ - เยื่อใยแห่งตัณหา






ชายนักเดินทางยังคงเดินทางต่อไป ถึงแม้ว่าจุดหมายนั้นอาจจะยังห่างไกลนัก แต่สำหรับเขาแล้วชีวิตทั้งชีวิตก็คือการเดินทาง ชีวิตที่ต้องเดินทางร่อนเร่ไปตามภพตามภูมิต่าง ๆ ได้พบเจอสิ่งที่อัศจรรย์เหนือธรรมชาติมากมาย โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตในอีกมิติหนึ่ง ซึ่งมีรูปร่างแตกต่างกันไปไป ทั้งเทวดา เปรต อสูรกายหรือแม้แต่สัตว์เดรัจฉาน แต่สิ่งหนึ่งที่สัตว์โลกทั้งหลาย ในไตรภูมิมีเหมือนกันคือ กิเลส ตัณหา ความทะเยอนอยาก ขึ้นอยู่กับว่าใครจะสามารถระงับยับยั้งได้มากน้อยต่างกันเท่านั้น

เหนือขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นกามาวจร จนเกือบถึงพรหมโลก เป็นที่อยู่ของเทพผู้มีฤทธิ์อำนาจ ในการครอบงำจิตใจของสัตว์ให้เวียนว่ายอยู่ในวังวนของวัฏฏะ มีท้าวผู้ซึ่งบัญชาโลกเบื้องล่างและเบื้องบน ให้หมุนวนไปตามกิเลสตัณหา คอยยุยงส่งเสริมให้กิเลสของสัตว์พอกพูล เพื่อหวังผลในอำนาจและพรรคพวกของตัวเอง ท้าวเทพนั้นคือ เหล่าเสนามาร หรือเทวบุตรมารผู้มีฤทธิ์นั่นเอง มารนั้นหาใช่หน้าตาน่ากลัวเฉกเช่นเดียวกับในนิทาน หากแต่มารนั้นมีกายทิพย์เช่นเดียวกับพวกเทวดาและอมนุษย์ทั้งหลาย แถมยังมีกายละเอียด มีฤทธิ์ในการเนรมิตสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไปตามความต้องการของตน และมีอายุยืนมากกว่าสัตว์ใด ๆ ในชั้นกามภพ(คือชั้นของเทวดาลงไปจนถึงสัตว์นรก)

“บุรุษผู้นั้น ยังไม่ถึงชีพอีกรึ...” เสนามารกล่าวกับลูกน้องของตน

“ยังมีชีวิตอยู่ครับนายท่าน ในกาลที่ผ่านมา กระผมได้หลอกล่อให้ชายผู้นั้นหลงไปติดกับดักของหลุมดำแห่งกาลเวลา ตั้งใจจะกักขังให้มันอยู่ในนั้นจนหมดอายุขัย แต่ไม่น่าเชื่อว่ามันจะสามารถหนีออกมาได้” ลูกน้องมารรายงานตามความเป็นจริง

“ชายผู้นี้มีอานุภาพแห่งความเพียรมากจริง แถมยังสั่งสมบารมีมากขึ้นกว่าแต่ก่อนเก่า ไม่ช้ามันคงเดินทางไปถึงนิพพานเป็นแน่ ชะรอยมันไปถึงแต่ผู้เดียวนี้ก็ยังไม่เท่าไหร่ กลัวว่ามันจะชวนสัตว์ทั้งหลายตามกันไป มีหวังสังสารวัฏคงสะเทือนเป็นแน่...” เสนามารวิตก

“อย่าห่วงไปเลยนายท่าน ธรรมดาของมนุษย์ย่อมมีจุดอ่อนด้วยกันทั้งนั้น ที่ผ่านมาเราเล่นงานด้วยไม้แข็งมาตลอด แต่ก็ล้มเหลวเพราะไม่อาจจะสู้กำลังใจของคนผู้นี้ได้ แต่คราวนี้กระผมเห็นว่ามีบุคคลผู้หนึ่งที่จะทำให้คนผู้นี้ยกเลิกการเดินทางขอรับ...” ลูกน้องมากล่าว

“อืม เจ้าคงหมายถึงผู้หญิงใช่ไหม...” เสนามารพูดขึ้นอย่างรู้ทัน

“ถูกต้องขอรับ เป็นผู้หญิงคนรักเก่าของชายผู้นั้น เคยใช้ชีวิตร่วมกันมาหลายต่อหลายภพ ในกาลก่อนถูกไฟบัลลัยกัลป์ทำลายร่างจนถึงแก่กาลแตกดับ แล้วไปอุบัติอยู่ในภพภูมิเบื้องหน้า ในสถานที่ที่ชายผู้นั้นกำลังจะเดินไปถึงขอรับ...”

“ฮ่ะ ๆ ...โอ้ เป็นข่าวดีเหลือเกิน สายใยแห่งกรรมนี้ผูกติดคนทั้งสองไว้ และรังสรรค์ได้ถูกเวลาดีจริง” เสนามารร้องอุทาน

“ผู้หญิงที่เกิดอุบัติใหม่คนนั้น ยังคงมีความทรงจำเก่าติดค้างอยู่บ้าง เพียงข้าขอแทรกเข้าไปกระตุ้นความทรงจำนิดหน่อยก็เพียงพอแล้ว ” ลูกน้องมารอมยิ้ม

“ดี จัดไปอย่ารอช้า ข้าเองก็เริ่มเบื่อกับบุคคลผู้นี้เต็มทน หากแม้นครานี้ไม่สำเร็จ เห็นทีข้าคงต้องออกแรงเสียเองเสียกระมัง...”

“กระผมว่าคงไม่ต้องถึงมือท่านดอก แล้วข้ากระผมจะมารายงานให้ท่านทราบต่อไป” ลูกน้องมารกล่าวลาเจ้านาย และทำตัวอันตธานหายไปอย่างรวดเร็ว

ชายนักเดินทางร่อนเร่ ผ่านป่าเขามานับแรมเดือน แต่ก็ยังไม่พบสถานที่ที่จะมีมนุษย์อาศัยอยู่ได้ ช่างเป็นการเดินทางที่ยากลำบากยิ่งนัก

สายลมอ่อน ๆ พัดมาจากทิศทางเบื้องหน้า พร้อมกับกลิ่นดอกไม้ชนิดหนึ่งซึ่งเขาคุ้นจมูกอยู่มาก กลิ่นนั้นเองทำให้เขากระตุ้นนึกถึงหญิงคนรักที่พลัดพรากจากกันไปนานแสนนาน เขาจำได้ดีว่ากลิ่นดอกไม้นี้ เป็นกลิ่นที่นำมาสกัดน้ำหอมของเธอ และแล้วภาพแห่งความหลังก็ฉายออกมาในความคิดของเขา ไม่ต่างอะไรกับภาพยนต์ซึ่งยังคงแจ่มชัดอยู่ในความคิด

“ทำไมกัน...ทำไมเรายังคงรู้สึกแบบนี้...” ชายนักเดินทางบ่นพึมพรำกับตัวเอง ซึ่งอารมณ์ความรักความใคร่นั้น เขาคิดว่าสามารถวางใจได้เสียนานแล้ว แต่เพียงกลิ่นหอมเพียงนิดเดียวก็กระตุ้นให้กิเลส และความรู้สึกเก่า ๆ ให้พอกพูลขึ้นมาอีก จิตนี้ประหลาดนัก มันเก็บทุกสิ่งทุกอย่างไว้ดีจริง ๆ รอเพียงเวลาที่เหมาะสม ก็ถูกกระตุ้นออกเป็นอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง โดยที่เราไม่ทันตั้งตัว

ในไม่ช้าชายนักเดินทางก็มองเห็นหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ท่ามกลางหุบเขา มีอาคารสูงใหญ่สวยงามมากมาย หลาย ๆ อาคารประดับด้วยเพชร พลอย และแร่ธาตุที่มีค่ามากมาย ประหนึ่งว่าสามารถหาได้โดยง่าย ไม่ต่างกับก้อนหินบนโลกมนุษย์ เหล่าอาคารที่อยู่เหล่านั้น เมื่อคราวส่องกระทบกับแสง ก็ส่องประกายระยิบระยับมองเห็นแต่ไกลหลายโยชน์ ผู้มองแต่ไกลเห็นประหนึ่งราวกับเมืองที่อยู่บนสวรรค์เลยทีเดียว

-จบ-

ในตอนหน้าชายนักเดินทางต้องเผชิญกับภัยที่น่ากลัวน้อยที่สุด แต่มีพิษสงรุนแรงมากที่สุด นั่นคือ ความรัก และตัณหา ซึ่งพอกพูลอยู่ภายในใจของเขามานานแสนนาน โดยการบันดาลจากลูกน้องมาร ผู้คอยตามก่อกวนการเดินทางของเขามาโดยตลอด อย่างที่ชายนักเดินทางเองก็ยังไม่รู้เท่าทันของเล่กลของมารครั้งนี้

ชายนักเดินทางจะเอาตัวรอดไปได้หรือไม่ ก็ลองตามอ่านกันต่อไป ซึ่งรับรองว่าเกร็ดของเรื่องนี้ จะสามารถสอนใจให้นักปฏิบัติได้พอสมควร

ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก //www.oknation.netมากมาย ครับ




 

Create Date : 29 กันยายน 2554    
Last Update : 29 กันยายน 2554 9:00:03 น.
Counter : 346 Pageviews.  

1  2  

BlogGang Popular Award#13


 
อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.