ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 

๓๘๐ - ฟองอากาศ





ณ กลางชุมชนเมืองแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางผืนป่าและหุบเขาอันสลับซับซ้อน ในตอนบ่ายวันหนึ่งกลางฤดูฝน ปรากฎร่างของชายผู้หนึ่งงค่อย ๆ เดินมาหาที่ชุมชน เขาสวมเสื้อผ้าที่มอมแมน ใบหน้าอิดโรยบ่งบอกถึงการเดินทางที่ยาวนานและลำบาก แขนขวาของเขาประคองสัมภาระไว้เพียงแขนเดียว เหตุเพราะแขนซ้ายของเขาต้องสูญเสียไปเมื่อครั้งแห่งการอุบัติของไปบัลลัยกัลป์ในครั้งก่อน

ชายนักเดินทางได้เดินทางมาถึงเมืองแห่งนี้ เขาตั้งใจว่าจะหยุดพักเพื่อขอซื้อหรือแลกอาหารสำหรับเป็นเสบียงไว้ใช้เดินทาง ชุนชนเมืองแห่งนี้ดูเป็นชุมชนเมืองปกติธรรมดา ๆ ไม่เหมือนกับหลาาย ๆ เมื่อที่เขาเคยประสบมา อีกทั้งยังมีลักษณะสภาพแวดล้อมคล้ายกับเมืองบ้านเกิดของเขาอีกด้วย

เบื้องหน้าของเขา เป็นชุมชนตลาดที่กำลังมีการจับจ่ายซื้อของอย่างพัลวัน เมื่อมองตามทางเดินเหนือขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามเส้นทางที่ปูด้วยหินสลักสวยงาม และจัดวางไว้เป็นระเบียบดูน่ามองมากกว่าการใช้เท้าสัมผัสเดินเสียอีก ปลายสุดของเส้นทางเดินเป็นเนินเตี้ย ๆ ซึ่งเป็นเนินที่มีทางแยกออกไปได้ทั้งสี่ทิศ ตรงกลางเนินถูกสร้างขึ้นคล้ายเป็นศูนย์กลางของอะไรบางอย่าง เมื่อมองดูสักพักจึงทราบว่าเป็นน้ำพุที่พุ่งขึ้นมาจากใต้พิภพซึ่งส่งเสียงดังเป็นจังหวะคล้ายกับลมหายใจของสัตว์ประหลาดที่นอนอยู่ใต้ดิน



ชายนักเดินทางรู้สึกพอใจกับภาพน้ำพุนั้นอย่างมาก แม้มองจากระยะไกลเพียงนี้ยังดูน่าสนใจ หากเข้าไปใกล้กว่านี้อีกจะน่าดูสักเพียงไหน เขาวางสายตาจากการเลือกดูเสบียงสิ่งของ และเดินไปยังจุดหมายคือลานน้ำพุแห่งนั้น เมื่อเดินไปถึงก็ต้องประหลาดใจ เพราะมีคนจำนวนมากรายล้อมน้ำพุนี้อยู่ สายตาของคนเหล่านั้นมองดูน้ำพุราวกับว่าเป็นสิ่งวิเศษสวยงาม

สักพักหนึ่งก็ได้ยินเสียงน้ำพุ่งแหวกโพรงอากาศขึ้นมาจากใต้ดิน และทยานขึ้นเป็นลำน้ำ ความสูงประมาณ ๙ – ๑๐ ช่วงคน จังหวะที่น้ำพ่นออกมานั้น ก็บังเกิดเป็นฟองอากาศ กระทบกับแสงแดดยามบ่ายดูแล้วสวยงามอย่างยิ่ง มีเสียงร้องอึงคะนึงของกลุ่มคนที่รายล้อมน้ำพุอยู่ ฟองอากาศนับร้อยฟองทั้งเล็กบ้างใหญ่บ้าง กระจายไปตามอากาศ และค่อยตกลงมายังบริเวณลานน้ำพุตามแรงโน้มถ่วงของโลก ก่อนที่ฟองอากาศจะตกถึงพื้น คนที่รายล้อมอยู่ก็จะพยายามจับฟองอากาศนั้นไว้ แต่ไม่มีใครแย่งใคร หากฟองอากาศตกตรงหน้าใครคนนั้นก็จะรับไว้ เสร็จแล้วก็เดินถอยออกมา เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนอื่น ซึ่งเป็นอยู่เช่นนี้หลายรอบ ทำให้ชายนักเดินทางรู้สึกฉงนใจกับพฤติกรรมของชาวเมือง ๆ นี้ยิ่งนัก เขาจึงตัดสินใจเดินเข้าไปถามชายหนุ่มผู้หนึ่ง

“สวัสดีครับ ผมเป็นนักเดินทางและกำลังเดินทางไปดินแดนนิพพาน บังเอิญผ่านมายังเมืองนี้ รู้สึกสงสัยว่าพวกคุณและชาวเมืองกำลังทำอะไรอยู่ครับ...” ชายนักเดินทางถาม

“สวัสดีครับ ผมดูก็พอจะรู้ว่าคุณเป็นคนต่างถิ่น แต่นับว่าคุณโชคดีมากที่ได้มาเห็นปรากฏการณ์สิบปีจะมีครั้งหนึ่ง” ชายคนนั้นอธิบายรวบรัด

“หมายความว่า น้ำพุนี้จะพุ่งขึ้นมาทุก ๆ สิบปีอย่างนั้นหรือ ” ชายนักเดินทางทำท่าทางตกใจ

“ถูกต้องแล้ว บ่อน้ำพุนี้เป็นน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ ทุก ๆ สิบปีจะพ่นน้ำขึ้นมา และทุกก ๆ ครั้งที่น้ำศักดิ์สิทธิ์กระทบกับอากาศก็จะเกิดปรากฏการณ์ฟองอากาศขึ้น คนหนุ่มสาวที่ปรารถนาความรัก ก็จะยื่นมือเพื่อรอรับฟองอากาศนั้น และจะเก็บรักษาดูแลมันไว้อย่างดี หากฟองอากาศไม่แตกสลาย และคนดูแลเอาใจใส่มันอย่างดีแล้วล่ะก็ ภายใน สิบวัน มันจะค่อย ๆ กลายเป็นอัญมณีที่มีสีสันสวยงาม และมีรูปร่างแตกต่างกันออกไป ยกเว้นบางคู่เท่านั้นที่มีลักษณะเหมือนกันทั้งสีสันและรูปร่าง ถัดจากนี้อีกสองสัปดาห์ พวกหนุ่มสาวอย่างพวกเราก็จะกลับมารวมตัวกันที่ลานน้ำพุนี้อีกครั้ง และจะนำอัญมณีที่เราดูแลรักษาอย่างดีนี้กลับมาด้วย เพื่อนำมาหาคู่ที่เหมือนกัน หากอัญมณีใครที่มีลักษณะเหมือนกันทุกประการและเจ้าของเป็นเพศตรงข้ามกัน หนุ่มสาวคู่นั้นก็จะได้แต่งงานกัน ซึ่งหากอัญมณีคู่ใดมีความสวยงาม และแข็งแกร่ง ทั้งคู่จะสามารถครองคู่กันได้อย่างยาวนาน ”ชายหนุ่มอธิบายอย่างละเอียด

“อย่างนี้เอง แปลกดีจริง...” ชายนักเดินทางพูด

“แต่ก็ไม่เสมอไปกับทุกคน บางคนเพียงสัมผัสฟองอากาศ ฟองอากาศนั้นก็แตกสลายไปต่อหน้าต่อตา นั่นหมายความว่าเขาต้องรออีกสิบปีเพื่อกลับมาจับคู่ใหม่ หรือบางคนได้ฟองอากาศไปแล้วอีกสอง สามวันมมันก็แตกสลายไปเอง และอีกหลาย ๆ คนที่สามารถรักษาจนฟองอากาศกลายเป็นอัญมณีที่สมบูรณ์ได้สำเร็จ เขาก็จะมีสิทธิ์ในการเลือกคู่”

“ฟังดูแล้ว เหตุไฉนความรักของคนหนุ่มสาวในเมืองนี้ จึงขึ้นอยู่กับฟองอากาศด้วยเล่า ไม่ใช่เพราะการที่เรามีใจเอื้อเฟื้อต่อกันไม่ใช่หรือ...” ชายนักเดินทางถาม



“ไม่เช่นนั้นหรอก ฟองอากาศนั้นไม่ได้เป็นตัวเลือกหรือเป็นสิ่งที่คอยจับคู่คนโน้นคนนี้ไปเรื่อย ๆ ประดุจกามเทพที่ไม่มีวิจารณญาณ แต่คนที่สัมผัสมันด้วยความรักที่แท้จริง คนสองคนที่มีจิตใจสื่อถึงกัน ผูกพันกันอย่างแท้จริง ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติที่ผ่าน ๆ มา และต้องเป็นความรักที่บริสุทธิ์ทั้งสองฝ่าย ด้วยเหตุพลังแห่งความรักนี้ มันจะหลอมให้ฟองอากาศที่มีลักษณะบอบบาง ให้กลายเป็นอัญมณีที่มีลักษณะที่เหมือนกันได้ เข้าใจใช่ไหม...นี่เป็นหนทางที่จะทำให้ชาวเมืองของเราไม่ต้องผิดหวังจากความรักที่ไม่สมหวังยังไงล่ะ...” ชายนักเดินทางได้ฟังคำอธิบายแล้วถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ ในโลกนี้ยังมีสิ่งประหลาดเช่นนี้อยู่ด้วยหรือ

หรือว่าเขาจะลองสัมผัสฟองอากาศดูสักครั้ง...?

พอดีใกล้ ๆกันนั้นมีฟองอากาศฟองหนึ่งกำลังลอยมาทางชายนักเดินทางพอดี เขาจึงเอามือขว้าเอาไว้ ทันใดนั้นฟองอากาศก็แตกสลายไปในทันทีที่มือเขาสัมผัสถูก ทำให้ชายหนุ่มที่สนทนาด้วยกลั้นเสียงหัวเราะไว้ไม่อยู่

“คุณไม่มีความรัก ๆ ” ชายผู้นั้นพูดอยู่สองประโยค แล้วก็ยิ้มจากไป

“นั่นสิน่ะ...” ชายนักเดินทางสบถกับตัวเอง ความรักของเขามันย่อยสลายไปนานแล้ว และเขาเองนั่นแหละที่เป็นฝ่ายหันหลังให้กับมัน

เขาตัดสินใจพักอยู่ในเมืองนี้อีกสองสัปดาห์ เพื่อรอดูพิธีกรรมเลือกคู่ที่พิลึกพิลั่นนี้ ก่อนที่จะเตรียมตัวเดินทาง เพื่อค้นหาดินแดนนิพพานต่อไป...

จบ -

สำหรับความรักระหว่างชายหนุ่มกับหญิงสาวนั้น ต้องหมั่นสร้าง หมั่นดูแลรักษา ไม่ต่างอะไรกับการดูแลรักษาฟองอากาศไม่ให้แตกสลาย หากเรารู้จักดูแลความรัก อย่างถูกวิธี และทำอย่างสม่ำเสมอ ความรักระหว่างสองคนนั้นจึงจะเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ ดังเช่นฟองอากาศที่กลายเป็นอัญมณีที่สวยงามในที่สุด




สารบัญ





ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก //www.warrenphotographic.co.ukมากมาย ครับ









 

Create Date : 12 สิงหาคม 2555    
Last Update : 12 สิงหาคม 2555 22:23:44 น.
Counter : 729 Pageviews.  

๓๗๙ - ธรรมะเรื่องปกติ




สุขเป็นสิ่งเราสร้างขึ้นมา ทุกข์เป็นผลพลอยได้จากการที่เราพยายามสร้าง หรือแสวงหาความสุข อาจจะมีหลาย ๆ คนคงพอเข้าใจว่า การหยุดการดิ้นรนค้นหาวัตถุภายนอก เราจะพบความสุขอีกประเภทหนึ่ง คราวหนึ่งข้าพเจ้าอยู่ในช่วงลาออกจากงาน และทางครอบครัวก็มาขนสิ่งของกลับบ้านนอกหมด ทั้งทีวี เครื่องใช้อำนวยความสะดวกต่าง ๆ และข้าพเจ้าก็ยังเหลืองานที่ต้องทำอีก ๒ เดือน น่าแปลกใจว่า ๒ เดือนที่ไม่ได้สัมผัสทีวีเลย มันทำให้ข้าพเจ้ามีความรู้สึกดีอย่างประหลาด และยังจำความรู้สึกแบบนั้นได้ดี รู้สึกว่าเรามีเวลาว่างเยอะมากขึ้น ไม่ต้องเอาสมองไปเปลืองกับรายการโฆษณาในทีวี ข่าวสารก็มีแต่เรื่อง ฉก ชิง วิ่ง ราว ฆ่ากัน ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นแต่ข่าวที่ดูแล้วทำให้จิตเราตกทั้งนั้น


อันที่จริงจะกล่าวไปแล้วสุขหรือทุกข์ทั้งหลายก็มารวมกันอยู่ที่ใจเป็นหลัก สิ่งปรุงแต่งภายนอกเป็นเพียงสิ่งที่สัญจรเข้ามา แล้วสัมผัสกับอาตยนะทั้งภายในและภายนอก เหตุเพราะเราไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ เราจึงยึดหมายสิ่งเข้ามากระทบนั้นเป็นที่อยู่ของอารมณ์ และเป็นตอบสนองที่กระทบนั้น มันก็เลยกลายเป็นความหลงขนานใหญ่ และรุนแรงมากขึ้น ๆ ทั้งที่ทุกสิ่งที่เข้ามานั้นล้วนแต่มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไปเป็นธรรมดา เราไม่อาจจะยึดถือสิ่งหนึ่งสิ่งใดไว้นาน แม้แต่กายแท้ ๆ ของเรา ไฉนเลยจะเป็นรูปกายาของคนอื่น ๆ สิ่งนี้เป็นธรรมขั้นสามัญ เป็นธรรมขั้นพื้นฐานที่เราจะต้องทำความเข้าใจ การทำความเข้าใจไม่ได้หมายความเราจะทำได้อย่างที่เราคิดเสมอ ข้าพเจ้าเองก็เช่นกัน แม้จะดูเข้าใจอะไรในหลาย ๆ สิ่ง แต่จริง ๆ แล้วตัวก็ยังคงต้องศึกษา ต้องเพียรละเพียรแก้ มีการหกล้ม ถูกกิเลสฟาดหัวอยู่บ่อยครั้ง หลาย ๆ ครั้งที่หนักเสียด้วย แต่ทุกครั้งข้าพเจ้าก็ไม่ลืมธรรมะ นี่เองเป็นเหตุผลที่ว่าาเราเพียงเข้าใจในเรื่องธรรมะก่อนส่วนการที่ว่าใครจะนำไปปฏิบัติแล้วได้ผลมากน้อยมันก็เป็นเรื่องตามมา

คนปฏิบัติในสายตาของคนภายนอก ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนถูกจับผิดอยู่ตลอด เช่นบางคนเห็นเรื่องนั้นข้าพเจ้าไม่น่าทำบอกว่า “มันบาปนะ...” หรือ คิดอย่างนี้ไม่ได้นะ “ผิด” บางครั้งแค่มองผู้หญิงก็ยังมีคนค่อนแคะ

บางทีก็อยากจะบอกว่า

“ข้าพเจ้าเองเป็นคนธรรมดาที่มีกิเลส มีตัณหา ก็ย่อมมีผิดพลาดลงคลองไปได้บ้าง ไม่ได้เป็นพระอรหันต์นะ...” (ออกแนวประชดประชัน)

แต่มองในแง่ดี ก็ดีเหมือนกันที่มีคนเตือนสติ บางทีอาจจะเป็นเทวดาดลใจให้คนเหล่านั้นพูดก็ได้ เพราะเคยสงสัยเหมือนกันว่าคนแบบนี้ไม่น่าจะคิดหรือพูดคำพูดแบบนั้นได้ (ไม่รู้ดูถูกเกินไปไหม)

จะเห็นว่าชีวิตการก้าวสู่ธรรมะนั้น ไม่ได้มีอะไรเหนือกว่าบุคคลธรรมดาทั่วไป เราก็ยังกินนอนพูดคุยกับกิเลสได้ปกติ

อุปมาเหมือนกับเรามีเพื่อนสนิทอยู่คนหนึ่ง คบกันมานานและสนิทกันมาก แล้ววันหนึ่งเราเกิดรู้ความจริงว่าเพื่อนเรานั้น เป็นฆาตกรโรคจิตที่ปิดบังตัวเองได้อย่างแนบเนียนที่สุด ไม่รู้ว่าวันไหนจะถึงคิวของเรา แน่นอนว่าเราตัดสินใจที่จะทำตัวออกหนีห่างให้ไกลที่สุด แต่จะเดินหนีไปเลยอย่าทันทีทันใดนั้น เราก็อาจจะถูกสงสัยและเป็นอันตรายได้ง่าย เราก็ต้องหาอุบายวิธี เพื่อค่อย ๆ ละทิ้งจากเพื่อนคนนี้

นี่เองกิเลสตัณหา มันก็ไม่ต่างกัน เราก็ต้องค่อยละค่อยศึกษา ค่อย ๆ ปล่อยวาง มีไม่กี่คนที่สามารถจะวางกิเลสได้เลยทันที (แต่นั่นก็หมายว่าเขาได้อบรมตนเองมาติดต่อกันหลายชาติ) ทุกอย่างต้องค่อยเป็นค่อยไป ดำเนินตามทางสายกลางของพระพุทธเจ้า ไม่ตึงและไม่หย่อนเกิน อยู่ในความพอดี ทำอย่างไรก็ได้ให้กิเลสมันรู้ตัวช้าที่สุดว่าเราก็ลังจะทอดทิ้งมัน ไม่อย่างนั้นเราจะเจอแรงต่อต้านอย่างมหาศาล จนเราอาจจะเกิดความท้อแท้ ท้อใจในที่สุด แรงต้านนี้มาจากแรงต้านภายในของความเคยชินที่เราสะสมมานับภพนับชาติไม่ถ้วน อีกแรงหนึ่งคือแรงจากมารทั้งหลาย ทั้งเทวบุตรมาร กิเลสมาร ขันธมาร ฯ สิ่งเหล่านี้มันจะคอยขัดขวางไม่ให้เราพบธรรมขั้นสูง ๆ ขึ้นไป


สารบัญ


ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก //www.chonburiguide.comมากมาย ครับ




 

Create Date : 05 สิงหาคม 2555    
Last Update : 5 สิงหาคม 2555 9:56:43 น.
Counter : 446 Pageviews.  

๓๗๘ - จังหวะชีวิตของสุขและทุกข์




ณ เวลาเดียวกัน หน้าห้องพยาบาลแห่งหนึ่ง อาจจะมีคนที่รอการเกิด และกำลังจะเป็นพ่อคนในอีกไม่กี่วินาที เลยขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งอาจจะมีคนอีกลุ่มหนึ่งกำลังรอติดตามอาการของคนรักอย่างใจจดใจจ่ออยู่หน้าห้องไอ ซี ยู หรือใครบางคนกำลังรอลุ้นผลการผ่าตัด ไม่ว่าอย่างไรทุกวินาทีของคนเหล่านั้นช่างมีค่ามีความหมายเหลือเกิน

เราใช้วินาทีของชีวิตอย่างมีค่าอย่างไร ข้าพเจ้ามองเห็นเด็ก ๒ ขวบคนหนึ่งกำลังเดินเตาะแตะอยู่ ณ ลานวัด ในขณะไปทำบุญตอนเช้า และเหลือบไปมองหญิงชราบนรถเข็น หากเด็กคนนี้มีอายุยืน อีกไม่เกิน ๖๐ ปี ร่างกายของเด็กคนนี้ก็ต้องเหี่ยวชราลงเช่นหญิงชรา มองดูไม่น่ารัก ทำไมเวลาของเราช่างแสนสั้นนัก

เวลาขณะเดียวกันของคนบนโลก มีทั้งคนเกิด คนตาย คนร้องไห้ คนหัวเราะ คนมีความทุกข์ คนมีความสุข คนที่ประสบความสำเร็จ คนที่กำลังจะล้มละลาย คนที่กำลังจะฆ่าตัวตาย หรือคนที่กำลังจะถูกคนอื่นฆ่า คนที่กำลังเรียนจบ คนที่กำลังรอผลตรวจเลือด ฯลฯ โลกนี้มันโรงละครดี ๆ นี่เอง เราต่างสวมบทบาทแสดงกันไปตามวาระ บางครั้งเราก็แสดงบทเป็นลูกในตอนเช้า ตอนเย็นเราก็อาจจะต้องรับบทเป็นพ่อ เป็นสามี หรือ เป็นหมอ เป็นวิศวกร แต่ชีวิตของเรานี้มันต่างจากละครตรงที่ หลังจากละครเวทีฉากหนึ่งฉากใดจบไป นางเอกที่สักครู่กำลังเล่นบทร้องไห้น้ำตาไหลท่วมเวทีอาจจะยิ้มหัวเราะได้เพราะเข้าใจว่านี่เป็นบทบาทของตัวละคร

แต่ทว่าชีวิตจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น คนทั้งหลายต่างจริงจังกับบทละครของตัวเองที่แสดงอย่างมากมายและไม่ยอมวางกับบทแสดงนั้นได้ง่าย ๆ ท่านเรียกว่า ความยึด ความติด ที่ยึดที่ติดนี้ก็เพราะต่างไม่ยอมวางบทบาทและไม่ยอมเข้าใจว่าโลกนี้ที่เราอาศัย เป็นเพียงโรงละครเท่านั้น ร่างกายของเรานั้นปลายทางเหมือนกับถูกขีดไว้แล้วว่าเราจะต้องเสื่อมสลายไป ณ วันใดวันหนึ่งข้างหน้าอย่างแน่นอน บทละครของเราจะต้องจบลงหรือไม่ก็สักวันต้องถูกผู้กำกับเขี่ยลงจากเวที เป็นต้น

ในบางเวลาที่เรามีความสุข เคยคิดกันหรือไม่ว่าในอีกมุมหนึ่งของฟากถนน อาจจะกำลังมีคนทุกข์ใจ สำหรับข้าพเจ้าแล้วเป็นคนชอบคิด และก็คิดอยู่บ่อย ๆ ว่าความสุขของเราทุกวันนี้ก็มีพอประมาณ อาจจะมีคนอื่นที่กำลังมีความทุกข์อยู่ก็ได้ และบางทีวันพรุ่งนี้เราก็อาจจะมีความทุกข์เช่นเขา ดังนั้นหากคราวใดที่เรามีความสุขก็พึงสังวรณ์ว่า อีกไม่นานสุขนั้นจะหายไป หรือคราวใดที่เรามีความทุกข์อาจจะเป็นทุกข์ทางกายหรือทางใจ ในอีกมุมหนึ่งของฟากถนน ก็อาจจะมีคนที่กำลังมีความสุข เราก็จะคิดได้ว่าอีกไม่นานเราก็จะมีความสุข เมื่อความทุกข์ในปัจจุบันนี้จางหายไป เรียกว่า สุขก็พอประมาณ ทุกข์ก็พอประมาณ

จังหวะชีวิตของแต่ละคนในเวลาเดียวกันจึงแตกต่างกัน เราทำได้เพียงเรียนรู้จากคนรอบข้าง และทำความเข้าใจ ทุกสิ่งทุกอย่างคนอื่นเขาประสบพบเจอในวันข้างหน้าเราก็อาจจะพบเจอบ้าง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะบันดาลทุกข์หรือสุข ขอให้เราจงเรียนรู้ไว้ อย่าพยายามดิ้นรนวิ่งหาความสุขจนละเลยความทุกข์ หรือผลักไสความทุกข์ออกไปจนไม่สนใจความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัวเรา
ทุกอย่างอยู่ที่ความพอ เมื่อเรามีความพอ เราจะมีสิ่งที่เรียกว่าภูมิคุ้มกัน ที่จะไม่ทำให้เราติดเชื้อความทุกข์ความสุข เหมือนเช่นชาวโลกทุกวันนี้


สารบัญ

ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก //www.dae.mi.thมากมาย ครับ




 

Create Date : 29 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 29 กรกฎาคม 2555 21:46:05 น.
Counter : 647 Pageviews.  

๓๗๗ - ศีลเสมอชีวิต




ช่วงนี้ข้าพเจ้ามักจะถูกอารมณ์โกรธ หงุดหงิดใจเข้ามาครอบงำอยู่บ่อย ๆ บางครั้งถึงกับเผลอพูดคำหยาบออกไปบ้าง ก็ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับงานเพราะงานด้านวิศวกรรมนั้นต้องใช้ความเด็ดขาดและบางครั้งก็จำเป็นต้องใช้คำพูดที่ฟังดูรุนแรงสักหน่อย แต่จริง ๆ ล้วก็ไม่มีเจตนาที่จะกล่างออกไปในทางให้ผู้อื่นเสียหาย

งานเลี้ยงกับงานต้อนรับลูกค้า ดูจะเป็นสิ่งที่ระอาใจสำหรับข้าพเจ้าอย่างเหลือล้น มันทั้งอัดอัด ทรมาณใจ เมื่ออยู่แวดล้อมกับคนเหล่านั้น จนบางครั้งรู้สึกว่า ตัวเองมีโลกส่วนตัวเยอะไปหรือปล่า ? ถ้าหากตอบเอง ก็ต้องบอกว่า “คงจะเยอะพอสมควร ” ที่จริงแล้ว สิ่งที่ข้าพเจ้าบื่อมากที่สุดก็คือ การดื่มสุราหรือเหล้านั่นเอง ไม่ได้เกรงกลัวการเข้าสังคมด้วยประการใด ๆ ทั้งปวง อย่างที่เคยเขียนมาก่อนล่วงหน้าหลายต่อหลายบท ความรู้สึกมันสะอิดสะเอียนอย่างบอกไม่ถูก ก็แปลกที่ทำไมจึงรู้สึกเช่นนั้น ทั้งที่แต่ก่อนข้าพเจ้าก็เป็นคนที่รักการดื่มสุราอยู่มาก อุปมาเหมือนกับคนตาบอด กินอาหารที่มีหนอนซอนไซอยู่เป็นเวลานาน วันหนึ่งคน ๆ นั้นเกิดตาดีขึ้นมา ลองคิดดุว่าเขาจะกินอาหารอย่างเดิมลงอีกหรือไม่ ฉันใดก็ฉันนั้น สำหรับเหล้ายาสุราสำหรับข้าพเจ้าแล้วก็อุปมาได้อย่างเดียวกัน

ใครลองทะลึ่งเอาเหล้ากับยาพิษมาวางไว้ แล้วขอให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ข้าพเจ้าก็คงไม่ลังเลที่จะเลือกเอายาพิษ เพราะเหตุผลที่ว่า กินแล้วตายครั้งเดียว แต่เหล้ากินแล้วตายหลายครั้ง หมายถึง กินแล้วต้องทนเวียนว่ายตายเกิดอีกมากมายหลายครั้ง (จนเบื่อ) เคยมีครั้งหนึ่งไปนั่งในร้านอาหาร แล้วถูกแกล้งเอาเหล้าผสมในน้ำแป๊บซี่ให้ข้าพเจ้ากิน ข้าพเจ้ารู้ถึงกับโกรธเป็นฟืนเป็นไฟมาทันที จนน้อง ๆ ถึงกับตกใจ เพราะนานทีปีหนจะเห็นข้าพเจ้าโกรธมากมายขนาดนี้ เรื่องนี้ฟังดูอาจจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ วันหลังมานั่งนึกดูและคิดว่าทำไมเราถึงต้องโกรธมากมายขนาดนั้นด้วย เป็นอันว่าในภายหลัง งานเลี้ยงอะไรต่อมิอะไรก็ไม่ค่อยเห็นเงาหัวของข้าพเจ้าอีก เพราะไม่อยากจะเจอเหตุการณ์ประเภทนี้อีก จนคนรอบ ๆ ข้าง ๆ มองดูว่าข้าพเจ้ากลายเป็นคนเคร่งศาสนา กลายเป็นคนผิดปกติไปจากคนหมู่มาก (ทั้งที่รู้อยู่เต็มตัวว่าเราปกติที่สุด)...

จะเห็นว่าการดำเนินชีวิตในสายธรรมะในปัจจุบันเป็นเรื่องยากลำบากสักเพียงใด เราต้องประสบพบเจอสิ่งทดสอบมากมาย หากไม่มีความเข้มแข็งทางจิตใจ อ่อนไหวไปตามคำชักชวน สิ่งที่อุตส่าห์บำเพ็ญสร้างมาในครั้งอดีต เป็นอันต้องสูญเปล่าเป็นแน่

ขอกล่าวถึงเรื่องศรัทธาบ้าง ศรัทธานี้ก็ไม่แพ้เรื่องศีล หากเราปฏิบัติในหลักแห่งศีลแล้วไม่มีศรัทธาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ก็ยากที่จะสามารถปฏิบัติรักษาศีลได้ตลอดรอดฝั่ง เพราะศรัทธานี้เองจะเป็นเครื่องช่วยหล่อเลี้ยงให้เราตั่งมั่นอยู่ในคุณธรรมความดีโดยมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่มั่นที่ระลึก วันไหนเราท้อแท้มาก ๆ เราก็นึกถึงพระพุทธเจ้าในช่วงที่เป็นพระโพธิสัตว์บำเพ็ญเพียงทุกกิริยาอย่างแสนสาหัสอยู่นานถึง ๖ ปี กว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดูเอาเถิดว่ายากเย็นแสนเข็ญขนาดไหน แต่พระองค์ก็ยังสามารถทำได้

เรื่องของข้ออรรถข้อธรรมนี้ แต่เพียงแค่ข้อเดียวก็สามารถเขียนอธิบายเชื่อมโยงถึงกันได้หมด นี่เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง ใครจะว่าธรรมะหรือข้อความในพระไตรปิฎกเป็นเรื่องตกแต่งขึ้นในภายหลังก็เรื่องของเขา ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น แท้จริงหากใครนำไปปฏิบัติถูกทางก็จะได้ผลจริงและเห็นผลอย่างเดียวกัน เขาจึงเรียกว่าดวงตาเห็นธรรม คือ เห็นความเป็นไปตามธรรมชาติที่มีความเกิดขึ้น ดำรงอยู่ และเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ธรรมชาติ ธรรมดา และธรรมะจึงเสมือนเป็นสิ่งเดียวกัน

บทสรุปศีล ศีลนั้นเป็นเครื่องรองรับภพอันเป็นสุคติภพ เป็นเครื่องรองรับคุณธรรมขั้นสูง เป็นเครื่องประกันว่าเราจะไม่ตกต่ำต่อไปในภายภพหน้า หรือแม้แต่ในภพปัจจุบัน เป็นเครื่องชำระความบริสุทธิ์ ทางกาย วาจา เป็นเกราะป้องกันภัยพิบัติทั้งปวง เป็นเครื่องรองรับความสงบภายในสังคม...
สารบัญ

ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก //www.xn--p3clgfhca0f0a6b.comมากมาย ครับ




 

Create Date : 27 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 27 กรกฎาคม 2555 20:58:26 น.
Counter : 446 Pageviews.  

๓๗๖ - สิ่งสูญหาย




ชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังเกิดความว้าวุ่นใจ จากความกดดันเรื่องการงานและความคิดเห็นไม่ค่อยลงรอยกับแฟนสาว สิ่งเหล่านี้ฟังดูอาจจะเป็นปัญหาเรื่องเล็ก ๆ ทั่วไป แต่สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้เอง เขาได้บ่มเพราะมานานโดยที่ไม่ยอมสลัดออกหรือหาทางแก้ไขอย่างถูกต้อง มันอาจจะทำลายชีวิตทั้งชีวิตได้เลยทีเดียว

เขาตัดสินใจทิ้งงานบนโต๊ะไว้สักพักและคิดว่าจะกลับบ้านก่อนสี่ทุ่ม ซึ่งเป็นเวลาดึกมากแล้วสำหรับคนต่างจังหวัด แต่คนเมืองเช่นเขากลับเป็นเวลาที่ต้องง่วนอยู่กับการทำงาน ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่และมองออกไปนอกหน้าต่าง ซึ่งข้างนอกมีแสงไฟประดับประดาตามร้านค้ามากมาย ดูราวกับว่ามีงานมหกรรมสำคัญ เขากวาดสายตามองไปตามท้องถนน เผื่อว่าจะรู้สึกผ่อนคลายลงได้บ้าง

และแล้วสายตาของเขาก็ไปปะทะกับพฤติกรรมของเด็กชายคนหนึ่งที่แต่งตัวมอซอ เด็กคนนั้นทำท่าทางเหมือนกับกำลังหาอะไรบางอย่างอยู่ริมถนน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นสิ่งสำคัญเสียด้วย เพราะเห็นเขาเดินวนไปวนมาอยู่หลายรอบ

'จะมีอะไรสำคัญไปกว่าเงิน...เด็กคนนั้นคงจะทำเงินหล่นหายไปแน่ ๆ ' เขานึกในใจ

แต่เวลาผ่านไปนานพอสมควร เด็กชายผู้นั้นก็ยังคงงุ่นง่านกับการหาสิ่งของบางอย่างอยู่ ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกสงสัย หากว่าสิ่งของนั้นคือเงิน เขาก็คงพอที่จะให้เด็กคนนั้นได้ ชายหนุ่มจึงตัดสินใจลงไปเพื่อยื่นมือช่วยเหลือ

“หนุ่มน้อย หาอะไรอยู่ครับ” ชายหนุ่ม เดินเข้าไปทัก

“ผมกำลังหาสิ่งของมีค่าอยู่...” เด็กน้อยหันมาตอบ ในขณะนั้นก็มีชายอีกคนหนึ่งเดินผ่านมามองชายหนุ่มอย่างประหลาดใจ

“เงินหายใช่ไหม ให้พี่ช่วยหานะ”

“ไม่ใช่เงินหรอกครับ เป็นสิ่งมีค่ามากกว่านั้น...” เด็กหนุ่มตอบ ทำให้ชายหนุ่มเริ่มฉุน เพราะในหัวของเขานอกจากเงินแล้ว จะมีอะไรที่มีค่ามากกว่านั้นอีก หรือว่าเป็นแหวนหรือทองคำ แต่เด็กธรรมดาแต่งตัวอย่างนี้จะไปเอาสิ่งของมีค่าอย่างนั้นมาจากไหน

“งั้นบอกพี่มาสิ...จะได้ช่วยหานะ...” ชายหนุ่มพูด

“ผมทำสติหายและกำลังหาอยู่...”

'เอาแล้ว ๆ เคยเจอแต่ในหนังสือ วันนี้มาเจอของจริงซะงั้น' ชายหนุ่มนึก

“ล้อเล่นใช่ไหมนี่ บ้านเราอยู่ไหน เดี๋ยวพี่ไปส่ง...” ชายหนุ่มรู้สึกเสียหน้าเล็กน้อย จึงเปลี่ยนเรื่องคุย เกิดมาก็เพิ่งเคยพบเจอเด็กพูดจากวนประสาทเช่นนี้

“บ้านผมอยู่โน้น...ไม่ต้องไปส่งหรอก เดี๋ยวผมกลับเองได้ ” เด็กน้อยพูดขึ้น พร้อมกับชี้นิ้วไปทางถนนเส้นหนึ่ง ซึ่งอยู่ด้านหลังของเขาเอง ชายหนุ่มเหลียวหลังไปมองดู แล้วก็หันกลับมาเพื่อจะคุยกับเด็กคนนั้นต่อ แต่ก็พบว่าไม่มีเด็กน้อยคนนั้นอีกแล้ว เขารีบหันซ้าย ขวา มองดูรอบ ๆ ทิศ เพื่อให้แน่ใจอะไรบางอย่าง

“แล้วไง ๆ โดนแล้วไง...” เขาตั้งสติก่อนแล้วค่อย ๆ เดินไปถามคนขับแท็กซี่ ซึ่งจอดรถรอผู้โดยสารอยู่ก่อนที่เขาจะเดินลงมาจากออฟฟิศ ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่าไม่เห็นเด็กคนไหนทั้งนั้น

ชายหนุ่มกลับเข้ามายังโต๊ะทำงาน พยายามนึกทบทวนเหตุการณ์ เด็กคนนั้นพยายามจะบอกอะไรบางอย่างกับเขา สิ่งที่เด็กคนนั้นเดินวกไปวนมาอยู่นานเพียงเพื่อหา 'สติ' นั่นเป็นอุบายธรรมหรือคำพูดของเด็กที่จับหาสาระไม่ได้กันแน่ โลกนี้มันอย่างไรกัน

“สิ่งที่มีค่ามากกว่าทรัพย์สินเงินทอง ยังมีอยู่อีกหรือ ?..” ชายหนุ่มตั้งคำถามกับตัวเอง

หรือว่าเด็กคนนั้นเป็นเพียงมโนภาพจากจิตของเขาปรุงแต่งขึ้นเอง...

ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก //www.dhammada.netมากมาย ครับ




 

Create Date : 22 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 22 กรกฎาคม 2555 17:54:41 น.
Counter : 438 Pageviews.  

1  2  

BlogGang Popular Award#13


 
อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.